แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้านหลัก วันนี้ 9 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ประชาชนสามารถติดตามรับชมได้ทางสถานีโทรทัศน์และช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าพลาดเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางประเทศในปีข้างหน้า

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระด่วนตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือ 9-10 เมษายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องแถลงนโยบายก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำแถลงนโยบายแก้ปัญหา 5 ด้าน

เอกสารคำแถลงนโยบายรัฐบาลมีความยาว 19 หน้า ครอบคลุมนโยบายหลักที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ซึ่งรัฐบาลอนุทินตั้งใจจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นโยบายหลัก 5 ด้านของรัฐบาลอนุทิน

  • ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ สนับสนุน SME และเกษตรกร ผ่านมาตรการลดภาษี จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงชายแดน เจรจาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงนโยบายการค้าต่างประเทศให้ได้เปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถกองทัพในการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่
  • ด้านสังคม: พัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มงบประมาณโรงเรียนและโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า
  • ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: เตรียมรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะภาคเหนือ สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาเขื่อนและระบบชลประทาน รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน
  • ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: ลดความซับซ้อนของระบบราชการ ดิจิทัลทรานสฟอร์มการบริการสาธารณะ ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการทุจริต

นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากโควิดและสงครามการค้าโลก

ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายเข้มข้น

ฝ่ายค้านไม่ยอมแพ้ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน โฟกัสปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กระทบประชาชนภาคเหนือ นอกจากนี้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะช่วยสะท้อนปัญหาทุกภูมิภาค อาจขึ้นอภิปรายสรุปหากมีเวลา

กำหนดการอภิปรายรวม 32.30 ชั่วโมง แบ่งเป็น ประธานที่ประชุม 1.30 ชม., นายกฯ แถลง 1.30 ชม., ครม.ชี้แจง 6 ชม., สว. 4 ชม., ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 5.30 ชม., ส.ส.ฝ่ายค้าน 14.30 ชม. คาดว่าจะเข้มข้นและอาจยืดเยื้อ

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยนำโคไลอิชั่น ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน เพื่อติดตามว่ารัฐบาลจะนำนโยบายไปปฏิบัติจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เรามีความเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากทำได้จริงจะช่วยพลิกฟื้นประเทศได้แน่นอน

เชิญชวนทุกท่านติดตามรับชมถ่ายทอดสดและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้บ้าง!

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน

“เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ พรรคประชาชนภายใต้การนำของ “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เตรียมระดม 20 ขุนพล ส.ส.ปากกล้า เพื่อชำแหละนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างไม่ยั้ง ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ngày 9 เมษายนนี้ โดยเน้นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อพวกพ้อง และการฟันกำไรจากวิกฤตพลังงาน โดยไม่เจาะจงบุคคล แต่ชี้ให้เห็นปมปัญหาที่กระทบประชาชนตรงๆ

“เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยระบุว่าพรรคได้จัดทัพผู้อภิปรายกว่า 20 คน แบ่งสรรเนื้อหาอย่างละเอียด เพื่อใช้เวทีสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กำลังครอบคลุมภาคเหนือ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

สิ่งที่พรรคประชาชนเน้นย้ำคือ ไม่ได้มุ่งเป้าล่อเฉพาะบุคคล แต่ชำแหละปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกตั้งคำถาม รัฐบาลมีนโยบายดีๆ ในเล่ม แต่ขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริงในการแก้ไข โดยไม่มีเอื้อพวกพ้องหรือฟันกำไรจากวิกฤต นโยบายทางออกหลายข้อมาจากภาควิชาการและภาคส่วนต่างๆ แล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงต่างหากที่ต้องจับตา

ประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนจะชำแหละ

  • วิกฤตพลังงาน: น้ำมันแพงกระทบค่าครองชีพ ทำไมรัฐไม่เร่งแก้ไขให้ประชาชนได้รับประโยชน์ตรงๆ
  • ฝุ่น PM2.5: ชาวเหนือเดือดร้อนหนัก รัฐบาลมีแผนอะไรบ้าง หรือปล่อยให้ปัญหาลุกลาม
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: เอื้อพวกพ้องหรือไม่ ต้องชัดเจนเพื่อความโปร่งใส
  • นโยบายอื่นๆ: ตรวจสอบเจตจำนงจริง ว่าสนับสนุนประชาชนหรือกลุ่มทุน

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่ ป.ป.ช. เตรียมยื่นคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลให้ศาลฎีกาในวันเดียวกัน โดยชี้ว่าการเร่งรัดคดีผิดปกติ สะท้อนการเมืองที่เลือกปฏิบัติ บางคดีช้า บางคดีไว ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง

“ผมไม่อยากเห็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ ที่รวบอำนาจทั้งหมด กลับถูกตั้งคำถามตั้งแต่แรก ว่าจะใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่” นายณัฐพงษ์กล่าวอย่างหนักแน่น

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโจมตี แต่เป็นการตรวจสอบเพื่อให้รัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ พรรคประชาชนยืนยันจะใช้สิทธิในสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วนอย่างวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเมืองส่วนตัว คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย

ที่มา – “เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

ชลน่านอัดอนุทินขาดภาวะผู้นำเรื่อง30บาท

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การอภิปรายนโยบายรัฐบาลล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อ ชลน่าน อัด อนุทิน ขาดภาวะผู้นำ กลายเป็นวลีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน จากพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยชี้ว่าการชี้แจงของนายอนุทินนั้นไม่เหมาะสม ขาดความเป็นผู้นำที่แท้จริง

ชลน่าน อัด อนุทิน ขาดภาวะผู้นำ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ระหว่างการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พรรคฝ่ายค้านนำโดยนายแพทย์ชลน่านได้วิเคราะห์นโยบายรัฐบาลอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำถึงข้อจำกัดของรัฐบาลที่เหลือเวลาอยู่แค่ 4 เดือนก่อนยุบสภา จากการศึกษานโยบายต่าง ๆ พบว่าหลายข้อไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง หากทำได้ก็อาจไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ เพราะมุ่งเน้นผลประโยชน์ของกลุ่มหรือพรรคการเมืองเพื่อหวังคะแนนนิยมในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งถือเป็นการทำลายโอกาสของคนทั้ง nation

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวเพิ่มเติมว่าการชี้แจงของนายอนุทินต่อหน้าสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้พูดถึงการทำงานจริง แต่กลับใช้เวลามาเคลมผลงานและตีกิน โดยใช้วิธีสวนกลับ กดเหยียดและด้อยค่าคนที่ทำงานหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในช่วงที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำลังตรวจสอบและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การชี้แจงควรยึดหลักข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว

ชลน่าน อัด อนุทิน ขาดภาวะผู้นำในประเด็นนโยบายสำคัญ

ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกคือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งเป็นนโยบายเรียงหน้าของพรรคเพื่อไทย โดยพัฒนามาเป็น "30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว" นายแพทย์ชลน่านยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยมีเจตนาเคลมหรือแอบอ้างความเป็นเจ้าของนโยบายนี้ แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับพยายามตีกินผลงาน โดยเปรียบเทียบกับสมัยที่นายอนุทินเคยเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำที่สวนกลับและกดเหยียดด้อยค่า นโยบายนี้ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยถูกขับเคลื่อนด้วยแนวทางที่แตกต่าง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้สะดวกและราคาถูกทั่วประเทศ แต่การตอบโต้ของนายอนุทินกลับทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของผู้นำ

นอกจากนี้ นายแพทย์ชลน่านยังวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีขาดภาวะผู้นำที่ควรมี โดยการแสดงออกเช่นนี้ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับสร้างความแตกแยกในสังคม การเมืองไทยควรเน้นการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่การแข่งขันเคลมผลงานหรือกดคนอื่นให้ด้อยค่า ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน นักการเมืองทุกคนมีหน้าที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น โดยพรรคเพื่อไทยยึดมั่นหลักนี้มาตลอด

