แพทองธาร

“อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก ลั่นมาเที่ยวพักผ่อน

“อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก ลั่นมาเที่ยวพักผ่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันที เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเพื่อสยบข่าวลือกรณี “อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก หลังจากที่มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับดีลลับระหว่างขั้วการเมือง “แดง-เขียว” ในดินแดนหรูอย่างโมนาโก จนทำเอาหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่

เบื้องลึกเรื่อง “อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ แพทองธารได้โพสต์ข้อความสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชัดเจนและเป็นกันเองว่า “มาเที่ยวครับ พักผ่อนครับ โนดีลลับครับ ดีลเดียวที่มี คือ ดีลกับลูกครับ #ingsaway” ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ข่าวลือที่แชร์กันอย่างกว้างขวางว่าเธอได้ไปพบปะหารือทางการเมืองกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงทิศทางการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ นายไทกร พลสุวรรณ ได้ออกมาโพสต์ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับการเมืองที่ทำเอาหลายคนตื่นตระหนก โดยอ้างว่ามีดีลลับเกิดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อ “อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก ออกมาเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นการปิดประตูข่าวลือทั้งหมดอย่างเป็นทางการ

  • ไม่มีการนัดพบนักการเมืองในโมนาโก
  • ทริปนี้เป็นเพียงการพักผ่อนกับครอบครัวเท่านั้น
  • เน้นย้ำความชัดเจนด้วยความจริงใจสไตล์คนรุ่นใหม่

ในฝั่งของร้อยเอกธรรมนัสเอง ก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองได้เดินทางไปพักผ่อนที่ฝรั่งเศสและโมนาโกจริง แต่ไปกับครอบครัวและไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด พร้อมทั้งท้าให้เช็กการเดินทางของนายทักษิณ ชินวัตร ได้เลยว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวตามที่เป็นข่าว ดังนั้น เรื่องราวดีลลับที่ถูกกล่าวขวัญถึงจึงเป็นเพียงการคาดเดาจากกระแสสังคมเท่านั้น

ในมุมมองของเรา เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปเร็วมาก โดยเฉพาะข่าวลือทางการเมืองที่มักจะถูกหยิบยกมาวิเคราะห์จนเกินจริง การที่คนดังหรือนักการเมืองออกมาสื่อสารด้วยตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสับสนของประชาชนครับ

ที่มา – “อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก ลั่นมาเที่ยวพักผ่อน โนดีลลับ ดีลเดียวที่มีคือดีลกับลูก

ทีมกฎหมายอิ๊งค์ ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เมื่อทีมกฎหมายของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือเรื่องของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่นั่งบัลลังก์หลังพ้นวาระ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่ากระบวนการยุติธรรมอาจไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 16.15 น. ทีมกฎหมายของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่อาจมีข้อบกพร่องทางกฎหมาย

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสราวุธ ทรงวิไล ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนนายปัญญา อุดชาชน ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือในวันเดียวกันนั้นเอง นายปัญญา อุดชาชน กลับเข้าร่วมประชุมพิจารณาในองค์คณะตุลาการ และได้มีส่วนร่วมในการวินิจฉัยในเรื่องพิจารณาที่ 18/2568 การกระทำดังกล่าวจึงนำมาซึ่งข้อสงสัยและความกังวลว่า จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายในการพิจารณาและวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน

ด้วยเหตุนี้ ทีมกฎหมายจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการยื่นเรื่องในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้น เมื่อมีการประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2567 ซึ่งในครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาและวินิจฉัยคดีในวันที่ 20 มีนาคม 2567 และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่

ทำไมต้องยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน?

ทีมกฎหมายเชื่อว่ามีมูลเหตุเพียงพอที่จะนำกรณีตัวอย่างในอดีต มาเทียบเคียงกับการพิจารณาคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคืออะไร?

  • ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างไร?
  • การพิจารณาจะส่งผลต่อรูปคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อย่างไร?
  • กระบวนการยุติธรรมจะได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนหรือไม่?

