แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน

“ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 การประชุมรัฐสภาเรื่องด่วนเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างความฮือฮาอย่างมาก เมื่อนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายอย่างดุเดือดในฐานะผู้กล่าวคนที่ 2 ต่อจากผู้นำฝ่ายค้าน โดยหัวข้อหลักคือ “ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ หวั่นประเทศถูกแช่แข็ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่อาจนำไปสู่หายนะของชาติ

“ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ

นายแพทย์ชลน่าน เริ่มต้นการอภิปรายด้วยภาพรวมนโยบายรัฐบาลทั้ง 4 ด้าน ในกรอบเวลาเพียง 4 เดือน ที่ไม่เพียงแต่ไม่นำไปสู่ทางออกของประเทศ แต่ยังกลายเป็นปัญหาใหญ่โต เขาเปรียบเสมือน “4 หายนะ” ที่จะทำให้ประเทศไทยถูกแช่แข็งต่อไป โดยเฉพาะในด้านประชาธิปไตยไทย รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเคยพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นแค่สัญญาลมปาก นายแพทย์ชลน่าน เรียกร้องให้พรรคประชาชนที่ร่วมเซ็น MOU ผลักดันให้รัฐบาลจริงจัง โดยเฉพาะการทำให้วุฒิสภา (สว.) สนับสนุนการแก้ไข หากไม่ทำ ประเทศไทยจะยังคงถูกแช่แข็ง ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้

หวั่นประเทศถูกแช่แข็งจากระบบเลือก สว. ชุดใหม่

ประเด็นที่สองที่นายแพทย์ชลน่านชี้ให้เห็น คือระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แบบใหม่ที่ใช้ครั้งเดียวในปี 2567 ซึ่งกลายเป็นต้นตอปัญหาใหญ่ ระบบนี้เปิดช่องให้มีการนัดแนะ ตกลง แลกเปลี่ยนคะแนนระหว่างผู้สมัครได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” ที่ลงมติไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นที่สอดคล้องกับพรรคภูมิใจไทย แสดงถึงเครือข่ายการเมืองที่เหนียวแน่น นอกจากนี้ การไต่สวนของ DSI และ กกต. พบผู้เกี่ยวข้อง 229 คน โดย 91 คนเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและผู้ใกล้ชิด หากสอบสวนเสร็จ กกต. สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ นี่คือหายนะต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยไทย ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่านโยบายจะไม่ใช่แค่ลมปาก

นอกจากนี้ นายแพทย์ชลน่านยังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและหลักนิติธรรม โดยชี้ว่ารัฐบาลมีฐานที่มั่นในบุรีรัมย์ ใช้เครือข่ายท้องถิ่นมากกว่าความสามารถ เขาตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่า “อนุวิน-เนทิน-หนูเน” ซึ่งสะท้อนปัญหาการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มีประวัติคดียาเสพติดในออสเตรเลีย แม้ศาลตีความไม่ขาดคุณสมบัติ แต่สังคมยังตั้งคำถามจริยธรรม นโยบายประกาศชัดแต่การกระทำขัดแย้ง รวมถึงคดีที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. ที่ยังค้างคา รัฐบาลแบบนี้จะบริหารประเทศได้อย่างไร?

ประการที่สาม คือการขาดความสามารถในการบริหาร โดยปัญหาหลายอย่างที่รัฐบาลประกาศแก้ คือปัญหาที่ตัวเองเคยละเลย เช่น นายอนุทินที่เคยถูกเรียกว่า Cannabis King จากการปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์ แต่กลับกลายเป็นการใช้สันทนาการแพร่หลาย กฎหมายควบคุมล่าช้า ช่องโหว่เยอะ ขาดการคุ้มครองเยาวชน สร้างปัญหาสังคมและสาธารณสุขที่ต้องแก้ไขต่อเนื่อง

ประการสุดท้าย หายนะทางโอกาสของประชาชน โครงการดีๆ อย่างบ้านเพื่อคนไทย ODOS ดอกเบี้ย 19% Financial Hub ถูกหยุดชะงัก รวมถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ลดความเหลื่อมล้ำและเชื่อมโอกาสเศรษฐกิจ ถ้าหยุด ประชาชนจะแบกต้นทุนสูงขึ้น ขัดกับหลักลดค่าครองชีพ นโยบายที่ประกาศไว้ไม่ใช่ทางออก แต่เป็นการจัดวางอำนาจเพื่อสืบทอด 4 เดือนนี้สำหรับประชาชนคือเวลาที่สูญเสีย เศรษฐกิจชะลอ รายได้ไม่พอ คุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น

