ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับ ลวดหนามหีบเพลง

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” จำนวนมาก กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ โดยทางกองทัพได้โพสต์ข้อความขอรับการสนับสนุนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า “กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุน ‘ลวดหนามหีบเพลง’ จำนวนมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซ.ม. เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของไทย” สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับความจำเป็นในการขอรับบริจาคดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับ ลวดหนามหีบเพลง

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการสนับสนุน สามารถติดต่อได้ที่ พันโทสุริยาวุธ สุกเหลือง ฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยสามารถติดต่อได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 093 591 6946

ทำไมต้องเป็นลวดหนามหีบเพลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกองทัพภาคที่ 2 ถึงมีความต้องการลวดหนามหีบเพลงเป็นจำนวนมาก ลวดหนามชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีความคมและแข็งแรง ทนทานต่อการกัดกร่อน สามารถนำไปติดตั้งบริเวณชายแดนหรือพื้นที่สำคัญเพื่อป้องกันการบุกรุกและการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรั้วและสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

การติดตั้งลวดหนามหีบเพลงถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น การมีลวดหนามหีบเพลงในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้กองทัพไม่สามารถจัดหาลวดหนามได้เองทั้งหมด การเปิดรับการสนับสนุนจากภาคประชาชนจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและประเทศชาติ

การสนับสนุนของประชาชนถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้กำลังใจ หรือการร่วมมือในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย

แม้ว่าการขอรับบริจาคสิ่งของจากประชาชนอาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่เหตุการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาขอรับการสนับสนุน ลวดหนามหีบเพลง อาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงในการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ และเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความรักชาติและช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ ได้อีกด้วย

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ขอรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” จำนวนมาก

แม่ทัพภาค 2 ชี้กัมพูชาลอบวางระเบิด พร้อมปกป้องกำลังพล

“แม่ทัพภาคที่ 2” ชี้ “กัมพูชา” แอบลอบวางทุ่นระเบิด ละเมิดเงื่อนไขหยุดยิง หวังยั่วยุ พร้อมใช้สิทธิปกป้องคุ้มครองกำลังพล ปรับแผนการลาดตระเวน

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 เผยว่า เหตุการณ์ที่ทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 เหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาซ้าย 1 นาย คือ ส.อ.ธีรพล เพียขันที ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว

ซึ่งเหตุเกิดในจุดแนววางรั้วลวดหนามทางด้านทิศตะวันตก ถ้าหันหน้าเข้าเขมรจะอยู่ฝั่งขวาของตัวปราสาท และห่างจากตัวปราสาทประมาณ 1 กิโลเมตร เรียกว่าช่องจุ๊บตาโมก สันนิษฐานว่าเขมรลักลอบมาวางกับระเบิดช่วงที่ถอนกำลังทหารออกไป ซึ่งวันนี้ทหารไปตรวจสอบแนววางลวดหนาม ซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทยเป็นเส้นทางที่ใช้ลาดตระเวนประจำอยู่ในฝั่งไทยอยู่แล้ว

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการยั่วยุ ผิดเงื่อนไขการหยุดยิง เพราะการวางทุ่นระเบิด ถือเป็นการยิงเหมือนกัน เราจะมีมาตรการตอบโต้ และรายงานให้รัฐบาลรับทราบตามขั้นตอนแล้ว หลังจากนี้จะนำไปสู่ขั้นตอนการประท้วงในระดับสากล พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ขอข้อมูลเร่งด่วนเพื่อทำการประท้วงฝ่ายเขมรต่อไป แม้จะมีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งต่อไป ไทยจะนำเรื่องทุ่นระเบิดนี้ไปหารือ แต่เชื่อว่ากัมพูชาคงไม่ยอมรับเหมือนที่เขาพูดใน GBC เมื่อเขาปฏิบัติเรื่องนี้เขาก็ไม่พูดถึง

เมื่อถามว่า ทางกัมพูชาไม่ยอมร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดและทหารไทยเหยียบระเบิดแบบนี้ต่อไป พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ถ้าเหตุการณ์สงบ เราก็ต้องให้ศูนย์เก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เข้ามาดำเนินการเก็บกู้ แต่ถ้าไม่สงบ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องตอบโต้ด้วยกำลัง

ถามอีกว่า การที่เราได้เจรจาหยุดยิงไปแล้วมีผลอะไรหรือไม่ แม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องหน้างาน การเจรจาก็เจรจาไป เรามีสิทธิ์ปกป้อง และคุ้มครองกำลังพลของเราเช่นกัน ซึ่งทางเราจะมีการปรับแผนในการลาดตระเวน เพื่อให้กำลังพลจะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงกับทุ่นระเบิดที่ทางเขมรได้วางไว้ ทางเราเพิ่มการใช้กล้องวงจรปิด และใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าทำการเคลียร์เส้นทางลาดตระเวนแทนการใช้บุคคลในการควบคุมแต่ละพื้นที่ เป็นการป้องกันกำลังพล นอกจากนี้จะได้เพิ่มการเฝ้าตรวจในระยะไกลขึ้นมาอีกสเต็ป.

