โผครมอนุทิน

ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” ลุ้น! ติดโผ ครม.อนุทิน 1

เปิดประวัติ “ไผ่ ลิกค์” หรือ ไผ่ วันพอยท์ สส.พรรคกล้าธรรม หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1” ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคน

วันที่ 6 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง ชนะนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคะแนนไป 152 เสียง ภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน ขั้นตอนจากนั้นคือประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในระหว่างนี้ นายอนุทิน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดตัว นายอนุทิน ก็ยืนยันแล้วว่าโผ ครม. นั้น 100% แล้ว แต่ขอเปิดเผยในเวลาที่เหมาะสม

สำหรับโผ ครม.อนุทิน 1 พบว่าหนึ่งในผู้ที่เป็นกระแสที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคนมีชื่อของ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ลูกหม้อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่แทบจะเรียกได้ว่าเห็น ร.อ.ธรรมนัส ที่ไหน เห็นไผ่ ลิกค์ ที่นั่น การมีชื่อที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่นี้จึงเป็นที่น่าจับตา เพราะก่อนหน้านี้นายไผ่ เคยมีข่าวว่าส่งชื่อตรวจคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่ได้ร่วมใน ครม.นายเศรษฐา ทวีสิน และ ครม.แพทองธาร ชินวัตร การมีชื่อครั้งนี้จึงน่าลุ้น

ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1

ในส่วนของประวัติ นายไผ่ ลิกค์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2521 อายุ 47 ปี (ณ ปี 2568) เป็นบุตรชายของ นายเรืองวิทย์ ลิกค์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กับนางปราณี ลิกค์ มีน้องชายคือ นายภูผา ลิกค์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จบปริญญาตรีนิเทศศาสตรบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม หลังเรียนจบสานต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว ต่อมาขยายธุรกิจมายังแวดวงรถยนต์และเต็นท์รถมือสอง ส่วนที่หลายคนรู้จักในชื่อ ไผ่ วันพอยท์ ที่มีมาจากทีมวันพอยท์ ที่นายไผ่ เป็นนักแข่งเข้าร่วมแข่งขันอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตหลายรายการ จึงเป็นที่มาของฉายา ไผ่ วันพอยท์

เส้นทางการเมือง ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง

นายไผ่ ลิกค์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2550 ภายหลังจากที่บิดาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองพร้อมกับกลุ่มบ้านเลขที่ 111 แต่ขณะนั้นไม่ได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาปี 2554 ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยและได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และยังดำรงตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ด้วย ต่อมานายไผ่ ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เมื่อปลายปี 2561 และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 2562 และยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

กระทั่งปี 2565 นายไผ่ และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐจำนวนหนึ่งในนามกลุ่มธรรมนัส ย้ายไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย แต่ในปี 2566 กลุ่มดังกล่าวก็ย้ายกลับมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง และลงสมัครรับเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ในปีเดียวกันนี้ มีกระแสข่าวว่า นายไผ่ ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ใน ครม.เศรษฐา 1 กลับไม่ปรากฏชื่อ โดยในปี 2567 การปรับ ครม.เศรษฐา 2 นายไผ่ ก็ได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งเดิม แต่เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดปัญหา นายไผ่ จึงตัดสินใจไม่รับตำแหน่ง โดยเป็น นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทน อีกทั้งในปี 2568 ภายใต้รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ก็มีชื่อนายไผ่ ติดโผเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ในที่สุดก็ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี

คงต้องลุ้นหน้าตา ครม.อนุทิน 1 ที่กำลังจะคลอดออกมาในเร็วๆ นี้ว่าจะประกอบด้วยใครบ้างในตำแหน่งรัฐมนตรีของคณะรัฐบาล และนายไผ่ จะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้หรือไม่ ซึ่งพรรคกล้าธรรมได้โควตารัฐมนตรีราว 7-8 เก้าอี้ โดยรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ที่จะเข้ามาปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อของพรรคประชาชนที่โหวตหนุน นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนายอนุทิน เป็นตัวแทนพรรคร่วมลงนามในข้อตกลงต่อหน้าสาธารณะ โดยนายอนุทิน ก็ประกาศว่าหลังจากเข้าฝเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก็จะนำ ครม. ทำงานโดยทันที

