ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

เปิดภาพ! ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง! เปิดภาพนาที “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ของไทยเผชิญหน้ากับ “ทหารกัมพูชา” บริเวณชายแดน ป้องกันการรุกล้ำดินแดนบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว สถานการณ์ล่าสุดยังคงตรึงเครียดแต่ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้น

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการติดป้ายแจ้งเตือนให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มประชาชนชาวกัมพูชา และนำไปสู่การรวมตัวประท้วงโดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 150 คน เดินทางเข้ามาใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46 ส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนตึงเครียดขึ้น

ต่อมาในเวลา 13.30 น. ของวันที่ 4 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบว่ามีประชาชนชาวกัมพูชาที่อยู่นอกพื้นที่ ทำการปิดถนนหมายเลข 58 ในฝั่งกัมพูชา เพื่อเป็นการยั่วยุและกีดขวางการสัญจรของผู้ที่ต้องการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ระหว่างทั้งสองฝ่าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองกำลังบูรพาได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เพื่อขอกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาดูแลรักษาความสงบบริเวณพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กองกำลังบูรพายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเน้นย้ำมาตรการในการป้องกันสถานการณ์บานปลายในทุกด้าน ทั้งในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน การป้องกันการรุกราน และการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.42 น. มีรายงานเพิ่มเติมว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการเพิ่มจำนวนประชาชนและทหาร รวมประมาณ 300 คน บริเวณใกล้กับหลักเขตแดนที่ 46 โดยสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์จลาจลหรือการประท้วงที่รุนแรงเกิดขึ้น

ตำรวจควบคุมฝูงชน ประจันหน้าทหารกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ ตำรวจควบคุมฝูงชน ที่เข้ามาเสริมกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหวังว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

ความสำคัญของตำรวจควบคุมฝูงชน ในสถานการณ์ชายแดน

การมีอยู่ของตำรวจควบคุมฝูงชนในพื้นที่ชายแดนนั้น แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับการประท้วง การชุมนุม และเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความรุนแรง

  • การรักษาความสงบเรียบร้อย: ป้องกันการกระทบกระทั่งและความรุนแรง
  • การป้องกันการบานปลาย: ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทั้งสองฝ่าย การใช้กำลังและการเผชิญหน้า อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกัน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้น และร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – เปิดภาพ “ตำรวจควบคุมฝูงชน” ประจันหน้า “ทหารกัมพูชา” ป้องกันการรุกรานบ้านหนองจาน

ปู่ย่า”น้องน้ำโขง” ภาพจำยังติดตา ทำใจไม่ได้!

ภาพเหตุการณ์ยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่สร้างบ้านหลังใหม่ให้ เผยยังกินนอนไม่ได้ คิดถึงหลานทุกวัน เห็นด้วยหากทหารสร้างรั้วกั้นเขตแดน ประณามกัมพูชาที่จงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดอนุภาคร้ายแรง เพื่อโจมตีพลเรือน

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านโจรก ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ บรรยากาศบ้านของนายสุที บุญแต่ง อายุ 60 ปี และนางสะทน กันภัย อายุ 63 ปี ปู่และย่าของ ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ น้องน้ำโขง อายุ 8 ขวบ หนึ่งในผู้เสียชีวิต เหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา 

โดยนางสะทน ย่าน้องน้ำโขงและเพื่อนบ้านกำลังช่วยกันทำอาหารเที่ยง เพื่อจะเลี้ยงช่างที่มาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ และได้พาผู้สื่อข่าวเข้ามาดูบ้านที่เสียหาย ซึ่งยังคงไม่ได้รื้อออก โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารช่างมาช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ให้ ซึ่งนายสุที และนางสะทน ยังอยู่ในความวิตกกังวล พร้อมทั้งยังคิดถึงหลานชายที่มาเสียชีวิต พร้อมประณามกัมพูชาใจคอโหดเหี้ยม ใช้อาวุธสังหารฆ่าพลเรือน

นางสะทน เล่าว่า ทุกวันนี้ตนยังนอนไม่หลับยังกินข้าวไม่ได้เพราะภาพเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุยังคงติดตาติดใจตนอยู่ทุกวันเหมือนเหตุเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตนขอประณามทางกัมพูชาว่า มีความโหดร้าย กัมพูชาจงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ทั้งที่ตรงนี้ไม่มีฐานทหาร หรือที่มั่นทหารตั้งอยู่เลย มันเป็นความไม่ถูกต้อง

