แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน

“หัวใจติดปีก” ครั้งแรกหลังเป็นนายกฯ “อนุทิน” บินด่วน จ.เลย รับอวัยวะผู้บริจาค

“หัวใจติดปีก” ครั้งแรกหลังเป็นนายกฯ “อนุทิน” บินด่วน จ.เลย รับอวัยวะผู้บริจาค

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของผู้นำประเทศ เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รีบเดินทางด่วนไปยังจังหวัดเลย เพื่อเข้าร่วมภารกิจ “หัวใจติดปีก” ครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่นายอนุทินทำมานานตั้งแต่ปี 2557 โดยช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยจากการขนส่งอวัยวะบริจาคอย่างเร่งด่วน

“หัวใจติดปีก” ครั้งแรกหลังเป็นนายกฯ “อนุทิน” บินด่วน จ.เลย รับอวัยวะผู้บริจาค

หลังจากชี้แจงนโยบายรัฐบาลในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อเวลา 10.40 น. นายอนุทินได้ออกจากอาคารรัฐสภาโดยตรง มุ่งหน้าไปยัง Private Jet Terminal เพื่อขับเครื่องบินส่วนตัวพร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นำโดย อ.นพ.พัชร อ่องจริต หัวหน้าสาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ อ.นพ.ธรรศ ตั้งกิจวนิชกุล แพทย์ประจำบ้านสาขาศัลยศาสตร์ทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภารกิจนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ “หัวใจติดปีก” หลังได้รับตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้ นายอนุทินได้ทำภารกิจนี้มากว่า 80 เที่ยวบิน ช่วยชีวิตผู้ป่วยกว่า 200 ชีวิต

อนุทิน บินด่วน จ.เลย

รายละเอียดภารกิจ “หัวใจติดปีก” และการรับอวัยวะจากผู้บริจาควัย 19 ปี

เมื่อถึงสนามบินจังหวัดเลย นายอนุทินเปิดเผยว่าได้รับการติดต่อจากแพทย์เมื่อเช้าแจ้งว่ามีผู้บริจาคอวัยวะหัวใจ แต่ไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ จึงต้องขับเครื่องบินส่วนตัวมาเอง แม้จะเจอสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย แต่คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน และจะกลับไปประชุมรัฐสภาต่อในช่วงบ่าย ผู้บริจาคคือชายหนุ่มวัย 19 ปี ที่เสียชีวิตแต่ครอบครัวตัดสินใจบริจาคอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ดวงตา 2 ข้าง ตับ 1 ข้าง ไต 2 ข้าง และหัวใจ 1 ดวง ซึ่งจะช่วยชีวิตผู้รับได้หลายคน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยอย่างอบอุ่นกับครอบครัวผู้บริจาค โดยกล่าวว่า “เป็นการทำบุญครั้งใหญ่ 6 ชั่วโมงหัวใจกลับไปเต้นใหม่เหมือนเดิม เดี๋ยวรอให้เขาแข็งแรง ให้คุณหมอใส่หัวใจดู” พร้อมสวมกอดพ่อและแม่ของผู้บริจาค ก่อนทักทายทีมแพทย์และพยาบาลที่โรงพยาบาล จากนั้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพมหานครทันที

อนุทิน สวมกอดครอบครัวผู้บริจาค

โครงการ “หัวใจติดปีก” เป็นโครงการที่นายอนุทินริเริ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการขนส่งอวัยวะที่ต้องใช้เวลาเร่งด่วน โดยเฉพาะหัวใจที่ต้องขนส่งภายใน 4-6 ชั่วโมงเพื่อให้ผู้รับมีโอกาสรอดชีวิตสูงสุด โครงการนี้ไม่เพียงช่วยชีวิตผู้ป่วย แต่ยังส่งเสริมการบริจาคอวัยวะในสังคมไทยให้เพิ่มขึ้น ในปีที่ผ่านมา มีผู้บริจาคอวัยวะเพิ่มขึ้นกว่า 20% จากการรณรงค์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • ประโยชน์ของการบริจาคอวัยวะ: ช่วยชีวิตผู้ป่วยหลายรายจากอวัยวะชิ้นเดียว
  • ความสำคัญของเวลา: หัวใจต้องขนส่งภายใน 6 ชั่วโมงเพื่อรักษาคุณภาพ
  • บทบาทของผู้นำ: การที่นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากนี้ ภารกิจ “หัวใจติดปีก” ยังเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีและเครื่องบินส่วนตัวในการช่วยเหลือ โดยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์ได้ร่วมปฏิบัติการอย่างมืออาชีพ เพื่อให้อวัยวะถึงผู้รับที่กรุงเทพฯ อย่างปลอดภัย