การมีชื่อของ “ไผ่ ลิกค์” ในโผ ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาไม่น้อย ต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเขาจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่

ที่มา – ประวัติ “ไผ่ ลิกค์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 ลุ้นเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง

สะพัด! โผ ครม.อนุทิน สุชาติผงาด ธรรมนัสยังไม่เคาะ

ข่าวสะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุด! “อนุทิน” นัดพรรคร่วมเดินเกมเร็วตั้ง ครม. “ธรรมนัส” ยังไม่เคาะคุม กห. หรือไม่ ส่วน 4 โควตาคนนอกชัดเจนแล้ว ขณะที่ “สุชาติ ชมกลิ่น” ผงาดนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.ทส. กล้าธรรม-พปชร. ยังไม่ลงตัว

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยช่วงบ่าย จนถึงช่วงเย็นวันนี้ค่อนข้างคึกคัก บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มการเมือง ที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ต่างเดินทางเข้ามาที่พรรค อาทิ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส. พรรคเพื่อไทย โดยคาดว่าน่าจะมีการพูดคุยจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้ลงตัว ตามโควตาของแต่ละส่วน

สะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุดเป็นอย่างไร?

สำหรับสะพัดโผ ครม.อนุทินล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีส่วนใหญ่ประมาณ 12 ที่นั่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีชื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ครั้งนี้จะได้รับโอกาสเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ด้านนางศุภมาส อิศรภักดี โผครั้งนี้ถูกโยกไปนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนกระทรวงที่ต้องจับตาอย่างกระทรวงคมนาคม มีชื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งเจ้ากระทรวง ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล ก็มีชื่อเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง นั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สำหรับ โควตาคนนอก ที่ชัดเจนแล้ว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่จะเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่จะเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังเป็นโควตาคนนอก ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเป็นตำรวจ

ในส่วนของพรรคกล้าธรรม 7 เก้าอี้ มีการเสนอร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ตำแหน่งนี้ก็มีความต้องการจากพรรคพลังประชารัฐด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นนายอรรถกร ศิริลัทธยากร, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นนายอัครา พรหมเผ่า ขณะที่นายไผ่ ลิกค์ จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และยังมีชื่อของนายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี และนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยแต่ยังไม่ได้ระบุกระทรวง

พลังประชารัฐและกลุ่มสุชาติในสะพัดโผ ครม.อนุทิน

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ได้ 4 เก้าอี้ ซึ่งตอนนี้มีรายชื่อปรากฏคือนายสันติ พร้อมพัฒน์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอีกหนึ่งเก้าอี้ ที่เสนอขอคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ได้นั่งเองแต่จะส่งพลเอกณัฐ อินทรเจริญ เข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่วนอีก 2 ตำแหน่งมีรายชื่อแล้วเป็นนางตรีนุช เทียนทอง กับนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าจะนั่งกระทรวงใด อาจจะเป็นกระทรวงแรงงาน

สำหรับกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น ชัดเจนแล้วว่า ได้ 3 เก้าอี้โดยเจ้าตัวได้นั่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ คนสนิทนายสุชาติ ได้โควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้กลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้โควตารัฐมนตรีว่าการ 1 และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 1 ซึ่งมีชื่อของนายนริศ ขำนุรักษ์ ส่วนกลุ่มของนายนิพนธ์ จะได้รับเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง 1 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ว่าที่รัฐมนตรีได้ ทยอยกรอกประวัติ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว

สะพัดโผ ครม.อนุทิน ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการจัดสรรอำนาจที่น่าสนใจในรัฐบาลใหม่ หลายตำแหน่งยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรวมตัวของพรรคร่วมรัฐบาลและการแบ่งสรรเก้าอี้สะท้อนถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อนและน่าจับตามอง

