โฆษกรัฐบาล

รัฐบาลชวนใช้ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

รัฐบาลชวนใช้ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

ในยุคที่โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ การทำธุรกรรมหรือซื้อขายของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภัยร้ายจากมิจฉาชีพก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลงทุน การโอนเงิน หรือแม้แต่การปลอมแปลงบัญชีเพื่อหลอกลวงข้อมูลส่วนตัว ทำให้หลายคนมักเกิดคำถามว่า หากเราตกเป็นเหยื่อ เราควรจะไปแจ้งที่ไหนดี วันนี้รัฐบาลจึงได้เปิดตัวช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ด้วยฟีเจอร์ที่เรียกว่า “แจ้งรัฐ” เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อกลางให้คุณแจ้งปัญหาได้ในจุดเดียวจบครับ

ทำไมต้องใช้ฟีเจอร์ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ?

หลายคนอาจเคยประสบปัญหาการไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแจ้งความหรือร้องทุกข์ที่หน่วยงานไหน บางครั้งต้องเสียเวลาเดินเรื่องหลายที่ หรือต้องจำสายด่วนหลายเบอร์จนจำไม่ไหว การมาของ รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์ จึงถือเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แทนหน่วยงานเดิม แต่เป็น “จุดเชื่อมต่อกลาง” ที่ช่วยส่งต่อข้อมูลของคุณไปยังหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง

ข้อดีของการใช้งานผ่านแอปนี้มีดังนี้ครับ:

  • สะดวก: ไม่ต้องค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแต่ละหน่วยงานให้ยุ่งยาก
  • รวดเร็ว: เพียงแค่คุณระบุรายละเอียดของปัญหา ระบบจะคัดกรองและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
  • ครอบคลุม: รองรับการแจ้งปัญหาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภัยไซเบอร์ ไปจนถึงการร้องเรียนบริการภาครัฐ

ปัจจุบัน ระบบได้เริ่มเชื่อมโยงกับหน่วยงานสำคัญอย่าง สกมช. ในกรณีภัยคุกคามทางไซเบอร์, ETDA สำหรับปัญหาซื้อขายออนไลน์ และ บช.สอท. ที่รองรับการติดตามเรื่องราวคดีความที่คุณได้แจ้งความออนไลน์ไว้แล้ว รวมถึงยังมีแผนที่จะขยายขอบเขตไปยังปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วยครับ

สรุปได้เลยว่า การที่ รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์ ในครั้งนี้ เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาครัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายที่สุด เพียงแค่โหลดแอปทางรัฐไว้ติดเครื่อง ก็เหมือนมีเกราะป้องกันภัยดิจิทัลอยู่ในมือแล้ว หากวันใดที่คุณพบเจอกับมิจฉาชีพหรือปัญหาออนไลน์ อย่ารอช้าครับ รีบเข้าไปที่แอปแล้วกดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ทันที เพื่อช่วยให้ภาครัฐจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็วและป้องกันไม่ให้เกิดผู้เสียหายรายต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน

ในยุคที่สถานการณ์พลังงานโลกมีความผันผวนสูง การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด

รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน

การเดินหน้าความร่วมมือด้านพลังงานกับเมียนมาถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า เมียนมาคือคู่ค้าสำคัญที่ส่งก๊าซธรรมชาติให้ไทยมานานกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันก๊าซเหล่านี้มีสัดส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศ การที่ รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องปากท้องของประชาชนโดยตรง

ความสำคัญของการต่อสัญญาก๊าซและการลงทุนใหม่

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการในหลายส่วน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ดังนี้:

  • การต่ออายุสัญญาแหล่งก๊าซเดิมที่ใกล้หมดอายุ เพื่อรักษาปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าสู่ระบบให้ต่อเนื่อง
  • การเจรจาโอกาสในการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ เช่น แหล่ง A6 ซึ่งถือเป็นทางเลือกสำคัญในการกระจายแหล่งที่มาของก๊าซ
  • การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

การกระจายความเสี่ยงโดยการหาแหล่งก๊าซเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งจนเกินไป แต่ยังส่งผลดีต่อการบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาวอีกด้วย เมื่อเรามีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและราคาที่แข่งขันได้ เศรษฐกิจโดยรวมของไทยก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในโลกที่พลังงานคือหัวใจของการพัฒนา ประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไว้ได้ ย่อมมีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง หวังว่าความร่วมมือนี้จะประสบความสำเร็จและส่งผลดีต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เดินหน้าต่อสัญญาก๊าซ

รัฐบาลแจงเจ้าของปั๊มที่กันทรลักษ์ จรวด BM-21 ตกใส่ จ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์

