แอฟริกาใต้

นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี

วงการฟุตบอลต้องพบกับข่าวเศร้าอีกครั้ง เมื่อมีการรายงานว่า นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี หลังจากที่เขาเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่ผ่านมา สร้างความตกใจให้กับแฟนบอลทั่วโลกเป็นอย่างมาก เจย์เดน อดัมส์ ถือเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองและมีอนาคตที่ไกลมากในเส้นทางสายลูกหนัง

เหตุสลด นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี

เหตุการณ์การจากไปของ เจย์เดน อดัมส์ ได้รับการยืนยันจากสำนักข่าวบีบีซี โดยพบร่างของเขาที่บ้านพักในเมืองเคปทาวน์ เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แวดวงกีฬาและแฟนบอลยังคงจดจำผลงานอันโดดเด่นของเขาในศึกฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดได้เป็นอย่างดี

เส้นทางอาชีพและผลงานที่น่าจดจำของ เจย์เดน อดัมส์

เจย์เดน อดัมส์ คือกองกลางคนสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในทีมชาติแอฟริกาใต้ ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 เขาลงสนามเป็นตัวจริงในรอบแบ่งกลุ่มทั้ง 3 นัด ช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการฟุตบอลแอฟริกาใต้เลยทีเดียว สำหรับประวัติที่น่าสนใจของนักเตะผู้ล่วงลับมีดังนี้:

  • เริ่มต้นอาชีพกับสโมสร สเตลเลนบอช เอฟซี
  • ย้ายมาร่วมทีมยักษ์ใหญ่ มาเมโลดี ซันดาวน์ส ในปี 2568
  • คว้าแชมป์ลีกและแชมป์แอฟริกัน แชมเปียนส์ลีก
  • เป็นกำลังหลักในทีม ‘บาฟานา บาฟานา’ ลุยศึกฟุตบอลโลก 2026

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทั่วโลกต่างอาลัยต่อการจากไปของ นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในเคปทาวน์ได้เริ่มเปิดฉากสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด โดยรัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของแอฟริกาใต้ได้ออกมาขอร้องให้สาธารณชนและสื่อมวลชนงดการคาดเดา เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวแก่ครอบครัวและสโมสรต้นสังกัดในช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดนี้

ความสูญเสียครั้งนี้นับเป็นเรื่องที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 เจย์เดนได้โชว์สปิริตนักกีฬาด้วยการลงสนามในนามทีมชาติทั้งที่เพิ่งทราบข่าวร้ายเรื่องคุณยายเสียชีวิตเพียงไม่กี่ชั่วโมง นี่คือเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพที่เขามีต่อฟุตบอลมาโดยตลอด การจากไปของนักเตะที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับครอบครัว เพื่อนร่วมทีม และแฟนฟุตบอลทั่วโลก พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเจย์เดนในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนี้ครับ

ที่มา – นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี หลังช่วยชาติลุยศึกบอลโลก

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนใจคนทั้งโลก โดยเฉพาะชาวแอฟริกาใต้ที่เพิ่งได้ลูกหลานกลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยดราม่าและการสอบสวนที่เข้มข้น ตำรวจแอฟริกาใต้ไม่รอช้า เข้าควบคุมตัวชาย 11 คนทันทีที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินเดอร์บัน หลังจากพวกเขาถูกล่อลวงด้วยค่าจ้างสูงลิ่วให้ไปรบในสงครามยูเครนฝั่งรัสเซีย

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มชายแอฟริกาใต้ 11 คน เดินทางกลับถึงสนามบินนานาชาติคิง ชากา ในเมืองเดอร์บัน ท่ามกลางการต้อนรับที่ไม่ใช่ดอกไม้และแสงเทียน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รออารักขาและสอบปากคำทันที หนึ่งในนั้นต้องใช้รถเข็นเพราะบาดเจ็บ ขณะที่คนอื่นๆ สะพายกระเป๋าใบใหญ่คล้ายกระเป๋าทหาร ทำให้ภาพนี้ดูน่าตกใจยิ่งนัก