ทีมแพทย์ในภารกิจหัวใจติดปีก

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้กับประชาชน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของการบริจาคอวัยวะ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และบล็อก เรามองว่าภารกิจ “หัวใจติดปีก” ครั้งแรกหลังเป็นนายกฯ “อนุทิน” บินด่วน จ.เลย รับอวัยวะผู้บริจาค เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ไม่ละเลยหน้าที่ช่วยเหลือสังคม แม้ในช่วงเวลาที่ยุ่งเหยิงทางการเมือง หากคุณสนใจการบริจาคอวัยวะ สามารถลงทะเบียนได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชีวิตผู้อื่น

ที่มา – “หัวใจติดปีก” ครั้งแรกหลังเป็นนายกฯ “อนุทิน” บินด่วน จ.เลย รับอวัยวะผู้บริจาค

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงอย่างดุเดือดต่อการอภิปรายของน.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่กล่าวหาในประเด็น MOA พิสดาร คดีเขากระโดง และฮั้ว สว. นายอนุทินย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลหรือความสัมพันธ์ลับใดๆ และจี้ให้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” ที่ใช้กล่าวหาเขา

“นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

นายอนุทิน เริ่มต้นด้วยการขอบคุณน.ส.จิราพรในฐานะอดีตรัฐมนตรีที่เคยร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่ชี้ว่าการอภิปรายครั้งนี้เต็มไปด้วยวาทกรรมที่พูดความเท็จ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ เขาเล่าว่าตนไม่รู้จักผู้นำกัมพูชาในทางส่วนตัว เพิ่งพบสมเด็จฮุน เซน ครั้งแรกในฐานะคณะติดตามน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือนเมษายน 2568 ไม่มีเบื้องหลังหรือการตกลงลับใดๆ รัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลอย่างที่กล่าวหา

นายอนุทินเล่าย้อนเหตุการณ์ที่ถูกขอคืนกระทรวงมหาดไทย โดยเพื่อนๆ แจ้งว่ามีการบอกผู้นำกัมพูชาว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้ายเมื่อ 17 มิถุนายน 2568 พรรคเพื่อไทยขอคืนกระทรวงมหาดไทย และให้เขาไปเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เขารู้สึกว่ามันคือข้อเสนอที่ให้ปฏิเสธ จึงเสนอให้ออกจากรัฐบาลแทน แต่ได้รับคำตอบว่าต้องการกระทรวงมหาดไทยเพราะใกล้เลือกตั้ง

การตัดสินใจถอนตัวและคลิปเสียงอังเคิล

หลังจากนั้น นายอนุทินตัดสินใจถอนพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล โดยบังเอิญมีคลิปเสียงอังเคิลหลุดออกมา ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าถึงเวลาที่ต้องถอนตัวเพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรม เขาย้ำว่าไม่มีเหตุการณ์พิสดารหลังถอนตัว และเริ่มร่วมกับฝ่ายค้านเพื่อผลักดันให้ยุบสภา สุดท้ายนำไปสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนเก่า

สำหรับ MOA นายอนุทินยืนยันว่าไม่ใช่พิสดาร เป็นข้อตกลงเปิดเผยระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เพื่อรับรัฐบาลเสียงข้างน้อย เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาภายใน 4 เดือน ไม่เกิน 31 มกราคม 2569 โดยจะเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคมนี้ ไม่มีการดูด ส.ส. หรือเพิ่ม ส.ส. จากการทุจริต มีแต่จากเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษ

ยืนยันดำเนินคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ตามกฎหมาย

นายอนุทินชี้แจงว่าคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการแทรกแซง ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยแถลงชี้แจงแล้วว่าไม่มีคำสั่งยึดที่ดินผิดปกติ ส่วนฮั้ว สว. อยู่ที่ กกต. รัฐบาลเก่าพยายามสั่ง DSI แต่ติดกฎหมาย เขาย้ำว่าจะไม่ใช้อำนาจช่วยเหลือผู้กระทำผิด และจี้ให้ทุกฝ่ายฟังและจำไว้ว่ารัฐบาลนี้ยึดหลักกฎหมาย

ในที่สุด นายอนุทินขอให้ น.ส.จิราพร ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” เพราะเขาและ สว. เป็นเพียงผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ต้องหา และให้ DSI ยืนยันได้ น.ส.จิราพรยอมถอนและปรับคำเป็นผู้พัวพันในคดี

การชี้แจงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลใหม่ที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและกฎหมาย หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่เชื่อถือได้

ที่มา – “นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

ถ่ายทอดสด แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน วัน 2

วันนี้เราจะมาพูดถึงเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2หลังจากที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกเพิ่งเสร็จสิ้นลง การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

ถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ผ่านมา และวันนี้คือวันสุดท้ายที่กำหนดไว้ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้สั่งพักการประชุมเมื่อดึกดื่นของคืนก่อนหน้า เวลา 02.07 น. โดยนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา จากพรรคประชาชน เป็นผู้ปิดท้ายการอภิปรายวันแรก วันนี้การประชุมจะเริ่มใหม่เวลา 09.00 น. และคาดว่าจะจบลงในเวลา 18.00 น. เพื่อให้ ส.ส. แต่ละคนได้แสดงความเห็นต่อนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้

นโยบายหลักที่ถูกอภิปรายครอบคลุมหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ฟังที่ติดตามถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” จะได้เห็นมุมมองหลากหลายจาก ส.ส. ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าใจทิศทางของรัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

กำหนดการประชุมครม. หลังจบการอภิปราย

หลังจากที่การอภิปรายสิ้นสุดลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะ ครม. ทั้งหมดเข้าร่วมประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกทันที โดยมีวาระสำคัญหลายรายการที่ต้องพิจารณา เช่น การขอใช้งบประมาณปี 2568 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปดำเนินโครงการใหม่ๆ และโครงการต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยอดนิยมที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้ในราคาที่ถูกลง แม้ว่าจะยังไม่บรรจุในวาระหลักของวันนี้ แต่ก็มีโอกาสเสนอเป็นวาระเร่งด่วนได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง เช่น ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองโฆษก ซึ่งนายอนุทิน ระบุว่าอาจไม่ทันในวันนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลา 5 วันในการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจในความโปร่งใสและคุณภาพของบุคลากร

  • วาระงบประมาณค้างปี 2568: สำหรับโครงการเยียวยาและพัฒนา
  • โครงการคนละครึ่ง: มาตรการช่วยเหลือประชาชน
  • การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ: ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ
  • งบเยียวยาพื้นที่อุทกภัยและเหตุปะทะชายแดน: จากกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยจะเสนอขออนุมัติงบประมาณสำหรับเยียวยาผู้ประสบภัยจากอุทกภัย และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นงานของ ครม. ชุดใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนจำนวนมาก ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ การผลักดันโครงการอย่างคนละครึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและหมุนเวียนเงินในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การอภิปรายนโยบายยังเปิดโอกาสให้ ส.ส. จากทุกพรรคได้ตั้งคำถามและเสนอแนะ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงนโยบายให้ตรงใจประชาชนมากขึ้น หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมือง อย่าพลาดถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลดีต่อชีวิตเราทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและการทำงานอย่างรวดเร็วของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายได้ตามกำหนด ประชาชนคงได้รับประโยชน์เต็มที่ ลองติดตามและแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2 หลังจบ ครม. ประชุมต่อ

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 บรรยากาศในรัฐสภาไทยร้อนระอุ เมื่อ “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว โดยมุ่งเป้าไปที่ปัญหากัญชาที่กำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ของสังคมไทย การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่เป็นการชี้ให้เห็นช่องโหว่ในนโยบายที่ปล่อยให้กัญชาเสรีลุกลามจนไทยถูกขนานนามว่าเป็น “ราชันแห่งกัญชา” จากสื่อต่างประเทศ

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยฝ่ายค้านอภิปรายอย่างกว้างขวาง และคณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงหลายประเด็น แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือการปิดท้ายของนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา พรรคประชาชน ที่โยงตรงไปยังนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย เขาแสดงความเสียใจที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหานี้ในคำแถลงนโยบาย ทั้งที่ 3 ปีที่ผ่านมา การปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดก่อให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์ที่ออกตามหลังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง แม้แต่การออกใบอนุญาตก็ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อสังคมไทย

สส.เต้ ทวิวงศ์ เน้นย้ำว่า หากมีคนสูบกัญชาจนรบกวนผู้อื่น เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงออกคำสั่งเป็นหนังสือเท่านั้น เพราะไม่มีอำนาจจับกุมโดยตรง ปัญหาหลักคือการขออนุญาตปลูกกัญชาที่ไม่มีในระบบปัจจุบัน มีเพียงใบอนุญาตขายหรือแปรรูป ส่งออก และวิจัยเท่านั้น ช่องว่างนี้เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติ ทุนสีเทา และอาชญากรข้ามชาติมายึดครองธุรกิจกัญชาในไทย จนกลายเป็นแหล่งลักลอบส่งออกยาเสพติดระดับโลก ไทยจึงถูกเรียกว่า “อาณาจักรราชันแห่งกัญชา” ชัดเจน