ด้านนายสุที เล่าว่า หลังจากมีการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่บ้านของตนนั้น ตนก็ได้พบและสังเกตเห็นว่า ระเบิดที่ใช้นั้นผิดจากสมัยก่อนที่ตนเคยประสบพบเจอมา เพราะสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ เป็นเม็ดกลมๆ ลูกเล็กๆ กระจายอยู่เกลื่อนพื้นที่ ตนนั้นเก็บได้เป็นกำๆ มือ ซึ่งตนนั้นคิดว่าทางกัมพูชาจงใจประดิษฐ์วัตถุระเบิดที่มีอนุภาคร้ายแรงอันนี้ขึ้นมา เพื่อฆ่าชีวิต และโจมตีพลเรือนไทย ซึ่งใน 1 ลูกนั้น ตนคาดว่าเป็นแสนเป็นล้านลูก ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอยู่ในระเบิดลูกหนึ่ง จึงทำให้เกิดความสูญเสียเป็นวงกว้าง ตนขอประณามกัมพูชาทั้งผู้นำและทหารผู้สั่งการ ว่าใจคอโหดเหี้ยมใจร้ายทำได้แม้แต่คนที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีอาวุธ ซึ่งตนนั้นรับไม่ได้กับการกระทำ

ส่วนบ้านนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เข้ามาสร้างบ้านหลังใหม่ให้ตน คาดว่าประมาณ 45 วันก็จะแล้วเสร็จ ตนนั้นขอขอบคุณผู้ที่เข้าช่วยเหลือทุกคน และคนไทยทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ตนและครอบครัว ซึ่งในการสร้างบ้านครั้งนี้ ตนก็ได้ดูแลผู้ที่เข้ามาช่วยก่อสร้างโดยการทำอาหารกลางวันเลี้ยงทุกวัน เพื่อเป็นการตอบแทนในน้ำใจที่เข้ามาช่วยเหลือตนตามอัตภาพ

ด้านความเห็นส่วนการสร้างรั้วนั้น ตนเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตนนั้นอยากให้สร้างเป็นรั้วคอนกรีตอย่างแน่นหนาหรือเหมือนกำแพงเมืองจีนไปเลย เพราะแค่รั้วลวดหนามหีบเพลงนั้นน่าจะกันไม่ได้ 100% ถ้าเป็นไปได้ ก็ตัดความสัมพันธ์ไม่ต้องพูดคุยกันไปเลย ไม่ต้องเห็นเงากันน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะกัมพูชาไว้ใจไม่ได้.

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การช่วยเหลือและให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” กับความรู้สึกที่ยังคงอยู่

ความรู้สึกสูญเสียยังคงอยู่กับปู่ย่าของน้องน้ำโขง พวกท่านยังคงจดจำเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ดี และยังคงทำใจไม่ได้กับการจากไปของหลานชายอันเป็นที่รัก

พวกท่านยังคงขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่ได้รับ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวบุญแต่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? และเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่เราจะได้ตระหนักถึงปัญหา และร่วมกันหาทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การสร้างรั้วกั้นเขตแดนเป็นหนึ่งในมาตรการที่ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความเหมาะสมของมาตรการนี้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเรื่องราวที่เตือนใจเราว่า สันติภาพและความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน และแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังคงต้องการกำลังใจจากทุกคนในสังคม ขอให้พวกท่านเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

ที่มา – ภาพจำยังติดตา ปู่ย่า “น้องน้ำโขง” ยังทำใจไม่ได้ ประณามกัมพูชาทิ้งระเบิดร้ายแรง

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์: ไทยต้องไม่ตามเกม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด! มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ในการประท้วงชายแดน พร้อมย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

จากกรณีที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชา 170 หลังคาเรือนย้ายออกจากพื้นที่รุกล้ำประเทศไทยบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจและมีการนำมวลชนประมาณ 150 คนเข้ามาประท้วงใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46

เช้าวันที่ 4 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา โดยชุดเฉพาะกิจที่ 12 ได้จัดกำลังพลเข้าควบคุมสถานการณ์และประสานไปยังผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 51 กัมพูชา เพื่อให้ควบคุมประชาชนไม่ให้เกิดการยั่วยุบริเวณพื้นที่ชายแดน สถานการณ์ขณะนี้ได้คลี่คลายลง โดยฝ่ายไทยได้นำกำลังควบคุมฝูงชนจากตำรวจภูธรสระแก้วเข้ามาดูแลสถานการณ์ กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลัง

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำมาตรการควบคุมดูแลพื้นที่ตามแนวเขตแดนอธิปไตยของไทยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา โดยกล่าวว่าทุกอย่างมีขั้นตอนและมีระยะเวลา พร้อมยอมรับว่าพื้นที่บ้านหนองจานยังมีความยากในหลายมิติ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือการทหารเท่านั้น

ท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่พยายามจะก่อความวุ่นวายโดยหวังให้นานาชาติเข้ามาปิดล้อมและกดดันไทย รวมถึงการที่ผู้นำกัมพูชาไปปรากฏตัวตามประเทศต่างๆ เพื่อต้องการแสดงออกถึงความเป็นมหาอำนาจ เป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์อย่างได้ผล รวมถึงการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองได้เป็นจำนวนมาก พลโทอมฤตย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา แต่ต้องทำให้กัมพูชาเข้ามาในเกมและกติกาของเรา นั่นคือสิ่งที่สำคัญและอยากให้ประชาชนทุกคนเข้าใจ

กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ จริงหรือ?

แม่ทัพภาค 1 ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่ออกมายืนประท้วงแนวหน้าบ้านหนองจานต่อหน้าทหารไทยว่า เป็นเรื่องปกติที่กัมพูชาต้องการนำประชาชนออกมาเป็นโล่มนุษย์ เพื่อหวังผลทางการประชาสัมพันธ์หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้ปักป้ายประกาศแจ้งเตือนให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้อพยพออกไป

พลโท อมฤต ยืนยันว่าไทยดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย และถึงแม้ว่าชาวกัมพูชาจะยังเข้าใจว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินและไม่ยอมออกไป ทางการไทยก็จำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายในการผลักดัน

สำหรับการประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพเรือจันทบุรีและตราดได้รวบรวมข้อมูลและผลการตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การยื่นข้อเสนอในการประชุมเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงขอให้ประชาชนใจเย็นและรอความชัดเจนที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ลงพื้นที่สำรวจจุดที่มีการตรวจพบทุ่นระเบิดตกค้าง โดยได้มีการตรวจการและควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาวางระเบิดได้อีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์เป็นประเด็นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ที่มา – มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ประท้วงชายแดน ย้ำไทยต้องไม่เดินตามเกม

พบ**ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด**ในบ้านเหยื่อ!

กองทัพบกและนิติวิทยาศาสตร์พบหลักฐานสำคัญ! นั่นคือ ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด หรือ “Ball Bearing” จำนวนมากในบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระสุนปืนใหญ่ตกในหมู่บ้านโจรก จังหวัดสุรินทร์ หลักฐานชี้ชัดว่าเป็นระเบิดชนิดที่ออกแบบมาเพื่อสังหารบุคคลเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายและอันตรายอย่างร้ายแรง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 มีรายงานว่ากองทัพบกร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าตรวจสอบความเสียหายจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ภายหลังจากเกิดเหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.30 เมตร บริเวณหน้าบ้านที่ได้รับความเสียหาย จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำและดินจากบริเวณหลุมเพื่อนำไปตรวจสอบองค์ประกอบของสารระเบิดในห้องปฏิบัติการต่อไป

สิ่งที่น่าตกใจคือการค้นพบหลักฐานสำคัญอย่าง ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด จำนวนมหาศาลปะปนอยู่ในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า ลูกเหล็กเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในวัตถุระเบิดเพื่อเพิ่มอานุภาพในการสังหารบุคคลให้เป็นวงกว้าง สร้างความรุนแรงยิ่งกว่าสะเก็ดระเบิดทั่วไปที่เกิดจากการแตกตัวของโลหะ

พบลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด “Ball Bearing” ในบ้าน ปชช. เหยื่อจรวด BM-21

การใช้กระสุนที่มี ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด ในพื้นที่ชุมชนพลเรือนถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะมันส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างกว้างขวาง หากการยิงเกิดขึ้นโดยเจตนา หรือโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพลเรือน นั่นอาจถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลและเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อันตรายจากลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด

ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด เหล่านี้มีขนาดเล็กแต่มีอานุภาพร้ายแรง สามารถทะลุทะลวงร่างกายและสร้างความเสียหายต่ออวัยวะภายในได้อย่างรุนแรง การกระจายตัวของลูกเหล็กในวงกว้างทำให้ยากต่อการหลบเลี่ยง และเพิ่มโอกาสในการได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