การกลับมาครั้งนี้ทำให้ยอดพลเมืองแอฟริกาใต้ที่ได้รับการช่วยเหลือรวม 15 รายแล้ว โดยยังมีอีก 2 คนติดค้างในรัสเซีย หนึ่งคนกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล อีกคนรอเอกสารเดินทาง ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ได้ออกมาประกาศให้กำลังใจและยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเร่งช่วยเหลือ

การขยายผลสอบสวนไปถึงลูกสาวอดีตประธานาธิบดี

นอกจากชาย 11 คนแล้ว ตำรวจนี่ยังขยายผลไปสอบบุคคลอีกอย่างน้อย 5 รายที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัคร โดยหนึ่งในนั้นคือ นางดูดูซิเล ซูมา-ซัมบุดลา ลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา เธอถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการล่อลวง แม้เธอจะปฏิเสธทุกข้อหาและลาออกจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาหลังถูกพาดพิง แต่มีรายงานว่าชายบางคนในกลุ่มเป็นญาติของตระกูลซูมาที่เธอรับสมัครเอง

ผู้ต้องสงสัยอีก 5 รายที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม จะขึ้นศาลเดือนเมษายน ข้อหาเกณฑ์คนไปรบ ซึ่งผิดกฎหมายแอฟริกาใต้ที่ห้ามพลเมืองเข้าร่วมความขัดแย้งต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล

วิธีการหลอกลวงและสถานการณ์ในยูเครน

ชายกลุ่มนี้มีอายุ 20-39 ปี อ้างว่าหลงเชื่อสัญญาจ้างงานค่าตอบแทนสูง แต่สุดท้ายถูกส่งไปดอนบาส ภูมิภาครบรุนแรงในยูเครนตะวันออก พวกเขาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแอฟริกาใต้ตั้งแต่ธันวาคม

  • หลอกด้วยค่าจ้างสูงลิ่ว
  • สัญญาเป็นงานปกติ แต่กลายเป็นทหารรับจ้างรัสเซีย
  • บาดเจ็บและติดค้างในพื้นที่สงคราม
  • รัฐบาลช่วยเหลือกลับบ้าน

กรณีนี้ไม่ใช่เคสเดี่ยว รายงานข่าวกรองเคนยาระบุว่าชาวเคนยามากกว่า 1,000 คนถูกเกณฑ์ไปรบเช่นกัน แสดงถึงแนวโน้มการรับสมัครชาวแอฟริกันที่เพิ่มขึ้นในสงครามยูเครน

บทเรียนและความเสี่ยงของการเป็นทหารรับจ้าง

เหตุการณ์ สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการหลงเชื่อโฆษณางานปลอม โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจยากลำบาก ชาวแอฟริกาใต้หลายคนหวังรายได้ดี แต่กลับเจอสงครามที่โหดร้าย รัฐบาลต้องเข้มงวดปราบปรามแก๊งรับสมัครเพื่อปกป้องประชาชน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สงครามยูเครนยังยืดเยื้อ และการใช้ทหารรับจ้างจากต่างชาติกลายเป็นกลยุทธ์ของรัสเซีย สิ่งนี้ไม่เพียงกระทบครอบครัว แต่ยังอาจจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ควรมีมาตรการป้องกันอย่างไรบ้าง ติดตามข่าวอัปเดตสงครามยูเครนและเหตุการณ์โลกได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

กราดยิงแอฟริกาใต้: มือปืนถล่มบาร์ ดับ 9

โศกนาฏกรรมซ้ำรอย! เกิดเหตุกราดยิงแอฟริกาใต้ครั้งใหญ่อีกครั้งในเดือนนี้ เมื่อมือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ราย และบาดเจ็บอีก 10 ราย ตำรวจเร่งล่าตัวคนร้ายเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