การยื่นคำร้องขอให้ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ในครั้งนี้ถือเป็นการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม และสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

สถานการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความรัดกุมเพียงใด และมีช่องว่างที่ทำให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ได้อย่างไร การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งนี้เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย

การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีอื่นๆ ในอนาคต และจะเป็นตัวชี้วัดถึงความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมในประเทศไทย ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่เคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง การที่ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมและเสมอภาค

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากระบวนการยุติธรรมให้มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

ที่มา – ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ปมตุลาการศาล รธน. นั่งบัลลังก์หลังพ้นวาระ

เพื่อไทยหารือพรรคประชาชน หวังข้อยุติที่ดี

โฆษกเพื่อไทย เผย “พ.ต.อ.ทวี – เดชอิศม์” ร่วมวงหารือพรรคประชาชนบ่ายนี้ด้วย หวังได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ย้ำ หากเดินหน้าตามข้อเสนอได้ไว พร้อมยุบสภาก่อน 4 เดือน

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการนัดหารือกันของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงบ่ายวันนี้ ว่า การหารือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะสร้างบรรยากาศการเมืองที่ดีที่จะทำให้เห็นว่าประเทศจะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากมีข้อเสนอที่ชัดเจนในกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งพรรคเพื่อไทยตอบรับเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อเสนอของพรรคประชาชนตั้งแต่ต้น พร้อมยืนยันว่าหากสามารถดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวได้รวดเร็ว ก็จะสามารถยุบสภาคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้ก่อนเวลา 4 เดือนที่พรรคประชาชนวางเอาไว้

นายดนุพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติมอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยเสนอไปก็เพื่อให้ประเด็นคำถามที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในสังคม เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ เรื่อง MOU ทั้ง 2 ฉบับ ได้มีข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

ส่วนการหารือกันในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคเพื่อไทยจะนำโดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค, นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมด้วย

ทั้งนี้ การประสานนัดหมายกับพรรคประชาชน และข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอไปนั้น ได้มีการประสานให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้รับทราบและเห็นชอบตรงกันแล้ว จึงคาดหวังว่าผลการหารือในวันนี้จะมีข้อยุติที่ดีและเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด.

เพื่อไทยหารือพรรคประชาชน หวังข้อยุติที่ดี

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับพรรคประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการหาข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด การหารือครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังว่าจะได้ข้อยุติที่ดี ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาในครั้งนี้

เป้าหมายหลักของการหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชน

เป้าหมายหลักของการหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชน คือการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ การที่ทั้งสองพรรคสามารถหาจุดร่วมกันได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การที่พรรคเพื่อไทยย้ำว่า หากสามารถดำเนินการตามข้อเสนอต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ก็พร้อมที่จะยุบสภาก่อนกำหนดถึง 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง การตัดสินใจนี้ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยต่อการสนับสนุนจากประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยได้เชิญตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้ด้วย แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมของพรรคร่วมรัฐบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่อง MOU ทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้เกิดข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วยวิธีการที่สันติและเป็นประชาธิปไตย การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความสมานฉันท์ในสังคม

การหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชนในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การที่ทั้งสองพรรคสามารถหาข้อยุติที่ดีได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด และดูว่าข้อตกลงต่างๆ จะถูกนำไปปฏิบัติจริงได้หรือไม่

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้ง หรือการสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่น จะช่วยสร้างสังคมที่ดีและเข้มแข็ง

ที่มา – เพื่อไทย เผย “ทวี-เดชอิศม์” ร่วมวงหารือพรรคประชาชน หวังได้ข้อยุติที่ดี

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ ไม่โหวต “ชัยเกษม”

“ภูมินทร์” สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมยก 2 เหตุผล นโยบายล้มเหลว-ปมคลิปเสียง “อิ๊งค์” ต้องรับผิดชอบ เสียสละไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย 5 คน ทยอยออกจากกลุ่มไลน์พรรค โดยคาดว่าจะไปสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เลือกที่จะใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุเหตุผลการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ว่า

1. พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศมา 2 ปี นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแถลงไว้แทบจะไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นผล โดยเฉพาะราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคาวัว ตกต่ำเป็นอย่างมาก

2. จากเหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่อำเภอกันทรลักษ์ ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตาย เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส นั่นหมายถึงรัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่ดีพอ

“มาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ท่านนายกฯ มีความผิด ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง”

นพ.ภูมินทร์ เผยต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่า ตนเองและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นควรต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน และควรจะต้องเสียสละไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ฉุดลากประเทศให้ตกต่ำ เดือดร้อนเสียหายไปมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน

“นี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่สนับสนุนให้คุณชัยเกษม นิติสิริ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ”

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

จากกรณีที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ประกาศ“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลผสม สิ่งที่ นพ.ภูมินทร์ ได้เน้นย้ำคือความรับผิดชอบต่อประชาชน และผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมาของพรรค

เหตุผลเบื้องหลังการไม่โหวต “ชัยเกษม”

เหตุผลหลักที่ นพ.ภูมินทร์ ยกขึ้นมานั้น มี 2 ประการที่สำคัญ คือ

  • ความล้มเหลวของนโยบาย: นพ.ภูมินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และวัว ที่ตกต่ำอย่างมาก
  • ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ นพ.ภูมินทร์ ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองและพรรคเพื่อไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การใช้เอกสิทธิ์ สส. ของ นพ.ภูมินทร์ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างไร การที่ สส. ภายในพรรคเดียวกันออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงความแตกแยกภายในพรรคหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สังคมกำลังจับตามอง

การตัดสินใจของ นพ.ภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง และความท้าทายในการบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยจะต้องพิจารณาถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า ความรับผิดชอบต่อประชาชน และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานการเมือง การที่ นพ.ภูมินทร์ กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่าง แม้จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในพรรค นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร และพรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และควรอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน การมีผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการ

ดังนั้นการที่ “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

เพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม”

“ภูมิธรรม” แถลงย้ำ พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เล็งเสนอ “ชัยเกษม นิติสิริ” พรรคร่วมตบเท้า แต่ไร้เงา “กล้าธรรม” ร่วมแถลง

เมื่อเวลาประมาณ 18.20 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี นำพรรคร่วมรัฐบาล แถลงข่าวที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง ว่า จากสถานการณ์วันนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้แสดงความรู้สึกไปแล้ว พวกเราทุกคนให้กำลังใจนายกฯ ในสถานการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน เราไม่อยากให้เกิดสุญญากาศที่จะเป็นปัญหา โดยได้คุยกันแล้วเรายังจับมือที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาลในช่วงรักษาการนี้ต่ออย่างถึงที่สุด เพื่อทำให้งานสามารถต่อเนื่องได้และไม่ให้มีผลกระทบต่อการแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนที่สุด

“ผลการที่คุยกันเราตกลงกันว่า เราจะยังจับมือร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาลโดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการดำเนินการที่จะทำให้มีการจัดตั้งไปตามกระบวนการประชาธิปไตยอย่างถูกต้องอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศนี่ก็เป็นหัวใจหลักสำคัญเราอยากให้กระบวนการประชาธิปไตยได้ดำเนินการไปต่อเนื่องและพวกเราก็จะดำเนินการอย่างนี้เป็นที่สุดโดยหลักก็เป็นแบบนี้”

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้ต่อไปพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคที่ดำเนินการต่อไปให้การเลือกนายกฯ แล้วเสร็จ โดยจะรายงานให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบเป็นระยะ หากสภาฯ เปิดเมื่อไหร่การดำเนินการเลือกตั้งนายกฯ จะเป็นไปให้เร็วที่สุดเพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยของรัฐบาลที่ทำงานให้พี่น้องประชาชนได้เดินหน้าต่อไปอย่างเร็วที่สุด

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามถึงการแถลงวันนี้ที่ไม่มีพรรคกล้าธรรม นายภูมิธรรม ตอบว่า ตอนนี้ยังมีครบอยู่ จนกว่าจะมีความชัดเจน เป็นเพียงข่าวขึ้นมา ยังไม่ได้รับการรายงานอย่างเป็นทางการของพรรคกล้าธรรม เพราะฉะนั้นยังถือว่าเรายังจับมือกัน ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อไปเป็นกระบวนการที่พรรคเพื่อไทยจะไปดำเนินการต่อ

ในคำถามว่ามีบางพรรคไปแสดงจุดยืนกับฝ่ายค้าน นายภูมิธรรม ระบุว่า วันนี้เราอย่าเพิ่งไปพิจารณาหรือดำเนินการในรายละเอียด หลักการตรงนี้สิ่งสำคัญคือทำให้ประเทศมีความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย และเรายังเชื่อมั่นว่ายังสามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้ “พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เหมือนเดิม ไม่มีปัญหาอะไร”

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนจากนี้เป็นไปตามกระบวนการ พรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาที่จะเสนอใคร ซึ่งยังเหลืออยู่อีก 1 คนคือ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และยังมีอีกหลายๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องในพรรคที่ร่วมรัฐบาล จะต้องไปดูในรายละเอียด ผู้สื่อข่าวถามต่อจะใช้เวลากี่วันในการรวบรวมรัฐบาล นายภูมิธรรม ตอบว่า ใช้เวลาเร็วที่สุด พร้อมย้ำถึงพรรคกล้าธรรมว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เข้ามา แต่ก็ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะไปหรือจะอยู่ ตนคิดว่ายังร่วมมือกันทำงานได้ต่อไป

