แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน

“เอกนิติ” แจงไม่ลดสรรพสามิต ถกครม.11เม.ย.

“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงวิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนถึงนโยบายของรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง โดยย้ำว่าการลดภาษีสรรพสามิตอาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้น

“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา

จากเหตุการณ์วันที่ 9 เมษายน 2567 เวลา 19.20 น. นายเอกนิติ ได้ชี้แจงถึงปัญหาพลังงานที่เกิดจากวิกฤตโลก โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอนว่าจะจบเมื่อไหร่ สถานการณ์นี้อาจลุกลามไปกระทบสินค้าอื่นๆ รวมถึงเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องเร่งลดผลกระทบระยะสั้นให้ประชาชนทันที

สิ่งแรกที่รัฐบาลดำเนินการคือการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้คงที่ แต่สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตนั้น นายเอกนิติ ย้ำว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะภาษีสรรพสามิตน้ำมันถูกนำไปใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลต่างๆ หากลดลงอาจทำให้ระบบสาธารณสุขขาดแคลนงบประมาณ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว

มาตรการเยียวยาที่จะถกในครม. 11 เมษายน

ในวันที่ 11 เมษายนนี้ รัฐบาลจะประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหามาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก เช่น

  • กลุ่มขนส่ง: พึ่งพาน้ำมันสูง อาจได้补贴หรือลดค่าน้ำมันเฉพาะ
  • กลุ่มเปราะบางและรายได้น้อย: ช่วยเหลือตรงเข้าบัญชีเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ
  • กลุ่มประมงและเกษตรกร: สนับสนุนเชื้อเพลิงหรือทางเลือกพลังงาน

การช่วยเหลือต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่มีจำกัด หากใช้เงินหมดไปกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตเหมือนต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งรัฐบาลไม่อยากให้เกิดซ้ำ

เปลี่ยนวิกฤติพลังงานเป็นโอกาสสำหรับไทย

นายเอกนิติ ยังมองในแง่บวก โดยชี้ว่าวิกฤตนี้เปลี่ยนมิติโลกในหลายด้าน เช่น

  • วิกฤติความมั่นคงอาหารและยา: ไทยเป็นฐานผลิตอาหารและยารักษาโรคชั้นนำ ต้องเร่งพัฒนาเพื่อส่งออก
  • วิกฤติพลังงาน: ราคาน้ำมันคงไม่ถูกใน 1-2 ปีข้างหน้า เพราะโครงสร้างโรงกลั่นถูกทำลาย ไทยต้องลงทุนพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน โซลาร์ ลม

ระยะสั้น ช่วยประชาชนเดือดร้อนให้รอดพ้นวิกฤต ระยะยาว สร้างโอกาสให้เติบโต มีรายได้ดีขึ้น รัฐบาลเชื่อว่าจะผ่านพ้นไปด้วยกัน

สถานการณ์“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา สะท้อนนโยบายสมดุลระหว่างบรรเทาผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ในอนาคต ขณะที่เตรียมมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุม

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือกลยุทธ์ฉลาดที่รัฐบาลเลือกทางยั่งยืน แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเสี่ยง คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นี้ ติดตามข่าวอัปเดตมาตรการจากครม. 11 เม.ย. ได้ที่นี่!

ที่มา – “เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา

สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้

สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกภาคส่วน นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างตรงไปตรงมาในการอภิปรายเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยชี้ว่าคำแถลงนโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางน้อยเกินไป มีเพียงบรรทัดเดียวเท่านั้น และไม่ระบุ timeline ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่

สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้

ในที่มาของประเด็นนี้ สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้ โดยยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่นำหน้าไทยไปไกล ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม กัมพูชาโดยนายฮุน มาเนต ได้ลดภาษีน้ำมันลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ทันที พร้อมทั้งแจกเงินช่วยเหลือกลุ่มแรงงานอ่อนไหว ทำให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส.ส.อิสริยะตั้งคำถามว่านายกรัฐมนตรีอนุทินจะอายหรือไม่ หากไปประชุมร่วมกับฮุน มาเนตในครั้งหน้า เพราะกัมพูชาบริหารวิกฤตได้ดีกว่าไทยเสียอีก