เหตุการณ์สุดสลดนี้เกิดขึ้นที่ผับแห่งหนึ่งในย่านที่พักอาศัยใกล้เหมืองทองคำในเมืองเบกเกอร์สดาล ห่างจากโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 40 กิโลเมตร กลุ่มมือปืนไม่ทราบจำนวนกราดยิงใส่ผู้คนที่กำลังสังสรรค์กันในร้านและบริเวณใกล้เคียงอย่างไม่เลือกหน้า สร้างความตื่นตระหนกและเสียใจแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และครอบครัวของผู้เสียชีวิต

กราดยิงแอฟริกาใต้: รายละเอียดเหตุการณ์

สำนักงานตำรวจยืนยันยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงแอฟริกาใต้ครั้งนี้อยู่ที่ 9 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลใกล้เคียง เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนพยานและเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อหาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

นายเฟรด เคคานา รักษาการผู้บัญชาการตำรวจประจำรัฐเกาเตง กล่าวว่า ทีมสืบสวนระดับชาติและระดับรัฐ รวมถึงหน่วยข่าวกรองอาชญากรรม กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อคลี่คลายคดีนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจที่แน่ชัดของการก่อเหตุได้

เบกเกอร์สดาล: พื้นที่เกิดเหตุกราดยิงแอฟริกาใต้

เบกเกอร์สดาลเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองทองคำหลายแห่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความยากจนและอาจมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าปัจจัยเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุกราดยิงแอฟริกาใต้หรือไม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุกราดยิงสังหารหมู่ในหอพักใกล้กรุงพริทอเรีย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 12 ราย รวมถึงเด็กหญิงวัย 3 ขวบ ตอกย้ำถึงปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงในแอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราการฆาตกรรมที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังคงเป็นความท้าทายอย่างมาก

ปัจจัยที่ส่งผลให้อาชญากรรมในแอฟริกาใต้สูงขึ้นมีความซับซ้อนและหลากหลาย ทั้งปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การว่างงาน และการเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
  • การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • การควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด
  • การปรับปรุงระบบยุติธรรม

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่อาจช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในแอฟริกาใต้ได้

สถานการณ์กราดยิงแอฟริกาใต้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอย่างมากที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับทุกคน

ที่มา – กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

อึ้ง! สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. ที่ชางงี

(ภาพจาก AFP PHOTO / NATIONAL PARKS BOARD OF SINGAPORE)

สิงคโปร์ยึดนอแรดน้ำหนักมากถึง 35.7 กก. ได้ที่สนามบินชางงี มากที่สุดเป็นสถิติของประเทศ นอกจากนั้นยังยึดชิ้นส่วนสัตว์อื่นๆ ได้อีกกว่า 150 กก.

เมื่อวันอังคารที่ 18 พ.ย. 2568 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (NParks) และ SATS บริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศของสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจพบ นอแรด 20 อัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.13 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมกับชิ้นส่วนสัตว์อื่น ๆ น้ำหนักรวม 150 กก. ในลังสินค้า 4 กล่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติชางงี โดยถูกส่งมาจากแอฟริกาใต้ และกำลังจะถูกส่งไปกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว

การจับกุมครั้งนี้นับเป็นการยึดนอแรดครั้งใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์จนถึงปัจจุบัน โดยทำลายสถิติเดิมที่ 34.7 กิโลกรัม ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2565

การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ SATS ที่สนามบินชางงีเปิดเผยว่า เนื้อหาของสินค้าไม่ตรงกับฉลากที่ระบุว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่รับสินค้าของ SATS ยังได้กลิ่นรุนแรงออกมาจากลังบรรจุสินค้าระหว่างการตรวจสอบ เขาจึงแจ้งผู้จัดการเวรของตน ซึ่งต่อมาได้สั่งให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของ SATS ทำการตรวจสอบการขนส่งโดยละเอียด

