ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ โดยล่าสุดได้มีรายงานว่าใน พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุบานปลายและรักษาอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ว่า กำลังพลที่ประจำการ ณ ฐานปฏิบัติการในพื้นที่ ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนดังกล่าวในเวลาประมาณ 07.30 น. ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตั้งอยู่ระหว่างปราสาทตาควายและปราสาทคนา

รายละเอียดสถานการณ์เมื่อ พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยตรวจพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในระยะห่างจากฐานปฏิบัติการเพียง 500 เมตร ทางหน่วยจึงได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีการยิงเตือนกลับไปจำนวน 5 นัด เพื่อแสดงถึงการควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชาไม่มีการตอบโต้ใดๆ กลับมา ทั้งนี้สรุปเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้:

  • กำลังพลฝ่ายไทยทุกนายปลอดภัยและอยู่ในที่ตั้ง
  • มีการยิงเตือนตามมาตรการป้องกันตนเอง 5 นัด
  • สถานการณ์โดยรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ฝ่ายความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ระบุว่า พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง นั้นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้กองกำลังชายแดนได้ยืนยันว่าทางหน่วยยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การติดตามแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เหตุการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือกับเหตุเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที เพื่อนๆ สามารถเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่คอยดูแลความปลอดภัยให้เราทุกคนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและติดตามข่าวสารทางการจากหน่วยงานของรัฐเพื่อป้องกันความสับสนครับ

ที่มา – พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

ไฟป่าใกล้ปราสาทคนา เสียงปะทุคล้ายกระสุนปืนเล็ก

เกิดเหตุไฟป่าใกล้ปราสาทคนาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดเสียงปะทุคล้ายกระสุนปืนเล็กเป็นระยะ สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานทหารและประชาชนในพื้นที่ ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์แจ้งเตือนสถานการณ์นี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายติดตามอย่างใกล้ชิด

ไฟป่าใกล้ปราสาทคนา ฝั่งกัมพูชาเสียงปะทุไม่ขาดสาย

จากรายงานของเพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2569 เวลาประมาณ 21.00 น. เกิดเหตุไฟไหม้ป่าด้านทิศตะวันออกของปราสาทคนา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ฝั่งกัมพูชาใกล้ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ของไทย ในระหว่างนั้นมีรายงานเสียงปะทุดังคล้ายกระสุนปืนเล็กดังเป็นระยะๆ

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า สาเหตุของเสียงดังกล่าวน่าจะมาจากสรรพาวุธที่หลงเหลือเก่าแก่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถูกความร้อนจากไฟป่าทำให้เกิดการระเบิดขึ้นเอง พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นสมรภูมิรบในอดีต โดยเฉพาะช่วงสงครามเขมรแดงและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีระเบิด มินส์ และกระสุนปืนฝังตัวอยู่ในดินมานานหลายสิบปี

สาเหตุและความเสี่ยงจากไฟป่าใกล้ปราสาทคนา

ไฟป่าในบริเวณนี้มักเกิดจากปัจจัยธรรมชาติ เช่น ลมแรง ฟ้าผ่า หรือมนุษย์ เช่น การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนภาคอีสานเผชิญภัยแล้งรุนแรง ทำให้ไฟลุกลามได้ง่าย เมื่อไฟกระทบวัตถุระเบิดเก่า จะเกิดการปะทุแบบ chain reaction สร้างอันตรายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

  • ความเสี่ยงหลัก: เสียงปะทุคล้ายยิงปืน ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก คิดว่าเป็นการปะทะชายแดน
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ทำลายป่าไม้ สัตว์ป่า และเพิ่มมลพิษทางอากาศ
  • อันตรายต่อเจ้าหน้าที่ดับไฟ: ต้องหยุดปฏิบัติการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
  • ประวัติศาสตร์พื้นที่: ปราสาทคนาหรือ Ta Kan Temple เป็นโบราณสถานเขมรใกล้ปราสาทศรีโคเทะ ไทย อาจกระทบมรดกทางวัฒนธรรม

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น และอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ หากไฟลุกลามอาจต้องประสานงานข้ามพรมแดนกับกัมพูชาเพื่อดับไฟร่วมกัน