ตัวอย่างมาตรการจากประเทศเพื่อนบ้านและในเอเชีย

ไม่ใช่แค่กัมพูชาเท่านั้น แต่หลายประเทศในเอเชียตอบสนองวิกฤตน้ำมันได้ดีกว่าประเทศไทย เช่น ญี่ปุ่นออกแพ็กเกจแจกเงินให้คนรายได้ต่ำเพื่อเยียวยาค่าน้ำมัน เกาหลีใต้แจกเงินช่วยค่าครองชีพ สิงคโปร์ช่วยเหลือเงินให้แท็กซี่และไรเดอร์ ฟิลิปปินส์ลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์พร้อมแจกเงิน เวียดนามลดภาษีน้ำมันและแจกเงินช่วยเหลือประชาชน มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและชัดเจนในการแก้ปัญหา ซึ่งไทยยังขาดหายไป

  • ญี่ปุ่น: แจกเงินเยียวยาค่าน้ำมันสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ
  • เกาหลีใต้: เงินช่วยค่าครองชีพโดยตรง
  • สิงคโปร์: สนับสนุนแท็กซี่และไรเดอร์
  • ฟิลิปปินส์: ลดวันทำงาน + แจกเงิน
  • เวียดนาม: ลดภาษี + แจกเงิน
  • กัมพูชา: ภาษีน้ำมัน 0% + เงินแรงงานอ่อนไหว

สถานการณ์ในไทยปัจจุบัน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างแรงงานรายวัน ผู้ประกอบการรายย่อย และครอบครัวยากจน เพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การ补贴 หรือการแจกเงินโดยตรง ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนัก สส.อิสริยะย้ำว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับวิกฤตนี้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้落后ไปจากประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ การอภิปรายยังสะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ล่าช้า ในขณะที่น้ำมันแพงขึ้นทุกวัน มาตรการอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือโครงการคนละครึ่งในอดีตเคยช่วยได้บ้าง แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อวิกฤตที่รุนแรงขึ้น ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วน เช่น ลดภาษีน้ำมันชั่วคราว สร้างกองทุนเยียวยาค่าน้ำมัน หรือขยายสิทธิ์ช่วยเหลือให้ครอบคลุมมากขึ้น

วิกฤตน้ำมันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันกระทบต่อทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง ค่าอาหาร และเศรษฐกิจโดยรวม หากรัฐบาลไม่ปรับตัว อาจนำไปสู่ความไม่พอใจในวงกว้าง สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้ จึงเป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้คำตอบ

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลควรเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านและเร่งออกมาตรการที่ชัดเจนทันที เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงของประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – สส.ปชน. ถาม นายกฯ ไม่อายหรือ บริหารวิกฤตน้ำมันสู้กัมพูชาไม่ได้

หมอวรงค์ แฉน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันดีเซลขาดแคลนและราคาพุ่งสูง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาแฉตัวเลขสุดช็อกในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยชี้ว่า น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ซึ่งน่าจะมีกลุ่มทุนหรือไอ้โม่งตุนน้ำมันอย่างแน่นอน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียด สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาการบริหารจัดการ แต่มีกลิ่นทุจริตชัดเจน

น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร: หลักฐานจากตัวเลขจริง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หมอวรงค์ได้อภิปรายในที่ประชุม สะท้อนปัญหาพลังงานที่รัฐบาลแก้ไม่ตก แม้จะปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นถึง 8 ครั้ง รวมกว่า 20.80 บาทต่อลิตร จาก 29.94 บาท เหลือ 50.54 บาท แต่ปัญหายังบานปลาย ตัวอย่างชัดเจนคือที่สุราษฎร์ธานี น้ำมันจากโรงกลั่นหายไป 57 ล้านลิตร หากตรวจสอบผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย ก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือตัวการ

ที่มาของตัวเลขนน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ทีมงานหมอวรงค์รวบรวมข้อมูลพบว่า ช่วง 23-31 มีนาคม ปริมาณน้ำมันกระจายส่งโป่งขึ้นเฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร รวมส่วนเกิน 225.378 ล้านลิตร เดือนมกราคมปกติส่งปั๊ม 51.3 ล้านลิตร/วัน แต่ช่วงวิกฤตปั๊มได้รับแค่ครึ่งเดียว ขาดหาย 25.650 ล้านลิตร/วัน หรือ 16-31 มี.ค. หายไป 635.778 ล้านลิตร บวกกับตัวเลขราชการอีก 317.254 ล้านลิตร และส่งไม่ครบปั๊ม 410.400 ล้านลิตร รวมเป็น น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

  • ปริมาณการใช้ปกติ: 67 ล้านลิตร/วัน
  • ช่วงวิกฤต: พุ่ง 85 ล้านลิตร/วัน โดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ
  • น้ำมันไม่ถึงปั๊ม: ลดเหลือครึ่งหนึ่ง สะท้อนปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน

