โฆษกศาลยุติธรรม

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ของสมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 15

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อทราบข่าวล่าสุดว่าไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ของสมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 15 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของแวดวงกฎหมายในภูมิภาคเราเลยทีเดียวครับ โดยงานนี้จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 21 – 23 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม InterContinental ราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร นับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เห็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากทั่วอาเซียนมาแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างใกล้ชิด

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ของสมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 15 อย่างยิ่งใหญ่

การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นศูนย์กลางในการจัดงานครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของไทยในเวทีอาเซียน โดยภายในงานจะมีการอภิปรายประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งครอบคลุมไปถึงโลกสมัยใหม่ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายอาเซียนในยุคดิจิทัล หรือประเด็นความยั่งยืน

หัวข้อสัมมนาและกิจกรรมที่น่าสนใจในการประชุม

สำหรับไฮไลท์ของการประชุมใหญ่ของสมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 15 นั้น บอกเลยว่ามีครบทุกมิติที่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไปควรทราบ:

  • การใช้ Generative AI ในศาล: เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก กฎหมายจะปรับตัวอย่างไร?
  • สิทธิแรงงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นเรื่องกฎหมายธุรกิจ
  • การอนุญาโตตุลาการในอาเซียน: เจาะลึกมุมมองนักลงทุนและอนาคตการระงับข้อพิพาท
  • การแข่งขันว่าความ (ASEAN Moot): เวทีโชว์ศักยภาพของนิสิตนักศึกษากฎหมายจากทั่วภูมิภาค

มากไปกว่านั้น การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ของสมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 15 ยังรวมถึงการประชุมระหว่างผู้พิพากษาและผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายในด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการล้มละลาย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจให้กับสมาชิกในกลุ่มอาเซียน

สำหรับใครที่เป็นนิสิตกฎหมายหรือทนายความรุ่นใหม่ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดงานนี้จริงๆ ครับ เพราะนี่คือโอกาสที่จะได้เห็นทิศทางกฎหมายของอาเซียนในอนาคต หากท่านใดสนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเว็บไซต์ www.ala-cacj2026.com หรือติดตามผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ ALA Thailand ครับ

ส่วนตัวผมมองว่างานในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายใหม่ที่ทำให้ความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมในอาเซียนแข็งแกร่งขึ้น และนั่นจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเราทุกคนในระยะยาว หวังว่าจะได้พบกันที่งานนะครับ!

ที่มา – ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ของสมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 15

สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริต ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี

วันนี้เรามาพูดถึง สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ม.157 มากสุด กันเถอะครับ ครบรอบ 10 ปีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้วนะ เปิดทำการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงตอนนี้ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐเลยทีเดียว

สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ม.157 มากสุด

จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล เผยว่า ในช่วง 10 ปี ศาลได้รับคดีทั้งหมด 2,658 คดี แบ่งเป็นคดีฟ้องใหม่ 2,593 คดี และคดีโอนย้ายจากศาลอาญา 65 คดี โดยคดีที่หน่วยงานรัฐเป็นโจทก์ 1,033 คดี และผู้เสียหายฟ้องเองถึง 1,625 คดี เลยทีเดียว สุดยอดคือศาลพิจารณาเสร็จ 2,554 คดี คิดเป็น 96.08% และคดีค้างเหลือแค่ 103 คดี หรือ 3.87% โดยไม่มีคดีค้างเกิน 1 ปี แสดงถึงประสิทธิภาพสูงมาก!

ข้อหายอดฮิตในสถิติ 10 ปีนี้

มาดูกันว่าข้อหาไหนที่ถูกฟ้องบ่อยสุด จาก สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ม.157 มากสุด มีดังนี้

  • อันดับ 1: เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต มาตรา 157 จำนวน 1,742 คดี – ฟ้องเยอะสุดจริง!
  • อันดับ 2: เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ มาตรา 147 จำนวน 222 คดี
  • อันดับ 3: เจ้าพนักงานทำหรือรับรองเอกสารเท็จ มาตรา 162 จำนวน 204 คดี

นี่แหละครับปัญหาใหญ่ที่เจ้าหน้าที่รัฐมักเจอ สะท้อนให้เห็นว่าการทุจริตในหน้าที่ราชการยังเป็นเรื่องต้องแก้ไขด่วน