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น ลองย้อนดูประวัติของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ที่เริ่มต้นจากแนวคิดของพรรคไทยรักไทยและพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มันช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้กับประชาชนนับล้านคน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่การเข้าถึงบริการทางการแพทย์เป็นเรื่องยาก หากรัฐบาลปัจจุบันต้องการสานต่อ ควรทำด้วยความโปร่งใสและไม่ใช้วิธีตีกินผลงานเก่า

  • นโยบายนี้ช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ
  • เพิ่มการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลทั่วถึง
  • เป็นตัวอย่างของนโยบายประชาชนนิยมที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเมืองแบบนี้สะท้อนถึงปัญหาภาวะผู้นำที่อ่อนแอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากนายอนุทินต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ควรโฟกัสที่การแก้ปัญหาจริง ๆ แทนการโต้เถียงส่วนตัว

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเชื่อว่านโยบายเพื่อประชาชนอย่าง 30 บาทรักษาทุกที่ ควรเป็นมรดกของชาติที่ทุกพรรคการเมืองสานต่อได้ โดยไม่ต้องแข่งกันเคลม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองสุขภาพ ลองติดตามและมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อสนับสนุนนโยบายที่ยั่งยืน

ที่มา – “ชลน่าน” อัด “อนุทิน” ขาดภาวะผู้นำ กดเหยียดด้อยค่า อย่าตีกิน 30 บาทรักษาทุกที่

“รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ “รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการบริหารประเทศในยุคใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้วครับ

“รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ

เมื่อเวลา 08.52 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล สวมสูทสีเทา ใช้รถยนต์ส่วนตัวโรลส์รอยซ์ หมายทะเบียน วอ 333 เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่วันแรก หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วครับ การเริ่มต้นนี้อยู่ในกรอบ 120 วัน ตามข้อตกลง MOA กับพรรคประชาชน ที่จะยุบสภาภายใน 31 มกราคม 2569 ทำให้วันนี้เป็นจุดเริ่มนับหนึ่งของรัฐบาลอนุทิน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การพบปะกับศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธาน TCELS เวลา 09.00 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ร่วมกับนายสุรศักดิ์ พันเจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคณะ การสนทนานี้น่าจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน

รูปปั้นนรสิงห์

ความหมายของรูปปั้นนรสิงห์กับฉัตร 7 ชั้น

ในวันสำคัญนี้ สิ่งที่ทุกคนสังเกตเห็นคือรูปปั้นนรสิงห์จำลองที่ย้ายกลับมาตึกไทยคู่ฟ้า โดยคราวนี้มีฉัตรทอง 7 ชั้นครอบด้านบน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย นรสิงห์ หรือรูปปั้นสิงห์มนุษย์ ถือเป็นเครื่องหมายแห่งการปกป้องและความยุติธรรม ซึ่งอาจสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลอนุทินในการนำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤต

การเพิ่มฉัตร 7 ชั้นนี้ อาจเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลใหม่ โดยเชื่อมโยงกับประเพณีราชสำนักไทย ที่ฉัตร 7 ชั้นใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงถึงความเคารพต่อสถาบันและความเป็นเอกภาพของชาติ “รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ จึงไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นที่แข็งแกร่ง

ช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรีจะมอบนโยบายโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ ประจำปี 2569 ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงและการพัฒนาบุคลากรตำรวจ นโยบายนี้คาดว่าจะช่วยยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีอนุทิน

รัฐบาลอนุทินนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยมีเป้าหมายหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน และแก้ไขปัญหาสังคม เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม การพบปะกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์วันแรก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมในการขับเคลื่อนประเทศ

นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ส่วนตัวและสไตล์การแต่งตัวที่เรียบง่ายของนายกฯ อนุทิน ยังสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ใกล้ชิดประชาชน ซึ่งอาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเริ่มต้นรัฐบาล ภายใน 120 วันนี้ รัฐบาลต้องเร่งรัดนโยบายสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