หมอวรงค์ย้ำว่านี่คือ “น้ำมันดีเซลเก๊” คล้ายจีทูจีจำนำข้าวเก่า รัฐบาลรู้แต่ช้าเกินไป จนประชาชนเดือดร้อน

มาตรการรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันหายจากระบบ ล้มเหลวอย่างไร

นายกฯ แถลง 3 เม.ย. รับรู้ปัญหา แต่ก่อนหน้านั้นตั้งสมมุติฐานผิดว่าประชาชนตุนเอง มาตรการที่ออกจึงไม่ตรงจุด:

  • อนุญาตขนส่งน้ำมัน 24 ชม.
  • ยกเลิกสำรองน้ำมัน
  • เปิดคลังรับน้ำมันจากโรงกลั่นต่อเนื่อง

แต่จนสิ้นเดือน ปัญหายังอยู่ คลังจ่ายปกติ แต่ปั๊มทุกแห่งบ่นว่าน้ำมันเหลือครึ่งเดียว ลงพื้นที่หลายจังหวัดยืนยันตรงกัน นี่แสดงว่ารัฐบาลวิเคราะห์พลาด ปล่อยให้เกิดการโกงในระบบ

คำเรียกร้องปราบทุจริต: เริ่มจากตัดผลประโยชน์ ส.ส.

ในนโยบายข้อ 3 ปราบทุจริต หมอวรงค์เสนอ ลดผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 เหลือ 3 คน ประหยัด 800 ล้านบาท/ปี ยกเลิกบำนาญ ส.ส.-ส.ว. นำเงินช่วยประชาชนที่ทุกข์จากของแพง นายกฯ ต้อง “พูดแล้วทำ” จริง

สถานการณ์วันนี้ ประชาชนโกรธเคืองเพราะน้ำมันแพง อาหารแพง รัฐบาลแถลงนโยบายยิ่งซ้ำเติม หากไม่รับฟังคำเตือน อาจอยู่ไม่ครบเทอม

ปัญหาน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบพลังงานไทยมีช่องโหว่ใหญ่ รัฐบาลต้องตรวจสอบโรงกลั่น ผู้ค้ารายใหญ่ และห่วงโซ่ทั้งหมดให้โปร่งใส มิฉะนั้นวิกฤตจะยืดเยื้อ สร้างความสูญเสียมหาศาล คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ได้ทันหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตที่นี่

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาล “หมอวรงค์” แฉตัวเลขน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ชี้มีไอ้โม่งตุนชัวร์

วีระยุทธ ซัดเทคโนแครต ปิดตาธิปไตย ก๊อปนโยบาย

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ออกโรงวีระยุทธ ซัดเทคโนแครต ของพรรคภูมิใจไทยอย่างจัง โดยชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้คือระบอบปิดตาธิปไตย ที่บ้านใหญ่กับเทคโนแครตปิดตาข้างหนึ่งให้กันเอง ส่งผลกระทบต่อประชาชนเต็มๆ ล่าสุดในการอภิปรายนโยบายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 วีระยุทธยังเย้ยอีกว่าถ้าก๊อปนโยบายพรรคประชาชนทั้งที ก็ก๊อปให้หมดไปเลย โดยเฉพาะเรื่องมั่นคงทางพลังงานที่รัฐบาลมองข้าม

ปิดตาธิปไตย: ระบอบผสมบ้านใหญ่-เทคโนแครตที่วีระยุทธซัด

วีระยุทธเปรียบเทียบการเขียนนโยบายรัฐบาลเหมือนนักเรียนทำรายงานค้างไว้ แล้วมาเติมเรื่องความขัดแย้งตะวันออกกลางแค่อันย่อหน้าเพื่อให้ดูมีสาระ รัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาประชาชน โดยเฉพาะราคาน้ำมันแพงที่กระทบชีวิตโดยตรง เขาเสนอว่ารัฐบาลควรมีนโยบายเชิงรุก โดยภารกิจใหญ่คือเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งหมายถึงพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาไม่แพงเกินเอื้อม ไหนๆ นโยบายก็ลอกพรรคประชาชนมาเยอะแล้ว ก๊อปธีมใหญ่เรื่องนี้ไปด้วย จะได้ครบเครื่อง