นอกจากสถิติแล้ว ยังมีการจัดเสวนาใหญ่ “10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ : บทเรียน ความท้าทาย และทิศทางอนาคต” เมื่อ 23 เมษายน ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว โดยมีนายอดิศักดิ์ ตันทิวงศ์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน วิทยากรดังอย่าง ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตัวแทนจาก ป.ป.ช. ป.ป.ท. อัยการ จุฬาฯ มาพูดถึงมุมเศรษฐศาสตร์ต่อต้านคอร์รัปชัน และสิทธิผู้เสียหายในคดีทุจริต

ประเด็นฮอตคือ ผู้เสียหายทั่วไปฟ้อง กกต. ได้ไหม? นายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาล อท.กลาง ชี้แจงว่าฟ้องได้ ถ้าเป็นผู้เสียหายโดยตรง เช่น คดี สว.สำรองฟ้อง กกต. แต่ศาลยกฟ้องเพราะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ไม่ได้ตัดสิทธิ์ใครนะครับ เพียงแต่ต้องพิสูจน์ให้ชัด

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีทั้งหมด 10 แห่งทั่วประเทศ รับคดีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ผิดหน้าที่ ฟอกเงิน ยึดทรัพย์ ฯลฯ โจทก์ได้แก่ อัยการ ป.ป.ช. หรือผู้เสียหายเอง ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมปราบทุจริตได้มากขึ้น

สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยก้าวหน้าแค่ไหน แต่ยังต้องพัฒนาต่อไปเพื่อลดช่องโหว่ ลดคอร์รัปชันให้เหลือศูนย์ สังคมเราจะโปร่งใสยิ่งขึ้น

ถ้าคุณเคยเจอการทุจริตจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่าปล่อยผ่าน! ลองศึกษาสิทธิตัวเอง ฟ้องศาลได้เลย ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ไม่มีคอร์รัปชัน สะอาด สุจริต

ที่มา – สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ม.157 มากสุด

ระวังเจอคุก เล่นน้ำสงกรานต์ลวนลามผิดกฎหมาย

เทศกาลสงกรานต์กำลังมาเยือนอีกครั้ง แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ระวังเจอคุก เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” ผิดกฎหมาย นะครับ โฆษกศาลยุติธรรมออกมาเตือนแล้วว่าการเล่นน้ำสาดน้ำประแป้งต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เคารพสิทธิผู้อื่น โดยเฉพาะเรื่องการสัมผัสเนื้อตัวต้องได้รับความยินยอมชัดเจน ไม่ใช่แค่เห็นคนอื่นเล่นแล้วทำตามได้เลย

ระวังเจอคุก เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” ผิดกฎหมาย

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 ว่า สงกรานต์เป็นประเพณีสวยงามของไทย แต่หากเกิดพฤติกรรมลวนลาม ล้วงจับอวัยวะเพศชายหญิงในความชุลมุน จะเข้าข่ายกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว

เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ ลวนลามผิดกฎหมาย

โทษหนักหากลวนลามเด็ก

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ากระทำอนาจารต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่ายินยอมหรือไม่ก็ผิดทันที โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 200,000 บาท สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี โทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หากใช้กำลังประทุษร้ายหรือทำให้เด็กขัดขืนไม่ได้ โทษพุ่งไปถึงจำคุก 1-15 ปี ปรับ 20,000-300,000 บาท

ไม่ใช่แค่การสัมผัสเท่านั้นนะครับ แม้ไม่แตะตัวแต่พูดจาแทะโลม แสดงท่าทางลามก จ้องมอง ติดตามรังควาน หรือโพสต์ออนไลน์ให้อับอาย ก็เข้าข่าย คุกคามทางเพศ ตามกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้ 30 ธ.ค. 2568 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

  • กระทำซ้ำหรือทำให้เสียชีวิตปกติไม่ได้: จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 40,000 บาท
  • ในที่สาธารณะหรือออนไลน์: จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 60,000 บาท
  • ต่อเด็กไม่เกิน 15 ปี: จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 100,000 บาท
  • ผู้มีอำนาจเหนือกว่า: จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

ช่องทางร้องเรียนคุกคามทางเพศออนไลน์

สำหรับคุกคามผ่านแอปหรือคอมพิวเตอร์ สามารถยื่นศาล CIOS ออนไลน์ 24 ชม. เพื่อสั่ง take it down ลบเนื้อหาได้ทันที พร้อมให้ตำรวจดำเนินคดี

สรุปคือ การเล่นน้ำประแป้งต้องมีสติ เช่น สาดน้ำไม่แรงเกิน ประแป้งหน้าขออนุญาต อย่าสัมผัสจุดอื่นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ ระวังเจอคุก เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” ผิดกฎหมาย กลายเป็นจริง

ขอให้ทุกคนสนุกกับสงกรานต์อย่างปลอดภัย ร่วมกันสร้างบรรยากาศดีๆ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน หากเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย รายงานเจ้าหน้าที่ทันที จะได้ป้องกันก่อนเกิดเหตุ

เล่นน้ำสงกรานต์อย่างมีสติ เพื่อเทศกาลแห่งความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่คดีความ!