แม่ทัพภาค 2 ชี้ กัมพูชาแอบลอบวางทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดเหตุทหารพรานเหยียบกับระเบิด ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความปลอดภัยของกำลังพล และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แม่ทัพภาค 2 ยัน! พร้อมปกป้องกำลังพล

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้สิทธิในการปกป้องและคุ้มครองกำลังพลอย่างเต็มที่ โดยจะมีการปรับแผนการลาดตระเวนใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกับระเบิด

มาตรการป้องกันและตอบโต้

  • ปรับแผนการลาดตระเวน: หลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง และเพิ่มการลาดตระเวนด้วยเครื่องจักร
  • เพิ่มการเฝ้าตรวจระยะไกล: ใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับความเคลื่อนไหว
  • รายงานรัฐบาล: แจ้งสถานการณ์ให้รัฐบาลทราบเพื่อดำเนินการทางการทูต
  • ตอบโต้ด้วยกำลัง: หากสถานการณ์ไม่สงบ จะใช้กำลังตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย

ผลกระทบและความกังวล

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา และเจรจากับกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ในขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องกำลังพลและอธิปไตยของชาติ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียด และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทางกองทัพและรัฐบาลไทย จะต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

ถึงเเม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่เราต้องมีความเชื่อมั่นในการทำงานของกองทัพและภาครัฐที่จะสามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – “แม่ทัพภาค 2” ชี้ “กัมพูชา” แอบลอบวางทุ่นระเบิดหวังยั่วยุ พร้อมใช้สิทธิปกป้องกำลังพล

ภูมิใจในตัวลูก: แม่จ่าสิบเอกธีระยุทธ เข้มแข็งเพื่อชาติ

เปิดใจคุณแม่ของ “จ่าสิบเอกธีระยุทธ” เผยความรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างหาที่สุดมิได้ คุณแม่กล่าวว่าจะอยู่ให้ได้ แม้จะคิดถึงลูกชายมากเพียงใดก็ตาม เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจที่ชาวไทยทุกคนสัมผัสได้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568 จัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

ภายในงานดังกล่าว มีการมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติแก่แม่ของทหารผู้กล้าทั้ง 15 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย รวมถึงยังมีแม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ารับมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติด้วยเช่นกัน แต่ละท่านคือตัวอย่างของความรักและความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

นางประคอง มาลา แม่ของ ส.อ.ธนศักดิ์ มาลา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ เผยว่า “ลูกชายของแม่เป็นทหารแนวหน้าอยู่ที่เขาพระวิหาร ไปปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย โดยแม่ได้รับแจ้งว่าลูกชายถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่กล่องเสียงและศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นแม่ตกใจเข่าทรุด ใจหายกลัวจะเสียลูกชายไป”

แม่ยอมรับว่า ในช่วงที่ลูกชายไปปฏิบัติหน้าที่ แม่เป็นห่วงลูกชายมาก แต่ก็ภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้ไปรับใช้ชาติ อย่างในวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ถึงแม้ลูกชายจะได้รับบาดเจ็บนอนรักษาตัวอยู่ แต่แม่ก็ยังได้เห็นหน้าลูก แต่ถ้าหากลูกชายเป็นอะไรไปหรือจากแม่ไป แม่คงทำใจไม่ได้ เพราะลูกชายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ ถ้าไม่มีลูกแม่คงอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้แม่ได้แต่ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ลูกชายปลอดภัย และขอให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนปลอดภัย สำหรับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติที่ได้รับในวันนี้นั้น แม่รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจมาก ไม่คิดว่าจะมีวันนี้

ขณะที่ นางหนูกัน สีจุ้ยจ้าย แม่ของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย ทหารกองพันราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา เดินทางมารับมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ ซึ่งแม่บอกว่า “ลูกชายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ช่องเขาตะโก โดยช่วง 5 ทุ่มของวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะถึงเวลาหยุดยิง แม่ได้รับสายจากลูกชายคนโต บอกว่าน้องชายไม่อยู่แล้วนะ แม่ก็ร้องไห้เสียใจ ทำใจไม่ได้กับการจากไปของลูกชายคนเล็ก เพราะในวันนั้นตัวแม่เองก็กำลังภาวนาขอให้ทุกอย่างสิ้นสุดโดยเร็ว ลูกชายจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่แล้วก็ไม่ทัน ในช่วงแรกแม่ร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่คิดว่าลูกชายจะจากไปกระทันหันแบบนี้