สำหรับรูปปั้นนรสิงห์ที่เป็นจุดเด่น ผมคิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์ที่ดีในการเริ่มต้น เพราะนรสิงห์ในตำนานฮินดูคืออวตารของพระวิษณุที่ปกป้องธรรมะ ในบริบทไทย มันอาจหมายถึงการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามต่างๆ การครอบฉัตร 7 ชั้นยิ่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้วันแรกของรัฐบาลดูยิ่งใหญ่และมั่นคง

เพื่อให้รัฐบาลอนุทินประสบความสำเร็จ ประชาชนอย่างเราควรติดตามนโยบายและให้การสนับสนุน หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้ครับ

ที่มา – “รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีอายุเพียง 4 เดือนกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่ไม่ยอมให้เกิดความเสียหายระยะยาว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงและอภิปรายอย่างหนักแน่นในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยย้ำยันว่า “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนสำหรับประชาชน

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

นายพริษฐ์ได้วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงของรัฐบาลที่อาจอยู่สั้นแต่สร้างความเสียหายยาวนาน โดยเตือนว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินการที่เป็นการ “ขายของ ขายฝัน ขายสมบัติชาติ” ซึ่งมุ่งหวังเพียงคะแนนนิยมในการหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ เขาย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลง MOU (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรครัฐบาลในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ถดถอยมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้

ปัญหาหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็นคือการที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้สถาบันทางการเมืองขาดการยึดโยงกับประชาชน เช่น ส.ส.ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน หรือการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนมีอำนาจชี้ขาดนโยบายและการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย พรรคประชาชนจึงพร้อมจับตาการนำเงินภาษีประชาชนมาหาเสียงล่วงหน้า โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจใช้งบประมาณปี 2569 เกือบทั้งหมดภายใน 4 เดือน

3 สงครามที่รัฐบาลต้องแก้ด่วน

ในการอภิปราย นายพริษฐ์ได้สรุปปัญหาหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข โดยแบ่งเป็น 3 สงครามใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง ดังนี้

  • สงครามเศรษฐกิจ: รัฐบาลต้องกระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้จริง ไม่ใช่แค่โครงการคนละครึ่งพลัสที่ดึงยอดขายจากร้านนอกโครงการมาสู่ในโครงการ แต่ควรมีเงื่อนไขที่เพิ่มการบริโภคโดยรวมของเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินไหลเวียนและสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
  • สงครามการค้าระหว่างประเทศ: ต้องพยุงผู้ประกอบการไทยให้ลืมตาอ้าปากท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิด้วยฐานข้อมูลจริงจากภาคเอกชน และดำเนินมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดที่เข้าถึงได้ทุกอุตสาหกรรม เพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานราก
  • สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา: เร่งคืนความปกติและความปลอดภัยให้ประชาชนชายแดน โดยทลายกระเป๋าสตางค์และความชอบธรรมของผู้นำกัมพูชาผ่านการปราบปรามธุรกิจสีเทาที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงการจัดการ MOU ไทย-กัมพูชาให้มีผลจริง ไม่ใช่แค่กระดาษ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกังวลว่ารัฐบาลอาจก่อความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ เช่น การขายสมบัติชาติ โดยเฉพาะกรณีเขากระโดงที่กรมที่ดินกำลังตรวจสอบ พรรคประชาชนจะจับตาการออกโฉนดโดยมิชอบที่ ป.ป.ช. ชี้แล้ว เช่น แปลงที่ดิน 3466 และ 8564 ในบุรีรัมย์ และเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนทันที

สำหรับประเด็นรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่คาดหวังให้เสร็จภายใน 4 เดือน แต่ต้องการให้รัฐบาลยืนยันโรดแม็ปชัดเจน เช่น จัดประชามติรอบแรกพร้อมเลือกตั้ง โดยรวมคำถาม 2 ข้อ: 1) เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2) เห็นด้วยกับร่างแก้ไขหมวด 15/1 หรือไม่ พรรครัฐบาลต้องผลักดันให้ผ่านวาระที่ 1 ภายใน 14-15 ตุลาคม พิจารณาวาระ 2-3 ภายในธันวาคม และเตรียมประชามติหลังปีใหม่ก่อนยุบสภาเดือนมกราคม