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังกล่าวอีกว่า จะรู้แน่ชัดอีกทีวันที่ตัดสินใจเลือกนายกฯ ตอนนี้ใครไปกินข้าวกันก็เป็นเพื่อนกันหมด เรายังหาข้อสรุปนี้ไม่ได้ ตนคิดว่าต้องเป็นการแจ้งอย่างเป็นทางการของแต่ละพรรคการเมือง “ขอให้เชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะดำเนินหน้าที่อย่างเต็มที่ในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็วที่สุด” โดยหลังจากนี้รัฐมนตรียังคงทำหน้าที่ต่อไป รัฐบาลรักษาการจะมีการประชุม ครม.นัดพิเศษในวันพรุ่งนี้ (30 สิงหาคม)

ส่วนเงื่อนไขของพรรคประชาชน นายภูมิธรรม บอกว่า สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการเสริมสร้างประชาธิปไตย พวกเราพร้อมสนับสนุนสิ่งนั้นได้ ขอให้มีการใช้ดุลพินิจพิจารณา เพราะยังต้องมีรายละเอียดอีก เมื่อถามว่าโควตารัฐบาลยังตำแหน่งเดิมหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุ ว่าไปตามกระบวนการประชาธิปไตย จากนั้นทั้งหมดได้ถ่ายรูปจับมือกัน และจบการแถลงข่าวในเวลา 18.27 น.

สำหรับผู้ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ประกอบด้วย

พรรคเพื่อไทย

  • นายภูมิธรรม เวชยชัย
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง
  • นางมนพร เจริญศรี
  • นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
  • นายสรวงศ์ เทียนทอง
  • น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • นายชูศักดิ์ ศิรินิล
  • น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์
  • นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์
  • นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์
  • นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ
  • นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

พรรครวมไทยสร้างชาติ

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

พรรคประชาธิปัตย์

  • นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน
  • นายเดชอิศม์ ขาวทอง
  • นายชัยชนะ เดชเดโช

พรรคชาติไทยพัฒนา

  • นายวราวุธ ศิลปอาชา

พรรคประชาชาติ

  • พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

พรรคชาติพัฒนา

  • นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
  • นายเทวัญ ลิปตพัลลภ

เพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม”

ความคืบหน้าล่าสุด! เพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคเพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม” เป็นการตัดสินใจที่น่าจับตามอง และจะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

การเพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม” นั้นแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประชาชน

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการเพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม” จะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน

หลังจากนี้คงต้องจับตาดูว่าการเพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม” จะราบรื่นหรือไม่ และจะมีพรรคการเมืองใดเข้าร่วมรัฐบาลบ้าง

โดยสรุป การเพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม” เป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และประชาชนคาดหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – เพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาล เล็งเสนอ “ชัยเกษม” พรรคร่วมไร้เงา “กล้าธรรม” ร่วมแถลง

รวมพลังฯ เฮ! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัด 31 ส.ค.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” ถูกวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกฯ คดีคลิปเสียง พร้อมนัดชุมนุมใหญ่ 31 ส.ค. อนุสาวรีย์ชัย ตั้งแต่เที่ยงวัน ย้ำจุดยืนไม่เอาแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.วรงค์ เดชวิกรม นายพิชิต ไชยมงคล นายแก้วสรร อติโพธิ นัดแถลงข่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง กลุ่มมวลชนที่มารอ ได้ปรบมือ ส่งเสียงเฮ และตะโกนว่า “อุ๊งอิ๊งออกไป ชัยเกษมไม่เอา ไม่เอาเพื่อไทย”

จากนั้นเวลา 16.00 น. นายพิชิต กล่าวว่า แม้ว่า น.ส.แพทองธาร จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผลทันทีและย้อนหลังกลับไปนั้น แต่เนื่องจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคน และอยู่ภายใต้การบงการและสั่งการได้จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ข้อกล่าวหาและคำพิพากษาที่เราได้ยินมาก่อนหน้านี้ว่าวันนี้ยังมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าของประเทศนั้น เราจึงมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ และไม่ไว้วางใจคือผลประโยชน์ทับซ้อนที่อยู่เหนือเกียรติภูมิของประเทศชาติภายใต้การนำของนายทักษิณ เราจึงไม่ไว้วางใจพรรค พท. ที่มีการแทรกแซงจากนายทักษิณ ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะก็ยังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่