วีระยุทธ ซัดเทคโนแครต “ศุภจี-เอกนิติ” ยอมบ้านใหญ่

รัฐบาลอนุทิน 2 ตามคำวีระยุทธ คือการรวมพลังระหว่างบ้านใหญ่ (นักการเมืองท้องถิ่นผู้มีอิทธิพล) กับเทคโนแครต (นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์อย่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง) แต่ละฝ่ายปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออยู่ร่วมกันได้ นี่คือที่มาของคำว่าปิดตาธิปไตย ซึ่งทำให้เราไม่ได้ประโยชน์จากจุดแข็งทั้งสองฝ่าย

  • บ้านใหญ่: ใจถึง พึ่งได้ กล้าได้กล้าเสีย ถ้ารัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ เจอน้ำมันแพงคงสั่งลดภาษีสรรพสามิต 7 บาทไปแล้ว
  • แต่พอผสมเทคโนแครต: บ้านใหญ่กลัวโดนหาว่ารัฐถังแตก เลยทำแค่ง่ายๆ ลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท
  • เทคโนแครตยอมบ้านใหญ่: ปล่อยให้มีโครงการน่ากังวลอย่างแลนด์บริดจ์และโมโต้จีพี ที่เจาะจงจังหวัดแค่ 2 แห่ง ถ้าคิดตามหลักวิชาการไม่คุ้มทุนแน่นอน ถ้าศุภจีและเอกนิติยืนยันว่าคุ้ม ก็ออกมาพูดได้ แต่การปิดตาแบบนี้ทำให้โครงการแบบนี้เกิดอีกเพียบ

ผลคือเราไม่ได้รัฐบาลกล้าได้กล้าเสียแบบบ้านใหญ่ล้วน แต่ก็ไม่ใช่เทคโนแครตล้วนที่ยึดหลักการ สุดท้ายประชาชนคือผู้เสียหาย

ตัวอย่างชัดๆ: วิกฤตน้ำมันกักตุนจากปิดตาธิปไตย

กรณีน้ำมันกักตุนลักลอบทางเรือ 57 ล้านลิตร และรถบรรทุก 11,000 คันไม่ส่งปั๊ม แสดงให้เห็นปัญหาชัดเจน นายกรัฐมนตรีหนุนคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งหัวโต๊ะช่วงตรึงราคา เทคโนแครตไม่ท้วงอะไร ไม่ผลักดันเปิดเผยข้อมูล GPS ติดตามรถ-เรือแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ระบบรั่วไหลเพราะปิดตาธิปไตยหลอมรวมสองฝ่ายเข้าด้วยกัน

สถานการณ์พลังงานไทยตอนนี้ย่ำแย่ ราคาน้ำมันผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลควรเร่งลดการพึ่งพานำเข้า สร้างแหล่งพลังงานในประเทศ เช่น พลังงานหมุนเวียน นิวเคลียร์ หรือสำรวจก๊าซใหม่ๆ พรรคประชาชนมีนโยบายพร้อมแล้ว รัฐบาลก๊อปมาใช้สิ จะได้แก้ปัญหาได้จริง

นอกจากนี้ การเมืองไทยมักมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนแบบนี้บ่อยๆ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น การตรวจสอบที่โปร่งใสจึงสำคัญที่สุด วีระยุทธชี้ถูกจุดว่ารัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่ปิดตาแลกอำนาจ

สรุป insight: ระบอบปิดตาธิปไตยนี้อาจดูอยู่รอดได้ แต่ยั่งยืนไหม? ประเทศไทยต้องการผู้นำที่ใส่ประชาชนก่อนอำนาจส่วนตัว คุณเห็นด้วยกับวีระยุทธไหม? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “วีระยุทธ” ซัดเทคโนแครตภูมิใจไทยร่วมกับบ้านใหญ่ปิดตาธิปไตย เย้ยจะก๊อปนโยบายก็ก๊อปให้หมด

“อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อนๆ วันนี้เรามีเรื่องฮาๆ มาอัปเดตกันกับเหตุการณ์ล่าสุดที่ “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตพูดถึงกันสนั่นโซเชียล!

“อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจช่วงเช้า ก็เจอสื่อมวลชนรุมล้อมทันที เจ้าหน้าที่แจ้งว่าพี่ใหญ่จะให้สัมภาษณ์ที่ห้องโถง แต่สุดท้าย “อนุทิน” สับขาหลอก เดินอ้อมผ่านวงสื่อตรงไปที่รถเลย สั้นๆ แค่ว่า “ต้องรีบไปแถลงที่ ปปง.” ชุลมุนกันนิดๆ แต่ฮาสุดๆ

สื่อไม่ยอมแพ้ ถามถึงดราม่าที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายในสภา พาดพิงว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้มีแต่ “ลูกเทพ” จะทำงานจริงจังได้เหรอ? คำตอบจาก “อนุทิน” มาแบบอารมณ์ดีสุดๆ “ก็ลูกเทพ ไม่มีลูกมาร” โอ้ย มุกนี้แซ่บมาก! ทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดทันที ชาวเน็ตแชร์กันรัวๆ

บริบทเบื้องหลัง “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ย้อนดูบริบท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชอบสไตล์ตรงไปตรงมา อภิปรายแรงๆ มาตลอด ส่วน “อนุทิน” ก็เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า จากพรรคภูมิใจไทย ที่ขึ้นแท่นนายกฯ หลังการเลือกตั้งล่าสุด คำว่า “ลูกเทพ” อาจหมายถึงบุคคลที่ถูกมองว่ามีแบ็คกราวด์ดีๆ แต่ “อนุทิน” สวนกลับแบบกวนๆ ว่าไม่มี “ลูกมาร” หรือคนชั่วร้ายผสม แสดงถึงความมั่นใจในทีมงานชุดนี้

นอกจากนี้ สื่อยังถามถึงความสัมพันธ์กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พรรคกล้าธรรม ที่เพิ่งทักทายกันในสภา ว่ายังเป็นเพื่อนดีกันอยู่มั้ย? แต่ “อนุทิน” ไม่ตอบตรงๆ หันไปบอกสื่อว่า “Car Pool” เพราะชวนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งรถยนต์ไฟฟ้าไปด้วยกัน แบบกรีนๆ สไตล์นายกฯ สมัยใหม่!

  • เหตุการณ์เกิดที่รัฐสภา 9 เม.ย. 2569
  • “อนุทิน” เลี่ยงสัมภาษณ์ แต่สวนมุกฮาเรื่อง “ลูกเทพ”
  • ชวนปลัด มท. Car Pool ด้วยรถ EV
  • เชื่อมโยงดราม่าอภิปรายของ “เสรีพิศุทธ์”

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่ผสมผสานระหว่างดราม่าและอารมณ์ขัน นายกฯ “อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงสไตล์การรับมือสื่อที่คล่องแคล่ว ไม่เครียดกับคำวิจารณ์ แต่ตอบโต้ด้วยมุกตลกที่จดจำง่าย ทำให้ภาพลักษณ์ดูเข้าถึงง่ายขึ้น

ในมุมกว้างขึ้น คำพูดนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีใน ครม. ชุดปัจจุบัน ที่ถูกมองว่ามีบุคลากรคุณภาพสูง แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน แต่ “อนุทิน” ยืนยันว่าไม่มีปัญหาภายใน ทีมนี้พร้อมลุยงานพัฒนาประเทศต่อไป

สำหรับแฟนข่าวการเมืองอย่างเราๆ คงต้องจับตาดูต่อไปว่านโยบายของ ครม. ชุด “ลูกเทพ” นี้จะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องมหาดไทยและเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง

คุณคิดยังไงกับมุกนี้? ลูกเทพหรือลูกมารกันแน่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกดราม่าร้อน!

ที่มา – “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ

ในวันที่ 9 เมษายน 2567 การแถลงนโยบายของรัฐบาลกลายเป็นเวทีร้อนระอุ เมื่อเกิด ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ ขึ้นในสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายนโยบายแล้วโยงไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพรรคอันดับ 2 ที่ “ขายวิญญาณ” เข้าร่วมรัฐบาล สร้างความไม่พอใจให้ฝั่งเพื่อไทยทันที

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากนายณัฐพงษ์ อภิปรายโจมตีรัฐบาล โดยพูดถึงพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ในรัฐบาล โดยใช้คำว่า “ขายวิญญาณ” ทำให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกใช้สิทธิ์ทันที ขอให้ถอนคำพูดดังกล่าว เพราะการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยตอบตกลงเข้าร่วมหลังพรรคอันดับ 1 เชิญมาร่วมหารือนโยบาย ซึ่งเป็นกลไกการเมืองปกติ ไม่ใช่การขายวิญญาณอย่างที่ถูกกล่าวหา คำพูดนี้จึงเป็นการใส่ร้ายที่ไม่เหมาะสมในสภา

ประธานสภา วินิจฉัยคำพูด “ขายวิญญาณ” ไม่เหมาะสม

นายโสภน ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้วินิจฉัยว่า คำว่า “ขายวิญญาณ” เป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรง ใส่ร้ายผู้อื่น จึงขอให้นายณัฐพงษ์ เปลี่ยนคำพูดเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น สุดท้าย “เท้ง” ยอมเปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ทำให้การอภิปรายเดินหน้าต่อได้