  • ความรุนแรง: ลูกเหล็กสามารถเจาะทะลุสิ่งกีดขวางและทำลายเนื้อเยื่อ
  • รัศมีทำลาย: การกระจายตัวในวงกว้างเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  • ผลกระทบทางจิตใจ: เหตุการณ์ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ที่รอดชีวิตและครอบครัว

รายงานผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์จะถูกส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการดำเนินการประท้วงและเรียกร้องด้านมนุษยธรรมในเวทีระหว่างประเทศต่อไป การกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนควรได้รับการประณามและตรวจสอบอย่างละเอียด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และทุกฝ่ายควรหันมาเจรจาหาทางออกโดยสันติวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต การตรวจสอบและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ที่มา – หลักฐานสำคัญ พบลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด “Ball Bearing” ในบ้าน ปชช. เหยื่อจรวด BM-21

เตือน! รุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกปรับ

เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนชาวกัมพูชารุกล้ำที่ดินบริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีโทษทั้งจำและปรับสูงสุด หากฝ่าฝืนกฎหมายไทย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้สระแก้ว ร่วมกับทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศบังคับใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จุดที่ติดตั้งป้ายคือบริเวณแนวลวดหนามและสแลนสีดำ เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังฝั่งกัมพูชาอย่างชัดเจน

เนื้อหาในป้ายประกาศ ระบุถึงบทลงโทษอย่างชัดเจน โดยเป็นป้าย 3 ภาษา เพื่อให้ชาวกัมพูชาที่กระทำการรุกล้ำทราบว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา และมีโทษทั้งจำและปรับ หากไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินออกจากที่ดิน และยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ จะถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมายไทย

ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การกระทำรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เตือน! รุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกปรับ

การดำเนินการครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ไทยในการปกป้องอธิปไตยและรักษาทรัพยากรของชาติ โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำการรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมการรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้วถึงเป็นเรื่องใหญ่?

ปัญหาการรุกล้ำที่ดินบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้มีผู้พยายามแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั้งสองฝั่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดแรงจูงใจในการรุกล้ำที่ดินและสร้างความมั่นคงในระยะยาว

เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายและอธิปไตยของชาติ โดยขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแส หากพบเห็นการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกล้ำที่ดินหรือกระทำผิดกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

การลักลอบข้ามแดนและรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่ได้สร้างผลดีต่อฝ่ายใดเลย นอกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอีกด้วย

ดังนั้น, การเคารพกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ที่มา – ติดป้ายเตือนชาวกัมพูชา รุกที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกและปรับ

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ศบ.ทก. เห็นชอบแผนสร้างรั้วชายแดนยาว 16 กม. บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว เผยผลการสำรวจสิทธิและการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการชี้แจงถึงการลงพื้นที่สังเกตการณ์ของ IOT ในจังหวัดตราด ซึ่งมีหน้าที่เพียงเก็บข้อมูล ไม่ได้มีอำนาจตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เผยว่าประเทศไทยยังคงเดินหน้าในการนำเสนอข้อมูลการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชาต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปตามแนวชายแดนยังคงอยู่ในภาวะสงบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเวลาที่ผ่านมา คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล และรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวถึงแผนการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2568 ในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา รูปแบบการประชุมจะคล้ายกับการประชุมครั้งที่ 1 โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วมในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน และการประชุม GBC หลักในวันที่ 10 กันยายน จะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในจังหวัดตราด ในส่วนของความมั่นคงนั้น จะมีการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

ในวันเดียวกันนี้ ที่ประชุม ศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนการจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนที่ได้สำรวจและมีข้อยุติเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด และดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ที่ประชุม ศบ.ทก. เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วเสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆ นำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อขออนุมัติในลำดับต่อไป

น.ส.มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคมที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกของเลขาธิการสหประชาชาติ เรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้ง เพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติมต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง และติดตามการขอรับคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาต่อกรณีดังกล่าว เพื่อนำกัมพูชากลับเข้าสู่การปฏิบัติตามพันธกรณีโดยสมบูรณ์และยุติการใช้ทุ่นระเบิดโดยทันที ไทยต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับกัมพูชาภายใต้กลไกทวิภาคีและตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

นางมาระตี กล่าวถึงเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทมส์ อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่า จากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนเป็นหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตีในครั้งนี้