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนโมเดล สสร. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ที่มีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เพื่อป้องกันการฮั้วและการกินรวบอำนาจ ““พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.” จึงเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงฝ่ายค้านและเดินหน้าปฏิรูปจริง ประชาชนอาจต้องเผชิญวิกฤตยาวนานยิ่งขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการผลักดันประชามติ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ลองคิดดูสิว่าถ้าเราไม่ทำตอนนี้ โอกาสครั้งนี้จะหลุดลอยไปอีกนานแค่ไหน?

ที่มา – “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาล

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาลแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองไทย เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ได้เห็นชอบแต่งตั้งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “โต้ง” ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสื่อสารนโยบายของรัฐบาลสู่ประชาชน

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ”

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ชื่อเล่น โต้ง อายุ 49 ปี เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2519 ท่านเป็นบุตรชายของนายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ และนางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ จากพื้นเพที่เติบโตในครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น ทำให้ท่านมีความสนใจในด้านการเมืองตั้งแต่เยาว์วัย สำหรับด้านการศึกษา นายสิริพงศ์จบปริญญาตรีจากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต่อด้วยปริญญาโท สาขาการจัดการระบบสารสนเทศ (MIS) จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก คณะเกษตร สาขาเกษตรเขตร้อน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหลักสูตรนานาชาติ การศึกษาที่หลากหลายนี้ช่วยให้ท่านมีมุมมองที่กว้างไกลทั้งในด้านเทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ และการเกษตร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำงานในวงการเมือง

เส้นทางการเมืองของ “โต้ง สิริพงศ์”

เส้นทางการเมืองของนายสิริพงศ์เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2550 เมื่อท่านได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดพรรคชาติไทย ถือเป็นการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จในการสมัยแรก จากนั้นในปี 2562 ท่านได้รับเลือกตั้งอีกสมัย สังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่มั่นคงในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากนี้ ท่านยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งช่วยให้ท่านมีประสบการณ์ในการบริหารงานภาครัฐอย่างเข้มข้น

ปัจจุบัน นายสิริพงศ์เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของพรรคภูมิใจไทย โดยรับผิดชอบด้านนโยบายเศรษฐกิจและสังคม ท่านยังดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ซึ่งช่วยขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน นอกจากบทบาททางการเมืองแล้ว ท่านยังมีส่วนสนับสนุนวงการบันเทิง โดยเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญของจักรวาลไทบ้าน ผลงานเด่นอย่างภาพยนตร์ “สัปเหร่อ” ที่ทำรายได้กว่า 700 ล้านบาท ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินสูงสุดในรอบ 10 ปี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเชื่อมโยงระหว่างการเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจท้องถิ่น

บทบาทโฆษกรัฐบาล: ความคาดหวังจากสาธารณชน

การแต่งตั้ง “โต้ง สิริพงศ์” เป็นโฆษกรัฐบาลครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจหลังโควิด การเกษตร และการศึกษา ด้วยพื้นฐานวิชาการที่แข็งแกร่ง ท่านน่าจะสามารถถ่ายทอดนโยบายให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้ดี นอกจากนี้ ประสบการณ์ในสภาฯ สองสมัยยังช่วยให้ท่านรับมือกับคำถามจากสื่อได้อย่างมืออาชีพ

ในการขับเคลื่อนรัฐบาลใหม่นี้ การมีโฆษกที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่างนายสิริพงศ์ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หากท่านสามารถสื่อสารนโยบายสำคัญ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การพัฒนาการเกษตรเขตร้อน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากยิ่งขึ้น

  • จุดเด่น: การศึกษาระดับสูงจากต่างประเทศ
  • ประสบการณ์: ส.ส. สองสมัยและผู้ช่วยรัฐมนตรี
  • บทบาทใหม่: โฆษกประจำสำนักนายกฯ

จากประวัติและเส้นทางที่ผ่านมา “โต้ง สิริพงศ์” ถือเป็นบุคคลที่มีศักยภาพในการรับใช้ชาติ ในฐานะโฆษกรัฐบาล หากท่านสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ได้ดี จะช่วยยกระดับการสื่อสารของรัฐบาลให้ทันสมัยและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

สุดท้ายนี้ เชื่อว่านายสิริพงศ์จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้รัฐบาลก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติม สามารถติดตามบทความของเราได้ทุกวัน!

