ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ร่วมกับชุด EOD ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เร่งสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้และทำลายระเบิดในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ขณะที่ชุดเก็บกู้ฯ เผยอยากได้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้เก็บกู้ เนื่องจากส่วนใหญ่ฝังลึกอยู่ในดิน จึงยากต่อการเก็บกู้ ส่วนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่

ความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ (EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์)

ออกทำการสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ที่ถูกยิงตกลงมาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ที่ยังคงพบว่าในพื้นที่ตำบลกระสุนตกของ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ทั้งจากการยิงปืนใหญ่ และจรวด BM-21 รวมแล้วมากกว่า 200 ลูก ตกอยู่ในพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งที่ระเบิดแล้วและที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งได้ตรวจพื้นที่ระเบิดไปแล้วจำนวน 124 จุด มีการทำลายไปแล้ว 1 ลูก และรอการเก็บกู้นำไปทำลายอีก 7 ลูก

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บเศษชิ้นส่วนของวัตถุระเบิด พร้อมมาร์กจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเก็บกู้และทำลายได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความสบายใจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเมื่อช่วงบ่ายของวานนี้ (12 ส.ค. 68) เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ได้ทำการสำรวจ พิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด รวมจำนวน 18 จุด เป็นพื้นที่กระสุนปืนใหญ่ 6 จุด และจรวด BM-21 อีก 12 จุด

นอกจากนี้ ยังได้ทำการเก็บกู้กระสุนปืนใหญ่และจรวด BM-21 ที่พบว่าฝังอยู่ในชั้นใต้ผืนดินลึกลงไปไม่ต่ำกว่า 1-7 เมตร ซึ่งยากต่อการเก็บกู้ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บกู้ โดยการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดระยะไกล ด้วยชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัย (Hook and Line) คือการใช้เชือกและตะขอเกี่ยวสำหรับใช้เคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยออกจากสถานที่ ที่ไม่สามารถทำการเก็บกู้ได้สะดวก โดยสามารถทำงานจากระยะไกล เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ ซึ่งการเก็บกู้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม พบว่าเจ้าหน้าที่ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์ ยังขาดแคลนและมีความต้องการ ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้ในการเก็บกู้ เนื่องจากที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากกระสุนปืนใหญ่และจรวด BM21 ที่ตกลงมาในพื้นที่นั้น ได้ตกลงไปฝังลึกอยู่ในชั้นผิวดินมากกว่า 1-7 เมตร ทำให้ยากต่อการเก็บกู้นำมาทำลาย จำเป็นต้องขุดดินลึกลงไป แล้วใช้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยในระยะไกล แล้วทำการเกี่ยวลากขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีที่จะเกิดความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ผู้ปฏิบัติงาน

ความท้าทายในการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ของ EOD บุรีรัมย์

สถานการณ์การเก็บกู้ระเบิดชายแดนในจังหวัดบุรีรัมย์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การทำงานของหน่วย EOD เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากระเบิดส่วนใหญ่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เพียงพอและทันสมัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในพื้นที่บุรีรัมย์ยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างระมัดระวัง และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

การสนับสนุนเพื่อการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน อย่างยั่งยืน

เพื่อให้การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในบุรีรัมย์เป็นไปอย่างยั่งยืน ควรมีการสนับสนุนด้านต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากวัตถุระเบิดที่หลงเหลืออยู่

ที่มา – บุรีรัมย์ อีโอดีเร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ยังขาดแคลนอุปกรณ์ ระเบิดฝังลึกไม่ต่ำกว่า 7 ม.

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดปกติวันแรก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กลับมาเปิดทำการตามปกติแล้ววันนี้ หลังเหตุปะทะบริเวณชายแดน แม้บรรยากาศโดยรวมยังคงบางตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเผยถึงแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก

เมื่อเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านโซง ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 พบว่ามีครูและนักเรียนทยอยเดินทางมาโรงเรียนตามปกติ หลังจากที่โรงเรียนได้ปิดทำการเรียนการสอนไปตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยคณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณสนามฟุตบอลและพื้นที่โดยรอบโรงเรียน ก่อนที่จะร่วมกันทำกิจกรรมเคารพธงชาติ และรับฟังการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตนหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น