รัฐบาลไทยแสดงความห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย OHCHR มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลขอรายงานสถานการณ์ ผลกระทบและการเยียวยาจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 กันยายน เกิดเหตุปะทะแล้ว 45 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 22 ราย บาดเจ็บ 40 ราย รวมทั้งหมด 62 ราย บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 885 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 556 ไร่ ปศุสัตว์ตายและสูญหายรวม 782 ตัว โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 29 แห่ง สถานที่ทางศาสนา 2 แห่ง และสถานพยาบาล 1 แห่ง

สำหรับการเยียวยา รัฐบาลได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วรวม 34,346,022.57 บาท โดยแบ่งเป็นเงินช่วยครอบครัวผู้เสียชีวิต 32,108,658.57 บาท และการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 2,237,364 บาท นอกจากนี้ยังมีการใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 201,371,391 บาท ให้กับ 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงิน 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท

รัฐบาลยืนยันว่าทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องอธิปไตยของประเทศและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน รัฐบาลยังใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของทุกครอบครัวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และรัฐบาลจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกก้าวของการก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ทำไมถึงต้องสร้างรั้ว

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ระยะทาง 16 กิโลเมตร เป็นมาตรการสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและปกป้องอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยกำลังดำเนินการอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมุ่งเน้นการเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การสร้างรั้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่ครอบคลุม ซึ่งรวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในระยะยาว

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม. จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ไฟเขียว แผนสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว 16 กิโลเมตร

7 คนไทยแอบกลับจากกัมพูชา อ้างถูกหลอก!

เรื่องราวสุดระทึก! เจ้าหน้าที่รวบตัว 7 คนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชา อ้างว่าถูกชักชวนไปทำงานเว็บพนันออนไลน์ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้งานและเงินอย่างที่คุยกันไว้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจลักลอบข้ามแดนกลับประเทศไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 2 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ได้ออกลาดตระเวนในพื้นที่แนวชายแดน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จนกระทั่งพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวน 7 คน (ชาย 4 คน หญิง 3 คน) กำลังแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าริมถนน ห่างจากชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณบ้านเนินสมบูรณ์ หมู่ 12 ตำบลคลองน้ำใส

คนไทยแอบกลับจากกัมพูชา

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก็พบว่าทั้งหมดเป็นคนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชาจริง โดยให้การเบื้องต้นว่า พวกเขาเดินทางไปกัมพูชาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีคนชักชวนว่าจะหางานให้ทำ ทั้งตำแหน่งแม่บ้านและแอดมินเว็บพนันออนไลน์ แต่เมื่อเดินทางไปถึง กลับไม่เป็นอย่างที่คุยกันไว้ แถมยังไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจลอบข้ามแดนกลับมายังฝั่งไทย

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชาทั้ง 7 คน ไปยังกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ก่อนจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

7 คนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชา

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้หลายๆ คนที่กำลังมองหางานในต่างแดน ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน และระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวมาหลอกลวง นอกจากนี้ การเดินทางข้ามแดนโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือเป็นความผิดและอาจนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ ตามมาได้

บทเรียนจากกรณีคนไทยแอบกลับจากกัมพูชา

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทและตำแหน่งงานให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
  • อย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่ฟังดูดีเกินจริง
  • เดินทางไปต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย
  • แจ้งสถานทูตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากพบสิ่งผิดปกติ

ปัจจุบัน มีข่าวการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมักจะมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง และสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น การมีสติและตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

การที่คนไทยจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังและความเดือดร้อนที่พวกเขาเผชิญอยู่ในต่างแดน การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างราบรื่น จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ซ่อนตัวอยู่ในป่า 7 คนไทย แอบกลับมาจากกัมพูชา อ้างถูกหลอกไปทำงานเว็บพนัน

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ชายแดน มีความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา พบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ

วันที่ 2 ก.ย. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานการณ์โดยรวม มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาโดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ โดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

กองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทย จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ ตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ ตามสถานการณ์