ที่มา – ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาลแล้ว

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล ย้ำ “นี่หนูครับ…ไม่ใช่เป็ดง่อย”

หลังจากการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ยาวนานและเข้มข้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมากล่าวขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่าย โดยเฉพาะในการที่ นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล อย่างถ่อมตน พร้อมย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่ ‘เป็ดง่อย’ แต่เป็น ‘หนู’ ที่พร้อมลุยงานทันทีตั้งแต่วินาทีนี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.03 น. วันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากนายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายปิดท้าย นายอนุทินได้กล่าวขอบคุณประธานรัฐสภาที่ให้โอกาสแถลงนโยบายและเร่งรัดเวลา เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบทันที นอกจากนี้ ยังขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ว. และ ส.ส. ที่ให้ข้อคิดเห็น คำวิจารณ์ และข้อเสนอแนะมากมาย ซึ่งจะนำไปปรับใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สองวันที่ผ่านมาเต็มไปด้วยคุณค่าต่อรัฐบาลชุดนี้ โดยนายกรัฐมนตรียอมรับว่าต้องขออภัยผู้ที่ถูกโต้เถียงด้วย เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ แม้บางประเด็นจะแตกต่างจากความจริง แต่เชื่อว่าจะมีโอกาสทำความเข้าใจเพิ่มเติมในอนาคต

นายกฯ อนุทิน

นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล: หากรัฐมนตรีทำผิด พร้อมจัดการเอง

นายอนุทินเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ดีกับนายสุทินที่เคยทำงานร่วมกันในอดีต โดยให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ส่วนตัว หากพบการกระทำผิดกฎหมาย จะดำเนินการทันทีโดยไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง ‘นับจากเบอร์ 1 ถึง 36 ถ้าผมพบว่าผู้ใดผิด ผมจะเร่งรัดและจัดการเอง’ นายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ ยังเสียใจที่ต้องโต้เถียงกันเพราะการเมือง แต่ยืนยันว่าเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และจะให้ความร่วมมือเต็มที่

ย้ำ นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล สำหรับการเลือกตั้งที่โปร่งใส

ในช่วง 4 เดือนที่เหลือ รัฐบาลจะไม่ทะเลาะกัน แต่จะแข่งขันด้วยความสะอาดและรอยยิ้ม โดยมุ่งทำความดีให้ประชาชน นายอนุทินยืนยันว่าไม่เคยหลงใหลในอำนาจ และจะไม่กลั่นแกล้งใคร กระบวนการยุติธรรมจะจัดการทุกเรื่อง

สำหรับรัฐธรรมนูญ นายกฯ ขอบคุณพรรคประชาชนที่ร่วมลงนาม MOA โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ย้ำว่านโยบายหลักคือยุบสภาใน 4 เดือนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมสนับสนุนประชามติ

ขอความร่วมมือแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จปลายปี

รัฐบาลขอให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนร่วมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในธันวาคม 2568 แม้ต้องประชุมหนัก แต่เชื่อว่าการร่วมมือจะทำให้สำเร็จ สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน จะทำตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเริ่มวางรากฐานกฎหมายประกอบไว้ล่วงหน้า