ที่มา – สะพัดโผครม.อนุทิน ได้ 4 โควตาคนนอก “สุชาติ” ผงาดรองนายกฯ ควบ รมว.ทส. “ธรรมนัส” ยังไม่เคาะ

โผ ครม. 100% แล้ว! “อนุทิน” ลั่น พร้อมเริ่มงาน

โผ ครม. นิ่งแล้ว “อนุทิน” ลั่นทำงานทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน แง้มมีทั้งทหาร พลเรือน อส. นายกองใหญ่ คุณสมบัติต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ยังอุบคนนั่ง รมว.กห.

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เปิดเผยความชัดเจนถึงการจัดโผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน (ครม.อนุทิน 1) ว่า หลายๆ อย่างเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ยืนยันว่าความชัดเจนในการจัดสรรนั้น นิ่ง 100% แล้ว ซึ่งทุกคนที่มาทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีทราบดีถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ โดยจะต้องเริ่มทำงานทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ส่วนความชัดเจนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น นายอนุทิน ยังปฏิเสธที่จะเปิดเผย โดยระบุว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ยืนยันว่าไม่มีการปิดบังซ่อนเร้น และเมื่อถึงเวลาสมควร ไม่เป็นการก้าวล่วงใดๆ ก็จะรีบเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชนคนไทยทุกคน จะไม่ดำเนินการใดๆ ลับหลังประชาชน และจะให้ได้รับทราบร่วมกันเพื่อออกความเห็นให้รัฐบาลได้รับฟัง และรัฐบาลจะได้ปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังยืนยันด้วยว่า รัฐมนตรีทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อจำกัด จะต้องทุ่มเททำงานด้วยความรู้ความสามารถ เป็นมืออาชีพ ซึ่งมีทั้งทหาร พลเรือน อส. นายกองใหญ่

โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนต่างรอคอยที่จะทราบรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

อนาคตประเทศไทยภายใต้รัฐบาลใหม่

การที่นายอนุทินออกมาประกาศว่า โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน ทำให้เกิดความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การมีรัฐมนตรีจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งทหาร พลเรือน และอื่นๆ บ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะรวบรวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมย่อมมีความท้าทายในการทำงานร่วมกัน แต่การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงการทำงานเพื่อประชาชนคนไทยทุกคน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำมาใช้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของรัฐมนตรี และการปฏิบัติตามกฎหมาย ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง เพราะจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนคนไทยทุกคน

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของรัฐบาลขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศ จะเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – โผ ครม. 100% แล้ว “อนุทิน” ลั่นเริ่มงานทันทีหลังถวายสัตย์ เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

“ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหม ยัน “กล้าธรรม” คุมเกษตรฯ-ศธ.

“อนุทิน” นำทีมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจิบกาแฟยามเย็น “ธรรมนัส” ออกโรงปฏิเสธข่าวแย่งกระทรวงกลาโหมจาก “บิ๊กป้อม” ชี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ยืนยันพรรค “กล้าธรรม” ได้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการแน่นอน แต่ยังอุบไต๋เรื่องกระทรวงอื่น ๆ เพิ่มเติม ด้าน “เสี่ยหนู” ชนแก้วกาแฟอย่างอารมณ์ดี พร้อมกล่าวติดตลกว่าขออย่าให้เหมือน “ช็อกมินต์”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อพบปะและหารือเป็นการส่วนตัวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี จากนั้น ร้อยเอกธรรมนัสได้เดินลงมายังร้านกาแฟจาริสต้าร์ ซึ่งนางสาวธนพร ศรีวิราช ภรรยาของร้อยเอกธรรมนัสกำลังรออยู่

