โผครมอนุทิน

กล้าธรรมดินเนอร์ริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ

ข่าวใหญ่! พรรคกล้าธรรมจัดดินเนอร์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนการโหวตนายกฯ พรุ่งนี้ (5 ก.ย.) งานนี้มีเซอร์ไพรส์ เมื่อ “เสธ.หิ-สัญญา” โผล่มาร่วมงานด้วย สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก มาดูกันว่าบรรยากาศในงานเป็นอย่างไร และการปรากฏตัวของทั้งสองท่านมีความหมายสำคัญอย่างไรต่อพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของพรรคกล้าธรรม (กธ.) โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้นำ สส. ของพรรคมาร่วมรับประทานอาหารค่ำสุดพิเศษ ณ ร้านอาหารชื่อดังริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน การนัดพบครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสภาScheduled for the momentous event of electing the 32nd Prime Minister on September 5th.

แต่ที่สร้างความสนใจเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรค รทสช. ที่มาร่วมวงรับประทานอาหารด้วย ทำให้เกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าทั้งสองท่านอาจกำลังพิจารณาที่จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การเข้าร่วมของบุคคลทั้งสองนี้ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ของพรรคกล้าธรรมในอนาคต

กล้าธรรมดินเนอร์ริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ

การพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศสบายๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกพรรคและการเปิดกว้างในการพูดคุยกับบุคคลภายนอกพรรค การมี “เสธ.หิ-สัญญา” มาร่วมงาน ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการเคลื่อนไหวนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้หรือไม่ และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวมอย่างไรบ้าง?

ทำไมการดินเนอร์ของพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ถึงสำคัญ?

การดินเนอร์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพบปะสังสรรค์ธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • การรวมตัวของสมาชิกพรรค: เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงของสมาชิกพรรคกล้าธรรม ก่อนการลงมติที่สำคัญ
  • การดึงดูดบุคคลภายนอก: การปรากฏตัวของ “เสธ.หิ-สัญญา” บ่งบอกถึงความน่าสนใจของพรรคกล้าธรรม ในสายตาของนักการเมืองจากพรรคอื่น
  • การสร้างพันธมิตร: การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาจนำไปสู่การสร้างความร่วมมือและพันธมิตรทางการเมืองในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น พรรคกล้าธรรมเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง และการตัดสินใจของพวกเขามีผลต่อการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ต้องรอดูกันต่อไปว่า พรรคกล้าธรรม จะมีบทบาทอย่างไรในการเมืองไทยหลังจากนี้ และการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่สำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: การที่พรรคกล้าธรรมเปิดตัวและสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองจากพรรคอื่นเป็นเรื่องที่ดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของตนเอง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

ที่มา – “กล้าธรรม” ดินเนอร์ร้านริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ มี “เสธ.หิ-สัญญา” โผล่แจม

“เฮ้ง” นัดทานข้าว! โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

“สุชาติ ชมกลิ่น” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น เตรียมใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 มีรายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่ม 16 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นแกนนำหลัก เมื่อเวลา 18.00 น. กลุ่ม 16 สส. ได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นกันอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ ภายในโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว การนัดพบครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพูดคุยหารือและเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งมีวาระสำคัญเร่งด่วนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ประเด็นสำคัญของการพูดคุยในครั้งนี้คือ การที่กลุ่มของนายสุชาติจะใช้เอกสิทธิ์ สส. ในการโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 จากพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของกลุ่ม 16 สส. ในการสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การประชุมสภาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ และการใช้เอกสิทธิ์ของ สส. แต่ละคนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย

สำหรับรายชื่อ สส. ทั้ง 16 ท่าน ที่ร่วมทานมื้อเย็นในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค
  3. นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ
  4. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ
  5. นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2
  6. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  7. นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5
  8. นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1
  9. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  10. นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  11. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
  12. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  13. จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  14. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  15. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  16. นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2

“เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

จะเห็นได้ว่า สส. ทั้ง 16 ท่านนี้ มาจากหลากหลายพื้นที่และมีบทบาทสำคัญในพรรค แสดงให้เห็นถึงการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ

ทำไมการ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ จึงสำคัญ

การที่กลุ่ม 16 สส. มารวมตัวกันเพื่อหารือและวางแผนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มและการสร้างความร่วมมือในทางการเมือง การตัดสินใจของกลุ่มนี้อาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต การใช้เอกสิทธิ์ของ สส. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นกระบวนการที่สำคัญตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงของประชาชนผ่านผู้แทนที่พวกเขาเลือกเข้ามา

การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ นั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคการเมืองอื่นๆ และผลลัพธ์ของการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นอย่างไร การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การตัดสินใจของ สส. แต่ละท่านจะมีความหมายต่ออนาคตของประเทศอย่างแน่นอน

การที่กลุ่ม 16 สส. ตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พวกเขามีต่อนายอนุทิน และความคาดหวังว่าเขาจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

อนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ แสดงให้เห็นถึงพลังของการรวมกลุ่มและการตัดสินใจร่วมกันในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย

ที่มา – “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ

“ธรรมนัส” ปัดถกโผ “ครม.อนุทิน 1” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ไม่ก้าวก่ายพรรคอื่น ทำพรรคตัวเองให้ดีที่สุด

เมื่อเวลา 16.03 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวที่รัฐสภาถึงข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัดส่วนพรรคกล้าธรรม ว่า ไม่มี เป็นเรื่องคาดการณ์ ยังไม่มีการคุยเรื่องนี้กัน และไม่ได้อยู่ในข้อตกลง มีเรื่องเดียวคือหาทางออกให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ขอย้ำว่าไม่มีการคุยเรื่องอื่น เราจะทำหน้าที่ของพรรคเราตามที่รับปากเอาไว้

ในประเด็นคำถามกังวลหรือไม่ว่าอาจจะมีการอภิปรายในสภาฯ ขึ้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ทุกคนต้องเตรียมพร้อม ในส่วนพรรคกล้าธรรมตนกำชับลูกพรรคแล้ว ผู้สื่อข่าวถามย้ำ พรรคกล้าธรรมจะมีการแตกแถวหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ไม่มีแม้แต่คนเดียว เราพูดคุยและตกลงกันแล้วว่าจะทำตามนั้น

เมื่อถามถึงกรณีนายชัยเกมษ นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เผยแพร่คลิปวิดีโอสัญญาว่า หากได้รับการโหวตเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันที ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทุกพรรคต่างก็รู้ตัวเองว่า ควรทำอะไร อย่างของพรรคเรานั้นก็ทำให้ดีที่สุด ส่วนของพรรคอื่นตนขอไม่ก้าวก่าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามอีกว่ามีความกังวลหรือไม่ว่าเกมจะพลิก หลังมีกระแสข่าวฟรีโหวต ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า เรื่องนี้เราเคารพการตัดสินใจของแต่ละฝ่าย เราพูดถึงเรื่องพรรคเราพรรคเดียว พรรคอื่นเราไม่พูด.

“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ หลายฝ่ายต่างจับจ้องไปยังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่า พรรคกล้าธรรมจะไม่แตกแถวในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับการหาทางออกให้กับประเทศชาติ และจะทำหน้าที่ของพรรคตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยหรือตกลงในเรื่องดังกล่าว

จุดยืนของพรรคกล้าธรรมต่อการโหวตนายกฯ

สิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำเสมอคือ พรรคกล้าธรรมมีความเป็นเอกภาพ และจะทำตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ นั่นคือการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้จริง ๆ ร.อ.ธรรมนัส แสดงความเชื่อมั่นว่า สมาชิกทุกคนในพรรคเข้าใจถึงความสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้ และจะร่วมกันโหวตไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงกรณีที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยให้สัญญาว่าจะยุบสภาทันทีหากได้รับการเลือกตั้ง โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า แต่ละพรรคต่างก็มีแนวทางของตัวเอง และพรรคกล้าธรรมจะมุ่งเน้นไปที่การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