เจ้าหน้าที่เปิดลังสินค้ากล่องหนึ่งและพบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนสัตว์ ก่อนจะทำการเอ็กซ์เรย์ลังสินค้าที่เหลือ และพบสิ่งของลักษณะคล้ายกัน

จากการสอบสวนพบว่า นอแรดทั้ง 20 อันมีต้นกำเนิดจากแอฟริกาใต้ และมาจากสายพันธุ์แรดขาว ในขณะที่การระบุชนิดของชิ้นส่วนสัตว์อื่น ๆ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ทั้งนี้ แรดเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และการค้านอแรดระหว่างประเทศเป็นสิ่งต้องห้าม

NParks และ SATS กล่าวว่า สิงคโปร์ยึดมั่นในนโยบายไม่ยอมให้มีการค้าสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ที่ผิดกฎหมาย รวมถึงชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์เหล่านั้น พร้อมเสริมว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ลงนามในอนุสัญญา CITES และมุ่งมั่นที่จะให้ความร่วมมือในความพยายามระดับนานาชาติเพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์เหล่านี้จะอยู่รอดในระยะยาว

นอแรดที่ยึดได้จะถูกนำไปกำจัดตามแนวทางของ CITES เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งเป็นการทำลายห่วงโซ่อุปทานของนอแรดที่ถูกลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายทั่วโลก

การลักลอบค้านอแรดเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อประชากรแรดทั่วโลก การที่สิงคโปร์สามารถยึดนอแรดจำนวนมากได้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

อึ้ง! สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. คาสนามบินชางงี ลอบขนจากแอฟริกาใต้

การจับกุมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของสิงคโปร์ในการเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการต่อต้านการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก

ทำไมการลักลอบค้านอแรดถึงเป็นปัญหาใหญ่?

  • แรดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์: การลักลอบล่าแรดเพื่อเอานอทำให้ประชากรแรดลดลงอย่างมาก จนหลายสายพันธุ์อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์
  • ผลกระทบต่อระบบนิเวศ: แรดมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ การลดลงของประชากรแรดส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศ
  • สนับสนุนอาชญากรรม: การลักลอบค้านอแรดเป็นแหล่งเงินทุนของกลุ่มอาชญากร

การที่สิงคโปร์สามารถยึดนอแรดจำนวนมากได้ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าความพยายามในการต่อต้านการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายกำลังได้ผล อย่างไรก็ตาม ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำเพื่อให้แน่ใจว่าแรดและสัตว์ป่าอื่น ๆ จะได้รับการปกป้องและสามารถอยู่รอดต่อไปได้

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ได้ เริ่มต้นจากการสนับสนุนองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่า การไม่ซื้อผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และการให้ความรู้แก่ผู้อื่นเกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่า

ที่มา – อึ้ง สิงคโปร์ยึดนอแรด 35.7 กก. คาสนามบินชางงี ลอบขนจากแอฟริกาใต้

ทรัมป์บอยคอตต์ G20 อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ หลังจากเขากล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ทำให้ประเด็นเรื่องการบอยคอตต์การประชุม G20 กลายเป็นที่สนใจของทั่วโลก

เมื่อ 8 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ หลังจากผู้นำสหรัฐฯ รายนี้กล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยที่ไม่มีการเปิดเผยหลักฐานที่แน่ชัด การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้จึงสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย

ข้อความของนายทรัมป์ที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า เป็นเรื่องที่ “เสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง” ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพการประชุม G20 ซึ่งผู้นำจากประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกจะมารวมตัวกันที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กในช่วงปลายเดือนนี้

“ชาวแอฟริกันเนอร์ (กลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวดัตช์ รวมถึงผู้อพยพชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน) กำลังถูกฆ่าและสังหาร และที่ดินและฟาร์มของพวกเขากำลังถูกยึดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ และว่า “จะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าร่วมตราบใดที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า แอฟริกาใต้ไม่ควรอยู่ในกลุ่ม G20 และเขาจะส่ง รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) ไปแทนตัวเขา แต่ตอนนี้ทำเนียบขาวระบุว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนใด เดินทางไปร่วมการประชุมเลย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “น่าเสียใจ”