กระทั่งได้กำลังใจจากครอบครัว และคนไทยทุกคนที่ส่งกำลังใจให้แม่ จึงพอได้คลายความโศกเศร้าเสียใจไปได้บ้าง วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ซึ่งแม่ไม่มีลูกชายอยู่แล้ว แต่แม่ก็รู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ วันนี้แม่เดินทางมารับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติด้วยความปราบปลื้มใจ และอยากบอกกับดวงวิญญาณลูกชายว่า ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แม่จะพยายามเข้มแข็ง”

ทั้งนี้ แม่ยังบอกอีกว่า “แม่จะอยู่ให้ได้ ถึงแม้จะคิดถึงลูกชายมากก็ตาม แม่คิดว่าลูกชายมีบุญที่ได้ทำหน้าที่นี้ ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ”.

ภูมิใจในตัวลูก: ความรู้สึกของแม่ผู้เสียสละ

เรื่องราวของแม่ๆ ทหารกล้า สะท้อนถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และความเสียสละที่หาใดเปรียบมิได้ พวกเธอเลี้ยงดูลูกชายให้เติบโตและพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับความสูญเสียที่เจ็บปวดที่สุด

อะไรทำให้แม่ภูมิใจในตัวลูก?

ความภูมิใจของแม่ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จทางโลก แต่อยู่ที่การที่ลูกชายได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ภูมิใจในตัวลูกคือความรู้สึกที่อธิบายถึงความรักและความเคารพที่แม่มีต่อลูกชายอย่างแท้จริง การเสียสละเพื่อชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และแม่ทุกคนที่ลูกชายได้ทำหน้าที่นี้สมควรได้รับความยกย่องอย่างสูงสุด

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นสิ่งที่ยากจะทำใจ แต่กำลังใจจากคนรอบข้างและความภาคภูมิใจในสิ่งที่ลูกชายได้ทำ ช่วยให้พวกเธอเข้มแข็งและก้าวต่อไปได้ เรื่องราวเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของความเสียสละและความรักชาติ

ความเข้มแข็งและความรักชาติของแม่ๆ ทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและจดจำตลอดไป

ที่มา – ภูมิใจในตัวลูก “แม่จ่าสิบเอกธีระยุทธ” เผยจะอยู่ให้ได้ แม้คิดถึงลูกชายมากก็ตาม

แม่สุดห่วง! ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ใจหาย! แม่สุดห่วงหลังทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนที่ปราสาทตาเมือนธม เผยเพิ่งดีใจเมื่อวาน ลูกชายโทรมาบอกว่า “สบายดี เขาหยุดรบแล้ว”

วันที่ 12 ส.ค. 68 กองทัพบกรายงานว่า หน่วยทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 มีกำลังพลบาดเจ็บ คือ สิบเอก ธีรพล หรือ แกละ เพียขันที อายุ 48 ปี ตำแหน่ง ผบ.ชุดปฏิบัติการ ชป.ร้อย ทพ.กรม ทหารพราน 26 ถูกทุ่นระเบิด PMN 2 ขณะลาดตระเวนพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม เหตุเกิดเวลา 09.10 น. คาดว่าเป็นการนำระเบิดมาวางใหม่ ขณะนี้ ส.อ.ธีรพล ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์แล้ว

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านนางสาคร เพียขันที อายุ 78 ปี แม่ของสิบเอก ธีรพล ที่ ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ พบว่ามีชาวบ้านมาให้กำลังใจจำนวนมาก รวมถึงหน่วยกู้ภัยฮุก 31 ที่นำข้าวของมาช่วยเหลือ

นางสาครดูคลิปภาพขณะรถพยาบาลนำร่างลูกชายส่งโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง ทราบว่าลูกชายขาซ้ายขาดเพราะเหยียบทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา

แม่เล่าว่าลูกชายเป็นทหารพรานมา 23 ปี ทุกครั้งที่ไปทำงานชายแดน หรือกลับจากชายแดน จะมากราบเท้าแม่และเอาเท้าแม่เหยียบที่หัว นอกจากนี้ยังฉีกชายผ้าถุงของแม่ติดตัวไปด้วยเสมอ

หลังจากได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมก่อนรบ ลูกชายเก็บของและเดินทางไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. โทรศัพท์คุยกับแม่และครอบครัวทุกวัน แม้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ลูกชายโทรมาบอกว่าสบายดี ไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะหยุดรบแล้ว แม่ก็ดีใจ แต่ข้ามคืนเดียวก็ได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายขาขาด เพราะ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