ที่มา – ระวังเจอคุก เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” ผิดกฎหมาย

ศาลสั่งคุก 4 ปี 7 เดือน หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ

จากกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินจำคุก หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมและเกิดคำถามถึงความเหมาะสมของบทลงโทษ วันนี้เราจะมาสรุปข้อเท็จจริงของคดีนี้กันค่ะ

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดีที่ศาลจังหวัดชุมพรมีคำพิพากษาจำคุกหญิงวัย 30 ปี ผู้ขับรถบีเอ็มดับเบิลยูชนแม่ลูก 3 คนเสียชีวิต โดยศาลสั่งคุก 4 ปี 7 เดือน หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ โดยไม่รอลงอาญา พร้อมทั้งริบรถของกลาง ซึ่งอาจมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าโทษเบาไปหรือไม่

สรุปข้อเท็จจริงคดี หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ:

  1. คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยมีสามีและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายทั้งสามเป็นโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 24,205,000 บาท
  2. จำเลยและผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วม ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยจะเยียวยาค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวน 5,500,000 บาท โดยมีการชำระเงินแล้วบางส่วน และจะผ่อนชำระส่วนที่เหลืออีกเดือนละ 30,000 บาท
  3. จำเลยเดิมให้การปฏิเสธบางข้อหา แต่ต่อมาได้ถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์
  4. บริษัทประกันภัยรถยนต์ที่จำเลยขับ ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว 4,500,000 บาท
  5. ศาลจังหวัดชุมพรสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย เพื่อนำข้อมูลส่วนตัวของจำเลยมาประกอบการทำคำพิพากษา

ศาลสั่งคุก 4 ปี 7 เดือน หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ

ศาลจังหวัดชุมพรมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ในหลายมาตรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสพยาเสพติด, ขับรถโดยประมาท, ขับรถในขณะเมาสุรา, และการไม่ให้ความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจึงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่เนื่องจากความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอัตราโทษเท่ากัน ศาลจึงลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 6 ปี และเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เป็นจำคุก 9 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ในฐานขับรถในขณะเมาสุรา และจำคุก 1 เดือนในฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ รวมจำคุก 4 ปี 7 เดือน และปรับ 500 บาท

ทำไมศาลถึงตัดสินจำคุก หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ โดยไม่รอลงอาญา?

ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วเห็นว่า จำเลยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมแล้วบางส่วน และตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยขับรถด้วยความประมาท ใช้ความเร็วสูง ทั้งยังขับในขณะเมาสุราและมีสารเสพติดในร่างกาย ถือเป็นการขาดสำนึกและความรับผิดชอบต่อผู้ร่วมใช้ถนน จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายถึง 3 คน อีกทั้งจำเลยยังหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ พฤติการณ์แห่งคดีนับเป็นเรื่องร้ายแรง ศาลจึงไม่มีเหตุรอการลงโทษจำคุกและริบรถของกลาง

อนึ่ง กฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกสำหรับฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายไว้ที่ 3-10 ปี

ภายหลังจากอ่านคำพิพากษา ศาลอนุญาตให้จำเลยปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยให้ติดอุปกรณ์ EM และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมทั้งเรียกหลักประกันวงเงิน 150,000 บาท

คดีนี้สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการขับขี่ด้วยความระมัดระวัง มีสติ ไม่ประมาท และเคารพกฎหมายจราจร เพราะความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดบนท้องถนน

ที่มา – ศาลสั่งคุก 4 ปี 7 เดือน หญิงขับบีเอ็มฯ ชนตาย 3 ศพ ไม่รอลงอาญา ริบรถของกลาง

