ไทยกัมพูชา

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคสเด็กชายวัย 13 ยันรับถูกระเบียบ

จากกรณีดราม่าที่โรงเรียนบัวเชดวิทยา จ.สุรินทร์ เกี่ยวกับนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพาตัวออกจากโรงเรียนเนื่องจากปัญหาด้านเอกสาร ทำให้เกิดความกังวลใจในหลายภาคส่วน ล่าสุด นางสาวกชพร ชุมเพชร ผู้อำนวยการโรงเรียนบัวเชดวิทยา ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าทางโรงเรียนได้ดำเนินการรับเด็กชายคนดังกล่าวเข้าเรียนตามระเบียบและกฎหมายทุกประการ

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคส “เด็กชาย” วัย 13 ปี ยืนยันรับเข้าเรียนถูกกฎตามระเบียบ

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา ระบุว่า เด็กชายคนดังกล่าวมีใบ ปพ. และจบการศึกษาจากโรงเรียนบ้านโนนสังข์ โดยมีรหัสประจำตัวขึ้นต้นด้วย “จี” ซึ่งเป็นรหัสสำหรับเด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียนในประเทศไทย และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทางโรงเรียนจึงดำเนินการรับเด็กเข้าเรียนตามระเบียบที่วางไว้

พร้อมกันนี้ นางสาวกชพรยังได้กล่าวถึงความห่วงใยที่มีต่อนักเรียนชายคนดังกล่าว โดยได้รวบรวมเงินจำนวน 14,000 บาท มอบให้กับเด็กชายและมารดาชาวกัมพูชา เพื่อใช้จ่ายระหว่างที่อยู่ในประเทศกัมพูชา และรอการดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้รับการประสานงานจากนักธุรกิจชาวกัมพูชาที่จะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้

ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ก็มีความปรารถนาที่จะให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นางสาวกชพรกล่าวว่า “เราอยากให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยได้รับการศึกษา เรารักเขาเหมือนลูก ยิ่งเห็นเขาในสภาพที่ถูกพาตัวไปในสภาพชุดนักเรียน และต้องถูกถอดชุดนักเรียนออก ก็รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก”

โรงเรียนบัวเชดวิทยายึดมั่นในระเบียบและมนุษยธรรม

นางสาวกชพร ชุมเพชร ผอ.โรงเรียนบัวเชดวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและความเป็นครู โดยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนนักเรียนทุกคนอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้

“ยืนยันเราดำเนินการตามกฎหมาย แต่หลักด้านมนุษยธรรม ความเป็นครูของเรา เราอยากให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยได้รับการศึกษา เรารักเขาเหมือนลูก” ผอ.รร.บัวเชดวิทยา กล่าวย้ำ

ด้านนายโสภณ จงบริบูรณ์ ครูผู้ดูแลที่โพสต์เรื่องดังกล่าว กล่าวว่า ไม่เสียใจในสิ่งที่โพสต์ลงไปในฐานะที่เราเป็นครู เข้าใจทุกท่านรักชาติ ตนเองก็รักชาติไม่ต่างจากท่าน แต่สิ่งที่ตนโพสต์ออกไปในมุมมองของครูที่ได้อยู่ในเหตุการณ์และเห็นเด็กของเราที่อยู่ในชุดลูกเสือแล้วต้องถอดออก

สำหรับกรณีของเด็กชายชาวกัมพูชาคนดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ (ตม.สุรินทร์) ได้ให้คำแนะนำว่า หากต้องการให้เด็กชายสามารถกลับเข้ามาศึกษาในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องดำเนินการร้องต่อศาลเพื่อยืนยันความเป็นบุตร หรือดำเนินการรับเด็กชายเป็นบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ พ.ต.ท.อุดร ขาวแขก รอง ผกก.ตม.สุรินทร์ ได้ประสาน จนท.ตม.สุรินทร์ที่ขับรถไปส่งสองแม่ลูก ให้นำตัวเดินทางกลับมาที่ ตม.สุรินทร์ อ.กาบเชิง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม

ถึงแม้ว่าเรื่องราวของเด็กชายคนดังกล่าวจะยังไม่จบลงด้วยดีในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ หรือสถานะทางกฎหมายใดก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้านเอกสารและการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง ผอ.รร.บัวเชดวิทยา และคณะครูได้แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความเอื้ออาทรที่มีต่อลูกศิษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรค่าแก่การสนับสนุน