นางสาครเล่าทั้งน้ำตายอมรับว่าเสียใจ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายได้รับใช้ชาติอย่างสมบูรณ์ หลังจากนี้จะดูแลลูกชายต่อไป

นายธนาศักดิ์ เพียขันที อายุ 21 ปี ลูกชายสิบเอกธีรพล เล่าว่าภูมิใจในตัวพ่อที่เป็นทหารและเป็นไอดอล ปีนี้อายุครบ 21 ปี จะสมัครเป็นทหารผลัด 2 ในเดือนพฤศจิกายน 68

แม่สุดห่วง ทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ความเสียสละของ ส.อ.ธีรพล

เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน แม้จะมีความเสี่ยงภัยรอบด้าน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ธีรพล แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่

ความเข้มแข็งของนางสาครผู้เป็นแม่ และความภาคภูมิใจของลูกชายที่มีต่อผู้เป็นพ่อ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งของครอบครัวทหาร ขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.ธีรพล หายจากอาการบาดเจ็บโดยไว และขอขอบคุณในความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย.

ที่มา – แม่สุดห่วง ทราบข่าว “ส.อ.ธีรพล” เหยียบกับระเบิด เผยเพิ่งโทรบอกเมื่อวานว่าสบายดี

ทักษิณ บริจาค 2.6 ล้าน สร้างบ้านผู้ประสบภัย

ทักษิณ” ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน ขณะที่กรมราชทัณฑ์ส่งผู้ต้องขังไปช่วยซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินจำนวน 2,600,000 บาท (สองล้านหกแสนบาท) ให้กับรัฐบาลเพื่อจัดสร้างบ้านน็อกดาวน์สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจะนำไปใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างรอการก่อสร้างบ้านใหม่ให้แล้วเสร็จ โครงการทักษิณ สร้างบ้าน นับเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญต่อผู้ประสบภัย

การบริจาคในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งมอบบ้านน็อกดาวน์สำเร็จรูป 11 หลังแรก ให้กับประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยล็อตแรกมีผู้ประสบภัย 4 ครอบครัวได้รับมอบบ้านไปแล้ว ทำให้พวกเขามีที่พักอาศัยชั่วคราวที่ปลอดภัยและมั่นคง

นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ยังได้ระดมผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี เข้าไปช่วยซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่เสียหาย เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด การช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

ทักษิณ ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินทำให้พวกเขากลายเป็นผู้พลัดถิ่นและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การสร้างบ้านน็อกดาวน์จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้พวกเขามีที่พักอาศัยชั่วคราวที่มั่นคงและปลอดภัย

ความสำคัญของบ้านน็อกดาวน์ต่อผู้ประสบภัย

บ้านน็อกดาวน์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประสบภัยเนื่องจาก:

  • เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวที่รวดเร็วและง่ายต่อการก่อสร้าง
  • มีความแข็งแรงและทนทาน สามารถป้องกันสภาพอากาศเลวร้ายได้
  • มีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ช่วยให้ผู้ประสบภัยรู้สึกอุ่นใจและมีกำลังใจ
  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ทำให้สะดวกต่อการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยในอนาคต

การที่นายทักษิณ ชินวัตร และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เราหวังว่าความช่วยเหลือนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เราสามารถร่วมกันช่วยเหลือได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือแรงกายแรงใจ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ที่มา – “ทักษิณ” ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้า! วันแม่ปีนี้ไม่มีลูก

ความเศร้าในวันแม่ปีนี้! “แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดอาลัย คิดถึงลูกชายที่จากไป พร้อมเล่าความฝันถึงลูกชายที่พาไปยังสนามรบ สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องราวของครอบครัวพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หรือ ส.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ทหารกล้าที่เสียชีวิตในการปกป้องชายแดน ได้รับการช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระราชทานบ้านให้ใหม่ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดเศร้าในวันแม่

นางติน กระจ่างทอง แม่ของพลทหารธีรยุทธ ได้เปิดเผยความรู้สึกในวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ในใจคือความคิดถึงลูกชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันแม่ที่ใกล้จะมาถึง เพราะทุกๆ ปี ลูกชายจะกลับบ้านมากราบเท้า อาบน้ำให้ และให้เงินแม่ใช้จ่าย แต่ปีนี้ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ได้แต่เพียงมองรูปถ่ายและคิดถึงลูกชายสุดหัวใจ

นางตินกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ทุกปีลูกจะกลับมาหา มาให้เงินแม่ใช้ ปีนี้ไม่มีแล้ว…”