การอภิปรายของนายแพทย์ชลน่านจบลงในเวลา 10.50 น. โดยทิ้งคำถามว่ารัฐบาลนี้จะวาดภาพอนาคตมั่นคงให้ประชาชนได้หรือไม่ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบนโยบาย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อร่วมกันสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – “ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ หวั่นประเทศถูกแช่แข็ง

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ หวังแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าพบเพื่อแถลงนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ชัดเจน

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ

ในการแถลงครั้งนี้ นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงหลักสำคัญ 3 ประการที่รัฐบาลจะยึดถือในการบริหารประเทศ ได้แก่ 1. การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. การยึดมั่นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการบนพื้นฐานธรรมาภิบาล รัฐบาลตระหนักดีถึงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา งบประมาณที่ไม่ได้จัดทำเอง และสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สร้างระบบเศรษฐกิจโปร่งใส มั่นคง และสงบสุข นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการจัดทำประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นโยบายเศรษฐกิจและสังคมหลัก

นายอนุทินได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นด้านต่างๆ ดังนี้ ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้ประชาชนในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าพลังงาน ค่าน้ำสะอาด ค่าโดยสาร เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ จัดโครงการคนละครึ่ง บริหารราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม พร้อมเสริมสร้างรายได้และความสามารถแข่งขันให้ผู้ค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ

สำหรับปัญหาหนี้สิน จะแก้ไขหนี้ภาคประชาชนรายบุคคลไม่เกิน 1 แสนบาท ลดการติดกับดักหนี้ เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ไม่เกิน 1 ล้านบาท และช่วยเหลือผู้มีวินัยชำระหนี้เข้าถึงแหล่งทุน นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสการออมให้ประชาชนรายย่อย ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวด้วยความปลอดภัยและปราบปรามการฉ้อโกง เร่งแก้ผลกระทบสงครามการค้า จัดตั้งทีมไทยแลนด์ยกระดับ FTA เปิดตลาดใหม่ ดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลจากภาษีสหรัฐฯ และสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวย

  • ด้านความมั่นคง: แก้พิพาทไทย-กัมพูชาด้วยสันติภาพ รักษาอธิปไตยชายแดน ใช้การเจรจาทางการทูต และจัดประชามติยกเลิก MOU
  • ด้านสังคม: ปราบพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ แก้ พ.ร.บ.การพนัน ลดการอนุญาต ขจัดทุจริต ร่วมมือ ป.ป.ช. พิทักษ์ศาสนา
  • ด้านสิ่งแวดล้อม: ติดตั้งระบบเตือนภัย เยียวยาผู้ประสบภัย อนุรักษ์ทรัพยากร จัดการน้ำ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า

ในด้านการบริหารภาครัฐ จะปฏิรูปกฎหมาย พัฒนารัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงระบบ เสนอร่างกฎหมายยกระดับการบริหาร บูรณาการหน่วยงาน รัฐ เอกชน ประชาชน ยกเลิกกฎหมายอุปสรรค

รัฐบาลยังผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน เช่น สิทธิการศึกษา สาธารณสุข ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาสุขภาพ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่า เกษตรอัจฉริยะ SMEs ทันโลก อุตสาหกรรมใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน โครงการพระราชดำริ

รัฐบาลมุ่งมั่นบริหารด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดประโยชน์ชาติ สร้างความเชื่อมั่นการคลัง โปร่งใส ประสิทธิภาพ ภายใต้วินัยการเงิน เน้นงบ 2569 อย่างรอบคอบ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วางรากฐานยั่งยืน นำประชาชนสู่ความอยู่ดีมีสุข

การแถลงนโยบายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน หากประชาชนมีส่วนร่วม รัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองติดตามและสนับสนุนนโยบายเหล่านี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ หวังแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา อนุทินแถลงนโยบายรัฐบาล

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา อนุทินแถลงนโยบายรัฐบาล

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นี้ ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนทั่วประเทศ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชนไทย

การถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา จะเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ในวาระพิเศษตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดกรอบการแถลงและอภิปรายไว้ 2 วัน คือ 29-30 กันยายน 2568 หลังจากที่นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา นโยบายที่แถลงมีทั้งหมด 7 หน้า เน้นการแก้ไขปัญหาหลัก 4 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน

รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายอนุทิน มุ่งเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยเริ่มจากการประชุมรัฐสภาที่ถ่ายทอดสดให้ประชาชนติดตามได้ทั่วประเทศ คำแถลงนโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นพิธีการ แต่ยังเป็นแผนงานชัดเจนที่จะนำไปปฏิบัติจริง เพื่อลดความเดือดร้อนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับทุกภาคส่วน