ร้อยเอกธรรมนัสได้สั่งเครื่องดื่มอเมริกาโน่ร้อน ไม่หวาน และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการมารับภรรยา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยืนยันตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด โดยเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ตนได้มอบหมายให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นผู้จัดการทั้งหมด วันนี้ตนเพียงแค่แวะมาทำธุระกับภรรยาเท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันว่า การเป็นนักการเมืองนั้น ต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ แต่เรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียดขนาดนั้น

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าตนเองแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น ร้อยเอกธรรมนัส มองว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ตำแหน่งทางการเมืองไม่สามารถแย่งกันได้ และตนเองก็ไม่ได้คิดที่จะแย่งชิงอะไรจากใครทั้งสิ้น พร้อมทั้งยืนยันว่าในฐานะนักการเมือง ตนเองพร้อมที่จะร่วมงานกับทุกคนได้ และไม่ต้องการให้นำเรื่องการเมืองมาเป็นอุปสรรค

สำหรับความกังวลเกี่ยวกับคุณสมบัติของตนเองนั้น ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบ ที่ผ่านมา ตนเองได้ให้โอกาสรุ่นน้องได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะต้องการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงาน และขอให้ยุติการพูดถึงเรื่องการรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบของพรรค

ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันถึงการรับตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ว่า นายอนุทินได้แจ้งแล้วว่าจะมอบหมายให้พรรคกล้าธรรมดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม ต้องรอการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีก่อน

หลังจากนั้น นายอนุทินได้เชิญร้อยเอกธรรมนัสไปนั่งพักที่ร้านคาเฟ่ และร้อยเอกธรรมนัสได้ขอชนแก้วกับว่าที่นายกรัฐมนตรี ก่อนที่นายอนุทินจะหัวเราะและกล่าวว่า “หวังว่าจะไม่เหมือนช็อกมินต์” พร้อมกันนั้นก็ได้สั่งเค้กส้มให้ร้อยเอกธรรมนัสได้ลองชิม เมื่อได้ลิ้มลองแล้ว ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่าอร่อยมาก ผู้สื่อข่าวได้แซวว่า อร่อยเหมือนช็อกมินต์หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบว่า “จำไม่ได้”

ต่อมา ในเวลา 17.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางมาร่วมวงกาแฟด้วยอีกคน

ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะมีความคืบหน้าไปมากแล้วก็ตาม การแย่งชิงตำแหน่งและอำนาจยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวงการการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

“ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหม ยัน “กล้าธรรม” คุมเกษตรฯ-ศธ.

ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยัน “กล้าธรรม” ได้คุมเกษตรฯ-ศธ.

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราได้เห็นความพยายามของร้อยเอกธรรมนัสในการปฏิเสธข่าวลือเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงการยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมจะได้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นสองกระทรวงหลักที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจก็คือ การที่พรรคกล้าธรรมได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการนั้น จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านใดบ้าง นโยบายของพรรคกล้าธรรมในด้านการเกษตรและการศึกษาจะเป็นอย่างไร และจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่สังคมต้องจับตามองต่อไป

การยืนยันของร้อยเอกธรรมนัสในครั้งนี้ อาจช่วยคลี่คลายความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวงการการเมืองได้บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การที่ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

พรรคกล้าธรรม ได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นความคาดหวังของประชาชนที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น การบริหารงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมมีความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจในการบริหารประเทศต่อไป

แน่นอนว่าการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันมากมาย แต่หากนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง ซื่อสัตย์ และตั้งใจจริง ก็จะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ในท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไม่ใช่เรื่องของการแย่งชิงอำนาจ แต่เป็นเรื่องของการเสียสละและทำเพื่อส่วนรวม การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และความสามัคคีของทุกฝ่าย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – “ธรรมนัส” ปัดแย่งกลาโหมจาก “บิ๊กป้อม” ยัน “กล้าธรรม” ได้คุมเกษตรฯ- ศธ.