นายคมสันต์ บรรเทิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโซง กล่าวว่า ปกติโรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดเกือบ 500 คน แต่วันนี้มีนักเรียนมาเรียนประมาณ 300 กว่าคน อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเรียน ผู้ปกครองหลายท่านยังไม่มั่นใจที่จะให้บุตรหลานมาโรงเรียนหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์การปะทะมา ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุปะทะกันวันแรก ทางโรงเรียนได้ทำการอพยพนักเรียนภายใน 15 นาที ถือเป็นโรงเรียนแรกในอำเภอน้ำยืนที่สามารถสั่งอพยพนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว และทางโรงเรียนก็มีแผนเผชิญเหตุรองรับอยู่แล้วหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดให้บริการวันแรกเช่นกัน

ในส่วนของโรงพยาบาลในพื้นที่อำเภอน้ำยืนก็กลับมาเปิดให้บริการเป็นวันแรกเช่นกัน แต่พบว่ามีผู้ป่วยเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ค่อนข้างบางตา ซึ่งในช่วงที่โรงพยาบาลปิดทำการนั้น ทางโรงพยาบาลได้ทำการจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยที่บ้าน และมีผู้ป่วยบางส่วนที่จำเป็นต้องเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาลเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาหลายวัน

นางผาด บุญสิทธิ์ อายุ 64 ปี ชาวอำเภอน้ำยืน เปิดเผยว่า วันนี้แพทย์นัดให้มารับยาเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาแล้ว และไม่สามารถเดินทางมารับยาได้เนื่องจากโรงพยาบาลปิดทำการ วันนี้จึงเดินทางมารับยาเอาไว้ก่อน เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งแพทย์ได้จ่ายยาให้สำหรับ 10 วัน และแจ้งว่าหากยาหมดและโรงพยาบาลยังคงปิดทำการอยู่ ทางโรงพยาบาลจะจัดส่งยาไปให้ที่บ้านแทน ช่วงเวลาเช่นนี้ ทุกคนต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และทหาร ขอให้ทุกคนปลอดภัย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน การกลับมาเปิดทำการของ โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการกลับสู่ภาวะปกติ แม้ว่าความกังวลจะยังมีอยู่บ้าง แต่การมีแผนรับมือและความร่วมมือของทุกฝ่าย จะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ที่มา – โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก หลังเกิดเหตุปะทะ

กัมพูชาทะลักรายวัน: จับ 10 ชีวิต ซักรองเท้าโรงเกลือ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานชาวกัมพูชาถึง 10 ชีวิตที่พยายามลักลอบเข้าประเทศ หวังซักรองเท้าที่โรงเกลือ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านของเรา

กัมพูชาทะลักรายวัน: จับ 10 ชีวิต ซักรองเท้าที่โรงเกลือ

เมื่อเวลา 01.20 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา, หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ได้ร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนหนึ่งกำลังเดินเท้าเข้ามาในประเทศไทย

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 10 คน ประกอบด้วยชาย 4 คน หญิง 4 คน และเด็กหญิง 2 คน ทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง

สารภาพหมดเปลือก! หวังซักรองเท้าที่โรงเกลือ

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ให้การว่า พวกเขาเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา โดยมีจุดหมายปลายทางคือตลาดโรงเกลือ พวกเขาต้องการทำงานรับจ้างซักรองเท้าที่โรงเกลือ โดยยอมจ่ายค่านำพาให้กับผู้นำทางเป็นเงินคนละ 3,500 บาท

แรงงานทั้งหมดให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า สาเหตุที่พวกเขาตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในกัมพูชา ทำให้พวกเขาขาดรายได้และไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ พวกเขาจึงจำเป็นต้องเสี่ยงเข้ามาหางานทำในประเทศไทยเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว

หลังจากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้ง 10 คน ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะดำเนินการผลักดันพวกเขากลับประเทศต่อไป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่แรงงานเพื่อนบ้านต้องเผชิญ และความจำเป็นที่พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพ อย่างไรก็ตาม การลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายไม่ใช่ทางออก และอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ ทั้งต่อตัวแรงงานเองและต่อสังคมโดยรวม

ทางภาครัฐเองก็ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมือง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคนี้

เหตุการณ์กัมพูชาทะลักรายวันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ผู้คนต้องแสวงหาโอกาสในต่างแดน การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาทะลักรายวัน จับอีก 10 ชีวิต ยอมรับเจอพิษเศรษฐกิจ เสี่ยงมาซักรองเท้าที่โรงเกลือ

รวบ! 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย


จันทบุรี – เจ้าหน้าที่จับกุมชาวกัมพูชากว่า 50 ชีวิต ลักลอบข้ามแดนเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ หลังเผชิญความยากลำบากและอดอยากในบ้านเกิด พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตกลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง โดยให้ข้อมูลว่า พวกเขาหลงเชื่อคำสัญญาของผู้นำประเทศที่บอกว่าเมื่อกลับบ้านจะมีงานทำและชีวิตที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายไม่เป็นเช่นนั้น นี่คือเรื่องราวของ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความอดอยาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อนาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน หัวหน้าชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 ทำการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ในกลุ่มผู้ถูกจับกุมมีทั้งเด็กชาย, เด็กหญิง และทารก