นโยบายเศรษฐกิจ: ลดค่าครองชีพ สร้างความเข้มแข็ง

ด้านแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งลดค่าครองชีพและรายจ่ายของประชาชน โดยโครงการเด่นอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จะถูกขยายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในชุมชน ส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดค่าไฟฟ้าและน้ำมัน ลดต้นทุนการขนส่งและการเดินทาง นอกจากนี้ ยังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยควบคุมราคาให้สมเหตุสมผล ลดต้นทุนการผลิต และป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้าที่กระทบเกษตรกรไทย การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม

นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ: รักษาอธิปไตย

สำหรับ นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ รัฐบาลจะผสานมาตรการทางการทูตกับกำลังทหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาแบบสองฝ่ายจะถูกเร่งรัด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นโยบายนี้จะช่วยรักษาความสงบสุขบริเวณชายแดน และเพิ่มน้ำหนักในการทูตของไทยบนเวทีโลก

นโยบายแก้ภัยพิบัติ: ช่วยเหลือทันใจ

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย ทำให้ นโยบายแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชน เป็นหัวใจสำคัญ รัฐบาลจะปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และเพิ่มงบประมาณสำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทุกขั้นตอนจะโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็วและ公平 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัย เช่น เขื่อนและระบบระบายน้ำ จะลดความเสียหายในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นโยบายป้องกันปัญหาสังคม: กวาดล้างอาชญากรรม

สุดท้าย นโยบายป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม จะปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยใช้กำลังตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน สำหรับเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะห้ามมีคาสิโนเด็ดขาด เพื่อป้องกันการฟอกเงินและปัญหาสังคมที่ตามมา นอกจากนี้ จะส่งเสริมการศึกษาและกิจกรรมชุมชนเพื่อป้องกันเยาวชนจากโทษภัยเหล่านี้ สร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นโยบายทั้ง 4 ด้านนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่รัฐบาลอนุทินตั้งใจจะขับเคลื่อน โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ในระยะสั้นเพื่อคืนความเชื่อมั่นให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทินฉบับเต็มได้เลย

ติดตามการถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้รู้ว่าประชาชนคาดหวังอะไรจากนโยบายเหล่านี้บ้าง ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืน

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน

พรุ่งนี้ พร้อมแถลงนโยบาย “อนุทิน” ย้ำสไตล์ภท.

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ 29-30 กันยายน 2568 โดยย้ำถึงสไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นทำได้เร็วและทำได้เลย ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้พรรคสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

นายอนุทิน กล่าวว่าการแถลงนโยบายนี้จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี เพียงแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงพักร้อนเท่านั้น สิ่งที่ค้างคาอยู่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะสามารถใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น การที่ผลสำรวจความนิยมของนายกรัฐมนตรีเพิ่มสูงขึ้นนั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคาดหวังจากประชาชน แต่ต้องไม่หลงใหล ต้องใช้เป็นแรงผลักดันในการทำงานหนักเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นนี้ ซึ่งนายอนุทินเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่ใช่ยาพิษ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังยอมรับว่าการรับตำแหน่งนี้มีความกดดัน แต่สไตล์ของพรรคภูมิใจไทยคือการทำงานแบบ Quick Win หรือเห็นผลเร็ว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยที่ต้องการความคล่องตัว พรรคจะวางแผนและวางฐานให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถสานต่อได้อย่างราบรื่น

สไตล์การทำงานแบบทำได้เร็ว ทำได้เลย ของพรรคภูมิใจไทย

สไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินย้ำไว้ คือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม ไม่รอช้า ซึ่งช่วยให้สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงที่ผ่านมา พรรคได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถนี้ผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

สำหรับประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 โดยนายอนุทินเรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พรรคประชาชน ขึ้นเวที ซึ่งทำให้หัวหน้าพรรคประชาชนอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกมาตำหนิ นายอนุทินชี้แจงว่าไม่ใช่ดราม่า แต่เป็นการชื่นชมนายทวิวงศ์และสร้างกิมมิคเพื่อความสนุกบนเวทีเท่านั้น และยืนยันว่ายังสามารถคุยกับพรรคประชาชนได้ทุกเรื่อง การลงพื้นที่คือการทำงานที่แยกจากประเด็นการเมือง

  • การแถลงนโยบายจะช่วยกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่
  • สไตล์ Quick Win จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นผลเร็ว
  • ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังคงแน่นแฟ้น