“รัฐบาลแอฟริกาใต้ขอชี้แจงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การนิยามว่า ชาวแอฟริกันเนอร์เป็นกลุ่มคนผิวขาวเท่านั้นนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหลักประวัติศาสตร์” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุ “นอกจากนี้ ข้อกล่าวอ้างที่ว่าชุมชนนี้กำลังเผชิญกับการเข่นฆ่า ก็ไม่มีข้อเท็จจริงยืนยัน”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม นายทรัมป์กล่าวหาแอฟริกาใต้อย่างต่อเนื่องว่า เลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยผิวขาว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกับนาย ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ขณะที่ทั้งคู่พบปะพูดคุยกันที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาว

ในเดือนเดียวกันนั้น รัฐบาลของทรัมป์ได้มอบสถานะผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวแอฟริกันเนอร์ โดยระบุว่ากำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแอฟริกาใต้ และเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำเนียบขาวก็ประกาศแผนจำกัดโควตารับผู้ลี้ภัยจนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และจะให้ความสำคัญกับการรับผู้ลี้ภัยผิวขาวชาวแอฟริกาใต้เป็นอันดับแรก

ด้านรัฐบาลแอฟริกาใต้ออกมาโต้แย้งว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวนั้น “ถูกหักล้างอย่างกว้างขวางและไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน” พร้อมทั้งชี้ว่า ชาวแอฟริกาใต้มีการตอบสนองต่อข้อเสนอรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวอ้างเรื่องการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ และใช้เป็นเหตุผลในการบอยคอตต์การประชุม G20 ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของเขา หลายฝ่ายมองว่าเป็นการใช้ประเด็นทางเชื้อชาติเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ในขณะที่บางฝ่ายเชื่อว่าเขามีความกังวลอย่างแท้จริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในแอฟริกาใต้

ผลกระทบจากการบอยคอตต์ G20 ของทรัมป์

การที่สหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมการประชุม G20 อาจส่งผลกระทบต่อการหารือและข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวทีดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก การขาดหายไปของสหรัฐฯ อาจทำให้การตัดสินใจในหลายประเด็นเป็นไปได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ การบอยคอตต์ดังกล่าวยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และแอฟริกาใต้ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม G20 อีกด้วย

ประเด็นเรื่อง ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของทรัมป์

การตัดสินใจของทรัมป์ที่ ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว นับเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งประเด็นทางสังคมที่ละเอียดอ่อน การพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การออกมาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของทรัมป์เกี่ยวกับสถานการณ์ในแอฟริกาใต้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ ทรัมป์บอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุด 7,500 คน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ตามเอกสารจากทำเนียบขาวที่เผยแพร่ โดยระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์”

ในเอกสารกำหนดผู้ลี้ภัยประจำปีลงวันที่ 30 กันยายน ทรัมป์ระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์” ทรัมป์อ้างว่าชาวอัฟริคานเนอร์เผชิญกับการประหัตประหารจากเชื้อชาติในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวเลข 7,500 คน นับว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลี้ภัย 100,000 คน ที่ได้รับอนุญาตภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปีงบประมาณ 2024

ทรัมป์เคยสั่งระงับการรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเมื่อเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยกล่าวว่าจะเริ่มใหม่ก็ต่อเมื่อเป็น “ผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ” เท่านั้น และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาได้เริ่มความพยายามที่จะรับชาวอัฟริคานเนอร์ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสนับสนุนผู้ลี้ภัย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าจนถึงต้นเดือนกันยายน มีชาวแอฟริกาใต้เพียง 138 คน เท่านั้นที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้