  • จุดโต้แย้งจากฝั่งประชาชน: นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.ประชาชน มองว่าถ้าต้องถอนทุกคำกล่าวหา สภาจะไม่เดินหน้าได้ ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ชี้ว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินคำพูดเหล่านี้
  • การประท้วงของจุลพันธ์: ยกข้อบังคับที่ 69 ห้ามเสียดสีใส่ร้าย ขอให้ประธานบังคับใช้เพื่อความราบรื่น
  • ผลลัพธ์: คำพูดถูกเปลี่ยน สภาเดินหน้าต่อ

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ นี้ สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยและอื่นๆ แม้จะถูกมองว่าเป็น coalision ปกติ แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการทรยศอุดมการณ์เดิม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแถลงนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่ง ส.ส. แต่ละพรรคต่างใช้เวทีนี้โจมตีกันอย่างดุเดือด บรรยากาศในสภาเต็มไปด้วยการลุกหารือและประท้วง ทำให้การประชุมล่าช้า แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่ให้ทุกฝ่ายแสดงจุดยืน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องบรรทัดฐานการใช้คำพูดในสภา หากคำร้ายแรงต้องถอนทุกครั้ง อาจทำให้การอภิปรายอิสระลดลง แต่ถ้าปล่อยไว้ ก็อาจนำไปสู่การโจมตีส่วนตัวมากเกินไป ประธานสภาจึงต้องวินิจฉัยอย่างสมดุล

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ เหตุการณ์ ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในเวทีการเมืองไทย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาดของหลายฝ่าย พรรคเพื่อไทยถูกวิจารณ์หนักเรื่องการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล แต่ตัวแทนยืนยันว่าเพื่อประโยชน์ชาติและเสถียรภาพ

สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนคำพูดของ “เท้ง” ถือเป็นการคลี่คลายสถานการณ์ได้ดี แต่ก็ทิ้งคำถามว่าบรรทัดฐานนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรในอนาคต คุณคิดว่าคำว่า “ขายวิญญาณ” ร้ายแรงเกินไปหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – แถลงนโยบาย ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณร่วมรัฐบาล ทำ “จุลพันธ์” จี้ถอนคำพูด

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมืองคุมได้หมด

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด แบ่งตามมุ้งการเมือง ทำประชาชนไร้ความหวัง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลล่าสุด ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปงโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตของประเทศ

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายเสร็จ นายณัฐพงษ์ได้ลุกขึ้นอภิปรายทันที โดยชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะควบคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จทั้งสภาฯ องค์กรอิสระ และแบ่งเป็น 5 คลัสเตอร์อำนาจตามมุ้งการเมืองต่างๆ ไม่ใช่คลัสเตอร์บริหารแผ่นดิน แต่เป็นการแบ่งสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มอำนาจที่รวมตัวจัดตั้งรัฐบาล

คลัสเตอร์ที่ 1: มุ้งการเมืองย้ายพรรคสวมเสื้อภูมิใจไทย

คลัสเตอร์แรกคือกลุ่ม สส. ที่ย้ายมาจากพรรคอื่นๆ สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคนี้กลายเป็นอันดับหนึ่งเรื่อง สส.ย้ายพรรคแล้วชนะเลือกตั้ง เช่น จากบ้านสงขลา ชลบุรี สุพรรณบุรี สะท้อนถึงคณะรัฐมนตรีที่มาจากดีลมุ้งเหล่านี้

คลัสเตอร์ที่ 2: พรรคอันดับ 2 ยอมขายวิญญาณ

คลัสเตอร์ที่สองคือพรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาล โดย “เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ว่าพรรคนี้ยอมละทิ้งจุดยืนเดิม ไม่มีอำนาจต่อรองกับภูมิใจไทย แม้ขู่ถอนตัว รัฐบาลก็ยังมั่นคงเพราะมีเสียงเกิน 290 เสียง สามารถดึงพรรคฝ่ายค้านมาแทนได้ทันที

คลัสเตอร์ที่ 3: พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

คลัสเตอร์สามคือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กว่า 20 เสียง ที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอันดับสอง ทำให้ภูมิใจไทยสลับพรรคร่วมได้อิสระ

คลัสเตอร์ที่ 4: สว. และองค์กรอิสระ

คลัสเตอร์สี่คือ สว. และองค์กรอิสระที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เป็นไพ่โจ๊กเกอร์คุมเกม เช่น รับรองผลเลือกตั้งสุพรรณบุรีเขต 2 ไวๆ หรือคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ช่วยปกป้องพวกพ้อง

