แก๊งคอลเซนเตอร์ชาวจีน

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนัก โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนไทยมานับไม่ถ้วน วันนี้เรามีข่าวดีมาบอก! ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์ที่ลักลอบนำเข้าจากชายแดนจันทบุรี เพื่อมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ และรังสิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาให้กับสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา ครั้งใหญ่

เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.ต.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. พร้อมทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สถานี ส.ทล.3 กก.3 ปราจีนบุรี ออกลาดตระเวนตามถนนสาย 359 (ปราจีนบุรี – สระแก้ว) พบรถยนต์ต้องสงสัยขับด้วยความเร็วสูง ท้ายรถห้อยผิดปกติ บรรทุกหนักผิดธรรมชาติ จึงติดตามและเรียกตรวจ รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 5 กฎ 701 กรุงเทพมหานคร คนขับคือ นายชลธิศ มณีโท อายุ 36 ปี ชาว ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา รถฟอร์จูนเนอร์ต้องสงสัย

ของกลางในรถคันแรกที่ถูกตรวจค้น

จากการตรวจค้น พบผู้โดยสารชาวจีน 9 คน (ชาย 8 หญิง 1) แต่ละคนมีกระเป๋าเป้ 1 ใบ บรรจุอุปกรณ์ไอทีเพียบ ไม่มีหนังสือเดินทางถูกต้อง

  • โทรศัพท์มือถือ 244 เครื่อง (เปิดเครื่องทั้งหมด)
  • โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง
  • เมาส์ 1 อัน
  • ซิมการ์ด 32 อัน
  • อุปกรณ์เน็ตและของใช้ส่วนตัวจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปสอบสวนที่สถานีตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีทันที

รถคันที่สองถูกสกัดตามคำให้การ

จากปากคำนายชลธิศ สารภาพรับจ้างพาคนจีนจากชายแดน อ.เขาสอยดาว จ.จันทบุรี มาส่งตลาดรังสิต ค่าจ้างเที่ยวละ 10,000 บาท และมีรถคันอื่นร่วมขบวน เจ้าหน้าที่จึงออกตรวจเพิ่ม พบรถมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีดำ ทะเบียน 4 ขญ 3603 กรุงเทพมหานคร ลักษณะคล้ายกัน คนขับ นายณัฐพงษ์ คำพิลึก อายุ 35 ปี พบชาวจีน 4 คน ในรถมีกระเป๋าเป้บรรจุโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวเพียบ

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา รถมิตซูบิชิต้องสงสัย

นายณัฐพงษ์สารภาพ รับจ้างหัวละ 3,000 บาท จากอ.สอยดาว ผ่านช่องทางธรรมชาติ ทำมาแล้ว 3 ครั้ง รวมของกลางโทรศัพท์เกือบ 300 เครื่อง!

เบื้องหลังขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์

พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ เคหะทุ่ม รองผกก.3 บก.ทล. เผยว่า ชาวจีนเหล่านี้น่าจะเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์จากกัมพูชา ที่ถูกจีนกดดัน ส่งข้ามแดนมาทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย โดยใช้เส้นทางถนนสาย 359 ซึ่งเป็นจุดเสี่ยง ปัจจุบันปัญหาสแกมเมอร์จีนเท่าในไทยรุนแรงมาก สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับพันล้านบาทต่อปี แก๊งเหล่านี้มักติดต่อเหยื่อผ่านโทรศัพท์ หลอกลงทุน หลอกรัก หรือฟิชชิ่งข้อมูล

เหตุการณ์ ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา ครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ในการลาดตระเวนชายแดนและทางหลวง ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ ยังพบว่าขบวนการนี้มีนายทุนใหญ่หนุนหลัง กำลังขยายผลหาตัวผู้บงการเพิ่มเติม โดยประสาน ตม. และตำรวจกัมพูชา

ปัญหาจีนเทาและสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปีที่ผ่านมา มีการจับกุมหลายครั้ง เช่น ที่ตราด สระแก้ว และชลบุรี ชาวจีนเหล่านี้มักไม่มีวีซ่า ทำงานผิดกฎหมาย ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการหลอกลวง ประชาชนควรระวังเบอร์แปลก โปรโมชั่นเกินจริง และอย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก

การจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงตัดขบวนการขนคน แต่ยังยึดอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการโกงได้อีกมาก แสดงให้เห็นว่างานตำรวจทางหลวงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยชายแดน หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ แนะนำให้แจ้งความและรวบรวมหลักฐานทันที เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ขยายผล

สุดท้าย ขอชื่นชมทีมตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีที่ทำงานหนักปราบปรามอาชญากรรม หากสนใจติดตามข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันสแกม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลยวันนี้!