ในเอกสารที่เผยแพร่ ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณารับ “เหยื่อของการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรมในมาตุภูมิของตน” เข้ามาด้วย นอกจากนี้ เอกสารภายในที่ร่างโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนยังชี้ให้เห็นว่าอาจมีการให้ความสำคัญกับชาวยุโรป ที่ถูกกำหนดเป้าหมายเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นบางอย่าง เช่น การต่อต้านการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองประชานิยม แม้ว่ากลุ่มชาวยุโรปและกลุ่มอื่น ๆ จะไม่ได้ถูกระบุชื่อในแผนผู้ลี้ภัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะของทรัมป์ก็ตาม

กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสก่อนการกำหนดจำนวนผู้ลี้ภัย แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตระบุว่า การประชุมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

สส. เจมี่ รัสกิน สว. ดิก เดอร์บิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคเดโมแครตคนอื่น ๆ ได้ออกแถลงการณ์ว่า การกำหนดเพดานผู้ลี้ภัยที่ต่ำของทรัมป์นั้น “ไม่เพียงแต่ไม่มีเหตุผลทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์คนหนึ่งโทษว่า การหารือล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ชัตดาวน์ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และกล่าวว่าจะไม่มีการรับผู้ลี้ภัยใดๆ จนกว่าจะมีการหารือเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในแคมเปญระดับโลกเพื่อลดการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มุ่งหวังจะปรับเปลี่ยนกรอบการย้ายถิ่นฐานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง.

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน

ทำไมทรัมป์ถึงกำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน

การตัดสินใจของทรัมป์ในการกำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน นั้นได้รับแรงผลักดันจากความเชื่อมั่นของเขาที่ว่าการรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากนั้นไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เขามักจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และมองว่าการรับผู้ลี้ภัยเป็นภาระทางการเงินและสังคม

นอกจากนี้ การมุ่งเน้นไปที่ผู้ลี้ภัยชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรปยังสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของทรัมป์ที่มักจะให้ความสำคัญกับกลุ่มคนบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ การตัดสินใจนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นสิ่งที่เลือกปฏิบัติและไม่ยุติธรรม

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ที่ต้องการลี้ภัยไปยังสหรัฐฯ และอาจทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การจำกัดจำนวนผู้ลี้ภัยจะทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหมดหวังและอาจส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงขึ้น
  • การอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น
  • ภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้านมนุษยธรรม

การตัดสินใจของทรัมป์ในการกำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และอาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและต่อโลกโดยรวม เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะทบทวนนโยบายนี้และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

ที่มา – ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

สลด! นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน

เรื่องราวสุดสลดจากแอฟริกาใต้ เมื่อคนงานฟาร์มหมูให้การว่านายจ้างสั่งให้เขาทิ้งศพหญิงสาว 2 คนให้หมูกิน เพื่อทำลายหลักฐานในคดีฆาตกรรมเมื่อปีก่อน เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและจุดประกายความตึงเครียดทางเชื้อชาติในประเทศอีกครั้ง

นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน จริงหรือ?

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอาเดรียน เดอ เวต คนงานฟาร์มหมูชาวแอฟริกาใต้วัย 21 ปี ได้ให้การต่อศาลสูงโปโลควาเน โดยเปิดเผยรายละเอียดอันน่าตกใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฟาร์มหมูใกล้เมืองโปโลควาเน จังหวัดลิมโปโป เมื่อปีก่อน เขาอ้างว่านายจ้างของเขา นายซาคาเรียฟ์ โยฮันเนส โอลิวิเยร์ บังคับให้เขาทิ้งศพของ น.ส.มาเรีย มัคกาโต อายุ 45 ปี และ น.ส.ลูเซีย เอ็นโดลวู อายุ 34 ปี ให้หมูกินเพื่อทำลายหลักฐาน