สุดท้ายนี้ หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กชายคนดังกล่าว เพื่อให้เขาสามารถกลับมาศึกษาต่อได้อย่างราบรื่น และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป

ที่มา – ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคส “เด็กชาย” วัย 13 ปี ยืนยันรับเข้าเรียนถูกกฎตามระเบียบ

ตร.แจง! ดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ

จากกรณีดราม่าเกี่ยวกับการผลักดัน นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ ล่าสุด ผกก.สภ.บัวเชด ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความเห็นใจที่มีต่อเด็กนักเรียน แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมยืนยันว่าเด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้ หากดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด ได้ชี้แจงว่า การดำเนินการผลักดันนักเรียนชายชาวกัมพูชาวัย 13 ปี พร้อมมารดากลับประเทศ สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบพบว่า ทั้งสองไม่มีเอกสารที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามข้อร้องเรียนที่ได้รับมา

ในช่วงเช้าของวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทาง สภ.บัวเชด ได้เชิญครูผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงในโซเชียลมีเดีย คณะครู และบิดาของเด็กนักเรียนชาย เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีการอธิบายถึงสถานการณ์ชายแดนและความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

นางสูพล หงปัญญา ผู้ใหญ่บ้านโนนสังข์ ม.10 ต.บัวเชด ได้ให้ข้อมูลว่า บิดาของเด็กนักเรียนคือ นายใบ เภาว์เพ็ง อาศัยอยู่กินกับนางมอม ชาวกัมพูชา ซึ่งได้นำบุตรชายเข้ามาอาศัยในประเทศไทยด้วย เด็กชายได้เข้าเรียนหนังสือจนจบชั้นประถมศึกษาและกำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แต่เมื่อสอบถามเรื่องเอกสาร นางมอมแจ้งว่ามีพาสปอร์ตที่ต่ออายุมาโดยตลอด แต่ภายหลังถูกจับกุมกลับแจ้งว่าพาสปอร์ตขาดไป 4-5 ปีแล้ว

เจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่า การผลักดันกลับประเทศเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย เนื่องจากไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สองแม่ลูกสามารถดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง แล้วจึงค่อยเดินทางกลับเข้ามาศึกษาต่อได้ ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจและยินดีปฏิบัติตาม

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางตำรวจได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงได้ทำการตรวจสอบและพบว่าสองแม่ลูกไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมือง และแนะนำให้กลับไปดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้องก่อนที่จะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง

ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ

ความสำคัญของการทำตามกฎหมาย

กรณีนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศนี้ เป็นอุทาหรณ์ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ การมีเอกสารที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่อาศัยและการทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศ

สำหรับชาวต่างชาติ การเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการศึกษา มีขั้นตอนและเอกสารที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความเห็นใจในสถานการณ์ แต่เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้องจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

การที่ สภ.บัวเชด ได้ชี้แจงรายละเอียดและให้คำแนะนำแก่ครอบครัวและครู ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการตามกฎหมาย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศนั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย และดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยและทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศไทยได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

แม้ว่าการผลักดัน นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย สิ่งสำคัญคือการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตและศึกษาต่อได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ เห็นใจเด็ก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

ตร.แจง ดราม่า**ผลักดันนักเรียนวัย 13** กลับประเทศ

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศกัมพูชา ล่าสุด ผกก.สภ.บัวเชด ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นย้ำว่ามีความเห็นใจเด็ก แต่จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ถูกต้อง ยืนยันว่าเด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้หากดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง

เรื่องราวดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่ครูท่านหนึ่งออกมาโพสต์ถึงเหตุการณ์ที่นักเรียนชายวัย 13 ปี ถูกแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าว และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวหลังเคารพธงชาติ โดยต้องเปลี่ยนจากชุดลูกเสือเป็นชุดไปรเวทเพื่อเตรียมตัวผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศกัมพูชาพร้อมกับแม่ เนื่องจากไม่มีเอกสารอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด ได้เชิญครูผู้โพสต์เฟซบุ๊ก คณะครู และพ่อของเด็กนักเรียนชาย เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นางสูพล หงปัญญา ผู้ใหญ่บ้านโนนสังข์ ม.10 ต.บัวเชด กล่าวว่า พ่อของเด็กคือ นายใบ เภาว์เพ็ง ได้อยู่กินกับนางมอม ชาวกัมพูชา ซึ่งนำลูกติดมาด้วยตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จากนั้นจึงเข้าเรียนหนังสือจนจบประถมและต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ปัจจุบัน ผู้ใหญ่บ้านเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นานและได้สอบถามนางมอมเรื่องเอกสาร ซึ่งนางมอมแจ้งว่ามีพาสปอร์ตและต่ออายุตลอด แต่ภายหลังถูกจับกุมจึงบอกว่าพาสปอร์ตขาดไป 4-5 ปีแล้ว ส่วนเอกสารตัวจริงนั้นไม่เคยนำมาแสดงให้เห็น ซึ่งทั้งสองแม่ลูกถูกควบคุมตัวอยู่ที่สำนักงาน ตม.สุรินทร์ เพื่อรอการผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ

เจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่าสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ทำให้ต้องผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศเนื่องจากไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง และแนะนำให้กลับไปทำเอกสารให้ถูกต้องก่อน จึงค่อยกลับมาเรียนอีกครั้ง ซึ่งทั้งสองแม่ลูกเข้าใจและจะปฏิบัติตาม ขณะนี้ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.กาบเชิง และเจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ ได้นำตัวไปยังจุดผ่านแดนอรัญประเทศเพื่อผลักดันกลับประเทศแล้ว

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด กล่าวว่า ได้รับแจ้งว่ามีคนต่างด้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงได้เข้าไปตรวจสอบและพบตัวนางมอม ซึ่งแจ้งว่ามีลูกชายด้วย แต่ไม่มีหลักฐานแสดงตัว จึงได้เชิญตัวมาจากโรงเรียนเพื่อตรวจสอบและพบว่าไม่มีหลักฐานการเข้าเมืองโดยถูกต้อง จึงแจ้งข้อหาหลบหนีเข้าเมือง พร้อมแนะนำให้กลับไปทำเอกสารให้ถูกต้องก่อนที่จะกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งอาจจะมาด้วยช่องทางอื่นหรือโดยสารเครื่องบิน ก็สามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ ซึ่งคณะครูและสองแม่ลูกเข้าใจดี สุรินทร์มีการกวาดล้างบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทางตำรวจมีความเห็นใจเด็ก แต่จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ

ทำไมต้องผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ?

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แม้ว่าเรื่องราวจะน่าเห็นใจ แต่การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม

ถึงแม้ว่าการผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศอาจดูเป็นการกระทำที่รุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการด้านเอกสารเพื่อให้เด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้ในอนาคต สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่มา – ตร. แจงดราม่าผลักดัน “นักเรียนวัย 13” กลับประเทศ เห็นใจเด็ก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย หลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกัมพูชา (CHRC) ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสวีเดน โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen E/F) ให้กับประเทศไทย โดยอ้างถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงในภูมิภาค

จดหมายดังกล่าวส่งถึงผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน โดยนายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุว่าการขายเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และอาจถูกนำไปใช้ในการคุกคามอธิปไตยของกัมพูชาได้

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาเน้นย้ำถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย และแสดงความกังวลว่าการเพิ่มศักยภาพทางทหารให้กับประเทศไทยอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นและอาจเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในจดหมายยังอ้างถึงกรณีในอดีตที่เครื่องบินทหารของไทย ‘ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างน่าเศร้าแก่พลเรือนชาวกัมพูชา’ และเตือนว่าการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย อาจทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

CHRC เรียกร้องให้สวีเดนพิจารณาถึงพันธกรณีภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา ที่เรียกร้องให้รัฐต่างๆ หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่การรุกรานหรือบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงชื่อเสียงของสวีเดนในด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน และชี้ให้เห็นว่า การขายอาวุธดังกล่าวอาจขัดแย้งกับหลักการดังกล่าว

ข้อเรียกร้องสำคัญจากกัมพูชา

  • คัดค้านการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้กับประเทศไทย
  • เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนการขาย
  • สนับสนุนกลไกสันติวิธีเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดน

CHRC ย้ำว่าการ ‘งดเว้นการติดอาวุธให้แก่ผู้รุกรานไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของมโนธรรมด้วย’ และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าอาวุธ และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการทหารและการค้าสามารถมีผลกระทบทางการเมืองและสังคมที่กว้างขวางได้

การพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการตัดสินใจทางการทูตและการค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้สวีเดนทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลากหลายมิติ

โดยรวมแล้ว ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการตัดสินใจทางการทูตและการค้า กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคและความสำคัญของการรักษาสันติภาพผ่านกระบวนการทางการทูต

ที่มา – กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

รัฐบาลเปิดศูนย์ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ สุรินทร์

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านแนวชายแดน ย้ำกองทัพบก ประณาม “กัมพูชา” ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังปกติ กองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ขณะที่ ศบ.ทก.ได้รับรายงานจากกองทัพบก ยืนยันว่า การวางลวดหนามในทุกจุดนั้น เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงและอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำบ้านเรือนหรือที่ดินของประชาชนฝ่ายกัมพูชา แต่กัมพูชาเองกลับเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยยืนยันเป็นพื้นที่ที่เคยให้กัมพูชาอพยพหนีภัยสงครามในอดีตในอธิปไตยของไทย  โดยจากเหตุการณ์วานนี้ (27 ส.ค. 68) พลทหาร ร.23 พัน 1 เหยียบกับระเบิด ข้อเท้าขวาขาด อีกนาย และบาดเจ็บอีกสองนาย บริเวณเนิน 350 ฐานช้างศึก ใกล้ปราสาทตาควาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

“ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยได้ดำเนินการทุกด้าน อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อสันติภาพในภูมิภาค แต่กลับยังพบว่า กัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง”

เปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง

นายจิรายุ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดศูนย์ดูแลประชาชนจำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนมาใช้บริการในพื้นที่ อ.เมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพภาคที่ 2 เช้าวันนี้(28ส.ค.68)ยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา และขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลและกองทัพภาค พร้อมรักษาอธิปไตย โดยการเปิดศูนย์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการในการดูแลผู้สูงวัยกลุ่มเปราะบางและคนพิการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแลในทุกมิติ

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มิได้ละเลยการดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ การเปิดศูนย์ดังกล่าวในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

รัฐบาลใส่ใจกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การมีศูนย์ดูแลที่เข้าถึงง่าย จะช่วยให้ประชาชนเหล่านี้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้ การเปิดศูนย์ดังกล่าวยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน หรือความต้องการด้านสุขภาพและสวัสดิการ

การที่รัฐบาลไทยเปิดศูนย์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่งในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเชื่อมั่นในอนาคตอีกด้วย รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ที่มา – รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง

TMAC ประณามกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ออกมาประณามการกระทำของประเทศกัมพูชาที่จงใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นครั้งที่ 3 สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

TMAC ประณามกัมพูชา จงใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นครั้งที่ 3

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 บริเวณด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ทหารไทยชุดลาดตระเวนเหยียบกับระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกลอบวางไว้โดยฝ่ายกัมพูชา นับเป็นครั้งที่ 6 ที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ และเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่มีการทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชาในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)

TMAC ระบุว่าการกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน รวมถึงละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการลอบโจมตีกำลังพลของไทยโดยมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มุ่งคุกคามและรุกล้ำอธิปไตยของไทย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดหลังเหตุการณ์ TMAC ประณามกัมพูชา

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของฝ่ายกัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อคำมั่นสัญญาที่กัมพูชาเคยให้ไว้กับประชาคมโลกในเวทีต่างๆ

เหตุการณ์นี้เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การที่TMAC ประณามกัมพูชาจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำเพื่อแสดงจุดยืนที่ไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าว

ประเทศไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมาอย่างยาวนาน โดยมีประเด็นปัญหาชายแดนที่เป็นข้อพิพาทมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความจริงใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย การที่กัมพูชายังคงกระทำการละเมิดข้อตกลงต่างๆ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

การที่ TMAC ประณามกัมพูชา จงใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นครั้งที่ 3 ไม่ได้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อกัมพูชาอีกด้วย