ที่มา – ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์ เข้ากรุงเทพฯ

รวบหนุ่มจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกป้า สูญกว่า 5.2 แสน

เหตุการณ์รวบหนุ่มจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกป้า สูญกว่า 5.2 แสนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มักตกเป็นเป้าหมายของเหล่ามิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตำรวจสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากลงมือจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็ว หลังจากป้าวัย 74 ปีถูกหลอกให้สูญเงินสดไปกว่า 520,000 บาท ด้วยกลอุบายแสนซาวด์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์

ภาพการจับกุมหนุ่มจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สน.หัวหมาก

รวบหนุ่มจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกป้า สูญกว่า 5.2 แสน

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.00 น. พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก พร้อมด้วย พ.ต.ท.ณัฐวัฒน์ ทารักษ์ รองผู้กำกับการสอบสวน นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเข้าจับกุมตัวนายเหอ เจี้ยน เซวียน (MR. HE JIANXUAN) อายุ 22 ปี สัญชาติจีน หมายเลขพาสปอร์ต 54448850 ได้ที่บริเวณหลังตึกแมนชั่นย่านรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

เบื้องหลังการหลอกลวงที่ทำให้สูญเงินกว่า 5.2 แสน

ทุกอย่างเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.เบญญาภา ยี่ประชา อายุ 74 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าพนักงานสอบสวนสน.หัวหมาก หลังถูกคนร้ายโทรศัพท์อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ โดยแจ้งว่ามีผู้ไม่หวังดีนำชื่อ-ข้อมูลของผู้เสียหายไปใช้เปิดเบอร์โทรศัพท์และเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมาย ผู้ร้ายจึงหลอกให้ผู้เสียหายแอดไลน์เพื่อติดต่อต่อ และสั่งให้นำเงินสดจำนวน 520,000 บาท มาส่งมอบเพื่อ “ดำเนินการตรวจสอบและอายัดบัญชี”

ผู้เสียหายที่หลงเชื่อได้กดเงินสดจากตู้ ATM และนำไปส่งให้คนร้ายที่แมนชั่นดังกล่าว จากนั้นคนร้ายยังไม่หยุด หลอกต่อให้ผู้เสียหายนำเงินเพิ่มอีก 320,000 บาท โดยมีการวิดีโอคอลพูดคุยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และนัดรับเงินที่จุดเดิม

ขั้นตอนการสืบสวน จนรวบหนุ่มจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้คาหนังคาเขา

เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนทราบเรื่อง รีบรายงานผู้บังคับบัญชาและวางแผนซ้อนแผน โดยให้ผู้เสียหายติดต่อคนร้ายแจ้งว่าจะนำเงินไปส่งตามนัด วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.20 น. เจ้าหน้าที่ดักซุ่มรอใกล้จุดนัด พบชายต้องสงสัยตรงตามพยานหลักฐาน เดินเข้ามาและทำสัญญาณยกมือชูสองนิ้วตามที่นัดไว้

เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าจับกุมทันที แต่ผู้ต้องหาพยายามวิ่งหนี ถูกไล่ตามจนจับได้ จากการตรวจค้นพบของกลางสำคัญ ได้แก่

  • โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง
  • เอกสารภาษาจีน 2 แผ่น
  • ซองกระดาษสีน้ำตาล 2 ซอง
  • ถุงพลาสติกสีดำ 2 ใบ
  • กระเป๋าเป้สีดำ 1 ใบ