ความเชื่อมั่นในความสามัคคีของพรรค

แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเรื่องการฟรีโหวต แต่ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะยึดมั่นในจุดยืนของตนเอง และเคารพการตัดสินใจของพรรคอื่น แต่สำหรับพรรคกล้าธรรมแล้ว จะไม่มีการแตกแถวในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ร.อ.ธรรมนัส เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาคำพูด และการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

การออกมาการันตีของ ร.อ.ธรรมนัส ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง การ“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะยังคงยึดมั่นในหลักการและสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – “ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ปัดถกโผ ครม.

“เสี่ยหนู” ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” ไหว้พ่อแม่ก่อนโหวต

ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 “เสี่ยหนู” เผย พรุ่งนี้ไหว้พ่อ-แม่เพื่อความเป็นสิริมงคล ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” บอก ข่าวก็ลงไปเรื่อย

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับเข้ามาที่อาคารรัฐสภาอีกครั้ง โดยผู้สื่อข่าวและพยายามสอบถามถึงโผ “ครม.อนุทิน 1” ว่ามีการจัดเตรียมให้ใครนั่งตำแหน่งใดแล้วหรือไม่ นายอนุทิน จะมีการนั่งควบตำแหน่ง กระทรวงมหาดไทย (มท.1) ด้วยหรือไม่ โดยนายอนุทิน บอกว่า “หูย…ยังไม่มี ข่าวก็ลงไปเรื่อย ยังไม่ได้จัดอะไรเลย ขนาดหัวหน้ายังไม่ได้เลย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า พรุ่งนี้ (5 กันยายน 2568) จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว ก่อนจะเข้าอาคารรัฐสภา จะมีการไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนเพื่อความเป็นสิริมงคลหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไหว้พ่อไหว้แม่นี่แหละ เป็นสิริมงคลที่สุดแล้ว”

“เสี่ยหนู” ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” พรุ่งนี้ไหว้พ่อ-แม่เป็นสิริมงคลก่อนโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ถูกจับตามองคือ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ล่าสุดได้ออกมาปฏิเสธข่าวเรื่องการจัดเตรียมโผคณะรัฐมนตรี “ครม.อนุทิน 1” ที่มีการเผยแพร่ในสื่อต่างๆ

ก่อนการโหวตสำคัญ นายอนุทินได้กล่าวถึงการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่รัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (5 กันยายน 2568) ว่าจะทำการไหว้พ่อแม่เพื่อความเป็นสิริมงคล ถือเป็นการแสดงความกตัญญูและเป็นขวัญกำลังใจก่อนที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ

อนาคต “ครม.อนุทิน 1” จะเป็นอย่างไร?

แม้ว่านายอนุทินจะออกมาปฏิเสธข่าวเรื่องการจัดโผคณะรัฐมนตรี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และการแบ่งสรรตำแหน่งต่างๆ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การที่นายอนุทินไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการคาดการณ์และความเป็นไปได้ต่างๆ นานาในแวดวงการเมือง

การตัดสินใจทางการเมืองของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจะมีผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

คำพูดของนายอนุทินที่ว่า “ไหว้พ่อไหว้แม่นี่แหละ เป็นสิริมงคลที่สุดแล้ว” แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสถาบันครอบครัวและความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สำคัญในสังคมไทย การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของนายอนุทินในสายตาของประชาชน

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การเปลี่ยนแปลงและการพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคนเพื่อที่จะเข้าใจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ นอกจากประเด็นเรื่อง “เสี่ยหนู” ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” แล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน อย่าลืมติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – “เสี่ยหนู” ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” พรุ่งนี้ไหว้พ่อ-แม่เป็นสิริมงคลก่อนโหวตนายกฯ

Scroll to top