ประธานศาลฎีกา แต่งตั้งสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 51 ได้มีการประกาศแต่งตั้งบุคลากรสำคัญเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสารขององค์กรศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาของ “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” ในตำแหน่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นตามอำนาจของประธานศาลฎีกา ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสารของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2545 ข้อ 3 ซึ่งมุ่งเน้นให้การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ประธานศาลฎีกา แต่งตั้ง “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” กลับมานั่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่โฆษกศาลยุติธรรม โดยคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป การกลับมาดำรงตำแหน่งนี้ถือเป็นครั้งที่สอง หลังจากเคยปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปี 2560-2563 ภายใต้การนำของนายชีพ จุลมนต์ และนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ อดีตประธานศาลฎีกา การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจในความสามารถของนายสุริยัณห์ ในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

หน้าที่และอำนาจของโฆษกศาลยุติธรรม

ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล จะมีหน้าที่สำคัญในการให้ข่าวและบริการข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ โดยหน้าที่หลัก ได้แก่

  • ข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) และคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบายและการบริหารงานของศาล
  • ข่าวเกี่ยวกับนโยบายของประธานศาลฎีกา เพื่อให้ประชาชนทราบถึงทิศทางและแผนงานที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยุติธรรมในสังคม
  • ข่าวที่ต้องแถลงข้อเท็จจริงในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในสถานการณ์ที่อาจเกิดความเข้าใจผิด
  • ข้อมูลและข่าวสารในลักษณะวิชาการที่สมควรเผยแพร่ รวมถึงข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำหรือภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยยึดตามระเบียบที่กำหนด

การปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้จะช่วยให้ศาลยุติธรรมสามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อดิจิทัล

โปรไฟล์และประวัติของสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล เป็นนักสื่อสารองค์กรที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการตุลาการ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมศึกษาแห่งเนติบัณฑิตยสภา นอกจากนี้ยังได้รับทุนจากสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขานิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ

ด้านเส้นทางอาชีพ หลังจากสอบเข้ารับราชการผู้ช่วยผู้พิพากษารุ่นที่ 49 นายสุริยัณห์ได้เริ่มปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างๆ เช่น ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเดชอุดม เลขานุการศาลแรงงานภาค 7 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนางรอง และค่อยๆ ก้าวหน้าไปสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลแขวงนนทบุรีและศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรี จนถึงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกาในปัจจุบัน

นอกจากงานหลักแล้ว นายสุริยัณน์ยังมีบทบาทสำคัญในโครงการต่างๆ ของสำนักงานศาลยุติธรรม เช่น เป็นประธานคณะทำงานโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ประธานคณะทำงานโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ประธานคณะทำงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบไกล่เกลี่ย โครงการเหล่านี้ช่วยส่งเสริมความยุติธรรมและการเข้าถึงบริการทางกฎหมายให้กับประชาชน

ที่สำคัญ นายสุริยัณห์มีพื้นฐานด้านการสื่อสารที่แข็งแกร่ง เคยเป็นนักโต้วาทีจากรายการ “โต้คารมมัธยมศึกษา” รุ่นที่ 1 และเป็นนักพูดผู้เชี่ยวชาญจากหลักสูตรต่างๆ ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งกับบทบาทโฆษกที่ต้องถ่ายทอดข้อมูลทางกฎหมายให้เข้าใจง่าย

ความสำคัญของการแต่งตั้งสุริยัณห์ หงษ์วิไล ในยุคดิจิทัล

การกลับมาของสุริยัณห์ หงษ์วิไล ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ศาลต้องเผชิญกับความท้าทายในการสื่อสารท่ามกลางข่าวปลอมและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม การแต่งตั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของศาลให้ทันสมัย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่ซับซ้อนอย่างนโยบายตุลาการและการตัดสินคดีสำคัญ

จากประสบการณ์ครั้งก่อน นายสุริยัณธ์ได้รับการชื่นชมจากหน่วยงานต่างๆ ในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างศาลกับสังคม ในอนาคต คาดว่านโยบายการสื่อสารจะยิ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี เช่น สื่อโซเชียลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

การแต่งตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกาใหม่ ที่มุ่งสร้างองค์กรตุลาการที่โปร่งใสและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น หากประชาชนสนใจติดตามข่าวสารล่าสณะจากศาล สามารถติดตามผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของศาลยุติธรรม เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์

สุดท้าย การมีโฆษกที่มีความเชี่ยวชาญอย่างสุริยัณห์ หงษ์วิไล จะช่วยยกระดับความเข้าใจในระบบยุติธรรมของไทยให้สูงขึ้น สร้างสังคมที่ยึดหลักกฎหมายและความยุติธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – ประธานศาลฎีกา แต่งตั้ง “สุริยัณห์ หงษ์วิไล” กลับมานั่งโฆษกศาลยุติธรรมอีกครั้ง

Scroll to top