รัฐบาลแจงเจ้าของปั๊มที่กันทรลักษ์ จรวด BM-21 ตกใส่ จ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในอดีตที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกรณีเหตุจรวด BM-21 ตกใส่สถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมาก ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้แจงความคืบหน้าเรื่องการขอรับเงินเยียวยา โดยยืนยันว่าหน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบอย่างเป็นธรรมที่สุด

ในประเด็นเรื่อง รัฐบาลแจงเจ้าของปั๊มที่กันทรลักษ์ จรวด BM-21 ตกใส่ จ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ นั้น ทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้อธิบายรายละเอียดว่า รัฐบาลมีความเข้าใจและเห็นใจผู้ประกอบการเป็นอย่างดี แต่การจ่ายเงินจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยนั้น มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการเงินภาษีของประชาชน

รายละเอียดการตรวจสอบการเยียวยาผู้ประสบเหตุ

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งระดมความช่วยเหลือในเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในส่วนของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลไปเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของทรัพย์สินนั้น ทางภาครัฐได้สรุปผลการดำเนินการไว้ดังนี้:

  • สถานีบริการน้ำมันได้รับเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัยและบริษัทต้นสังกัด รวมแล้วกว่า 3.05 ล้านบาท ทำให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติ
  • ร้านสะดวกซื้อได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทต้นสังกัดกว่า 9 ล้านบาท
  • ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้รับเงินช่วยเหลือครบถ้วนจากหลายแหล่งงบประมาณรวมกว่า 62 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เจ้าของปั๊มได้มาเรียกร้องนั้น ทางคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยได้ชี้แจงว่า ไม่สามารถจ่ายเงินเยียวยาซ้ำในความเสียหายที่ได้รับการดูแลจากประกันภัยและบริษัทต้นสังกัดไปแล้วได้ เพราะ รัฐบาลแจงเจ้าของปั๊มที่กันทรลักษ์ จรวด BM-21 ตกใส่ จ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ เรื่องการไม่จ่ายชดเชยซ้ำซ้อน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

สุดท้ายนี้ รัฐบาลขอยืนยันว่าทุกคำร้องทุกกรณีจะได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบที่สุด โดยยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านไปแล้ว แต่รัฐบาลยังคงเฝ้าติดตามและดูแลผู้ได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง หวังว่าความชัดเจนในครั้งนี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงเหตุผลทางงบประมาณของรัฐบาลมากขึ้นครับ

ที่มา – รัฐบาลแจงเจ้าของปั๊มที่กันทรลักษ์ จรวด BM-21 ตกใส่ จ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์

รัฐบาลโต้ “หมอสุภัทร” กล่าวหา “นายกฯ” ยื้อปมประธาน กสทช. ย้ำเรื่องยังมาไม่ถึง

รัฐบาลโต้ “หมอสุภัทร” กล่าวหา “นายกฯ” ยื้อปมประธาน กสทช. ย้ำเรื่องยังมาไม่ถึง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อ เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตจาก นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เกี่ยวกับการทำงานของฝ่ายบริหาร กรณีตำแหน่งประธาน กสทช. ว่ามีการกลั่นแกล้งหรือยื้อเวลา แต่ล่าสุด รัฐบาลโต้ “หมอสุภัทร” กล่าวหา “นายกฯ” ยื้อปมประธาน กสทช. ย้ำเรื่องยังมาไม่ถึง โดยยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ข้อเท็จจริงล่าสุดจากโฆษกรัฐบาล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีมีเจตนาถ่วงเวลาการสรรหาประธาน กสทช. นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และ รัฐบาลโต้ “หมอสุภัทร” กล่าวหา “นายกฯ” ยื้อปมประธาน กสทช. ย้ำเรื่องยังมาไม่ถึง โดยชี้แจงขั้นตอนว่า:

  • ปัจจุบันเรื่องยังคงอยู่ในชั้นของคณะกรรมการสรรหา
  • ยังไม่มีการส่งเรื่องเข้ามายังสำนักนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
  • ตามกฎหมายต้องส่งผ่านประธานวุฒิสภามาก่อน
  • จนกว่าเอกสารจะครบถ้วน นายกฯ ถึงจะดำเนินการตามขั้นตอนทูลเกล้าฯ ต่อไป