นายอนุทินชี้แจงเรื่องโยกย้ายข้าราชการเพื่อเลือกตั้งว่า ไม่มีผลต่อผลการเลือกตั้ง อยู่ที่ผู้สมัครและนโยบาย ‘คนที่ตัดมือตัวเองคือรัฐบาลที่แล้ว แต่ขออโหสิกรรมกัน แล้วมาแข่งขันด้วยความบริสุทธิ์’ นายกฯ กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่ารัฐบาลนี้ ‘นี่หนูครับ ไม่ใช่เป็ดง่อย’ และขอใช้ห้องประชุมทันทีเพื่อทำงานให้ประชาชน

การกล่าวของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำงานโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากคุณสนใจพัฒนาการทางการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเพื่อประเทศที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

ที่มา – นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับคำแนะนำนโยบายรัฐบาล ย้ำ “นี่หนูครับ…ไม่ใช่เป็ดง่อย”

“ศรีญาดา” หวั่นเข้าใจผิด ไม่ต่อว่า “สีหศักดิ์”

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรง การอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ได้สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่างประเทศไทย ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงคำอภิปรายของตนเอง โดยย้ำว่า “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว แทนที่จะเป็นการกล่าวหาหรือวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ เธอชื่นชมในบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ที่สละเวลามาชี้แจงนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภา เธอเน้นย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้มีเจตนาเพื่อต่อว่าหรือกล่าวหาว่านายสีหศักดิ์ไปทะเลาะกับใคร แต่เป็นการแสดงความกังวลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจทำให้ประเทศไทยถูกมองในแง่ลบจากเวทีโลก

จากมุมมองของทันตแพทย์หญิงศรีญาดา การที่นายสีหศักดิ์ได้ขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของไทยนั้น เป็นการแสดงบทบาทที่แข็งแกร่งและเหมาะสม เธอชื่นชมการดำเนินการตอบโต้ที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แสดงความหวังให้ผู้นำรัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างคา

ข้อเสนอแนะเพื่อกดดันกัมพูชาและปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดายังเสนอแนะว่ารัฐบาลควรใช้วิธีทางการทูตเพื่อจำกัดประเด็นชายแดนให้เป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ หากสถานการณ์บานปลายเหมือนในเวที UN ก็ควรสนับสนุนการตอบโต้ที่เด็ดขาดของนายสีหศักดิ์ เธอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาประณามกัมพูชาอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้ากดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน และปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนไทย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน การฟอกเงินผ่านแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติทำให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถประสานงานได้ดี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เธอยินดีที่จะให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หากรัฐบาลเปิดรับฟังจากทุกพรรคการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

  • ชื่นชมบทบาทนายสีหศักดิ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก
  • กังวลเรื่องชายแดนและปัญหาทุ่นระเบิดที่ค้างคา
  • เรียกร้องให้กดดันกัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์และฟอกเงิน
  • เสนอให้รัฐบาลประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของนโยบายการต่างประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาภูมิภาคและภัยคุกคามทางไซเบอร์ การอภิปรายดังกล่าวช่วยให้สาธารณชนเข้าใจมากขึ้นว่าการเมืองไทยไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างพรรค แต่เป็นการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของทันตแพทย์หญิงศรีญาดาแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ ส.ส. ที่ไม่เพียงวิจารณ์แต่ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการทูตไทยได้อย่างแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ดราม่าทางการเมืองที่น่าสนใจ เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงและโต้กลับการอภิปรายของ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งขุดคุ้ยเรื่องเก่าเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สังคมการเมืองต้องจับตามอง โดยเฉพาะการที่ “ธรรมนัส” เผยว่านายอนุสรณ์เคยแอบมาขอซบพรรคกล้าธรรมมาก่อน