มาตรการป้องกันไฟป่าใกล้ปราสาทคนาในอนาคต

เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มมาตรการ ดังนี้

  • สำรวจและกำจัดวัตถุระเบิดเก่าในพื้นที่เสี่ยง โดยทีม EOD (หน่วยกำจัดวัตถุระเบิด)
  • รณรงค์ไม่เผาป่าในฤดูแล้ง และใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังไฟป่าด้วยโดรนและเซ็นเซอร์
  • สร้างแนวกันไฟกั้นบริเวณชายแดน และฝึกอบรมชุมชนในการรับมือภัย
  • ความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ ASEAN เพื่อจัดการปัญหาข้ามแดน

เหตุการณ์ไฟป่าใกล้ปราสาทคนาครั้งนี้เตือนใจให้เราตระหนักถึงความเปราะบางของพื้นที่ชายแดนที่เต็มไปด้วยมรดกสงคราม ในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤต气候变化 ไฟป่าจะยิ่งรุนแรงขึ้น การจัดการเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่าสถานการณ์นี้เป็นโอกาสดีในการเร่งรัดโครงการกำจัดระเบิดชายแดน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โปรดติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณไฟป่าเพื่อความปลอดภัย สนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้ชายแดนด้วยการแบ่งปันข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ ทราบนะครับ

ที่มา – เผยเหตุไฟป่าใกล้ “ปราสาทคนา” ฝั่งกัมพูชามีเสียงปะทุ คล้ายกระสุนปืนเล็กเป็นระยะ

กองทัพเรือขับไล่ทหารกัมพูชา ต.ชำราก จ.ตราด

กองทัพเรือใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาออกจากดินแดนอธิปไตยของไทย ที่ ต.ชำราก จ.ตราด ตามหลักการป้องกันตนเองสากล หลังกัมพูชาเข้ามาขุดคูเลต ติดตั้งอาวุธหนัก และใช้โดรนลาดตระเวนแสดงท่าทีคุกคาม

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงสถานการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด บริเวณบ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด ว่ามีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตอธิปไตยของไทยอีกครั้ง ภายหลังจากที่บ้าน 3 หลังซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรและฐานที่มั่นของฝ่ายทหารกัมพูชาได้ถูกรื้อทำลาย รวมทั้งทหารกัมพูชาได้ถอนกำลังไปแล้ว แต่ทว่า กองกำลังทหารกัมพูชาได้ย้อนกลับมารุกล้ำอธิปไตยอีก รวมทั้งมีการเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก ทั้งการประสานแจ้งเตือน และการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาในทุกระดับ เพื่อให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ของฝ่ายไทยโดยเร็ว

แม้ฝ่ายไทยจะใช้ความอดกลั้นและดำเนินการเจรจามาอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังทหารกัมพูชาไม่ถอนกำลังออกจากดินแดนของไทย แถมยังมีการเสริมกำลังเพิ่มเติม เช่น ชุดรบพิเศษ พลซุ่มยิง จรวดหลายลำกล้อง รวมถึงปรับปรุงฐานที่มั่นสิ่งอำนวยความสะดวกทางยุทธวิธีในลักษณะที่กระทบต่ออธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน เช่น การขุดคูเลต การติดตั้งอาวุธหนัก และการใช้อากาศยานไร้คนขับเข้ามาลาดตระเวนในพื้นที่และที่ตั้งทางทหารของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ทางกองทัพเรือพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นท่าทีที่แสดงถึงการคุกคามต่ออธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

กองทัพเรือ ใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด

ดังนั้น เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ กองทัพเรือและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กำลังทหารกัมพูชาออกจากดินแดนอธิปไตยของไทย ตามหลักการป้องกันตนเองสากล (Right of Self-Defence) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยังคงยึดมั่นในหลักการใช้กำลังตามความจำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในวงจำกัดและหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจจะลุกลาม

ทำไมกองทัพเรือต้องขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด?