อนุทินยัน! “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ พร้อมฟื้นคนละครึ่ง

ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ยัน “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ เข้ามาแล้วต้องทำงานทันที ยึดสโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน รับเล็งฟื้น “คนละครึ่ง” มอบหมายว่าที่ รมว.คลัง พิจารณา ย้ำ อะไรดีทำต่อ

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดตัว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยวงดังกล่าวยังมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมดื่มกาแฟกัน ที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น 1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่วนนายสันติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อถามความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงานทั้งต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่แน่นอน ทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน

ส่วนการฟื้นโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมดถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มที่ ก็จะเร่งมอบหมายให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก ผู้สื่อข่าวถามต่อจะมีการสานต่อจาก Application เดิมหรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่าอะไรที่ดีก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของตนจะไม่ทำ

สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินการเรื่องข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แก้ไข MOU 2543 และ 2544 หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ถ้าพูดถึงชื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจน่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้นต้องนำผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เมื่อถามต่อไป ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ มั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ขณะที่มองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

นายอนุทิน ยังยอมรับด้วยว่า กว่าว่าที่รัฐมนตรีโควตาคนนอกจะตอบรับตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะ นายเอกนิติ มีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่านขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ท่านขอเวลาคิด 2-3 คืนก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึงประเทศของเราและพี่น้องประชาชน

“ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่แน่นอน

ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ยังยืนยันด้วยว่าหน้าตา ครม. ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็น ครม. ที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยังถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่ ทางด้านคำถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่าจะทำให้เร็วที่สุด และคำนึงถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อมีโครงการใดที่ ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้าง นายอนุทิน ตอบกลับว่าให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวงมีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบายด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มีของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

มอบหมายว่าที่ รมว.คลัง ดูฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง”

ในคำถามว่ากระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น นายอนุทิน เผยว่า หากตรงไหนมีความชัดเจนก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมาแสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

ในประเด็นคำถามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็น พล.อ.ประวิตร หรือไม่ นายอนุทินบอกว่าอย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชนมาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้วก็จะนำมาแนะนำตัวต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้รับทราบว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าภาพของ ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่ จะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมานสามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิกใน 36 คนมาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่มีเลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้าหมายเดียวกันและเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเองก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ถึงตำแหน่งของนายสันติ ที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน รีบปัดตอบว่าฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ว่าที่รัฐมนตรีทั้ง 4 คน ได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทินด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนูเค้กส้มด้วย.

การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความพร้อมของ ครม.อนุทิน 1 ไม่ขี้เหร่ รวมถึงการพิจารณาฟื้นโครงการคนละครึ่งนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสานต่อนโยบายที่ดีอยู่แล้ว และพร้อมที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อประชาชน

ที่มา – ว่าที่นายกฯ ยัน “ครม.อนุทิน 1” ไม่ขี้เหร่ ทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน เล็งฟื้น “คนละครึ่ง”

“สันติ” รับ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ 4 เก้าอี้จริงหรือ?

“สันติ” ยอมรับ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ 4 เก้าอี้จริง พร้อมปัดตอบ “บิ๊กป้อม” ร่วม ครม. แจงต้องไปพูดคุยกันในพรรคก่อน เรื่องนี้จริงหรือไม่ ไปติดตามรายละเอียดกัน

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เผยถึงความคืบหน้าโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐว่า ทางพรรคภูมิใจไทยได้มอบหมายให้ “พรรคพลังประชารัฐ” ทั้งหมด 4 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รัฐมนตรีว่าการ 2 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 ตำแหน่ง

ส่วนจะมีตำแหน่งในกระทรวงฯ ใดบ้าง นายสันติ ระบุว่า เรื่องนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ ภายใน 1-2 วันนี้คาดว่าจะนิ่ง ส่วนกระทรวงกลาโหม คือสัดส่วนของ “พรรคพลังประชารัฐ” หรือไม่นั้น นายสันติ ระบุว่า กำลังพูดคุยกันอยู่ เพราะถ้าเป็นกระทรวงฯ สำคัญ กระทรวงฯ ใหญ่ บางทีก็ต้องดูให้ละเอียด และขอนำไปพูดคุยก่อน