“ดังนั้น จึงขอนัดหมายพี่น้องประชาชนมาร่วมกันแสดงพลังเพื่อคัดค้านและไม่เห็นด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงเราไม่เห็นด้วยที่จะให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งในและต่างประเทศ ฉะนั้น จึงเชิญชวนพี่น้องมาแสดงพลังในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวต่อว่า ส่วนการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีคนอื่น ก็ขอให้เป็นไปตามกลไกของรัฐสภา แต่เรามีเงื่อนไขที่ต้องแถลงต่อไป แต่เบื้องต้น ขอนัดหมายพี่น้องมาแสดงพลังเรื่องการคัดค้านผลประโยชน์ทับซ้อนของพรรคเพื่อไทย

ด้านนายจตุพร กล่าวว่า ตนทราบข้อมูลเบื้องต้นที่ศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยนายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งในเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเสียงข้างมาก 6:3 เป็นบุคคลใดนั้น เราคงได้ทราบในคำแถลงต่อไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา หลายวันนี้ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชนได้ติดตามเรื่องนี้ด้วยความไม่สบายใจ เต็มไปด้วยข่าวลือ และเรื่องราวต่างๆ แม้กระทั่งก่อนการวินิจฉัยก็เต็มไปด้วยข่าวที่สร้างความไม่สบายใจ แต่เมื่อมีมติเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเป็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงความสงบเรียบร้อยของประเทศ เราจึงต้องขอขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากทั้ง 6 คน และเมื่อ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ถามว่าทำไมพวกเราจึงต้องมีการจัดชุมนุม ก็แสดงพลังเพื่อไม่ให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคเพื่อไทย คือนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ คนต่อไป

ทั้งนี้ คณะรวมพลังแผ่นดินฯ เราเห็นว่าการจะให้นายชัยเกษมมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะทำให้สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาไม่มีความจบสิ้น ไม่ใช่การรบไม่ขลาด แต่จะเป็นการรบไม่ขาด เพราะไม่รู้ว่าฝั่งนั้นจะเปิดข้อมูลอะไรมาอีก อีกทั้งการเจรจาก็ไม่ขาด เพราะมีอำนาจอื่นใดที่พร้อมจะงัดขึ้นมาได้ตลอดเวลา 

“เราไม่สนใจว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติของกัมพูชา หลายคนถามว่าไม่เอานายชัยเกษม ไม่เอาพรรคเพื่อไทยแล้วจะเอาใคร เอาใครก็ได้ที่รับเงื่อนไขของประชาชนได้ โดยเงื่อนไขแรกคือต้องยกเลิก MOU ปี 43 และปี 44 ทันที สองคือต้องยกเลิกเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์ทันที สามคือยกเลิกการขายแผ่นดิน 99 ปีทันที สี่คือแลนด์บริดจ์ที่แอบไปซุกที่จะต้องถูกยกเลิกโดยทันที รวมถึง พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน ที่จะสร้างสกุลทางการเงินขึ้นมาใหม่ ก็จะต้องยกเลิกโดยทันที ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี หากรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ก็จะต้องเจอการขับไล่ต่อไป ไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า คณะรวมพลังแผ่นดินฯ เดินมาถึงจุดที่ต้องการให้คนไทยยึดหลักประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก การนัดชุมนุมใหญ่ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 สิงหาคม ก็เพื่อแสดงจุดยืน หากพี่น้องไม่ออกมา พรรคร่วมรัฐบาลที่เราบอกว่าพายเรือให้โจรนั่ง แต่ต่อมากลับเป็นโจรพายเรือให้โจรนั่งนั้น เขาอาจพายเรือกันต่อ แล้วเชิดนายชัยเกษมขึ้นมา ฉะนั้นเราอย่ารอให้สถานการณ์เดินไปถึงจุดนั้น ย้ำว่าการมาร่วมแสดงพลังของประชาชนในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ไม่เช่นนั้นนักการเมืองก็จะคิดประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ย้ำว่าอยากให้พี่น้องประชาชนมารวมพลังกันในวันที่ 31 สิงหาคมตั้งแต่เที่ยงวัน เราจึงจะสามารถหยุดการสืบทอดอำนาจที่จะเอาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคเพื่อไทยได้