เหตุผลหลักคือการรักษาสูงสุดซึ่งอธิปไตยและความมั่นคงของชาติไทย การกระทำของทหารกัมพูชาถือเป็นการรุกล้ำและคุกคามอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน กองทัพเรือจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของศูนย์บัญชาการทางทหาร โดยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ พร้อมทั้งยืนยันว่าไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือการกระทำใด ๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างเด็ดขาด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งต้องการการจัดการอย่างระมัดระวังและรอบคอบ การใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องอธิปไตย และส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้เคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความมั่นคงในภูมิภาค

การตัดสินในการขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด โดยกองทัพเรือเป็นการกระทำที่เด็ดขาด แต่มีความจำเป็นในการรักษาสิทธิ์และอธิปไตยของชาติ การใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากที่วิธีทางการทูตไม่ประสบผลสำเร็จ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – กองทัพเรือ ใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด

ปะทะต่อเนื่อง! กัมพูชายิง BM-21 เข้าไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อกองทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยว่ากัมพูชาได้เปิดฉากยิง BM-21 เข้ามาในประเทศไทยหลายจุด ส่งผลให้เกิดการปะทะต่อเนื่องในพื้นที่สำคัญ

ตามรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยมีการปฏิบัติทางทหารในหลายพื้นที่ ได้แก่ ซำแต, ภูผี, ช่องตาเฒ่า และปราสาทตาควาย กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่ากัมพูชาจะบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อชาวโลก

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ทำให้กองทัพภาคที่ 2 จำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการปะทะ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน

ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

สถานการณ์ล่าสุดยังคงมีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง และกองทัพภาคที่ 2 ได้ประกาศว่าจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

เหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด นี้ นับเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

BM-21 Grad เป็นระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Launch Rocket System – MLRS) ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง การที่กัมพูชาใช้ BM-21 ยิงเข้ามาในประเทศไทยจึงถือเป็นการยกระดับความรุนแรงของการปะทะ

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชามีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมักจะเกิดจากการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนทับซ้อน การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะปกป้องอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้กัมพูชายุติการยิงเข้ามาในประเทศไทย

ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด เป็นเหตุการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

เหตุการณ์ ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงความสำคัญของการมีนโยบายต่างประเทศที่รอบคอบและสามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติได้

ที่มา – ปะทะต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 เผยกัมพูชายิง BM-21 เข้าไทยหลายจุด

“ตราด” ประกาศอพยพ! แจ้งเตือน 3 อำเภอชายแดน

สถานการณ์ฉุกเฉิน! จังหวัดตราดประกาศอพยพด่วน โดยส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนใน 3 อำเภอพื้นที่ชายแดน ให้รีบย้ายไปยังศูนย์พักพิงอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 17.46 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดตราด โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองตราด อำเภอบ่อไร่ และอำเภอคลองใหญ่ ให้ทำการอพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ทางราชการจัดเตรียมไว้ในทันที

รายละเอียดพื้นที่ที่ต้องอพยพตามที่ ปภ. แจ้งเตือน มีดังนี้:

  • อำเภอเมืองตราด (ตำบลท่ากุ่ม, ตำบลตะกาง, ตำบลชำราก, ตำบลแหลมกลัด)
  • อำเภอบ่อไร่ (ทุกตำบล)
  • อำเภอคลองใหญ่ (ทุกตำบล)

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตราดได้ยืนยันคำสั่งอพยพดังกล่าว โดยเน้นย้ำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงดำเนินการอพยพโดยทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

“ตราด” ประกาศอพยพ! แจ้งเตือน 3 อำเภอชายแดน

ขั้นตอนการอพยพที่ประชาชนต้องทราบ

เพื่อให้การอพยพเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ทางจังหวัดได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติดังนี้:

  • ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น ควรรีบอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพที่ได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า
  • การอพยพมีผลบังคับใช้โดยทันที
  • โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
  • คำสั่งนี้จะมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญในการอพยพ

  • นำเอกสารสำคัญส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และยาที่จำเป็นติดตัวไปด้วย
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของบ้านเรือนก่อนออกจากพื้นที่ เช่น ปิดแก๊ส ปิดไฟ และล็อคบ้านให้เรียบร้อย

ทางจังหวัดขอความร่วมมือจากประชาชนในการอพยพโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกท่าน ทั้งยังเป็นการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่