ข้อเสนอแก้ไขปัญหากัญชาจากสส.ทวิวงศ์

สส.ทวิวงศ์ตั้งคำถามตรงๆ กับนายกรัฐมนตรีว่า จะจัดการนโยบายสาธารณสุขที่สร้างปัญหานี้อย่างไร นโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่พูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง สุดท้ายกลายเป็นกัญชาเสรีที่ไม่มีขอบเขต เขาเสนอให้รัฐบาลใช้เวลา 4 เดือนข้างหน้าแก้ไขด่วน 2 ประการหลัก ได้แก่

  • ประกาศดึงกัญชากลับมาเป็นยาเสพติด เพื่อควบคุมการแพร่กระจายและปกป้องสังคม
  • เร่งดัน พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง ร่วมกัน ในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมีเพียง 40 กว่ามาตรา เพื่อสร้างกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย แพทย์ ครอบครัว หรือเกษตรกร

เขาย้ำว่า “แม้จะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะผมไม่เคยไว้วางใจคุณอนุทินแม้สักวินาทีเดียว แต่ขอให้รีบแก้ปัญหาที่สร้างความเสียหายยับเยินนี้ มันไม่ใช่แค่ดึงกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่เป็นการดึงความปลอดภัยคืนสู่ผู้ที่ไม่ใช้กัญชา” การอภิปรายนี้สะท้อนมุมมองที่แข็งกร้าวต่อนโยบายที่ล้มเหลว

หลังจากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา สั่งพักประชุมเวลา 2.07 น. และนัดประชุมใหม่เวลา 9.00 น. ของวันถัดไป การอภิปราย “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว นี้ ได้จุดประกายให้สังคมไทยตื่นตัวต่อปัญหากัญชาที่กำลังบานปลาย หากไม่แก้ไขทันที ผลกระทบอาจยาวนานและรุนแรงยิ่งขึ้น

ในฐานะนักติดตามข่าวการเมือง คุณคิดว่านโยบายกัญชาควรไปในทิศทางไหน? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางออกที่ดีสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

“โสภณ” ยันไร้มลทินนั่ง รมต. – วรภัคย้อนเพื่อไทย

“โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน- “วรภัค” ย้อนเพื่อไทย ตอนนั่งที่ปรึกษา “พิชัย” ก็ไม่เห็นติดใจ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา บรรยากาศการอภิปรายนโยบายรัฐบาลร้อนระอุ เมื่อ ส.ส. จากพรรคเพื่อไทยออกมาแฉคุณสมบัติรัฐมนตรีคนใหม่ๆ โดยเฉพาะกรณี “โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน- “วรภัค” ย้อนเพื่อไทย ตอนนั่งที่ปรึกษา “พิชัย” ก็ไม่เห็นติดใจ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจ มาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในวันนั้น

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย เปิดประเด็นจี้ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงการแต่งตั้งนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่เคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย และมีประเด็นอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทกำมะลอ ส.ส.คนนี้ย้ำว่าตำแหน่งรัฐมนตรีคือเกียรติยศของชาติ ประชาชนสมควรได้รับคำอธิบายชัดเจน นอกจากนี้ยังตั้งคำถามหาก ป.ป.ช. ชี้มูลผิดในอนาคต นายกฯ จะมีมลทินหรือไม่

การอภิปรายในสภา

ด้านนายทรงยศ รามสูตร ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายหนักเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี เปรียบเหมือน ‘ธรณีทัก’ หรือแผ่นดินทรุดที่เตือนภัย ว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ที่นายอนุทินตั้งขึ้นอาจมีตำหนิซ่อนอยู่ โดยยกตัวอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ดูแลกฎหมาย ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ทำไม่ได้ และคุม DSI ที่อาจได้คำตอบเดิม ‘ทำไม่ได้’ สำหรับคดีฮั้ว สว.

ส่วนกระทรวงยุติธรรม ส.ส.คนนี้ชี้ว่านายมนตรีที่เป็นตำรวจจะนำความยุติธรรมกลับมา แต่เป็นของฝ่ายไหน ประชาชนต้องรอดู ต่อมาถึงนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ ดูแลสังคมและสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทยเคยผลักดันกัญชาเกลื่อนเมือง แต่รัฐบาลเพื่อไทยย้อนกลับมาใช้ทางการแพทย์ ส.ส.ทรงยศหวังว่ารัฐบาลอนุทินจะไม่เอากัญชากลับมาอีก

นอกจากนี้ยังเสนอนโยบายที่ดินที่ยังไม่มีรายละเอียดจริงจัง เพียงเขียนไว้ว่า ‘การบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม’ แต่ขาดวิธีการ ขอให้รัฐบาลจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ประชาชนเดือดร้อนมานาน