ขณะที่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า เราต้องสู้ต่อไป แม้เราจะต่อสู้กันมาตลอด การต่อสู้ทุกอย่างยังไม่จบ นี่เป็นเพียงแค่แสงไฟที่ปลายอุโมงค์เท่านั้น ฉะนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งประชาชนจะเป็นผู้ชนะทั้งหมด และตนย้ำเสมอว่าตระกูลชินวัตรกับพวกเราไม่มีอะไรกัน แต่เราทนไม่ได้ที่ระบบทักษิณจะสร้างพรรคการเมืองหุ่นเชิดเข้ามาในประเทศไทย วันนี้ไปแล้วสองคนคือนายเศรษฐา และ น.ส.แพทองธาร เราจะยอมให้นายชัยเกษมเข้ามาหรือไม่

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ชัยชนะเรื่องการต่อสู้คลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่สิ่งที่เราต้องเจออีกหลายอย่างคือเราต่อสู้กับระบบทักษิณยังไม่จบ ตัวใหญ่ของระบอบทักษิณต้องจบในวันที่ 9 กันยายน เราต้องเกี่ยวก้อยกันไปเพื่อให้ระบอบทักษิณสูญสิ้นไปจากประเทศไทย ทั้งที่ทหารบาดเจ็บไปหลายคน เรายังมีอีกหลายคนที่ต้องต่อสู้ และหวังว่ารัฐบาลใหม่ต้องอย่าเกรงใจเขมร อย่าเกรงใจสมเด็จฮุน เซน หากเกรงใจอีก ก็จะถูกไล่อีกแน่นอน หากเกิดอะไรขึ้นกับเขมร รัฐบาลใหม่ต้องไฟเขียวให้กองทัพจัดการ และอนุญาตให้กองทัพจัดตั้งรั้ว

ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัด 31 ส.ค.

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และการนัดชุมนุม 31 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้กลุ่มรวมพลังแผ่นดินออกมาแสดงความยินดีและประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

การนัดชุมนุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยอ้างเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความไม่ไว้วางใจในการบริหารประเทศภายใต้อิทธิพลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลุ่มผู้ชุมนุมยังเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยกเลิกข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก

การพ้นจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร และการนัดชุมนุม 31 ส.ค. นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด อนาคตการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจและการแสดงออกของประชาชน

สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วมการชุมนุม 31 ส.ค.นี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โปรดตรวจสอบข้อมูลและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อร่วมกันแสดงพลังและเสียงของประชาชนให้ดังกระหึ่ม

ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัดชุมนุม 31 ส.ค. นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย มาร่วมติดตามสถานการณ์ไปด้วยกัน!

ที่มา – ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัดชุมนุม 31 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัย

อิ๊งค์ ไหว้ขอบคุณ: ทักษิณเครียด ไม่ตอบสื่อ

“แพทองธาร ชินวัตร” ยิ้มรับพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจ หน้าตึกพรรคเพื่อไทย ด้าน “ทักษิณ” สีหน้าเครียดก้มหน้าคุยโทรศัพท์ ไม่ตอบคำถามสื่อ

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่หน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมากปักหลักรอฟังคำวินิจฉัยของศาล และภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง กลุ่มมวลชนดังกล่าวได้เคลื่อนย้ายมารวมตัวที่หน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อรอให้กำลังใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” ที่คาดว่าจะเดินทางมาที่ทำการพรรค โดยหลายคนสวมเสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ พร้อมเตรียมพวงมาลัยเพื่อแสดงการสนับสนุน

บรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทยที่ประตูทางเข้า มีแกนนำและ ส.ส.คนสำคัญมารอต้อนรับ อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์, นายชลนาน ศรีแก้ว, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานวิปรัฐบาล รวมถึงนายจาตุรนต์ ฉายแสง และสมาชิกพรรคอีกหลายคน

กระทั่งเวลา 17.25 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทย และตรงขึ้นไปยังห้องประชุมชั้นบนทันที โดยไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนที่รอสัมภาษณ์ มีเพียงก้มหน้าพูดคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ต่อมาไม่ถึง 5 นาที นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เดินทางมาถึงที่ทำการพรรค โดยเปิดประตูรถลงมาพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจ พร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า “ขอบใจ ไม่เป็นอะไร ขอบใจมาก ขอบคุณทุกกำลังใจ” ก่อนจะทักทายกลุ่มผู้สนับสนุน รับพวงมาลัย กอดพูดคุยกับมวลชนอย่างเป็นกันเอง และมีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ปรากฏความเคร่งเครียด