การวิพากษ์วิจารณ์โดยปราศจากความเข้าใจในขั้นตอนทางกฎหมายที่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ประชาชนเกิดความสับสนและลดทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ รัฐบาลจึงขอความร่วมมือให้ผู้ที่ติดตามข่าวสารตรวจสอบความถูกต้องก่อนการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งในกรณีล่าสุดที่เชื่อกันว่า รัฐบาลโต้ “หมอสุภัทร” กล่าวหา “นายกฯ” ยื้อปมประธาน กสทช. ย้ำเรื่องยังมาไม่ถึง ถือเป็นการออกมาปกป้องสิทธิ์ของฝ่ายบริหารเพื่อให้สังคมเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยหน้าที่

เรามองว่าการตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องดีและเป็นกลไกที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย แต่การตรวจสอบควรวางอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง มากกว่าการคาดเดาหรือสร้างกระแสให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดควรตกอยู่ที่ประชาชนและคุณภาพขององค์กรอิสระอย่าง กสทช. ที่จะต้องทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายใต้ผู้นำที่ผ่านกระบวนการสรรหาที่ถูกต้องและโปร่งใส

ที่มา – รัฐบาลโต้ “หมอสุภัทร” กล่าวหา “นายกฯ” ยื้อปมประธาน กสทช. ย้ำเรื่องยังมาไม่ถึง

โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังหนักใจกับเรื่องค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีออกมาว่าทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อจัดการกับปัญหานี้แล้ว โดย โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุดครับ

โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน เพื่อความเป็นธรรม

ประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจคือการปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งทางคณะกรรมการฯ เน้นย้ำว่าเราไม่ได้ต้องการหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่เป็นการเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน การที่ โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าในระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้น

ทำไมต้องรื้อสัญญา? ความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคสมัย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสัญญาเดิมถึงมีปัญหา คำตอบคือเทคโนโลยีด้านพลังงานเปลี่ยนไปเร็วมากครับ ราคารับซื้อในอดีตอาจจะสูงกว่าต้นทุนเทคโนโลยีปัจจุบันไปมาก ดังนั้นการปรับเงื่อนไขให้เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างยั่งยืน
  • รักษาความเชื่อมั่นให้นักลงทุนยังคงมั่นใจในกฎหมายไทย
  • ปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับสภาพตลาดพลังงานในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำชัดเจนว่าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนกติกาแบบย้อนหลัง แต่เป็นการเปิดโต๊ะเจรจาด้วยความสมัครใจบนพื้นฐานของความโปร่งใส เพื่อให้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนครับ

ในมุมมองของผม การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุย่อมยั่งยืนกว่าการอุดหนุนแบบชั่วคราว เรามารอดูกันต่อไปครับว่าการเจรจาครั้งนี้จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ นี่คือหนทางที่ถูกต้องที่สุดในการสร้างสมดุลให้กับประเทศชาติครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน ให้เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย

ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดทางธนาคารโลกได้มีการรายงานข้อมูลที่น่าสนใจมากว่า ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า แม้โลกจะมีภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน แต่ประเทศไทยของเรายังคงรักษามาตรฐานและมูลค่ารายได้ประชาชาติให้อยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคได้อย่างเหนียวแน่น

เหตุผลที่ ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์

หลายคนอาจสงสัยว่าค่า GNI ที่เพิ่มขึ้นนี้มีความหมายอย่างไร? GNI หรือ รายได้มวลรวมประชาชาติ เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงรายได้ของคนในชาติและธุรกิจทั้งหมด ทั้งที่ทำในประเทศและต่างประเทศ การที่ GNI ของไทยพุ่งขึ้นเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 นั้น สะท้อนถึงศักยภาพที่หลากหลายครับ ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว รวมถึงอุตสาหกรรมหลักที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรอาหาร โลจิสติกส์ ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานสำคัญที่เชื่อมโยงเราเข้ากับเศรษฐกิจอาเซียนอย่างแยกไม่ออก

เจาะลึกกลยุทธ์รัฐบาล เพื่อให้ ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่อง

รัฐบาลไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขนี้ครับ แต่ยังเร่งมือผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เพื่อเปลี่ยนจุดแข็งที่มีอยู่ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ โดยเน้นไปที่:

  • การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์
  • พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การยกระดับทรัพยากรมนุษย์ให้พร้อมต่อโลกยุคดิจิทัล
  • บริการด้าน Wellness และเศรษฐกิจมูลค่าสูง

ด้วยการจัดตั้งอนุกรรมการ 4 ด้านหลัก รัฐบาลมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาคอขวดทางเศรษฐกิจ และทำให้การเติบโตทางตัวเลขเหล่านี้ ส่งผลถึงกระเป๋าเงินของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ

ในมุมมองของผม การที่ตัวเลข GNI ของไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียนนั้นถือว่าน่าภูมิใจมากครับ แต่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการต่อยอดจากฐานที่แข็งแกร่งนี้ไปสู่ความยั่งยืน และเชื่อว่าหากการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนมีความลื่นไหลมากขึ้น โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะก้าวกระโดดไปไกลกว่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ มาร่วมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายจากรัฐบาลกันต่อไปครับ

ที่มา – ธนาคารโลกชี้ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการเสพสื่อออนไลน์มาฝากกันครับ โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับ ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน จนทำให้เกิดความสับสนในสังคม ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีมากสำหรับเราทุกคนในยุคดิจิทัลครับ

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่เพจข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลอ้างว่ามีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อให้นักเรียนชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาเรียน งานนี้ทำเอาประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต จนทางโฆษกรัฐบาลต้องออกมาเบรกและชี้แจงข้อเท็จจริงว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

หลังจากที่เป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุด ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน แล้ว โดยเจ้าของเพจได้ประกาศขออภัยต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งยอมรับว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนจำนวนมากครับ

มาตรการเด็ดขาดจากรัฐบาลในประเด็นชายแดน

แม้จะมีการออกมาขอโทษแล้ว แต่ภาครัฐยังคงย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า เรื่องชายแดนถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูง กระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลจึงเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ดังนี้:

  • การใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ให้ข้อมูลเท็จ
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางการเท่านั้น

รัฐบาลยืนยันว่าถึงแม้ไทยจะเปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนจนสร้างความเสียหายนั้นไม่สามารถยอมรับได้ เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าก่อนจะแชร์อะไรต้องคิดเยอะๆ นะครับ เพราะผลกระทบที่ตามมาจากการ ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ครั้งนี้ สามารถส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เลยทีเดียว

ข้อแนะนำทิ้งท้ายสำหรับชาวโซเชียล:

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สิ่งที่ดีที่สุดคือการมีสติ เราควรตรวจสอบที่มาของข่าวจากเพจหลักหรือหน่วยงานราชการก่อนกดแชร์เสมอ การเป็นผู้อ่านที่ดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยให้เราไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมและช่วยให้ประเทศไทยของเรามีความสงบสุขครับ หวังว่าทุกคนจะได้รับบทเรียนจากกรณีนี้แล้วนำไปปรับใช้กันนะครับ

ที่มา – ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลขู่เอาผิดตามกฎหมาย

รัฐบาลเผยยอดใช้จ่าย ไทยช่วยไทย พลัส ทะลุ 2,581 ล้าน

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวดีเรื่องเศรษฐกิจที่ดูมีความคึกคักขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ สำหรับใครที่กำลังติดตามโครงการจากทางภาครัฐ ล่าสุดทางโฆษกรัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขความสำเร็จของ รัฐบาลเผยยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 2,581 ล้าน สะท้อนกระตุ้นการจับจ่าย ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มกลับมากล้าใช้จ่ายกันมากขึ้นหลังจากเริ่มโครงการมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

รัฐบาลเผยยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 2,581 ล้าน

หลายคนอาจจะอยากทราบว่าตัวเลขนี้มาจากไหนกันบ้าง ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. ระบุชัดเจนครับว่ามียอดการใช้จ่ายสะสมรวมพุ่งไปถึง 2,581.03 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนได้ดังนี้ครับ:

  • ส่วนที่ประชาชนจ่ายเอง: 1,078.18 ล้านบาท
  • ส่วนที่ภาครัฐช่วยสนับสนุน: 1,502.85 ล้านบาท

นี่ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการที่ รัฐบาลเผยยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 2,581 ล้าน สะท้อนกระตุ้นการจับจ่าย นั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ เพราะมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 10.09 ล้านคน และเกิดรายการใช้จ่ายไปแล้วกว่า 17.71 ล้านครั้งทั่วประเทศไทยเลยทีเดียวครับ

ผลลัพธ์เชิงบวกจากการดำเนินมาตรการของภาครัฐ

การที่ รัฐบาลเผยยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 2,581 ล้าน สะท้อนกระตุ้นการจับจ่าย ครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ช่วยเรื่องค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีโดยตรงไปถึงร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการท้องถิ่นกว่า 711,000 ร้านค้าทั่วประเทศ ที่ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่หมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง ทำให้ร้านค้าชุมชนกลับมามีความหวังและมีรายได้เข้ามาหมุนเวียนมากขึ้นครับ

ในมุมมองของผม โครงการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่สร้างสภาพคล่องได้ดีมากครับ เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระกระเป๋าตังค์ของประชาชนแล้ว การที่รัฐบาลร่วมมือกับภาคประชาชนยังช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวอีกด้วย การเก็บข้อมูลอย่างละเอียดของรัฐบาลในครั้งนี้ จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในระยะต่อไปได้ดียิ่งขึ้นแน่นอนครับ

หวังว่าโครงการดีๆ แบบนี้จะส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน เพื่อนๆ ล่ะครับ ได้ลองใช้สิทธิ์กันแล้วหรือยัง? อย่าลืมไปตรวจสอบสิทธิ์และใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนใกล้บ้านกันนะครับ

ที่มา – รัฐบาลเผยยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 2,581 ล้าน สะท้อนกระตุ้นการจับจ่าย

โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค.