รัฐมนตรีในที่ประชุม

“โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน

นายโสภณ ซารัมย์ ชี้แจงทันทีว่า ป.ป.ช. ในยุคนั้นที่น่าเชื่อถือได้ตรวจสอบตนแล้ว พบไร้มลทิน ไม่มีข้อกล่าวหา ยืนยันว่านายทรงยศพูดเท็จและไม่รู้ข้อเท็จจริง เรื่องโครงการถนนไร้ฝุ่นในชนบทก็ขอให้บอกสายเส้นที่ไม่เสร็จ หากกล่าวหาในสภาจะเสียหาย ตนทำคุณูปการให้ประเทศมากในการเป็นรัฐมนตรีคมนาคมเก่า ดังนั้น “โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน จริง

นายโสภณ ชี้แจง

วรภัคชี้แจงประเด็นที่ปรึกษาพิชัย

นายวรภัค ธันยาวงษ์ ดีใจได้ชี้แจง ถูกกล่าวหาว่าเคยอนุมัติสินเชื่อบริษัทกำมะลอตอนเป็น กจก.ธนาคารกรุงไทย แต่ตอนเป็นที่ปรึกษานายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ-รมว.คลัง พรรคเพื่อไทยเคยตรวจสอบแล้ว ไม่ติดใจอะไร เพราะทราบข้อเท็จจริง ตนได้ตำแหน่งปี 2555 บริษัทลูกค้าไม่มีปัญหาตกแต่งบัญชี ก.ล.ต. ไม่เคยร้องทุกข์ ยอดขายและทรัพย์สินจริงทั้งหมด ดังนั้น “โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน- “วรภัค” ย้อนเพื่อไทย ตอนนั่งที่ปรึกษา “พิชัย” ก็ไม่เห็นติดใจ เป็นการตอบโต้ที่ชัดเจน

นายวรภัค ชี้แจง

ประเด็นนี้สะท้อนถึงการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีที่เข้มข้นในสภา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตย การอภิปรายช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลโปร่งใส หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ร่วมติดตามและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้ถกเถียงกันต่อไป

  • คุณสมบัติรัฐมนตรีต้องโปร่งใส
  • ป.ป.ช. มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ
  • นโยบายที่ดินรอคอยรายละเอียดจริง

ที่มา – “โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน- “วรภัค” ย้อนเพื่อไทย ตอนนั่งที่ปรึกษา “พิชัย” ก็ไม่เห็นติดใจ

“วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช. เอาผิด อนุทิน-ธรรมนัส นำเข้าพืช GMO

“วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช.-ศาล เอาผิด “อนุทิน-ธรรมนัส” เปิดช่องนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

ในประเด็นร้อนทางการเมืองและเศรษฐกิจเกษตรที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน นายวรวั จน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดแพร่ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อนโยบายของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ถูกกล่าวหาว่าเปิดช่องให้นำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMO และ GEd เข้าประเทศไทย ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรไทยมานานกว่า 15 ปี

นายวรวั จน์ ระบุว่าตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากภาคเกษตรไปกว่า 900,000 ล้านบาท โดยเงินเหล่านี้ไหลออกนอกประเทศไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ราวกับว่าเกษตรกรไทยถูกใช้เป็นตู้เอทีเอ็มให้ต่างชาติดูดเงินปีละกว่า 60,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งห้ามนำเข้าพืช GMO โดยชัดเจน ยกเว้นเพื่อการวิจัยเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของปัญหาจากปี 2553

ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 2553 เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาล และส่งนายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเซ็นยืนยันประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับที่ 10/2553 อนุญาตให้นำเข้าพืช GMO เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม นี่คือการละเมิดกฎหมายแม่บทที่ชัดเจน ส่งผลให้พืช GMO ไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ทำลายราคาสินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และมันสำปะหลัง

ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องการข้าวโพดปีละ 9 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ที่เหลือนำเข้า 2.6 ล้านตัน มูลค่า 26,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็น GMO สำหรับถั่วเหลือง ต้องการ 2 ล้านตัน ผลิตได้แค่ 110,000 ตัน นำเข้า 1.5 ล้านตัน มูลค่า 20,000 ล้านบาท บวกกับวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ 15,000 ล้านบาท และค่าลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์ 5,000 ล้านบาท รวมแล้วปีละกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท เงินเหล่านี้หลุดออกจากกระเป๋าเกษตรกรไทย

ผลกระทบชัดเจนคือ ราคาข้าวโพดไทยตกเหลือ 7-8 บาทต่อกิโล ทั้งที่ควรขายได้ 15 บาท มันสำปะหลังขายไม่ออก ถั่วเหลืองถูกกดราคา แม้แต่ข้าวยังได้รับผลกระทบเพราะ GMO ทดแทนพืชคาร์โบไฮเดรต เกษตรกรขาดทุน หนี้สินพุ่งสูง