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าจะมีการนำพาแรงงานชาวกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงได้วางกำลังตามแนวชายแดน กระทั่งเวลาประมาณ 20:00 น. พบเห็นชาวกัมพูชาจำนวนมากทยอยเดินข้ามแดน จากนั้นมีรถกระบะมารับแรงงานไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่บ้านคลองบอน ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน

เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้งหมด พร้อมกับนายสมนึก พัดเล็ก อายุ 49 ปี ผู้ว่าจ้างนำพา ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จากการสืบสวน นายสมนึกมีพฤติกรรมนำพาแรงงานมานานแล้ว และเคยถูกจับกุมมาหลายครั้ง แต่หลักฐานไม่เพียงพอ

จากการสอบถามแรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ พวกเขาให้ข้อมูลว่า พวกเขาเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อไม่นานมานี้ตามคำเชิญชวนของรัฐบาลและฮุนเซน ที่สัญญาว่าจะมีงานและเงินให้ใช้ แต่เมื่อกลับไปกลับไม่เป็นไปตามนั้น ทำให้พวกเขากลัวอดตายและพยายามหาวิธีกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

ทำไมถึงต้อง ลักลอบเข้าไทย?

แรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ ตัดสินใจ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความสิ้นหวังในบ้านเกิด พวกเขาเชื่อในคำสัญญาว่าจะได้ชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสี่ยงอันตรายเพื่อหาเลี้ยงชีพ

หลังจากบันทึกข้อมูลและทำเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดแยก โดยผู้ชายจะถูกนำไปฝากขังที่ สภ.โป่งน้ำร้อน ส่วนผู้หญิงและเด็กจะถูกนำไปไว้ที่โรงพักใกล้เคียงกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม เพื่อรอผลักดันกลับประเทศในวันรุ่งขึ้น

นาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้มาจากการสืบสวนและแกะรอยพฤติกรรม จนกระทั่งสามารถจับกุมได้ และขอฝากถึงชาวไทยที่จะทำอาชีพนำพาแรงงานเข้าประเทศว่าอย่าทำ เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ด้านนายสมนึก พัดเล็ก อ้างว่า เขาเพิ่งทำเป็นครั้งแรก โดยได้รับว่าจ้างจากเถ้าแก่เจ้าของสวนในราคาหัวละพันกว่าบาท และอ้างว่ามีแรงงานที่เขานำมาเพียง 8-9 คน ส่วนที่เหลือเป็นของคนอื่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนและการขาดโอกาสในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผลักดันให้ผู้คนต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในต่างแดน นอกจากนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความเป็นจริง ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับประเทศตามคำเชิญชวนใดๆ

ที่มา – จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย งานไม่มีทำ ประสบกับความอดอยากในบ้านเกิด

ชาวบ้านอพยพ! เหตุไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก แม้จะยังไม่มีประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ แต่ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จึงตัดสินใจอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณถนนหมายเลข 221 กันทรลักษณ์-เขาพระวิหาร พบว่ามีรถของชาวบ้านทยอยเดินทางออกจากพื้นที่เป็นจำนวนมากผิดปกติ สืบเนื่องจากกระแสข่าวการแจ้งเตือนว่าอาจจะเกิดการปะทะกันขึ้นอีกครั้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ความกังวลใจนี้เอง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ได้ตัดสินใจอพยพออกจากบ้านเรือน พร้อมทั้งขนทรัพย์สินและสิ่งของจำเป็นติดตัวไปด้วย

จากการสอบถามชาวบ้านที่กำลังอพยพ พวกเขาให้เหตุผลว่า ตัดสินใจขนข้าวของและพาครอบครัวออกมาจากหมู่บ้าน เพราะไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” แม้ว่าผู้นำชุมชนจะยังไม่ได้ประกาศให้อพยพก็ตาม นอกจากนี้ ชาวบ้านยังแสดงความต้องการให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชายุติลงโดยเร็ว เพราะพวกเขาไม่อยากต้องอพยพหนีภัยอีกต่อไปแล้ว

ทำไมชาวบ้านถึงไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” และตัดสินใจอพยพ คือ ประสบการณ์ในอดีตที่เคยเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบและการปะทะกันในพื้นที่ชายแดนมาแล้วหลายครั้ง ความทรงจำและความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เหล่านั้น ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขา ทำให้เมื่อมีข่าวลือหรือสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอน พวกเขาจึงเลือกที่จะป้องกันตนเองและครอบครัวไว้ก่อน โดยการอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า