ช่วงนี้หลายคนกำลังตื่นเต้นกับข่าวลือเรื่องวันหยุดยาวเพิ่มเติมใช่ไหมครับ? แต่โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. แล้วนะ! ข่าวที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอ้างว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2567 นั้น ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังแบบละเอียด เพื่อไม่ให้ใครตกเป็นเหยื่อข้อมูลเท็จกันครับ

โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค.

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 หลังจากมีข้อมูลเท็จถูกเผยแพร่กว้างขวาง โดยระบุชัดเจนว่า โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. เพราะขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณา เสนอ หรือมีมติจากครม. ในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ข้อมูลดังกล่าวอ้างว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเสนอให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่องเพิ่ม แต่โฆษกยืนยันว่าเป็นเรื่อง捏造ทั้งสิ้น

รายละเอียดการชี้แจงจากน.ส.รัชดา ธนาดิเรก

น.ส.รัชดา กล่าวว่า “ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” และขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ต่อ เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างได้ แนะนำให้ยึดถือข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ เช่น เว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเท่านั้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเฟกนิวส์ที่สร้างความสับสน

วันหยุดราชการจริงในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2567 มีอะไรบ้าง?

เพื่อไม่ให้ทุกคนผิดหวัง มาดูวันหยุดราชการที่ประกาศอย่างเป็นทางการกันดีกว่าครับ ในเดือนมิถุนายน 2567 มีวันสำคัญดังนี้:

  • วันวิสาขบูชา และวันเฉลิมพระ旦ุบัติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี (23 มิถุนายน 2567) – วันหยุดราชการ
  • วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา (24 มิถุนายน 2567) – ไม่ใช่วันหยุดราชการ

ส่วนเดือนกรกฎาคม ยังไม่มีวันหยุดกรณีพิเศษเพิ่มเติม ตามปฏิทินราชการปกติ ดังนั้นอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่บอกว่าจะมีวันหยุดยาวต่อเนื่องเพิ่มนะครับ วันหยุดชดเชยหรือกรณีพิเศษต้องรอการพิจารณาจากครม. จริงๆ เท่านั้น

ทำไมเฟกนิวส์เรื่องวันหยุดราชการถึงแพร่กระจายง่าย?

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวเรื่องวันหยุดยาวเป็นหัวข้อที่คนสนใจมากที่สุด เพราะใครๆ ก็อยากได้เวลาพักผ่อนเพิ่ม แต่ปัญหาคือข้อมูลเท็จมักถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกยอดวิวหรือไลค์ โดยเฉพาะช่วงใกล้วันหยุดสำคัญ โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. เป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการแชร์โดยไม่ตรวจสอบ

  • สร้างความตื่นเต้นชั่วคราว แต่ผิดหวังในภายหลัง
  • ทำให้ประชาชนเสียเวลา วางแผนผิดพลาด
  • ลดความน่าเชื่อถือของสื่อและรัฐบาล

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ ใช้เครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่น Fact-check website ของไทยอย่าง The101 หรือเว็บราชการ ดู URL ที่น่าเชื่อถือ และรอประกาศอย่างเป็นทางการเสมอครับ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้และคำแนะนำ

เหตุการณ์นี้เตือนใจเราว่า ในโลกดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเวียนเร็วแค่ไหน เราต้องมีทักษะการตรวจสอบข้อมูล (Media Literacy) ให้ดีขึ้น รัฐบาลเองก็กำลังเร่งปราบปรามเฟกนิวส์ผ่านกฎหมายและแพลตฟอร์มต่างๆ หากเจอข่าววันหยุดเพิ่ม อย่ารีบแชร์ รอเช็คก่อนดีที่สุด

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านวางแผนวันหยุดตามปฏิทินจริง และติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น หากมีคำถามเพิ่มเติม แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ! อย่าให้เฟกนิวส์มาทำลายความสุขวันหยุดของคุณ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์ “ครม. เคาะวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพิ่ม มิ.ย. และ ก.ค.”

Scroll to top