กรณีที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะมานั่งรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ รวมถึง 4 ตำแหน่งรัฐมนตรี และคุณสมบัติต่างๆ ที่ต้องตรวจสอบ นายสันติ ยืนยันว่า การเจรจารับตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนจะได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขใช่หรือไม่ นายสันติ ระบุว่า ต้องรอ 1-2 วันนี้ให้นิ่งก่อน คือใครจะให้หรือทำอะไร ต้องมีการประชุมและพูดคุยกันทั้งในพรรคและส่วนกลาง ต้องดูให้ตกผลึกและยืนยันว่าในพรรคมีความเป็นหนึ่งอันเดียวกันไม่มีปัญหา

นายสันติ ยังระบุว่า ระยะเวลา 4 เดือน ก็ถือว่าเป็นเงื่อนไขและโจทย์ใหญ่ ถ้ารู้ว่า มีเวลา 4 เดือน หากได้รับการโปรดเกล้าฯ เรียบร้อย ได้เข้าทำงาน ทุกคนเป็นรัฐมนตรี ก็จะต้องเร่งรัดในการทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพราะขณะนี้ พวกเราก็รู้กันอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจของประเทศและของโลก โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนชาวไร่ชาวนา เกษตรกร ก็กำลังลำบากอยู่ ถึงแม้จะเป็น 4 เดือน ก็จะต้องเร่งรัดในการทำงาน ลงไปดูประชาชน ให้มีความแข็งแรงขึ้นมา

เมื่อถามย้ำว่า การทำงานในระยะเวลา 4 เดือน จะมีอะไรที่จะเข้ามาบีบคั้น และอะไรจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด นายสันติ ระบุว่า พอเรารู้เวลาโดยประมาณว่า 4 เดือน เราก็ต้องหยิบประเด็นสำคัญ ในความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงานสร้างอาชีพ เพื่อแก้ไขปัญหารากหญ้า เพราะคนรากหญ้ามีตั้ง 50-60 ล้านคน ก็จะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจข้างบนก็เดินได้ จะเป็นวงกลม ทำให้เกิดการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่ง 4 เดือนจะบอกว่าช้าก็ถือว่าไม่ช้า จะบอกว่าเร็วก็ไม่เร็ว ซึ่งอยู่ที่รัฐมนตรีแต่ละคน ที่จะต้องทุ่มเทการทำงาน แต่ละเรื่อง และเอาเรื่องสำคัญที่เป็นหัวใจ.

“สันติ” รับ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ 4 เก้าอี้

การที่นายสันติออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของ “พรรคพลังประชารัฐ” และบทบาทของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณในรัฐบาลใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจ

  • ความชัดเจนเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ: การเจรจาภายในพรรคและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีที่พรรคจะได้รับมอบหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในรัฐบาล
  • บทบาทของพลเอกประวิตร: การตัดสินใจว่าพลเอกประวิตรจะเข้ารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล
  • การทำงานในระยะเวลา 4 เดือน: การที่รัฐมนตรีมีเวลาจำกัดในการทำงาน ทำให้ต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศ

การที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้รับ 4 เก้าอี้นั้น ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ แต่ประชาชนก็ยังคงจับตาดูการทำงานจริงของรัฐบาลว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ที่มา – “สันติ” รับ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ 4 เก้าอี้ ปัดตอบ “บิ๊กป้อม” ร่วม ครม.

จับตาจริงไหม? ภูมิธรรมแนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.