จากนั้น นางสาวแพทองธารได้เดินเข้าสู่ภายในที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะและพูดคุยกับแกนนำและสมาชิกพรรคที่รอต้อนรับอยู่ภายใน

ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี

อิ๊งค์ ไหว้ขอบคุณมวลชนให้กำลังใจ – ทักษิณ เครียดไม่ตอบคำถามสื่อ

เหตุการณ์วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการกลับมาของคุณทักษิณและการให้กำลังใจจากมวลชนที่มีต่อนางสาวแพทองธาร หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือสีหน้าเคร่งเครียดของคุณทักษิณขณะเดินทางมาถึงพรรค ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่คุ้นเคย ในขณะที่นางสาวแพทองธารแสดงความขอบคุณมวลชนอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

แพทองธาร ชินวัตร ไหว้ขอบคุณมวลชน

การปรากฏตัวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวน ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มผู้สนับสนุน การที่เธอลงจากรถและยกมือไหว้ขอบคุณมวลชน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความผูกพันที่มีต่อผู้สนับสนุนพรรค การกระทำนี้สร้างความประทับใจและเป็นภาพที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์

นอกจากนี้ การที่นางสาวแพทองธารกล่าวขอบคุณด้วยถ้อยคำสั้น ๆ แต่แสดงถึงความจริงใจ ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกถึงความห่วงใยและการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน การรับพวงมาลัย การกอด และการพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับมวลชน เป็นภาพที่แสดงถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักการเมืองกับประชาชน

ในขณะที่การเดินทางมาถึงของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเป็นไปอย่างเงียบ ๆ และเคร่งเครียด สีหน้าของทักษิณที่ก้มหน้าคุยโทรศัพท์และไม่ตอบคำถามสื่อ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ความแตกต่างระหว่างท่าทีของทักษิณและแพทองธาร ทำให้เกิดการวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย การที่มวลชนยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อพรรคในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “อิ๊งค์” ไหว้ขอบคุณมวลชนให้กำลังใจ – “ทักษิณ” เครียดไม่ตอบคำถามสื่อ

พปชร. เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ สลับ “ไพบูลย์”

พรรคพลังประชารัฐ ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 2 เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” นั่งรองหัวหน้าพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไม่น้อย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐมีการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นประธาน การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญคือ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติม ได้แก่ นายภัครธรณ์ เทียนไชย พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ นายบุรินทร์ สุขพิศาล พล.ท.กิตติพล สมจิต และพล.ต.ยศวัจน์ นิมิตภานนท์

ประเด็นหลักของการประชุมอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญในพรรค ที่ประชุมมีมติเลือก นายสันติ พร้อมพัฒน์ จากรองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค แทนนายไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งสลับไปดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค คนที่ 1 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของพรรคพลังประชารัฐอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เพิ่มเติม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคพลังประชารัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการปรับปรุงและพัฒนาพรรคให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น การที่พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความสามารถของบุคลากรภายในพรรค การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

ทำไมพรรคพลังประชารัฐถึงเลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์”?

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดพรรคพลังประชารัฐจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ การที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค อาจเป็นเพราะความสามารถในการบริหารจัดการและประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานของเขา ในขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อาจมีความเหมาะสมกับบทบาทรองหัวหน้าพรรคมากกว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเมืองของเขา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. นายสันติ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย ภายหลังจากที่ภรรยาและลูกได้เดินทางมาถึงก่อนแล้ว เพื่อร่วมติดตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งล่าสุดได้พ้นจากตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์”

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ เป็นที่จับตามองของนักวิเคราะห์การเมืองหลายฝ่าย หลายคนเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเป็นการปรับยุทธศาสตร์ของพรรคให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ว่าการที่พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” เป็นการสร้างความสมดุลภายในพรรค และเป็นการกระจายอำนาจให้แก่สมาชิกพรรคที่มีความสามารถหลากหลาย

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาและปรับปรุงตนเองให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงในพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง การจับตาดูทิศทางและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมืองที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ที่มา – พปชร. ประชุมใหญ่ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” นั่งรองหัวหน้า

สมชายชี้! ป.ป.ช. ลุยคดีอาญา แพทองธาร ต่อแน่

“สมชาย แสวงการ” อดีตสมาชิกวุฒิสภา ชี้คำวินิจฉัยชัดเจน เชื่อส่งผลให้ ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ ย้ำ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