การเปิดช่องนำเข้าพืช GEd ล่าสุด

ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เซ็นประกาศลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 เรื่องการรับรองสิ่งมีชีวิตจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Edited หรือ GEd) เพื่อใช้ในภาคเกษตร ซึ่งขัด พ.ร.บ.กักพืชอีกครั้ง นี่คือกระบอกสูบเลือดเนื้อเกษตรกรรอบที่สอง ที่จะทำให้สูญเสียเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

นายวรวั จน์ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ โดยเตรียมยื่นร้องทุกช่องทางกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

  • ยื่น ป.ป.ช.: ขอไต่สวนข้อเท็จจริง หากผิดส่งศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งฯ และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนและตัดสิทธิ์ทางการเมือง พร้อมเพิกถอนประกาศฉบับที่ 10/2553
  • ฟ้องศาลจังหวัด: ขอชดใช้ค่าเสียหายทั้งบุคคลและกลุ่ม ห้ามนำเข้า GMO และ GEd โดยมิชอบ
  • ร้องศาลปกครอง: เพิกถอนประกาศ ชดเชยค่าเสียหาย ห้ามนำเข้าต่อไป
  • ร้องศาลรัฐธรรมนูญ: วินิจฉัยผิดจริยธรรม ถอดถอนและเพิกถอนสิทธิ์ 10 ปี

นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางกฎหมาย แต่เป็นสงครามเพื่อปกป้องเกษตรกรไทยกว่า 30 ล้านคน ประเทศไทยไม่ใช่ห้องทดลองของบริษัทข้ามชาติ และเกษตรกรไม่ใช่หนูทดลอง หากรัฐบาลห่วงใยเกษตรกรจริง ต้องยกเลิกประกาศเหล่านี้ทันที มิเช่นนั้นจะสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชน

นายวรวั จน์ ยังเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิกประกาศผ่านลิงก์ https://chng.it/vC9nkNVFFf เพื่อปกป้องอนาคตเกษตรกรไทย ก่อนที่ความเสียหายจะยิ่งรุนแรงขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบนโยบายรัฐที่อาจเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติมากเกินไป เกษตรกรไทยสมควรได้รับการปกป้องเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

ที่มา – “วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช.-ศาล เอาผิด “อนุทิน-ธรรมนัส” เปิดช่องนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภาษีทรัมป์” ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องเผชิญปัญหาหนักหน่วง “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือด่วนเพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นถึงโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือสงครามการค้าที่กำลังรุกรานไทยจากหลายด้าน โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบโดยตรงต่อ SME และเกษตรกรไทย

ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่า SME กว่า 3 ล้านกิจการเสี่ยงได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 12 ล้านคน นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบที่อาจสะดุด หากไม่มีการเตรียมรับมือ SME ไทยกำลังเผชิญวิกฤตหนัก จากเศรษฐกิจชะลอตัว ค้าขายลำบาก รายได้ลดลง จนต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม ส่งผลให้หนี้เสียของ SME สูงกว่าช่วงโควิด-19 และหลายรายต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งยิ่งสร้างปัญหาระยะยาว

ปัญหาหลัก 3 ประการที่ SME ต้องเผชิญจากสงครามการค้า

นายสิทธิพล ชี้ว่าปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขในระยะสั้นอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจาก “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน ดังนี้

  1. ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment): สหรัฐฯ วางแผนเก็บภาษีสองอัตราสำหรับสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยสินค้าที่ไม่สวมสิทธิจะถูกเก็บภาษีต่ำ แต่สินค้าที่สวมสิทธิจะถูกเก็บสูง ตัวอย่างเช่น แผงโซลาร์เซลล์จากไทยถูกขึ้นภาษี CVD (ภาษีตอบโต้การอุดหนุน) สูงถึง 300-900% แม้ไทยไม่ได้อุดหนุน แต่ถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลจีนอุดหนุน ส่งผลกระทบทุกบริษัท

  2. หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (C/O) ปลอม: กรมการค้าต่างประเทศออก C/O กว่า 338,000 ฉบับต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียง 10 คน รวมจากหอการค้าอื่นๆ แล้วกว่า 5-6 แสนฉบับ การปลอมแปลง C/O สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงสินค้าไทยในเวทีโลก

  3. สินค้าจีนทะลักเข้าตลาดไทย: คาดว่าหลังภาษีทรัมป์ จีนจะระบายสินค้ามูลค่าเกือบ 90,000 ล้านบาทเข้าประเทศ เดือนสิงหาคม 2568 การนำเข้าจากจีนเพิ่ม 15.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่ม 16.9% ซึ่งจะแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าไทย ในไตรมาส 2 ปีนี้ นำเข้าจากจีนพุ่ง 38.3% เทียบกับปีก่อนที่เพิ่มเพียง 13%