โดยรวมแล้ว การแถลงนโยบายครั้งนี้ พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดเพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ในมุมมองของผู้เขียน การทำงานแบบทำได้เร็วของพรรคภูมิใจไทยน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย หากสามารถรักษาความคล่องตัวนี้ไว้ได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายที่กำลังจะมา? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

ภูมิใจไทยสรุปนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก

ภูมิใจไทยสรุปนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก

พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่น่าประทับใจผ่านการสรุปนโยบายสำคัญที่เรียกว่า ภูมิใจไทยสรุปนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก ซึ่งมุ่งคืนความมั่นใจให้กับประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจที่ผันผวน ภัยพิบัติ และปัญหาสังคม นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นแผนงานที่ชัดเจน แต่ยังเน้นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนภายในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความหวังใหม่ให้กับคนไทยทุกคน

ภูมิใจไทยสรุปนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เพื่อคืนความมั่นใจ

วันที่ 28 กันยายน 2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊กของพรรค ซึ่งเป็นช่องทางที่ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้อย่างสะดวกสบาย การสรุปนโยบายนี้เตรียมนำไปอภิปรายในรัฐสภาต่อไปในวันที่ 29-30 กันยายน 2568 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก นโยบายดังกล่าวมุ่งแก้ไข 4 ภัยหลัก ได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง

การนำเสนอ ภูมิใจไทยสรุปนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก นี้ ช่วยให้ประชาชนเข้าใจง่ายและเห็นภาพรวมของรัฐบาลที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นแผนปฏิบัติที่วัดผลได้จริง ในยุคที่ข้อมูลล้นหลาม การสรุปแบบกระชับนี้จึงตอบโจทย์การสื่อสารที่ทันสมัย

รายละเอียดนโยบายเศรษฐกิจ: ลดค่าครองชีพด้วยคนละครึ่งพลัส

ภารกิจแรกคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภัยร้ายที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุด รัฐบาลเสนอโครงการ คนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและรายจ่ายประจำวันของประชาชน โดยโครงการนี้จะกระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น สนับสนุนร้านค้าขนาดเล็ก และเพิ่มกำลังซื้อให้กับคนไทย นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านขนส่งและการเดินทาง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระน้ำมันแพง

สำหรับเกษตรกรที่กำลังเผชิญราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รัฐบาลจะแก้ไขโดยลดต้นทุนการผลิต ป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และเพิ่มช่องทางการตลาดที่เป็นธรรม มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแกร่งขึ้น สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับครอบครัวชาวนาและชาวสวนทั่วประเทศ

นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ

ภัยความมั่นคงเป็นอีกภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยจะใช้มาตรการทางการทหารควบคู่กับการทูต เพื่อรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชน เช่น ในกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลจะเจรจาอย่างสันติ แต่พร้อมปกป้องดินแดนอย่างเด็ดขาด การบูรณาการกำลังทหารกับนักการทูตจะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อให้ไทยมีบทบาทที่แข็งแกร่งบนเวทีโลก ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ยั่งยืน

การแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชน

ภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมหรือภัยแล้งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง รัฐบาลจึงมุ่งปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวดเร็วและถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ

การจัดสรรงบประมาณสำหรับภัยพิบัติจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการทุจริต และสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่า

ป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม

สำหรับภัยสังคม รัฐบาลจะปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่และใช้เทคโนโลยีติดตามอาชญากรรมไซเบอร์ โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) จะถูกกำหนดให้ไม่มีคาสิโน เพื่อป้องกันการลุกลามของปัญหาการพนัน

นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับอันตรายของยาเสพติด และสร้างกิจกรรมชุมชนเพื่อลดโอกาสเกิดอาชญากรรม สร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยรวมแล้ว ภูมิใจไทยสรุปนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนสนับสนุนและมีส่วนร่วม รัฐบาลจะสามารถคืนความมั่นใจให้ประเทศได้อย่างรวดเร็ว คุณคิดอย่างไรกับนโยบายเหล่านี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

  • ติดตามข่าวสารพรรคภูมิใจไทยเพื่ออัปเดตล่าสุด
  • เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อประหยัดค่าครองชีพ
  • สนับสนุนนโยบายที่ช่วยเหลือภัยพิบัติในชุมชนของคุณ

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังวางรากฐานสำหรับอนาคตที่มั่นคง หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการ ลองศึกษารายละเอียดเพื่อใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ที่มา – ภูมิใจไทยสรุปนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก คืนความมั่นใจให้ประเทศ ย้ำมีคนละครึ่ง