ที่สำคัญ เมื่อตรวจสอบโทรศัพท์ พบหลักฐานชัดเจน การติดต่อกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ภาพถ่ายผู้เสียหายก่อนส่งเงิน และข้อความนัดสัญญาณยืนยัน ผู้เสียหายชี้ตัวผู้ต้องหาได้แน่นอน

ข้อกล่าวหาและการรับสารภาพ

เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น” ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทันที ก่อนถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

เหตุการณ์รวบหนุ่มจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกป้า สูญกว่า 5.2 แสนนี้ แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มักเล็งเป้าไปที่ผู้สูงอายุ ซึ่งอาจขาดความระมัดระวังในการรับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้า ในประเทศไทย แก๊งประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาตินำเทคโนโลยีมาใช้หลอกลวง โดยเฉพาะการขอเงินสดหรือโอนเงินแบบไม่ทิ้งร่องรอย

เคล็ดลับป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแบบกรณีนี้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  • อย่ารับสายหรือแชทจากเบอร์ไม่รู้จัก โดยเฉพาะที่อ้างเป็นธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานรัฐ
  • หากมีปัญหาเรื่องบัญชี ให้ติดต่อหน่วยงานจริงโดยตรง ไม่ใช่เบอร์ที่คนร้ายให้มา
  • ไม่ส่งเงินสดหรือโอนเงิน ให้คนที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะแบบลับๆ
  • แจ้งความทันทีหากสงสัยถูกหลอก และให้ข้อมูลช่วยตำรวจวางแผนจับกุม
  • ใช้แอปตรวจสอบเบอร์โทร เช่น Truecaller เพื่อเช็คความน่าเชื่อถือ

การตื่นตัวและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งอาชญากรรมออนไลน์นี้ หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน อย่าลังเลที่จะแจ้งความเพื่อปกป้องตัวเองและช่วยสังคม

ที่มา – รวบหนุ่มจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกป้า สูญกว่า 5.2 แสน สืบหัวหมาก ตลบหลัง ได้คาหนังคาเขา

ไทย จีน เมียนมา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์!

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งประวัติศาสตร์ “ไทย-จีน-เมียนมา” จับมือลุยพื้นที่สีเทาชายแดน ทุบทำลายตึกบัญชาการแก๊งสแกมเมอร์ “KK Park” และ “ชเวก๊กโก” จนราบเป็นหน้ากลอง

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย นายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อผนึกกำลังกับทางการเมียนมา ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุด

โดยเปิดภาพการทลายรังสแกมเมอร์ – ตึกหรูสู่ซากปรักหักพัง จุดสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมา ได้นำคณะทำงานของไทยและจีน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลัก 2 แห่ง ได้แก่ KK Park และ ชเวก๊กโก ฐานบัญชาการใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนทั่วโลก

จากการลงพื้นที่พบว่า อาคารตึกสูงและสำนักงานที่เคยเป็นแหล่งกบดานของเหล่าสแกมเมอร์ ได้ถูกทุบทำลายทิ้งอย่างถาวร สภาพปัจจุบันเหลือเพียงความว่างเปล่าและซากอาคาร ยืนยันให้เห็นถึงความร่วมมือและความจริงจังในการตัดรากถอนโคน ไม่ให้เหลือสถานที่สำหรับตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป ส่งผลให้กลุ่มจีนเทาและลูกจ้างสแกมเมอร์แตกฮือ ไม่สามารถทำการหลอกลวงคนในหลายประเทศได้อีกต่อไป