นอกจากนี้ มาตรการเยียวยาที่ผ่านมา เช่น ซอฟท์โลน 2 แสนล้านบาท และสินเชื่อพยุงการจ้างงาน 30,000 ล้านบาท จากสำนักงานประกันสังคม ยังล่าช้า SME ไม่สามารถเข้าถึงได้แม้ผ่านไป 2 เดือน

ข้อเสนอแนะ 3 มาตรการเร่งด่วน

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน นายสิทธิพลเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน

  • แก้ปัญหา Transshipment: ปรับปรุงกระบวนการออกและตรวจสอบ C/O เพิ่มบุคลากร ระบบเทคโนโลยี และสร้าง Dashboard ติดตามการร้องเรียนอย่างโปร่งใส
  • ป้องกันสินค้าทะลัก: เปิดเผยข้อมูลการเจรจาการค้า ออกมาตรฐานสินค้าใหม่ และตรวจสอบเข้มงวด เพื่อปกป้องตลาดในประเทศ
  • เร่งเยียวยา SME: กำหนดตัวชี้วัดการเข้าถึงซอฟท์โลน ลดระยะเวลาอนุมัติ และติดตามผลกระทบต่อการจ้างงาน เพื่อให้ SME รอดพ้นวิกฤต

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ SME แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ อาจนำไปสู่การล้มละลายจำนวนมากและการว่างงานเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามการค้าครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืนมากขึ้น โดยส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานสูง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราลงมือตอนนี้ เศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งแค่ไหน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพื่อเตรียมตัวรับมือวิกฤต

ที่มา – “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้รับงบประมาณมหาศาลเกือบ 4,000 ล้านบาท นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นที่สำคัญ โดยณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่ให้งบสูญเปล่าหรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่ม利益

ณัฐพล แนะตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายณัฐพลได้หยิบยกประเด็นนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมาพูดถึง แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นมรดกจากพรรคเพื่อไทยที่ใช้งบภาษีประชาชนจำนวนมาก เขาเตือนว่ารัฐบาลใหม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาและจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์นี้มีงบสูงถึง 3,927.40 ล้านบาท กระจายไปใน 113 โครงการ ครอบคลุม 27 หน่วยงานภายใต้ 9 กระทรวง หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี เงินจำนวนนี้เสี่ยงที่จะละลายหายไปโดยเปล่าประโยชน์ นายณัฐพลแสดงความห่วงใยว่านโยบายนี้กำลังอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่สามารถจัดตั้งหน่วยงาน THACCA ได้ตามสัญญาเลือกตั้ง

ปัญหาการจัดตั้ง THACCA ที่ล่าช้าและงบที่รั่วไหล

ย้อนกลับไปในปี 2566 พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงด้วยการสัญญาว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ โดยเลียนแบบ KOCCA ของเกาหลีใต้ ชื่อหน่วยงานคือ THACCA แต่หลังจาก 2 ปีผ่านไป THACCA ยังคงเป็นเพียงชื่อบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีร่างกฎหมายจัดตั้งจริงจัง ร่างที่เคยพยายาม也被หน่วยงานอื่นคัดค้านเพราะซ้ำซ้อนภารกิจ

แม้หน่วยงานจะไม่เกิด แต่คณะกรรมการ THACCA ชั่วคราวกลับใช้งบไปมากโข ในปี 2567 ใช้งบกลาง 635.54 ล้านบาท ปี 2568 ได้งบปกติ 2,318.42 ล้านบาท บวกงบกลางอีก 566.18 ล้านบาท รวมกว่า 2,884.60 ล้านบาท และปี 2569 เพิ่มอีก 3,927.40 ล้านบาท สรุป 3 ปีใช้งบรวม 7,447 ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจที่นายณัฐพลนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลตระหนัก

ข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์และก๊วนกวาดงาน

ไม่เพียงแต่ปัญหาการจัดตั้ง นายณัฐพลยังชี้ถึงวิธีการดำเนินงานที่ลักไก่ โดยคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีอนุกรรมการย่อยหลายชุดที่รวมเอกชนมาร่วม แต่ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนในการคัดเลือก ทำให้กลายเป็น “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีการเอื้องานให้เอกชนบางกลุ่มโดยไม่โปร่งใส

ล่าสุด เพจ CSI LA ได้แฉขบวนการ “ก๊วนกวาดงานพันล้านของ ททท.” ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยวางตัวบุคคลในบอร์ดเพื่อล็อกงานให้เครือข่าย นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการใช้งบซอฟต์พาวเวอร์ หากไม่ตรวจสอบ