การที่ TMAC ประณามกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับข้อตกลงระหว่างประเทศ และจะไม่ยอมรับการกระทำใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงเหล่านั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและการสูญเสียมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่กัมพูชาจะต้องแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และเคารพในข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – TMAC ประณามกัมพูชา จงใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นครั้งที่ 3

กองทัพอากาศ ชวนจับตา! โดรนพิรุธ แจ้งด่วน

“กองทัพอากาศ” ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือบุคคลต้องสงสัยที่ควบคุม “โดรนพิรุธ” โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐทันที เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force ได้โพสต์ข้อความสำคัญ เรื่อง “ร่วมใจประชา เฝ้าจับตา แจ้งเบาะแส ผู้ควบคุมโดรนต้องสงสัย” โดยเน้นย้ำว่า “โดรนจากฝ่ายตรงข้ามยังเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบเจอผู้ต้องสงสัยควบคุม “โดรนพิรุธ” ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น”

กองทัพอากาศมีความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชน และขอความร่วมมือเฝ้าระวังการใช้โดรนโจมตีระยะใกล้จากผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินของทางราชการ รวมถึงพี่น้องประชาชน

สังเกต “โดรนพิรุธ” ได้อย่างไร?

การสังเกตลักษณะของโดรนที่อาจเป็นภัย และพฤติกรรมของผู้ควบคุม เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

ลักษณะการบินที่ผิดปกติของโดรน:

  • บินในระดับต่ำ และวนเวียนอยู่เหนือสถานที่สำคัญ เช่น หน่วยงานราชการ, สนามบิน, โรงไฟฟ้า หรือพื้นที่ชุมชน
  • บินเข้า-ออก หรือสำรวจซ้ำๆ ในบริเวณเดิมอย่างมีนัยยะ
  • บินในเวลากลางคืนโดยไม่มีไฟสัญญาณ หรือมีเสียงการบินที่ผิดปกติไปจากเดิม
  • มีวัตถุแปลกปลอม หรือสิ่งของติดอยู่ใต้ตัวโดรน

พฤติกรรมที่น่าสงสัยของผู้ควบคุมโดรน:

  • ควบคุมโดรนจากที่ซ่อน เช่น ภายในรถ หรือหลังสิ่งกำบังต่างๆ
  • แสดงอาการประหม่า ลุกลี้ลุกลน เมื่อถูกสังเกตเห็น
  • แต่งกายปกปิดอำพรางอย่างผิดสังเกต
  • ใช้ยานพาหนะที่มีฟิล์มกรองแสงมืดทึบ หรือเตรียมพร้อมสำหรับการหลบหนี

หากพบเห็น “โดรนพิรุธ” ควรทำอย่างไร?

การตอบสนองอย่างเหมาะสมเมื่อพบเห็น “โดรนพิรุธ” เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยส่วนบุคคล และความมั่นคงของสังคม:

  • อย่าเข้าใกล้ หรือเผชิญหน้าโดยตรง รักษาระยะห่าง และความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก
  • พยายามบันทึกภาพ หรือวิดีโอรายละเอียดต่างๆ เช่น พิกัด, ชนิดและสีของโดรน, เส้นทางการบิน, ลักษณะของผู้ควบคุม, ยานพาหนะที่ใช้, สถานที่ และเวลาที่พบเห็น
  • แจ้งข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐทันที สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1374 หรือแจ้งหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ พร้อมระบุข้อมูลรายละเอียดที่สังเกตได้ให้มากที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการโพสต์ข้อมูลลงบนโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีทราบความเคลื่อนไหว และหลีกเลี่ยงการสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

กองทัพอากาศให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน และขอความร่วมมือจากทุกท่านในการเฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแส “โดรนพิรุธ” หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ

การร่วมมือร่วมใจของประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับโดรนต้องสงสัย ถือเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความปลอดภัย และป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สังคมไทยของเราสงบสุขและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “กองทัพอากาศ” ชวนประชาชนช่วยกันสอดส่อง หากพบ “โดรนพิรุธ” แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