สถานการณ์การอพยพในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ดังนั้นการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้ทุกท่านปลอดภัยจากภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์“ตราด” ประกาศอพยพครั้งนี้ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “ตราด” ประกาศอพยพ ส่ง Cell Broadcast แจ้ง 3 อำเภอพื้นที่ชายแดน ย้ายไปศูนย์พักพิง

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

กองกำลังบูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้เรียบร้อยแล้ว เตรียมวางแนวลวดหนามตามแผนต่อไป 

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 โพสต์ข้อความระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รายงานความคืบหน้า เมื่อเวลา 17.00 น. กกล.บูรพา โดย ฉก.12 สามารถยึดควบคุมที่หมาย บ.ไปรจัน ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อย และเตรียมวางแนวลวดหนาม ตามแผนฯ ต่อไป 8 ธันวาคม 2568

การยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังบูรพา ในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี พยายามที่จะก่อเหตุต่างๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วน และทำลายความสงบสุขของประชาชน กองกำลังบูรพา จึงยังคงตรึงกำลัง และปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

นอกจากภารกิจในการรักษาความมั่นคงแล้ว กองกำลังบูรพา ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า โดยได้ส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การทำงานของกองกำลังบูรพา เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพบก ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความมั่นคง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กันไป เพื่อให้ประเทศไทยมีความสงบสุข มั่นคง และเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

การเข้ายึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองกำลังบูรพาในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยึด”บ้านไปรจัน”

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการยึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน”:

  • ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568
  • หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ของกองกำลังบูรพา เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปฏิบัติการ
  • การยึดพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
  • ขณะนี้กองกำลังบูรพา กำลังดำเนินการวางแนวลวดหนามตามแผนที่วางไว้

การรักษาความปลอดภัยและการลาดตระเวนในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด

การยึด “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความสงบ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศอีกด้วย กองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังบูรพา และความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ที่มา – กกล.บูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้แล้ว

กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง โดยมีรายงานการได้ยินเสียง “BM-21” ตกในหลายพื้นที่ ทั้งในอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว และบริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 15.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพาได้ปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงและตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงเช้า

เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เปิดเผยว่า หลังจากตรวจพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติบริเวณชายแดน หน่วยลาดตระเวนของกองกำลังบูรพาได้ออกตรวจการณ์ และเกิดการยิงปะทะกับกำลังทหารกัมพูชา เสียงปืนทั้งจากปืนเล็กยาวและอาวุธหนักดังสนั่นต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่โดยรอบกลับเข้าสู่ภาวะไม่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนอย่างชัดเจน บางรายรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากการยิงอาวุธหนักที่ดังเป็นระยะ กระสุน ค. จากฝั่งกัมพูชาตกใกล้จุดตรวจที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ ทำให้ทุกหน่วยต้องประกาศเตือนภัยฉุกเฉินทันที และแจ้งให้ชาวบ้านที่ยังอยู่ในพื้นที่ลงหลุมหลบภัยอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกันและระบุว่า ระยะยิงและความรุนแรงของการปะทะครั้งนี้อยู่ในระดับที่ทำให้บังเกอร์ไม่สามารถป้องกันได้ หากยังมีการยิงอาวุธหนักอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดอันตรายต่อชาวบ้านได้ ด้วยเหตุนี้ จังหวัดสระแก้วจึงมีคำสั่งด่วนที่สุดให้อพยพชาวบ้านในทุกหมู่บ้านแนวชายแดนออกจากพื้นที่ทั้งหมดทันที

พื้นที่ที่ถูกสั่งให้อพยพครอบคลุมบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และแนวชายแดนใกล้เคียงทั้งหมด มีการจัดรถเพื่อพาชาวบ้านไปยังศูนย์พักพิงที่จังหวัดได้เตรียมไว้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อส. และหน่วยกู้ภัยได้ร่วมกันเปิดเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ถนนภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยรถกระบะและรถที่ใช้ในการอพยพที่เร่งออกจากพื้นที่ บางครอบครัวเก็บของได้เพียงเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญ ก่อนออกจากบ้านท่ามกลางเสียงปืนที่ยังดังเป็นระยะ ชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงความวิตกกังวลและหวาดกลัว เนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขนาดนี้มานานหลายปี