ผู้นำท้องถิ่นในตำบลเสาธงชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนการที่ชาวบ้านตัดสินใจอพยพนั้น เป็นเพราะต้องการความสบายใจ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์อพยพมาแล้วหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 22.32 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก”

ถึงแม้ว่ากองทัพจะออกมายืนยันถึงสถานการณ์ปกติ แต่ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่ยังคงอยู่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและการอพยพโดยไม่จำเป็น

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และไม่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนอีกต่อไป

ที่มา – ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พากันอพยพครอบครัวออกนอกพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยันชายแดนปกติ! ประชาชนอย่าตระหนก

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ชายแดนกับ กองทัพภาคที่ 2 กันหน่อยนะครับ หลังจากที่มีข่าวลือต่างๆ นาๆ ในโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจ ล่าสุดทางกองทัพได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันแล้วว่าสถานการณ์ยังคงปกติ ไม่ได้มีความตึงเครียดอย่างที่หลายคนคิดครับ

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำสถานการณ์ชายแดนปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กของ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยระบุว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก” ข้อความนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ และไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่ากังวล

ทางกองทัพขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ทำไมต้องติดตามข่าวสารจากกองทัพภาคที่ 2?

การติดตามข่าวสารจาก กองทัพภาคที่ 2 โดยตรงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นทางการที่สุด ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสามารถสร้างความสับสนและความหวาดกลัวในสังคมได้ ดังนั้น การรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ ทางกองทัพยังมีการรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การที่กองทัพออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อประชาชน

สถานการณ์ชายแดนนั้นมีความอ่อนไหว การแพร่กระจายข่าวลืออาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้น การรับข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น เรามาดูกันว่า กองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างในการดูแลชายแดน:

  • รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน
  • ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย
  • ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดน

จะเห็นได้ว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การที่ประชาชนให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของกองทัพ จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กองทัพภาคที่ 2 ได้โดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ ที่ได้แจ้งไว้ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารอย่างมีสติ อย่าหลงเชื่อข่าวลือ และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองนะครับ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ย้ำสถานการณ์ชายแดนตลอดแนว ยังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียด

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก หลังเกิดเหตุการณ์ “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาเมือนธม ทำให้หลายครอบครัวเตรียมเก็บข้าวของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะรุนแรงขึ้น พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 หลังจากสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายลงจากการเจรจาหยุดยิง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาซ้ายขาด จากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่ปกติ บริเวณปราสาทตาเมือนธม ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ความวิตกกังวลของชาวบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขาหวาดระแวงว่าอาจเกิดการปะทะรอบใหม่ แม้เพิ่งจะกลับจากศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ไม่นาน ชาวบ้านในตำบลตาเมียง ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ต่างติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน

ผู้สูงอายุหลายคนได้รับการช่วยเหลือจากลูกหลานในการเตรียมสัมภาระที่จำเป็นขึ้นรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ หากสถานการณ์เลวร้ายลง บางครอบครัวพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน จุดธูปเทียนขอพรให้คุ้มครองหมู่บ้านและชาวบ้าน รวมถึงปกป้องทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าให้ปลอดภัย การติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้ในขณะนี้ ชาวบ้านหลายคนกล่าวว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ทำให้พวกเขาต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา นอนไม่หลับ และคอยฟังเสียงระเบิดและการสู้รบ

ชาวบ้านในพื้นที่โคกสูง ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก ซึ่งเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง เล่าว่า พวกเขาต้องอพยพไปตั้งแต่เริ่มมีการปะทะ เป็นเวลานานถึง 15-16 วัน ทำให้สูญเสียรายได้จากการค้าขาย แต่ก็ยังดีกว่าชาวบ้านที่มีสวนยางพาราในพื้นที่บ้านไทยสันติสุข-บ้านเฝ้าไร่ ที่สวนยางพาราถูกลูกปืนและระเบิดทำลายเสียหาย ตอนนี้พวกเขากำลังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ หลังจากการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหวังว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือและเยียวยาตามความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผลกระทบต่อการเปิดเรียนและทางออกในช่วงวิกฤต

เดิมที โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ชายแดน (อำเภอพนมดงรัก, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด) มีกำหนดเปิดเรียนในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่สงบ ทำให้โรงเรียนในอำเภอพนมดงรักหลายแห่งประกาศเลื่อนการเปิดเรียนอย่างไม่มีกำหนด และให้มีการเรียนออนไลน์แทน สำหรับอำเภออื่นๆ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่ง