พระราชทานเพลิงศพ “พลทหารน้อย” ผู้เสียสละ

พระราชทานเพลิงศพ “พลทหารน้อย” ผู้กล้าที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยของครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ วัดหนองกง จังหวัดบุรีรัมย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศลและพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร พิทยุตม์ โสดา ผู้เสียสละชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ต.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 และนายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีอันสมเกียรติ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนเข้าร่วมอย่างเนืองแน่น

พิธีเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. ด้วยการสวดพระพุทธมนต์ ถวายพระธรรมเทศนา รับพระราชทานฉัน พระสงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูป สวดมาติกา พิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล 10 ไตร อุทิศส่วนกุศล พระวชิรกิตติบัณฑิต รองเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ และพระสงฆ์สมณศักดิ์รวม 10 รูป สวดพระพุทธมนต์

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอาลัยรัก ชาวบ้านและเพื่อนทหารต่างเดินทางมาร่วมไว้อาลัย “พลทหารน้อย” เป็นครั้งสุดท้าย ครอบครัวของพลทหารน้อยยังคงอยู่ในความเศร้าโศกกับการจากไปของลูกชายวัยเพียง 20 ปี

นายพลวรรธน์ โสดา และ น.ส.พริ้มเพรา จันเกตุ บิดามารดาของ “พลทหารน้อย” กล่าวด้วยความเสียใจ แต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายได้ทำหน้าที่เพื่อชาติอย่างสมบูรณ์

พลทหาร พิทยุตม์ โสดา หรือ น้องน้อย เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2549 เป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัว โสดา ได้สมัครเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1 รุ่นปี 2567 สังกัดกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จังหวัดบุรีรัมย์

ระหว่างปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ พลทหารน้อยได้แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ ทุ่มเท และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

“พลทหารน้อย” เป็นที่รักใคร่ของผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ด้วยอุปนิสัยโอบอ้อมอารี เรียบร้อย และมีน้ำใจ เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ สิริอายุ 20 ปี

พระราชทานเพลิงศพ “พลทหารน้อย”

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารน้อย” จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ

การจากไปของพลทหาร พิทยุตม์ โสดา ถือเป็นการสูญเสียบุคคลากรที่สำคัญของกองทัพไทย ผู้ที่อุทิศตนเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ขอสดุดีวีรกรรมของ “พลทหารน้อย” และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตร

วีรกรรมและความเสียสละของ “พลทหารน้อย” จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

ที่มา – พระราชทานเพลิงศพ “พลทหารน้อย” เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดน

ทบ. เชื่อกัมพูชาจงใจวางทุ่นระเบิด: ไทยเจ็บอีก!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่ากังวล เมื่อทางกองทัพบก (ทบ.) ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า ฝ่ายกัมพูชาจงใจวาง ทุ่นระเบิด ในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขาด นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทบ. เชื่อกัมพูชาจงใจวางทุ่นระเบิด

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ว่า พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ได้เหยียบ ทุ่นระเบิด สังหารบุคคลที่ถูกลอบวางไว้ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตแดนไทย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้พลทหารอดิศรได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาท่อนล่างขาด

เหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นครั้งที่ 6 แล้ว และเป็นครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ตกลงหยุดยิงร่วมกัน ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้ ทุ่นระเบิด สังหารบุคคลทุกชนิด การกระทำเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการลอบโจมตีและมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ต่อกำลังพลของฝ่ายไทย

ทำไม ทบ. ถึงเชื่อว่ากัมพูชาจงใจวางทุ่นระเบิด?

กองทัพบกมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามและละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย การกระทำนี้สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา และเป็นเครื่องยืนยันว่ายังมีความพยายามในการใช้อาวุธจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ทางกองทัพบกยังเชื่อว่าการวาง ทุ่นระเบิด เป็นการวางแผนที่เป็นระบบตลอดแนวชายแดน โดยมีเจตนาที่จะนำมาใช้คุกคามและทำร้ายฝ่ายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการฝั่งไทย

พฤติกรรมและการกระทำดังกล่าวนับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ผ่านกลไกทวิภาคีในช่วงเวลานี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล และจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจังเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเคารพข้อตกลงและพันธสัญญาระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ทบ. เชื่อกัมพูชาจงใจวางทุ่นระเบิด ลอบทำร้ายทหารไทยขาขาดเพิ่มอีก 1 ราย

Scroll to top