“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งนโยบายเร่งด่วน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในวงการเศรษฐกิจไทยกันค่ะ โดยเฉพาะกับการเข้ามารับตำแหน่งใหม่ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เพิ่งเข้าทำงานวันแรกและประกาศทันทีว่าจะเร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตรกร ส่งออก หรือแม้แต่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แม้จะมีเวลาแค่ 4 เดือนก็ตาม เธอลั่นไม่หนักใจ พร้อมมุ่งมั่นแสดงผลงานรูปธรรมให้เห็น

“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วน ลั่นไม่หนักใจ แม้มีข้อจำกัดเวลาแค่ 4 เดือน

การเข้ามาของ “ศุภจี” ในฐานะรมว.พาณิชย์ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจสำหรับนโยบายการค้าของไทยเลยนะคะ หลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากปลัดกระทรวงและผู้บริหาร เธอได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงแผนการทำงานทันที โดยเน้นย้ำถึงความสมดุลในการค้า ทั้งภายในและต่างประเทศ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย มาตรการเร่งด่วนหรือ Quick Win ที่จะออกมาอย่างรวดเร็วตามนโยบายนายกฯ และทีมเศรษฐกิจ จะช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ศุภจี รมว.พาณิชย์

สิ่งที่น่าประทับใจคือทัศนคติของเธอที่ไม่กลัวข้อจำกัดเวลา แม้รัฐบาลจะบริหารงานเพียงไม่กี่เดือน แต่ “ศุภจี” ยืนยันว่าต้องเลือกความสำคัญมาทำก่อน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด กระทรวงพาณิชย์มีเรื่องต้องทำเพียบ ตั้งแต่แก้ปัญหาเงินบาทแข็งที่กระทบผู้ส่งออก โดยจะประสานงานกับกระทรวงการคลังเพื่อหามาตรการช่วยเหลือให้ทันท่วงที

นโยบายเร่งด่วนที่ “ศุภจี” รมว.พาณิชย์ จะเดินหน้า

สำหรับปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เช่น กาแฟและข้าวที่กำลังจะออกผลผลิตปลายปี กระทรวงฯ มีระบบติดตามอุปสงค์-อุปทานอยู่แล้ว และจะเตรียมการล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพัง ในด้านการค้าต่างประเทศ เธอตั้งเป้าเจรจาทวิภาคีให้สำเร็จอีก 2-3 ประเทศ รวมถึง Joint Agreement และ Trade Mission เพื่อขยายตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับกัมพูชาที่จะดูแลเป็นพิเศษ ประสานกับพาณิชย์จังหวัดและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและชุมชนที่เดือดร้อน

นอกจากนี้ เธอยังมั่นใจในทีมผู้บริหารกระทรวงที่เก่งกาจ แม้จะไม่มีรัฐมนตรีช่วย แต่จะอาศัยความร่วมมือจากปลัด รองปลัด และอธิบดีต่างๆ ในการสอดประสานมุมมองใหม่ๆ เข้ากับนโยบายเดิม ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะมีการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการให้ข้าราชการทุกคน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจและขับเคลื่อนไปด้วยกัน

  • แก้ปัญหาเกษตรกร: ติดตามราคาสินค้าและหาตลาดใหม่
  • ช่วยผู้ส่งออก: จัดการเงินบาทแข็งและเจรจาค้า
  • ขยายการค้า: เน้นทวิภาคีและชายแดน

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา “ศุภจี” เน้นการทำงานแบบทีมเวิร์ค ไม่ยึดติดกับการทำคนเดียว เพราะเชื่อว่าทุกคนมีจุดแข็งที่ช่วยเสริมกันได้ สิ่งนี้จะช่วยให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้เวลาจำกัด

ในมุมมองของผม การเข้ามาของรมว.ศุภจี จะนำพาการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการค้าที่ต้องการความรวดเร็วและยืดหยุ่น หากมาตรการ Quick Win เหล่านี้สำเร็จ จะเป็นรากฐานที่ดีสำหรับรัฐบาลถัดไป ลองติดตามผลงานของเธอในช่วง 4 เดือนนี้ดูนะคะ ว่าสุดท้ายจะเห็นความก้าวหน้าอย่างไรบ้าง

คุณคิดว่านโยบายไหนที่สำคัญที่สุดสำหรับกระทรวงพาณิชย์ตอนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยค่ะ!

ที่มา – “ศุภจี” รมว.พาณิชย์ เร่งเดินหน้านโยบายเร่งด่วน ลั่นไม่หนักใจ แม้มีข้อจำกัดเวลาแค่ 4 เดือน

Scroll to top