ในตอนแรก นายเดอ เวต นายโอลิวิเยร์ และนายวิลเลียม มูโซรา ถูกฟ้องร้องในข้อหาฆาตกรรมหญิงทั้งสองคนที่บุกรุกเข้ามาในสวนเพื่อหาอาหาร อย่างไรก็ตาม นายเดอ เวต ได้รับการยกฟ้องและกลายมาเป็นพยานในคดีนี้

นายเดอ เวต ให้การว่าเขาและนายโอลิวิเยร์เป็นผู้ยิงหญิงทั้งสอง ก่อนที่เขาจะได้รับคำสั่งให้กำจัดศพ โดยเขาอ้างว่าถูกบังคับให้ทิ้งร่างในคอกหมูที่มีหมูอยู่หลายตัว

รายละเอียดคืนเกิดเหตุ การนายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน

ในคืนเกิดเหตุ นายเดอ เวต และนายโอลิวิเยร์ เฝ้ารอผู้บุกรุกในฟาร์มพร้อมอาวุธปืนไรเฟิลล่าสัตว์ หลังจากรอประมาณ 30 นาที พวกเขาได้ยินเสียงคนคุยกันและเดินมาทางพวกเขา ทั้งคู่จึงเปิดฉากยิงและได้ยินเสียงคนกรีดร้อง เมื่อเข้าไปตรวจสอบก็พบร่างคนนอนคว่ำหน้าอยู่

หลังจากนั้น นายเดอ เวต และนายโอลิวิเยร์ แยกย้ายกันกลับไปนอน ก่อนที่เช้าวันต่อมาจะพบว่าเป็นศพผู้หญิง นายโอลิวิเยร์จึงบอกให้เขาช่วยกันขนศพไปทิ้งไว้ในคอกหมู

วันต่อมา พวกเขาพบศพผู้หญิงอีกรายอยู่ห่างจากจุดแรกประมาณ 25 เมตร นายโอลิวิเยร์ นายเดอ เวต และนายมูโซรา จึงช่วยกันนำศพไปทิ้งในคอกหมูเช่นเดียวกับศพแรก

ต่อมาในวันอังคารที่ 20 ส.ค. 2567 พวกเขากลับไปที่คอกหมูและพบว่าหมูกัดกินศพของหญิงทั้งสองไปมากแล้ว โดยมีการนำรูปสภาพศพมาแสดงในศาลด้วย

นายจอร์จ เซกูคูน อัยการรัฐ ถามนายเดอ เวต เกี่ยวกับจุดประสงค์ของการนำศพไปทิ้งในคอกหมู ซึ่งเขาตอบว่า “เรากำลังทำลายหลักฐาน เพราะเมื่อหมูหิวจัดพอสมควร มันจะกินทุกอย่าง”

นอกจากนี้ นายเดอ เวต ยังให้การว่านายโอลิวิเยร์ ใช้เครื่องเจียรตัดปืนไรเฟิลล่าสัตว์ออกเป็นชิ้น ๆ และเผาชิ้นส่วนที่เป็นไม้ของปืน จากนั้นจึงโยนอาวุธที่ถูกตัดเป็นชิ้น ๆ และปลอกกระสุนที่ใช้แล้วลงไปในบ่อบาดาล

คดีนี้จุดชนวนความไม่พอใจไปทั่วแอฟริกาใต้ และตอกย้ำความตึงเครียดทางเชื้อชาติระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาวในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท ที่ดินทำกินส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในมือของคนผิวขาว ในขณะที่คนงานในฟาร์มส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำและได้รับค่าจ้างต่ำ

เหตุการณ์นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกินสะท้อนให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความตึงเครียดทางเชื้อชาติที่ยังคงฝังรากลึกในสังคมแอฟริกาใต้ แม้ว่าการแบ่งแยกสีผิวจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน

เรื่องราวนายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน เป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงที่สังคมต้องตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน

ที่มา – คนงานแอฟริกาใต้รับ นายจ้างสั่งทิ้งศพ 2 สาวให้หมูกิน เพื่อทำลายหลักฐาน

Scroll to top