ต่อมาเวลา 14.20 น. ณ ห้องประชุมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา ได้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกันระหว่าง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และคณะ (ผู้แทนประเทศไทย) ,พล.ต.ต.มิน ไทก์ เมียว (Min Htike Myo) รองผู้บัญชาการตำรวจเมียนมา และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) และนายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยได้ข้อสรุปมาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งประเทศไทย จะใช้กลไกของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล/พยานหลักฐานเพื่อขยายผลเครือข่ายร่วมกัน ภายใน 24 ชั่วโมง โดย เน้นย้ำหลักการอาชญากรรมไร้พรมแดน การปราบปรามต้องไร้พรมแดน จะต้องร่วมมือแบบไร้ข้อจำกัดและรวดเร็ว โดยจะยังคงนโยบายประสานงานร่วมกันในการตัดวงจรปัจจัยพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า, สัญญาณอินเตอร์เน็ต ของกลุ่มอาชญากรในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งยังตกลงกันที่จะให้ความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวก และลดขั้นตอน เรื่องการส่งตัวกลุ่มชาวต่างชาติที่หลบหนีออกจากเมียนมากลับประเทศ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว, ลดภาระเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย และ เพื่อความปลอดภัยของชาวต่างชาติ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ผลพวงจากการทุบทำลายตึกและฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนจำนวนมากที่พยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ KK Park และ ชเวก๊กโก ถูกเจ้าหน้าที่เมียนมาจับกุมตัวได้ในที่สุด โดย นายหลิวจงอี้และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบห้องกักตัวในเมืองเมียวดี ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยผู้ต้องหาชาวจีน โดยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ เพื่อรอขั้นตอนการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นจุดจบของขบวนการต้มตุ๋นข้ามชาติที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า พื้นที่ชายแดนจะไม่ใช่เซฟโซนของอาชญากรอีกต่อไป เมื่อ 3 ประเทศร่วมมือกันจนมีผลเป็นรูปธรรมดังกล่าว.

“ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ไทย จีน เมียนมา ในการทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ความสำคัญของความร่วมมือ ไทย จีน เมียนมา

  • แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ตัดวงจรการเงินและแหล่งพักพิงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบังคับใช้กฎหมาย

การผนึกกำลังของ ไทย-จีน-เมียนมา ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทลายตึก แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาชญากรรมทางออนไลน์จะไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและปราบปรามภัยร้ายนี้ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – “ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรัง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ทุบตึก KK Park-ชเวก๊กโก

ส่งกลับลอตสุดท้าย “สแกมเมอร์ชาวจีน” กว่าพันคน

ความคืบหน้าล่าสุดในการกวาดล้างกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเมียนมา กองกำลังกะเหรี่ยง BGF ได้ควบคุมการส่งตัวกลุ่ม “สแกมเมอร์ชาวจีน” กลับประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน สรุปยอดรวมการส่งตัวอยู่ที่ 1,180 คน หลังจากการปราบปรามอย่างเข้มข้นในพื้นที่เมืองชเวก๊กโก่ และเคเคปาร์ค

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจ สภ.แม่สอด ได้ร่วมกันส่งตัวชาวจีนกลุ่มสแกมเมอร์จีนเทาชุดสุดท้ายกลับประเทศ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด จังหวัดตาก การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นเที่ยวสุดท้ายของการส่งตัวกลับ ทำให้ยอดรวมตลอด 4 วันของการปฏิบัติการอยู่ที่ 1,180 คน

พันโทหน่ายหม่องโซ โฆษกกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง BGF ได้ควบคุมการส่งกลับกลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนอย่างใกล้ชิด โดยเริ่มทยอยส่งตัวออกจากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมาตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่ทางการทูตของจีนมารับตัวข้ามแดนมายังสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ก่อนนำตัวไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด เพื่อเดินทางกลับประเทศต้นทาง แต่ละคนจะมีป้ายสีเหลืองระบุตัวเลขกำกับไว้ที่คอ เพื่อใช้ในการตรวจสอบจำนวน

รัฐบาลจีนได้จัดเครื่องบินเช่าเหมาลำจากสายการบินไชน่า เซาเทิร์นแอร์ไลน์ มารับตัวสแกมเมอร์ชาวจีนกลับประเทศ โดยแบ่งการเดินทางเป็นหลายเที่ยวบิน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม (300 คน), 2 ธันวาคม (299 คน), 3 ธันวาคม (293 คน) และ 4 ธันวาคม (287 คน) ซึ่งในวันสุดท้าย มีการแบ่งเที่ยวบินย่อยๆ หลายเที่ยว โดยมีทั้งชายและหญิง แต่ส่วนใหญ่เป็นชาย อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวจีนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังถูกกักตัวอยู่ในเมียนมาเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพและโรคติดต่อ