“ภูมิธรรม เวชยชัย” ชี้ พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น จากนี้ จับตาคุม พรรคภูมิใจไทย เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ย้ำเรื่องนี้เป็นเจตจำนงของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีพรรคประชาชนโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้เป็นนายกฯ ว่า เมื่อสภาฯ โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ตัดสินใจโหวตสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ก็ถือว่าเข้ามาตามกระบวนการ ต้องเคารพการตัดสินใจของพรรคปชน. โดยพรรคปชน.จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่รัฐบาลนี้ถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตามที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนแล้ว ที่เหลือก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ ตนในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ถือว่าหมดภารกิจในการแก้ไขวิกฤตต่างๆ แล้ว หลังจากนี้รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว เราก็พร้อมจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ระหว่างนี้เราก็จะทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชนจนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามารับผิดชอบสำหรับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเจตจำนงของพรรคพท.อยู่แล้ว เราผลักดันมาตลอด มีแต่พรรคภท.และ สว.ที่ปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอด ก็ต้องมาดูว่าหลังจากนี้พวกเขาจะทำอย่างไร แล้วก็ต้องมาดูว่าพรรคปชน.สามารถประสานและควบคุมให้พรรคภท.แก้รัฐธรรมนูญได้จริงอย่างที่ตกลงกันไว้หรือไม่

ภูมิธรรมแนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.ได้จริงหรือไม่

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจไปยังพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางการเมืองนั้นไม่ได้จบลงเพียงแค่การโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการผลักดันนโยบายสำคัญที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญจากหลายภาคส่วนในสังคม

การที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงบทบาทของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เคยปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความท้าทายที่พรรคประชาชนจะต้องเผชิญในการผลักดันประเด็นนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้จริง การจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะสามารถประสานงานและควบคุมให้พรรคภูมิใจไทยดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง เพราะมีความซับซ้อนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจาต่อรอง การปรับแก้เนื้อหา หรือแม้แต่การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความท้าทายในการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย และต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ดังนี้:

  • การเจรจาต่อรอง: การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งอาจมีข้อเรียกร้องและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน การเจรจาต่อรองเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย
  • การปรับแก้เนื้อหา: เนื้อหาของรัฐธรรมนูญมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายส่วน การปรับแก้เนื้อหาจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์
  • การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.: สว.มีบทบาทสำคัญในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ การแก้รัฐธรรมนูญได้จริง จึงต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง และความสามารถในการประสานงานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชนซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ พรรคประชาชนจะสามารถบริหารจัดการความขัดแย้งและผลักดันให้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่ายได้อย่างไร และจะสามารถนำพาประเทศไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

การเมืองไทยในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ และการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ ล้วนมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ภูมิธรรม” แนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.ได้จริงหรือไม่

เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู จริงหรือ?

“อนุสรณ์” ลั่นพรรคเพื่อไทย ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่ ยันจะไม่เป็นฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม ลับลวงพราง ขณะที่ “พร้อมพงศ์” แซะ ครม.หนูมักเป็นเหยื่อของงู

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีว่า พรรคเพื่อไทยขอประกาศจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านแท้ๆ ที่ทรงพลัง เข้มแข็ง ไม่อ่อนข้อให้การใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่อาจดำรงอยู่ได้ หากปราศจากฝ่ายค้านที่กล้าหาญ ไม่เกรงกลัว พรรคเพื่อไทยจะยืนหยัดในสภาเป็นด่านแรกและด่านสุดท้ายคานอำนาจ ตรวจสอบทุกการตัดสินใจ ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนสุดกำลัง มิใช่เพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่คือการสู้เพื่อความจริง ความยุติธรรม จะจับจ้องทุกการใช้อำนาจรัฐที่บิดเบี้ยว ขอประกาศต่อรัฐบาลใหม่ว่า ทุกการกระทำที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน พรรคเพื่อไทยจะติดตามคัดค้านบนพื้นฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม ลับลวงพราง พร้อมทำหน้าที่สมศักดิ์ศรี เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คงได้แต่หวังว่า ครม.ชุดใหม่ที่ออกมา จะไม่ใช่การแบ่งเค้กสมประโยชน์กันเฉพาะกลุ่มการเมือง เกิดเสียงยี้ ขอให้เลือกคนมีความรู้ ความสามารถมาแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง หนี้สิน รวมถึงปัญหาฮั้วสว. ที่ดินเขากระโดง ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยวางบรรทัดฐานตรวจสอบทวงคืนความยุติธรรม คงไม่เงียบหายไป หลังเห็นท่าทีหน่วยงานรัฐบางแห่งเริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ พรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายค้านอย่าปล่อยปละละเลย พรรคภูมิใจไทยต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ใช่ทำแบบขอไปที ไม่ช่วยพวกพ้อง กลั่นแกล้งใคร ไม่เอาเรื่องกัญชามาปัดฝุ่นอีก และอย่าปักธงล้มนโยบายพรรคเพื่อไทย ให้แยกแยะ ปีนี้นักษัตรงูเล็ก กำลังได้ครม.หนู1 มาแก้ปัญหา แต่ไหนแต่ไรหนูมักเป็นอาหารอันโอชะของงู ตลอดวาระรัฐบาลภูมิใจไทย อะไรที่สัญญาประชาคมทำให้ดี ไปพร้อมกับการเตรียมรับมือภาคการเมือง สังคม ประชาชน ที่จะร่วมกันตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ทุกโครงการอย่างหนักหน่วงเข้มข้น

เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาวิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งนำโดยพรรคภูมิใจไทย ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยมองว่า ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่น่าสนใจและชวนให้ติดตาม

มุมมองของพรรคเพื่อไทยต่อ ครม.ชุดใหม่

พรรคเพื่อไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ ครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานและผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจและความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังประกาศว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยจะไม่เป็นฝ่ายค้านที่ยอมอ่อนข้อให้กับการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้อง และจะยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างสุดกำลัง การประกาศดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ครม.ชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้ถ้อยคำที่คมคายและเสียดสี เช่น การเปรียบเทียบ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจและต้องการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การติดตามการทำงานของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การกล่าวหาหรือใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีหลักฐานย่อมไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม

พรรคเพื่อไทยออกมาแซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นหรือไม่ และจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูการทำงานของรัฐบาลและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น เราทุกคนควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความคิดเห็นนั้น เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ประชาชนควรนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจและติดตามการทำงานของรัฐบาลต่อไป ว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – เพื่อไทย แซะ ครม.หนู มักเป็นเหยื่องู ยันพรรคจะไม่เป็นฝ่ายค้านตัดแต่งพันธุกรรม

จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย

จีนแสดงความยินดีกับอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย พร้อมหวังร่วมมือกันผลักดันความก้าวหน้า ส่งเสริมเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย การแสดงความยินดีนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยเเละจีนที่มีมายาวนาน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จีนและไทยเป็นมิตรประเทศและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นเสมือนครอบครัว และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทยในปี 2568 จีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยเพื่อสานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และกระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จีนมองว่าการมีผู้นำใหม่ของไทยจะเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เเน่นเเฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ จีนยังหวังร่วมมือกับไทยในการผลักดันความก้าวหน้าของการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป การร่วมมือกันในด้านต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเเละภูมิภาคโดยรวม

จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย

การแสดงความยินดีจากจีนต่อการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศ ประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ยาวนาน และความสัมพันธ์นี้คาดว่าจะยังคงเติบโตต่อไปภายใต้การนำของรัฐบาลชุดใหม่

ความสัมพันธ์ไทย-จีนที่แน่นแฟ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีความพิเศษและมีพลวัตอย่างมาก ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่แข็งแกร่งในด้านต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

  • การค้า: จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และการค้าระหว่างสองประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • การลงทุน: จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในไทย และการลงทุนของจีนมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
  • การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาประเทศไทย ซึ่งสร้างรายได้จำนวนมากให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

การที่จีนแสดงความยินดีกับนายอนุทินที่ได้รับตำแหน่ง จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เเละการที่จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญเเละมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย

การมีรัฐบาลใหม่ในประเทศไทยจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เเน่นเเฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – จีนแสดงความยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

Scroll to top