แม่พลทหารธีรยุทธ

ความฝันถึงลูกชายที่สนามรบ

นางตินยังเล่าถึงความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนว่า เธอฝันเห็นลูกชายพาเธอไปยังสนามรบ เป็นซอกแคบๆ ที่เดินเข้าไป แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ลูกชายบอกให้เธอหลบ และจูงมือพาเธอหนีออกมาจากการสู้รบ ในความฝันนั้น นางตินวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ร้องลั่นกลางป่า จนกระทั่งตื่นขึ้นมา คนที่นอนข้างๆ ต้องมาปลุก และบอกว่าเธอร้องอะไร ซึ่งนางตินเชื่อว่าลูกชายมาหาเธออย่างแน่นอน เพราะหลังจากตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นวันพระพอดี

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันระหว่างแม่กับลูก แม้ว่าลูกชายจะจากไปแล้ว แต่ความรักและความคิดถึงยังคงอยู่เสมอ

แม่พลทหารธีรยุทธ

เรื่องราวของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ และความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ ที่แม้จะสูญเสียลูกชายไปแล้ว แต่ความรักและความทรงจำดีๆ จะยังคงอยู่ตลอดไป

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของความรักและความผูกพันในครอบครัว และให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก ก่อนที่จะสายเกินไป อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้แสดงความรักและความห่วงใย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ความเศร้าของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” ในวันแม่ปีนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของหลายๆ ครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอสดุดีวีรกรรมของพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

กำลังใจให้กับคุณแม่ทุกท่านที่สูญเสียลูกชายไป ขอให้เข้มแข็งและผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้นะคะ

ที่มา – “แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้าวันแม่ปีนี้ ไม่มีลูกกราบเท้า ได้แต่มองรูปคิดถึงลูกชาย

กต.โต้กัมพูชา! ไทยไม่เคลื่อนกำลังพล ยึดมั่นหยุดยิง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ตอบโต้กัมพูชา ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพล และยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจชี้แจงกรณีที่มีการบิดเบือนคำกล่าวของแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดน

จากกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำสัมภาษณ์ของพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เรื่องปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 และมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศจึงขอชี้แจงว่า กองทัพบกได้ยืนยันแล้วว่า ฝ่ายไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยยังคงรักษาสถานะการวางกำลังในปัจจุบัน ภายหลังมาตรการหยุดยิงมีผล

ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ร่วมกับกัมพูชา ภายในสองสัปดาห์หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพื่อให้กองกำลังในพื้นที่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการหยุดยิงในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในการประชุม GBC อย่างเคร่งครัด และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การงดเว้นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจผิด และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพูดคุยอย่างสันติต่อไป

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน การรายงานข่าวที่ถูกต้องและแม่นยำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธี การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การที่ กต. ออกมาแถลงโต้ตอบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ การสื่อสารที่ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

ความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาชายแดนถือเป็นสิ่งสำคัญ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในระยะยาว การที่ไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

การออกมาแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสแก่ประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

การที่ กต. แถลงโต้ตอบอย่างชัดเจนเช่นนี้ ช่วยลดความสับสนและป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ที่มา – กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

กรมอุทยานฯ แจง: จนท.พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหาร

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ใส่ชุดลายพรางกำลังยิงหนังสติ๊ก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าบุคคลในภาพเป็นทหาร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วว่า บุคคลดังกล่าวคือ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหารอย่างที่เข้าใจกัน และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.52 น. เพจเฟซบุ๊ก “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพคือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดลายพรางในเครื่องแบบปกติขณะปฏิบัติงาน ไม่ใช่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนแต่อย่างใด

อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

ทางกรมอุทยานฯ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากลุ่มนี้ได้เข้าร่วมกิจกรรม “เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า ครั้งที่ 4” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ณ ผาเก็บตะวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางทหารใด ๆ ทั้งสิ้น

ทำความเข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พวกเขาเหล่านี้เป็นด่านหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ ในการปกป้องป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากรอื่น ๆ จากการถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ หรือการบุกรุกพื้นที่ป่า

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังมีหน้าที่ในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และร่วมมือกันปกป้องผืนป่าของเราให้คงอยู่ต่อไป

ดังนั้น การที่กรมอุทยานฯ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง สามารถสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดในสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใด ๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

กรมอุทยานฯ ขอความร่วมมือประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า การเสพข่าวสารในยุคดิจิทัลต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวให้แน่ชัดก่อนที่จะเชื่อและทำการเผยแพร่ต่อ เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันสื่อ และร่วมกันปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเราให้คงอยู่สืบไป โดยการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

Scroll to top