ชาวจีนที่ถูกส่งตัวกลับในครั้งนี้ ส่วนใหญ่มาจากเมืองชเวก๊กโก่ และเมืองเคเคปาร์ค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านเอ่งจี่เหมี่ยง” ในจังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา พื้นที่เหล่านี้เป็นที่ตั้งของแก๊งค์สแกมเมอร์ออนไลน์ขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินการหลอกลวงเหยื่อผ่านทางอินเทอร์เน็ต การปราบปรามครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างทหารเมียนมา ตำรวจเมียวดี ตรวจคนเข้าเมือง และกองกำลังกะเหรี่ยง BGF ซึ่งนำไปสู่การทำลายอาคารสำนักงานที่ใช้ในการกระทำผิด

ส่งกลับลอตสุดท้าย “สแกมเมอร์ชาวจีน”

การส่งกลับสแกมเมอร์ชาวจีนครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเสียหายให้กับผู้คนจำนวนมาก การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

การกวาดล้างและส่งกลับกลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอาชญากรรมออนไลน์เท่านั้น แต่ยังมีผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอีกด้วย การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาว

การปราบปรามแก๊งค์สแกมเมอร์เหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เรายังคงต้องเฝ้าระวังและร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นอีกในอนาคต การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์

ที่มา – ส่งกลับลอตสุดท้าย “สแกมเมอร์ชาวจีน” หลังถูกกวาดล้างในเมียนมา 4 วัน รวมกว่าพันคน

ชุดหนุมานคุมตัว แส จิ้นเจียง ให้จีนดำเนินคดี

“พล.ต.ท.จิรภพ” พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน คุมตัว “แส จิ้นเจียง” เบื้องหลังสแกมเมอร์รายสำคัญ เจ้าพ่อชเวโก๊กโก เป็นผู้ร้ายข้ามแดน ส่งให้ทางการจีน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อ

วันที่ 12 พ.ย. 68 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน ร่วมภารกิจส่งตัว นายแส จิ้นเจียง (She Zhijiang) เจ้าพ่อชเวโก๊กโก ให้กับทางการจีน หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีน

โดยก่อนหน้านี้ นายแส จิ้นเจียง ได้ถูกทางการจีนออกหมายจับในข้อหาจัดตั้งและบริหารเว็บไซต์การพนันออนไลน์ข้ามชาติ, ฟอกเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย และร่วมกันจัดตั้งขบวนการอาชญากรรม ตั้งบริษัทบังหน้าในหลายประเทศ โดยมีการพบว่า ผู้ต้องหารายนี้ใช้ประเทศเมียนมาเป็นฐานตั้งบริษัทบังหน้าทำธุรกิจพนันออนไลน์ข้ามชาติ เงินหมุนเวียนกว่า 280 ล้านหยวน และฟอกเงินออกต่างประเทศกว่า 150 ล้านหยวน

ซึ่งในวันนี้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอศ.ตร. พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน CIB ได้ควบคุมตัว นายแส จิ้นเจียง จากเรือนจำไปยังห้องควบคุมของ สภ.สุวรรณภูมิ เพื่อนำตัวส่งให้ทางการจีนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การส่งตัว แส จิ้นเจียง ครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพนันออนไลน์และฟอกเงิน ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคม การที่เจ้าหน้าที่ไทยสามารถจับกุมและส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนรายสำคัญอย่าง แส จิ้นเจียง ได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

ชุดหนุมาน คุมตัว แส จิ้นเจียง ให้จีนดำเนินคดี

คดีของ แส จิ้นเจียง เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความซับซ้อนของอาชญากรรมข้ามชาติและการดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายกว้างขวาง การที่ แส จิ้นเจียง สามารถหลบหนีและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายในหลายประเทศได้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายและการประสานงานระหว่างประเทศ

แล้วทำไมต้องเป็นชุดหนุมาน?