วันที่ 29 ส.ค. 68 ที่อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแล้วนั้น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนายเดินทางออกจากศาลโดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ขณะที่ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 36 ผู้ร้อง ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ ว่า คำพิพากษาเป็นไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งศาลพูดถึง 2 ครั้งว่า ย่อมรู้ด้วยวิญญูชน เรื่องนี้เป็นการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

ด้านนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ชัดเจน คือเป็นการทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง การที่นายกแถลงไต่สวนหรือกล่าวอ้างใดๆ ก็ได้ปรากฏชัดแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลซึ่งมีรายละเอียดครบถ้วน ตนคิดว่าเป็นคำแถลงที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะคำร้องนี้ มีการร้อง 2 ประเด็น คือร้องตาม (4) ไม่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศ มีส่วนได้เสีย ตามที่พวกเราได้รับทราบและพวกตนก็ยืนยันมาตลอด ว่านายกรัฐมนตรีมีความคิดในส่วนนี้

นายสมชาย กล่าวว่า มันมีตั้งแต่กรณีคดีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งก็ชัดเจน และศาลบรรยายพฤติการณ์ทั้งหลาย ในกรณีที่โทรศัพท์ของนายกรัฐมนตรี มีส่วนได้เสียปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ในเรื่องของคะแนนนิยม เรื่องการถูกไล่ไปเป็นนายกฯ กัมพูชา อยู่แล้ว อันนี้ก็ชัด ในเนื้อหาการเจรจาเราก็เห็นว่า เป็นการยอมรับข้อเสนอของฮุนเซนทั้งนั้น ไม่ได้มีข้อเสนอของฝ่ายไทยเลย

ดังนั้นศาลวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะผูกพันทุกองค์กร ซึ่งคดีที่ค้างอยู่ก็มีเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ ส.ว. ปัจจุบัน ไปร้องผิดจริยธรรม และมีเรื่องที่ตนเองและคณะที่ไปร้อง และมีประชาชนอื่นไปร้อง ตนเชื่อว่าคำวินิจฉัยก็เข้าในประเด็นที่ร้องอยู่แล้ว ป.ป.ช. ก็คงจะเร่งดำเนินการ เรื่องคดีอาญาต่อไป

เมื่อถามว่า หลังเสร็จสิ้นคดีนี้แล้วจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในฐานะกลุ่มรวมพลังแผ่นดินอย่างไรหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตนยังตอบไม่ได้เพราะเขามีการประชุมช่วงเที่ยง ซึ่งตนมาฟังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ.

สมชายชี้! ป.ป.ช. ลุยคดีอาญา แพทองธาร ต่อแน่

จากกรณีดังกล่าว นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนถึงผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” โดย ป.ป.ช. ในอนาคต โดยนายสมชายได้เน้นย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร รวมถึง ป.ป.ช. ด้วย

ป.ป.ช. เตรียมลุยคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ?

ความเห็นของนายสมชาย แสวงการ จุดประกายความสนใจไปที่บทบาทของ ป.ป.ช. ว่าจะมีแนวทางการดำเนินการต่ออย่างไร หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่า ป.ป.ช. จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่ และจะมีการนำข้อมูลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาอย่างไรบ้าง

ประเด็นสำคัญที่นายสมชายได้กล่าวถึงคือเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นประเด็นหลักในการร้องเรียน โดยมองว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และอาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาต่อ “แพทองธาร” ได้ในอนาคต การออกมาให้ความเห็นของนายสมชายในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของประเด็นจริยธรรมในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ นายสมชายยังได้กล่าวถึงกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ถูกนำมาเปรียบเทียบและพิจารณาในแง่ของจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายสมชายกล่าวถึงการประชุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเด็นทางการเมืองเหล่านี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวและติดตามอย่างใกล้ชิดจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม การออกมาให้ความเห็นของนายสมชายจึงเป็นสัญญาณเตือนถึงนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

โดยสรุปแล้ว ความเห็นของนายสมชาย แสวงการ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อการดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” และบทบาทของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

การดำเนินงานของ ป.ป.ช. จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการดำเนินการเกี่ยวกับคดีอาญาของ “แพทองธาร” อย่างไรต่อไป

ที่มา – “สมชาย” ชี้คำวินิจฉัยชัดเจน เชื่อส่งผลให้ ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ

Scroll to top