เพื่อแก้ไขปัญหา นายณัฐพลเสนอ 4 ทางเลือกให้รัฐบาลใหม่:

  • ทางเลือกที่ 1: ปล่อยให้หน่วยงานทำไปตามเดิม แม้เสี่ยงโดนโทษแต่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
  • ทางเลือกที่ 2: ตัดงบทั้งก้อน ชะลอโครงการและโอนเงินไปใช้อย่างอื่น แต่เสียความต่อเนื่อง
  • ทางเลือกที่ 3: ทำตามแนวทางเดิม ตั้งคณะกรรมการชุดเก่า
  • ทางเลือกที่ 4: คิดใหม่ทำใหม่ กำหนดหน่วยงานหลักชัดเจน มีหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนที่โปร่งใส ปิดช่องเอื้อประโยชน์ แล้วกลั่นกรองโครงการให้เหลือแต่ของดี

เขาแนะนำทางเลือกที่ 4 มากที่สุด เพราะจะวางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งงานที่ทำมาแล้ว นอกจากนี้ ยังขอให้พรรคเพื่อไทยนำเสนอโมเดลอื่นๆ ผ่านกลไกสภา เพื่อติดตามกำกับดูแลต่อไป

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักระดับโลก หากจัดการดี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศ แต่หากปล่อยปละ เงินภาษีประชาชนจะสูญเปล่า รัฐบาลใหม่จึงต้องลงมือตรวจสอบและปรับปรุงทันที

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลอนุทินในการแสดงความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากทำได้ จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอของนายณัฐพล? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อประเทศ

ที่มา – “ณัฐพล” แนะรัฐบาลตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนคือ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อคำพูดและข้อมูลที่นำเสนอในสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวตระกูลชิดชอบ รวมถึงชาวบุรีรัมย์ทั้งหมด หลังจากยอมรับว่าข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเท็จทั้งหมด

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายจุลพงศ์ได้พาดพิงถึงที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างสิทธิ์ครอบครอง เขาได้กล่าวหาว่าครอบครัวตระกูลชิดชอบใช้อิทธิพลทางการเมืองขัดขวางหน่วยราชการในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ต่อมาพบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากสคริปต์ที่ทีมงานจัดเตรียม โดยนายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส.สมัยแรก ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแผนที่จาก รฟท. อย่างละเอียด จนหลงเชื่อในข้อมูลที่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นายจุลพงศ์ได้รับพยานหลักฐานจากทนายความของนายเนวิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวชิดชอบไม่มีเจตนาครอบครอบที่ดินโดยผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้อิทธิพลบังคับหน่วยราชการ และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องยอมรับผิดและออกหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

การแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ในการขอโทษ นายจุลพงศ์แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ โดยระบุว่าเนื้อหาการอภิปรายทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายเนวินและครอบครัว รวมถึงชาวบุรีรัมย์ เขาขออภัยอย่างสูงและเพื่อแสดงความจริงใจ จะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลในบุรีรัมย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังจะโพสต์หนังสือขอโทษบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปักหมุดไว้ที่หน้าแรกนานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรับผิดชอบของเขา

นายจุลพงศ์ย้ำว่าการกระทำนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และหวังว่านายเนวินและครอบครัวจะให้อภัย โดยเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ ส.ส. ทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา

บริบทของที่ดินเขากระโดงและผลกระทบทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นยาวนานในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชน โดยศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษายึดคืนที่ดิน แต่การดำเนินการติดขัดมานานหลายปี การอภิปรายของนายจุลพงศ์จึงถูกมองว่าเป็นการโยงประเด็นนี้เข้ากับการเมือง เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นข้อมูลเท็จ จึงกลายเป็นดอกผลเสียให้กับพรรคประชาชนเอง

ในโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากนั้น นายจุลพงศ์ชี้แจงว่าการขอโทษนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามยุติคดีความอาญาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาในฐานะ ส.ส. เขาขอโทษประชาชนหากเหตุการณ์นี้กระทบต่อภาพลักษณ์การทำงาน แต่ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายน 2568 ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริง และเขาจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในสภาที่มีน้ำหนักในการกำหนดนโยบายประเทศ การยอมรับผิดของนายจุลพงศ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบ แม้จะสายเกินไปแต่ก็ช่วยลดความขัดแย้งได้

  • บทเรียนจากเหตุการณ์: นักการเมืองต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
  • ผลกระทบต่อบุรีรัมย์: ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่จริง
  • อนาคตของคดี: หวังว่าจะจบลงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองควรให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการโจมตี หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

Scroll to top