กองกำลังบูรพาได้เสริมกำลังเพิ่มเติมในแนวปะทะ พร้อมจัดตั้งฐานยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ฝ่ายปกครองยังคงประสานงานกับศูนย์ความมั่นคงระดับจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าสถานการณ์ตึงเครียดนี้อาจยังไม่ยุติลงในเร็วๆ นี้

โดยมีรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 16.20 น. กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงสนับสนุนใส่ไทยต่อเนื่อง ดังนี้

  • เวลา 16:20 น. มีรายงานว่า กัมพูชาใช้ BM-21 ตกในพื้นที่ตาพระยา กระสุนขนาดใหญ่ตกใส่หมู่บ้าน 2 ลูก และยังมีเสียงปืนเล็กเป็นระยะ
  • เวลา 16.49 น. มีรายงานว่า ได้ยินเสียง BM-21 ที่ภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 20 ลูก
  • เวลา 16.49 น. ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า ทหารกัมพูชายิง BM-21 ถล่มช่องอานม้า

กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง BM-21

สถานการณ์ล่าสุด: กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง

จากรายงานล่าสุด กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง สร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายในพื้นที่ชายแดน การที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่องโดยใช้อาวุธหนักอย่าง BM-21 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นที่ต้องมีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย แต่ก็สร้างความยากลำบากและความกังวลให้กับชาวบ้านที่ต้องทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สิน

รัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อหาทางออกอย่างสันติและยุติการใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ ควรให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจ

การที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกลไกการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่มีประสิทธิภาพ และความจำเป็นในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ในสถานการณ์ที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการหาทางออกอย่างสันติเพื่อยุติความขัดแย้ง

ที่มา – กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนัก ยิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง “BM-21” ตกหลายพื้นที่

ผบ.ตร. หนุนทหาร! แผน**พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยสั่งการให้ดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจและทหารในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยได้สั่งการให้ตำรวจดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในสถานการณ์

“เราพร้อมสนับสนุนการทำงานของทหารอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหลัง ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สนับสนุนกำลังพลให้กับพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการหลัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและประชาชนเป็นสำคัญ

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และการอพยพประชาชน

สำหรับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินและการอพยพประชาชนนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเหลือประชาชนบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการอพยพให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ในส่วนของจังหวัดสระแก้ว ทางจังหวัดได้มีการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ตั้งแต่การจัดส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ และขณะนี้กำลังรอรับฟังคำสั่งจากกองทัพภาคที่ 2 เพื่อดำเนินการตามแผนที่วางไว้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ทหาร และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การดูแลประชาชนให้ปลอดภัยและอุ่นใจคือเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติงานในครั้งนี้

ที่มา – ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลประชาชนให้ปลอดภัย

ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มไทย สั่งคุมเข้ม!

สถานการณ์ตึงเครียด! กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เผยว่ากัมพูชาได้ ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย ในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ทางกองทัพต้องสั่งยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องประชาชนและอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวสารสำคัญนี้ โดยระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. กัมพูชาได้ทำการยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย บริเวณบ้านสายโท 10 อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำว่า จะทำการปกป้องประชาชนและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ เพื่อป้องกันและขัดขวางการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามที่อาจมุ่งหวังสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า ได้เกิดการปะทะกันตลอดแนวชายแดนในหลายพื้นที่ ได้แก่ ช่องอานม้า, เนิน 677, ห้วยตามาเรีย, พื้นที่คนา และปราสาทตาเมือนธม ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ส่งกำลังใจให้แก่ทหารไทยทุกนายที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

มาตรการรับมือสถานการณ์ ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการในหลายด้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์ ได้แก่:

  • การแจ้งเตือนประชาชน: แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
  • การเพิ่มกำลังพล: เสริมกำลังพลในพื้นที่ชายแดนเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและป้องกัน
  • การประสานงาน: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือประชาชน
  • การตรวจสอบความเสียหาย: เร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และการกระทำใดๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือละเมิดอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ กองทัพและรัฐบาลไทยจะต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

การที่ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา – ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย สั่งยกระดับการรักษาความปลอดภัย

Scroll to top