คลัสเตอร์ที่ 5: กลุ่มรักษาระเบียบเดิม

คลัสเตอร์สุดท้ายคือกลุ่มคนที่ต้องการรักษาสถานะเดิม ให้ความคุ้มครองรัฐบาล ส่งสัญญาณเชิญชวนมาร่วมค่าย

การแบ่ง 5 คลัสเตอร์นี้ทำให้ประชาชนไม่อยู่ในสมการ รัฐบาลเกิดจากดีลผลประโยชน์ ไม่มีเจตจำนงผลักดันนโยบายเพื่อชาติ นโยบาย 23 ข้อที่แถลงก็ไม่ให้ความหวัง ทิศทางไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สิทธิเสรีภาพประชาชน

นายณัฐพงษ์วิจารณ์ว่าปัญหาใหญ่คือวิกฤติภายใน รัฐบาลปกป้องพวกพ้องก่อนประชาชน เช่น วิกฤตน้ำมันไม่กำกับโรงกลั่น ฝุ่น PM2.5 ไม่ผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด ทุนเทา สแกมเมอร์ ความขัดแย้งเพื่อนบ้าน

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลทำอะไรก็ได้ ถ้ามีความกล้าหาญ แต่กลับรักษาระเบียบเก่า พรรคประชาชนจะอภิปรายต่อไป 2 วัน เพื่อชี้ทางสร้างอนาคตใหม่

หลังอภิปราย หัวหน้าพรรคเพื่อไทยประท้วงคำว่า “ขายวิญญาณ” จนนายณัฐพงษ์เปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ภายใต้การไกล่เกลี่ยของประธานรัฐสภา

ประเด็น “เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมืองนี้ สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่อำนาจรวมศูนย์ ประชาชนไร้หวัง คุณคิดอย่างไรกับโครงสร้างอำนาจนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แท้จริง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด แบ่งตามมุ้งการเมือง ทำประชาชนไร้ความหวัง

“เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถก 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่ม สส. อดีตพรรคก้าวไกล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล โดยย้ำว่าทุกคนยังคงมุ่งมั่น ไม่เสียสมาธิ แม้จะมีประเด็นคดีจาก ป.ป.ช. มากดดันก็ตาม วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา

วันที่ 9 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ยาวนานถึง 2 วัน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เปิดเผยว่าพรรคประชาชนได้เตรียม สส. กว่า 20 คน เพื่อขึ้นเวทีอภิปรายอย่างเข้มข้น โดยวันแรก (9 เม.ย.) จะไปจนถึงเวลา 02.00 น. และวันถัดไป (10 เม.ย.) จนถึง 23.00 น. เนื้อหาจะครอบคลุมปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแบบครบถ้วน ไม่ซ้ำซ้อนกัน เช่น ฝุ่น PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพคนไทยมาหลายปี วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ และประเด็นอื่นๆ ที่กระทบชีวิตประจำวัน

การเตรียมทีมอภิปรายของฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ แม้จะไม่ได้แบ่งเวลาแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ต้องยื่นครั้งเดียวต่อสมัย แต่ทุกคนเตรียมเนื้อหาเองเพื่อความแน่นปึ้ก “เท้ง” เชื่อมั่นว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้ สส. แต่ละคนได้โชว์ศักยภาพเต็มที่

  • วันแรก: เน้นปัญหาความเดือดร้อนประชาชน เช่น PM2.5 และวิกฤตพลังงาน
  • วันสอง: ขยายประเด็นอื่นๆ ที่เตรียมมาอย่างละเอียด
  • จำนวน สส.: 20 คน จัดทัพพร้อมรบ ถกยาว 2 วันเต็ม

คดี ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา ปมแก้ ม.112

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้หอบสำนวนคดี สส. 44 คน จากพรรคก้าวไกลเดิม ปมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นพระบรมเดว) ไปยื่นต่อศาลฎีกาแผนตุลาการ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ คาดว่าผลจะออกหลังเทศกาลสงกรานต์ “เท้ง” ยืนยันว่าไม่เสียกำลังใจ ไม่ประมาท และพร้อมรับมือหากมีคำสั่งเร่งรัด สส. ทุกคนยังคงทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ สส. อย่าง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร, นายธีรัจชัย พันธุมาศ, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ที่ยังสู้เพื่อประชาชน