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 5 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 1 ศูนย์ 58 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 424 คน ปัจจุบันมียอด 482 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือน ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศอ.จอส.พระราชทาน จว.บุรีรัมย์ นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รอง ผวจ.บุรีรัมย์, ผู้นำส่วนราชการ, ผู้นำชุมชนในพื้นที่ และประชาชนจิตอาสา ร่วมงานกิจกรรม โครงการ “ประตูแห่งเกียรติยศ สดุดีทหารกล้า” ซึ่ง บริษัท ศักดิ์สิทธิ์ อัลลอย สเตนเลส อินเตอร์ จำกัด ได้จัดทำประตู และช่องรั้ว พร้อมม้านั่ง จำนวน 5 ตัว ส่งมอบให้กับครอบครัว ร.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฯ และบริษัทฯ ได้มอบ ม้านั่งอีกจำนวน 5 ตัว ให้แก่ครอบครัวของ ส.อ. ธีรพล เพียขันที ทหารพรานที่บาดเจ็บ ณ อ.ละหานทราย จว.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหาร และครอบครัว ต่อไป

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25 พ.อ.ธนาคม เลื่อนทอง หก.กกร.มทบ.25 พร้อมด้วยจิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน และ ชป.กร.มทb.25 เยี่ยมเยียน พบปะพูดคุยให้กำลังใจ สอบถามถึงปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 60 หลังคาเรือน ณ อ.ปราสาท และ อ.พนมดงรัก จว.สุรินทร์ ประชาชนรู้สึกดีใจ และขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการดูแล.

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

จากรายงานล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งรวมถึงการบินโดรนในบริเวณสำคัญต่างๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 และกำลังถูกติดตามอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาล่าสุด

  • ช่องอานม้า: พบโดรน 4 ครั้ง จำนวน 8 ลำ
  • สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน: พบโดรน 7 ครั้ง จำนวน 23 ลำ
  • ช่องสายตะกู: พบโดรน 1 ลำ

ฝ่ายไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นและเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากสถานการณ์จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีการดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความวิตกกังวลของประชาชน

นอกจากการดำเนินงานด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินการโดย ศอ.จอส.พระราชทาน ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน รวมถึงการมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่าลืมติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา บินโดรนว่อนหลายพื้นที่ชายแดน

ประดับยศ 3 ทหารกล้า กลางสนามรบ เชิดชูเกียรติ

ภาพแห่งความประทับใจ พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ จัดขึ้นเพื่อขอบคุณในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ที่พวกเขามีต่อการปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป เหล่าทหารหาญเหล่านี้ได้อุทิศตนอย่างกล้าหาญ สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความอันน่าซาบซึ้งใจผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า พันโท ธีระพงษ์ อ่ำพันเงิน ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 8 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ได้เป็นประธานในพิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ให้แก่ จ.ส.อ.ศักดิ์ดา จันทร์แสง, จ.ส.ต.เทพฤทธิ์ ทองแย้ม และ จ.ส.ต.อานนท์ เจริญยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและกำลังใจจากเพื่อนร่วมรบ

การเลื่อนยศในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความเสียสละ ความกล้าหาญ และคำมั่นสัญญาที่ทหารกล้าเหล่านี้ได้ให้ไว้ว่าจะปกป้องแผ่นดินไทยด้วยชีวิต ทุกหยาดเหงื่อแรงกายที่เสียไป ทุกความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักชาติอย่างแท้จริง พวกเขาคือวีรบุรุษที่ควรค่าแก่การจดจำและยกย่อง

ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ

พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายบนบ่า แต่เป็นการประกาศเกียรติคุณและความดีงามที่พวกเขาสั่งสมมาตลอดระยะเวลาในการรับราชการทหาร เป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทที่พวกเขามีต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญเหล่านี้ เต็มไปด้วยความเสี่ยงภัยและความท้าทาย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายรอบด้าน ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยหวาดหวั่น เพราะพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้พ้นจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ความสำคัญของการประดับยศ “3 ทหารกล้า”

การประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • การสร้างขวัญและกำลังใจ: เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • การยกย่องเชิดชูเกียรติ: เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับทหารที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ
  • การสร้างแรงบันดาลใจ: เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทหารรุ่นหลังให้มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
  • การแสดงความขอบคุณ: เป็นการแสดงความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยต่อความเสียสละของทหาร

ขอแสดงความยินดีกับทหารกล้าทั้ง 3 นาย ที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องประเทศชาติสืบไป พวกท่านคือความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

การเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ เราทุกคนควรให้ความเคารพและสนับสนุนการทำงานของทหาร เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง

ที่มา – ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ขอบคุณความเสียสละ ปกป้องแผ่นดินสุดชีวิต

Scroll to top