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นจากนายอนุสรณ์ที่ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะที่รัฐบาลก่อนไม่กล้าตั้ง แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับตั้งเป็นรองนายกฯ สองคน ร.อ.ธรรมนัส ไม่ยอมนิ่งเฉย ได้ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยระบุว่าสิ่งที่นายอนุสรณ์พูดถึงเป็นเรื่องเก่าที่ไม่มีน้ำหนัก และยังปูดว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่นายอนุสรณ์มาหาตนเพื่อขอร่วมอุดมการณ์ในพรรคกล้าธรรม โดยตอนนั้นนายอนุสรณ์ชื่นชมนายงานของตนและบอกว่าอยู่พรรคเดิมไม่มีความสุข อยากมาร่วมด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดว่า “วันนั้นกับวันนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่เข้าใจว่าเช้านี้ตื่นมากินยาผิดประเภทหรือไม่” และยังขู่ด้วยว่า หากนายอนุสรณ์พูดจาพาดพิงต่อไป จะเจอกันที่สถานีพะเยา เพราะคดีความกำลังดำเนินอยู่ที่นั่นกว่า 200 คดี นอกจากนี้ ยังย้ำว่าตนผ่านการตรวจสอบมาหมดแล้ว รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้ง แต่ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป เรื่องจริยธรรมก็ชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยแล้วว่าไม่ผิดต้องห้าม

ประเด็นขุดเรื่องเก่าและการขู่ฟ้องกลับ

ในส่วนของวลีเก่าที่นายอนุสรณ์นำมาอ้าง ร.อ.ธรรมนัส ชี้ว่าถูกตัดทอนเพื่อให้ฟังสนุกปากเท่านั้น และขอให้หยุดเอาเรื่องเก่ามาเป็นประเด็น หากมีข้อสงสัยให้คุยกันส่วนตัวได้ แต่หากไปขยายความนอกสภา แม้มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ก็พร้อมฟ้องร้องให้ถึงที่สุด โดยเจอกันที่พะเยาแน่นอน นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของ “ธรรมนัส” ที่ไม่ยอมให้ถูกโจมตีโดยง่าย

ขณะเดียวกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SKYY9 โดยยืนยันว่าอำนาจรัฐมนตรีแรงงานไม่ได้ล่วงลูกการลงทุน ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ดประกันสังคม และหากใครทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด นายสุชาติ ยังน้อมรับทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตน และอยากให้เรื่องนี้จบลงเสียที เพราะปัจจุบันบอร์ดลงทุนประกันสังคมไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามารับตำแหน่ง เนื่องจากกลัวถูกตรวจสอบ แม้จะได้เบี้ยประชุมเพียงไม่กี่พันบาท

การโต้กลับของนายอนุสรณ์

ฝั่งนายอนุสรณ์ ไม่ยอมแพ้ ได้ใช้สิทธิ์พูดโต้ โดยย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้กล่าวหาใคร เพียงแต่ตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจเอง และขอบคุณคำชี้แจงของนายสุชาติ สำหรับประเด็นกับร.อ.ธรรมนัส นายอนุสรณ์ ชี้ว่าการสนทนาที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเพียงการพูดคุยเรื่องนโยบายรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่การขอซบพรรค และขออภัยหากทำให้เข้าใจผิด

นายอนุสรณ์ ยังยืนยันจุดยืนของตนอย่างหนักแน่นว่า “อนุสรณ์เสื้อแดงย่อมแรงฤทธิ์ ไม่เคยคิดจะโยกย้ายไปแห่งไหน อยู่ที่นี่คือพรรคดีประชาธิปไตย อยู่เพื่อไทยเพราะหัวใจคือประชาชน” ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม นี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ยังคงรุนแรง แม้จะผ่านการเลือกตั้งใหม่แล้ว แต่ประเด็นเก่าๆ ยังถูกนำมาอภิปรายเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐบาล นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงการเมืองที่เต็มไปด้วยการโต้เถียงและการขุดคุ้ยอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การอภิปรายเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย์ ที่ช่วยให้เกิดความโปร่งใส แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีส่วนตัว เพื่อให้การเมืองก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

  • ประเด็นหลัก: การโต้กลับของธรรมนัสต่อการอภิปราย
  • จุดยืนของอนุสรณ์: ยืนยันไม่ย้ายพรรค
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่คดีความเพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ เราคิดว่าการเมืองไทยควรเน้นที่การแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าการขุดคุ้ยอดีต คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

Scroll to top