การใช้ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานในการควบคุมตัว แส จิ้นเจียง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและความละเอียดอ่อนของภารกิจนี้ ชุดหนุมานเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติการพิเศษและการบังคับใช้กฎหมายที่มีความเสี่ยงสูง การที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของชุดปฏิบัติการพิเศษนี้

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของชุดหนุมานยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มอาชญากรว่า ทางการไทยมีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ และจะไม่ยอมให้ใครก็ตามใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการก่ออาชญากรรม

การดำเนินคดีกับ แส จิ้นเจียง จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งของกฎหมายและความยุติธรรม การที่ทางการจีนสามารถนำตัวผู้ต้องหารายนี้มาดำเนินคดีได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม คดีของ แส จิ้นเจียง ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า อาชญากรรมข้ามชาติเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

ที่มา – ชุดหนุมาน คุมตัว “แส จิ้นเจียง” เจ้าพ่อชเวโก๊กโก ให้จีนดำเนินคดี

ตร. แถลงผลปราบสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่ ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง

วันที่ 9 พ.ย. 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”เตรียมแถลงผลปฏิบัติการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ ในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งจะมีการรวบรวมผลการดำเนินการจากทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศสงครามไซเบอร์สแกม ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท โดยยกเป็นวาระแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปฏิบัติการ MONEY CASH BACK อย่างต่อเนื่อง สามารถหยุดยั้งการโอนเงิน ติดตามเงินของผู้เสียหายคืนได้อย่างรวดเร็ว โดยได้รับการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่าง ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ ศูนย์ PCT และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ WARROOM IAC และสถาบันการเงิน โดยล่าสุด สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถนำเงินคืนผู้เสียหายได้รวมกว่า 1.2 ล้านบาท

คดีที่ 1 สภ.ศรีราชา อายัดเงินได้ 300,320 บาท ขณะบัญชีม้ากำลังถอนเงิน โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 ตำรวจ สภ.ศรีราชา ได้รับการประสานจาก WARROOM IAC และทีมสืบสวนทุจริตด้านดิจิทัล ฝ่ายป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ว่าพบความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัยภายในธนาคาร ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าตรวจสอบ พบนายอำนาจฯ กำลังรอถอนเงินสด 300,320 บาท จึงเข้าควบคุมตัว

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอำนาจยอมรับว่า ได้รับว่าจ้างให้ถอนเงินโดยแลกค่าจ้างเพียง 4,000 บาท ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดคุมตัว นางธัญญพัทธ์ ทำหน้าที่ควบคุมการถอนเงิน จากการสอบสวนสารภาพว่าได้รับว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ให้ดูแลการถอนเงิน เมื่อตรวจสอบที่มาของเงิน พบมีผู้เสียหายรายหนึ่งอยู่ในพื้นที่ สน.ท่าข้าม กรุงเทพมหานคร ถูกหลอกลงทุน โอนเงินให้แก๊งมิจฉาชีพผ่านบัญชีของนายอำนาจ 301,141 บาท จึงให้เข้าร้องทุกข์ เพื่อดำเนินการคืนเงินตามโครงการ MONEY CASH BACK

อีกคดี ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมเครือข่ายคอกม้า 12 ราย ยึดเงินสดกว่า 927,000 บาท โดย ศปอส.ตร. สืบสวนเส้นทางการเงินและติดตามผู้ต้องสงสัยในเครือข่ายบัญชีม้า ก่อนเข้าตรวจสอบที่ธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา พบกลุ่มบุคคล 12 ราย พฤติการณ์ตรงกับข้อมูลเครือข่ายบัญชีม้า จึงเข้าควบคุมตัวพร้อมตรวจยึดของกลางเงินสด 927,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การว่าเห็นโฆษณาชักชวน “รับเช่าบัญชี รายได้สูง” ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น “หารายได้เสริมง่ายๆ” และ “ไม่ง้อเงินเดือน” อ้างว่าถูกแอดมินในไลน์หลอกให้ส่งเอกสารส่วนตัว และบัญชีธนาคารเพื่อเช่าบัญชี โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 5,000 บาท เมื่อถึงวันถอนเงิน แอดมินจะสั่งการผ่านโทรศัพท์ตลอดเวลา และมีผู้คุมบัญชีคอยติดตามดูแลในพื้นที่ เมื่อถอนเงินเสร็จจะนำเงินทั้งหมดส่งต่อให้ผู้รวบรวมเงินตามคำสั่ง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและธนาคารเอกชน เพื่อหยุดยั้งเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ผบ.ตร.ชมเชยชุดสืบสวน สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และตำรวจภูธรภาค 1 ที่สามารถดำเนินการเชิงรุก รวดเร็ว เฉียบขาด จนนำไปสู่การยึดเงินคืน และจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งเครือข่าย และขอเตือนผู้หลงผิดให้เช่าบัญชี รับจ้างกดเงินแลกกับรายได้ไม่กี่บาท ทั้งที่รู้ว่าเป็นขบวนการอาชญากรรมที่ตำรวจมุ่งมั่นปราบปรามเด็ดขาด จริงจัง ต้องถูกดำเนินคดี รับโทษหนักทั้งจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเท เสียสละ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1441 หรือ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การแถลงผลการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

ความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นที่จะปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนควรตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ที่มา – “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ตอกย้ำความมุ่งมั่น เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา สแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกค้นโกดังในกรุงพนมเปญ ยึดของกลางมือถือกว่า 2,000 เครื่อง คอมพิวเตอร์หลายร้อยชุด พร้อมซิมการ์ดนับหมื่นใบ จับผู้ต้องหา 7 ราย ทั้งชาวจีนและกัมพูชา พัวพันขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเฟรชนิวส์ ของกัมพูชารายงานว่า ตำรวจกัมพูชานำชุดปฏิบัติการพิเศษ บุกตรวจค้นบ้านพักกลางกรุงพนมเปญที่ถูกใช้เป็นสถานที่นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีและสื่อสาร เพื่อสนับสนุนขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 คน เป็นชาวจีน 3 คน รวมหัวหน้าเครือข่าย และชาวกัมพูชา 4 คน

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก อาทิ โทรศัพท์มือถือ 2,323 เครื่อง อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink 12 ชุด หน้าจอ LCD 48 เครื่อง คอมพิวเตอร์แบบ All-in-One 447 เครื่อง เคสคอมพิวเตอร์ 147 ชุด จอมอนิเตอร์ 239 เครื่อง เครื่องชาร์จโทรศัพท์หลายเครื่องพร้อมกัน 343 ชุด เราเตอร์ Wi-Fi 89 เครื่อง และซิมการ์ดจากต่างประเทศกว่า 18,950 ใบ รวมถึงซิมท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อุปกรณ์ทั้งหมดถูกใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะซิมการ์ดจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ตุรกี ไทย เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก สเปน และอิตาลี ซึ่งถูกนำไปสร้างบัญชีปลอมบนแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงเปิดบัญชีธนาคารปลอม เพื่อใช้หลอกลวงเหยื่อในหลายประเทศ

ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งให้นำอุปกรณ์ไปส่งตามจังหวัดต่าง ๆ ของกัมพูชา เพื่อสนับสนุนฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ในพื้นที่อื่น ๆ

หลังปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานอัยการศาลเทศบาลพนมเปญดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและแหล่งนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงภัยของการหลอกลวงทางออนไลน์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชาได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ก็ยังคงมีช่องว่างให้เหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้ดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น เราจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ บนโลกออนไลน์การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ การที่ซิมการ์ดจากหลากหลายประเทศถูกนำมาใช้ในการกระทำผิด ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

การบุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชาครั้งนี้ ทำให้เราเห็นภาพรวมของการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเขามีการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีจำนวนมาก มีการใช้ซิมการ์ดจากต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม และมีการกระจายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการถูกจับกุม

ความสำคัญของการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์

การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา ที่ลักลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ เพราะนอกจากจะช่วยลดจำนวนเหยื่อที่ถูกหลอกลวงแล้ว ยังเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการสืบสวนและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลและเตือนภัยให้ผู้อื่นได้รับทราบ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อได้เช่นกัน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การตระหนักถึงภัยคุกคามทางออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญ เรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองและคนรอบข้างจากกลโกงต่างๆ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “สวี ฟาฉี” โกง 5 พันล้าน

ตำรวจจีนทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ นำโดย “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งในเมียนมา โกงเงินคนจีนไปกว่า 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาส่งตัวให้จีนดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนแถลงการณ์ว่า ได้ทลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติของ “สวี ฟาฉี” หรือ “สวี เหล่าฟา” หัวหน้าแก๊งโกกั้ง ทางตอนเหนือของเมียนมา ที่โกงเงินเหยื่อกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้จีนดำเนินคดี

ขบวนการนี้ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฉ้อโกงทางโทรศัพท์และออนไลน์กว่า 3,400 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์

คดีนี้อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างจีนและเมียนมา โดยตำรวจนครฉงชิ่งได้รับมอบหมายให้ทำการสอบสวนตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 หลังจากสืบสวนอย่างเข้มข้นเป็นเวลาหลายเดือน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก ก่อนที่จะออกหมายจับสาธารณะในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน

ต่อมา ในวันที่ 30 มกราคม 2567 ตำรวจเมียนมาสามารถจับกุมตัว สวี ฟาฉี ได้ และส่งมอบให้กับทางการจีนภายใต้กลไกความร่วมมือด้านกฎหมายและความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศ

รายงานระบุว่า ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่จีนกว่า 300 นายจากนครฉงชิ่งได้ลงพื้นที่กว่า 18 มณฑลและนคร รวมถึง ฝูเจี้ยน กุ้ยโจว กานซู่ และยูนนาน เพื่อทำการสอบพยานและตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม โดยทำงานร่วมกับทางการเมียนมาในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งทางอาวุธ

ระหว่างวันที่ 17-19 กันยายน 2568 ศาลประชาชนชั้นต้นลำดับที่ 5 นครฉงชิ่ง ได้เปิดการไต่สวนคดีของ สวี ฟาฉี และพวกต่อสาธารณชน ผลจากการสอบสวนพบว่า ตั้งแต่ปี 2562 สวี ฟาฉี ได้ก่อตั้งขบวนการอาชญากรรมในพื้นที่โกกั้ง โดยใช้เครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นร่วมมือกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์ สร้างและเช่าพื้นที่โกง 14 แห่ง เช่น โรงแรมเถียนจื่อ เขตอุตสาหกรรมตงเฉิง เป่าป่าวจ้าย และอาคารหมายเลข 311 เพื่อใช้เป็นฐานหลอกลวงคนจีน

นอกจากนี้ เขายังควบคุมกองกำลังติดอาวุธกว่า 400 คน เพื่อคุ้มกันพื้นที่และบังคับผู้ทำงานในขบวนการ หากผู้ใดไม่ทำตามคำสั่งหรือไม่บรรลุเป้าหมาย จะถูกทำร้าย ทรมาน หรือสังหารอย่างโหดเหี้ยม ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนพบหลักฐานคดีฆาตกรรม 1 คดี บาดเจ็บสาหัส 1 คดี และคดีหน่วงเหนี่ยวกักขังและกรรโชกทรัพย์อีกหลายสิบคดีในพื้นที่นี้ ขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาโทษผู้ต้องหาและสมาชิกแก๊งทั้งหมด

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

“สวี ฟาฉี” คือใคร? ทำไมถึงโกงเงินได้มากมายขนาดนี้?

สวี ฟาฉี หัวหน้าแก๊งโกกั้ง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโกงเงินครั้งมหาศาลนี้ ได้สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งในพื้นที่โกกั้ง ร่วมมือกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความรุนแรงในการควบคุมลูกน้อง ทำให้ขบวนการของเขาสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายให้กับเหยื่อจำนวนมาก

การจับกุม สวี ฟาฉี และพวก ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของทางการจีนและความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราต้องระมัดระวังกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และตระหนักถึงภัยอันตรายจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบเขตของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ การที่ สวี ฟาฉี สามารถสร้างเครือข่ายและดำเนินการหลอกลวงในระดับนี้ บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและยกระดับมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ที่มา – จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

Scroll to top