แม้บางคนจะมองว่าเป็น “การอภิปรายครั้งสุดท้าย” แต่ “เท้ง” ชี้แจงว่าทุกคนพูดคุยกันมาโดยตลอด ไม่มีใครท้อ ถือเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองที่ต้องเผชิญ แต่จุดยืนคือการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชน สำหรับโครงสร้างพรรค พรรคประชาชนยืนยันว่าจะประชุมใหญ่ตามข้อบังคับภายในสิ้นเมษายน ไม่ว่าจะมีคำสั่งศาลหรือไม่

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการเมืองไทย ที่ฝ่ายค้านยังคงยืนหยัดตรวจสอบอำนาจ แม้เผชิญแรงกดดันจากคดีจริยธรรม มันคือสัญญาณว่าการต่อสู้เพื่อประชาชนยังไม่จบสิ้น และประชาชนอย่างเราคือผู้จับตา

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดทุกมุมมองสำคัญ!

ที่มา – “เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา

เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องราวน่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยมาอัปเดตกันอีกแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสายมูเต็มตัว ได้แวะกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรุงเทพฯ ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่สำคัญ นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของผู้นำบ้านเมืองในพลังแห่งโชคลาภและความเป็นสิริมงคล

เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่งข่าว แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น 2567) ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสักการะศาลหลักเมืองอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยศรัทธา เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่จะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภาในเวลา 08.30 น. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของผู้สื่อข่าวที่มารอติดตาม ทำให้กลายเป็นภาพที่ประทับใจหลายคน

อนุทิน สักการะศาลหลักเมือง

นอกจากนายอนุทินแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญร่วมคณะด้วย เช่น พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของคณะทำงานชุดใหม่ ที่พร้อมลุยงานหนักเพื่อประชาชน

ทำไมการเอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ถึงสำคัญ?

ศาลหลักเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมานานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงอัญเชิญหลักเมืองจากอยุธยามาตั้งไว้เพื่อคุ้มครองเมืองหลวง นักการเมืองหลายคนจึงนิยมมากราบไหว้เพื่อขอพรให้การบริหารงานราบรื่น ปราศจากอุปสรรค โดยเฉพาะก่อนวันสำคัญอย่างการแถลงนโยบาย ซึ่งเป็นภารกิจแรกๆ ของรัฐบาลใหม่ การกระทำของนายอนุทินนี้ จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการสร้างกำลังใจและความมั่นใจให้กับทีมงานและประชาชน

นายกฯ สายมู “อนุทิน” กับวัฒนธรรมการเมืองไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองสายมูตัวยง ไม่ว่าจะเป็นการสักการะพระพุทธรูปดังๆ หรือไหว้หลวงพ่อโสธรที่บ้านเกิด จังหวัดฉะเชิงเทรา ล่าสุดคือ เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ก่อนวันแถลงนโยบาย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านแสดงศรัทธาแบบนี้ สายมูในวงการการเมืองไทยมีมานาน เช่น:

  • นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่แวะไหว้ศาลพระพรหมก่อนประชุมครม.
  • การจุดธูปไหว้พระแม่ลักษมีขอพรเรื่องเศรษฐกิจ
  • สักการะท้าวมหาพรหมที่สวนลุม เพื่อความสำเร็จทางการเมือง
  • รวมถึงการสวมเสื้อสีมงคลตามวันเกิด

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนากับการบริหารประเทศ ทำให้การเมืองไทยมีสีสันและใกล้ชิดกับประชาชนที่ศรัทธาในสิ่งเหล่านี้

นโยบายรัฐบาลที่กำลังรอฟัง

หลังจากพิธีสักการะเสร็จ นายกรัฐมนตรีอนุทินและคณะก็มุ่งหน้าไปรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย 20 ด้านหลักๆ ที่คาดว่าจะครอบคลุมเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นไฮไลต์ และการแก้ปัญหายาเสพติดที่นายอนุทินถนัดจากประสบการณ์เก่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

การเอาฤกษ์เอาชัยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมดวงให้ตัวเอง แต่ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมทำงานเต็มที่ หากนโยบายออกมาดีและตรงใจประชาชน ก็น่าจะเอาฤกษ์เอาชัยได้จริงๆ

ในมุมมองของผม การผสมผสานระหว่างศรัทธาและการทำงานจริงคือกุญแจสู่ความสำเร็จ คุณคิดอย่างไรกับ เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ล่ะ? เชื่อในพลังสายมูหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – ​เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ก่อนนำ ครม. แถลงนโยบายรัฐสภา

Scroll to top