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก พวกเขาต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ความไม่แน่นอน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน การสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในด้านความปลอดภัย การเยียวยา และการฟื้นฟู จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

“ทหารไทย” ที่เสียสละตนเองเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติสมควรได้รับการยกย่องและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านและสร้างขวัญกำลังใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ยังคงมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา พวกเขาต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน

ที่มา – ชาวบ้านกังวล หลัง “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิด เก็บของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะ

กองทัพบก โต้กัมพูชา ยันหลักฐานเหตุเหยียบทุ่น

จากกรณีที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนล่าสุด “กองทัพบก” ได้ออกมาโต้แย้งและยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดจริง พร้อมทั้งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่เพิ่งมีการลักลอบติดตั้งใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งส่งผลให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงปฏิเสธว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า ฝ่ายไทยมีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากัมพูชายังคงมีทุ่นระเบิดในครอบครองเป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบนำมาวางในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำร้ายกำลังพลของไทย

พลตรี วินธัย สุวารี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และได้ให้สัตยาบันไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แต่กลับมีการนำทุ่นระเบิดมาใช้อีกครั้งในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและขัดต่อหลักสากล

กองทัพบก ยืนยันหลักฐาน กัมพูชา วางทุ่นระเบิด

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของฝ่ายไทย พบว่าทุ่นระเบิดที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เคยพบในหลายพื้นที่ที่กัมพูชาลักลอบติดตั้งเพื่อทำร้ายกำลังพลไทยมาโดยตลอด ทำให้เชื่อได้ว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างมาจากสงครามในอดีต

ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตนั้น เป็นเพียงการปฏิเสธที่ไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากหลักฐานในทุกจุดเกิดเหตุชี้ชัดว่า บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 อีก 3-5 ลูก ในสภาพที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่อย่างชัดเจน หากเป็นทุ่นระเบิดเก่าจากสงครามในอดีต จะเป็นชนิดอื่น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2

กองทัพบก เรียกร้อง กัมพูชา หยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณะ ทั้งที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้รับฟังข่าวสาร และเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตามมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม

นอกจากนี้ ขอให้กัมพูชาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยุติการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อฝ่ายไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน

กองทัพบก ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากล พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขอย่างยั่งยืน การที่ กองทัพบก ออกมาตอบโต้และยืนยันข้อเท็จจริง ถือเป็นการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” ปฏิเสธเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ย้ำมีหลักฐานยืนยัน

ผงะ! **กองทัพภาคที่ 2** พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม!

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าจับตา! ล่าสุด “กองทัพภาคที่ 2” ได้ส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบพื้นที่ หลังเกิดเหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ผลการตรวจสอบล่าสุดพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น ซึ่งอยู่ในสภาพใหม่พร้อมใช้งาน สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่เป็นอย่างมาก

**กองทัพภาคที่ 2** เร่งตรวจสอบทุ่นระเบิด PMN-2

จากเหตุการณ์สลดที่ สิบเอก ธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 ขณะลาดตระเวนบริเวณฐานปฏิบัติการจุดตะโมก ทางตะวันตกปราสาทตาเหมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 มิได้นิ่งนอนใจ เร่งส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและพิสูจน์หลักฐานเข้าพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติมและตรวจสอบอย่างละเอียด

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์ ควบคุมพื้นที่ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยเน้นย้ำความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติม สภาพใหม่พร้อมใช้งาน

ผลการพิสูจน์ล่าสุดยืนยันว่า นอกจากทุ่นระเบิดที่ ส.อ.ธีรพล เหยียบแล้ว ยังพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมอีก 3 ทุ่นที่อยู่ใน ‘สภาพใหม่’ พร้อมใช้งาน ซึ่งไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าเก็บแต่อย่างใด การค้นพบนี้บ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาวางในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  • PMN-2 คืออะไร: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ทำจากพลาสติก ตรวจจับได้ยาก
  • อันตราย: สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ที่เหยียบ ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขาหรือเท้า
  • การใช้งาน: มักถูกนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพื่อกีดขวางการเคลื่อนที่ของศัตรู

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดน พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความรอบคอบอย่างสูง เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความปลอดภัยอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้

การค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงภัยคุกคามที่ยังคงมีอยู่ การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและการดำเนินการอย่างเด็ดขาดเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น อยู่ในสภาพใหม่ไม่ใช่ของเก่า

Scroll to top