ไทยถล่มกัมพูชา

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด จริงหรือ?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดล่าสุด กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด

ตามรายงานจากบีบีซี กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ประกาศปิดชายแดนที่ติดกับประเทศไทยอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนยังคงรุนแรง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงกันแล้วก็ตาม การปิดชายแดนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางข้ามแดนของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การตัดสินใจ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่สถานการณ์ชายแดนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าเป็นผู้เริ่มการโจมตีก่อน ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีเริ่มสั่นคลอน

เหตุผลเบื้องหลังการปิดชายแดน

กัมพูชาระบุว่าการปิดชายแดนเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการบานปลายของความขัดแย้ง พวกเขาอ้างว่าฝ่ายไทยได้ส่งเครื่องบินรบเข้ามาโจมตีโรงแรมและสะพานในฝั่งกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและโต้แย้งว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายยิงจรวดเข้ามาในฝั่งไทยก่อน ทำให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่แล้วเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการของไทยที่จะให้กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าชายแดนจะเปิดเมื่อใด ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาและหาทางออกโดยสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ผลกระทบต่อประชาชน

การที่ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ การค้าชายแดนซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของคนในพื้นที่ก็หยุดชะงัก ทำให้หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การปิดชายแดนยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอีกด้วย หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว การลงทุน และความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งผลดีต่อใคร การเจรจาและการประนีประนอมเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

นานาชาติต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นและแก้ไขปัญหาโดยสันติ หวังว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและร่วมมือกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ความร่วมมือและความเข้าใจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับภูมิภาคนี้

ที่มา – กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธกัมพูชา ตรงข้ามหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพา ร่วมกับกองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติการทางอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.09 น. กกล.บูรพา ร่วมกับ ทอ. ได้ปฏิบัติการทางอากาศ จำนวน 2 ที่หมาย ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การทำลายศักยภาพทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลังอาวุธและกระสุน ซึ่งถือเป็นแหล่งสะสมยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ และระบบการสื่อสารป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศ

การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มักมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง การปฏิบัติการดังกล่าว จึงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบและปฏิกิริยาต่อการทำลาย 2 ที่หมาย

แม้ว่าทางกองทัพภาคที่ 1 จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศครั้งนี้ แต่คาดการณ์ว่า การทำลายคลังอาวุธและระบบการสื่อสารของฝ่ายกัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีสติและไม่ตื่นตระหนก จะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

ชาวบ้านบุรีรัมย์หวั่นเหตุปะทะบานปลาย อพยพ!

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ล่าสุด ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย จึงตัดสินใจทยอยเก็บของเพื่ออพยพไปยังศูนย์พักพิงที่จัดเตรียมไว้ เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากรับรู้ถึงความรุนแรงของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน

ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สถานการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์ เสียงปืนใหญ่และแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านในบริเวณชายแดนของบุรีรัมย์เกิดความกังวลใจอย่างยิ่ง

หลายครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเรือนใกล้แนวชายแดน ต่างเร่งรีบเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว พวกเขาได้เห็นเพื่อนบ้านทยอยเดินทางออกจากพื้นที่ไปก่อนแล้ว และตัดสินใจที่จะทำตามเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลายกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ชาวบ้านหลายรายให้ข้อมูลว่า การปะทะกันในครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด พวกเขาสามารถรับรู้ถึงเสียงดังและแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง ทำให้เกิดความหวาดกลัวและกังวลว่าจะได้รับอันตราย ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย

ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย

ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้ชาวบ้านตัดสินใจอพยพ

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น แต่ยังสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย ความไม่แน่นอนของสถานการณ์และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทางการจังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำดื่ม และที่พักอาศัย เพื่อให้ผู้ที่อพยพมาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย และต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาควรเป็นไปอย่างสันติวิธี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นสำคัญ การเจรจาและการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

แม้ว่าทางการจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในอนาคตยังคงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องเผชิญ การกลับคืนสู่สภาวะปกติและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลายจริงๆ และภาวนาให้สถานการณ์สงบลงโดยเร็ว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการมีแผนอพยพที่ชัดเจน สามารถช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

ที่มา – ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ หวั่นเหตุปะทะบานปลาย ทยอยเก็บของ อพยพไปศูนย์พักพิงต่อเนื่อง

EOD สำรวจ! เหตุหลุมระเบิด 13 หลุม ชายแดนตราด


เจ้าหน้าที่ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย “หลุมระเบิด 13 หลุม” ที่ตกในพื้นที่ชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด พบ 1 หลุมกลางถนนยังไม่ระเบิด และไม่สามารถเก็บกู้ได้ สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ตราด ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านท่าเลื่อน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบหลุมระเบิด 13 หลุม ที่ตกมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา ภายในสวนทุเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่

โดยเบื้องต้นสามารถตรวจสอบหลุมระเบิดไปได้ 13 หลุม แบ่งเป็นหลุมระเบิดที่อยู่ตามสวน 11 หลุม ซึ่งระเบิดสมบูรณ์หมดแล้ว และหลุมที่ตกบนถนนจำนวน 2 หลุม โดยในจำนวนนี้ มีหนึ่งหลุมที่ยังไม่สามารถเก็บกู้ระเบิดได้

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพหลุม และสภาพความเสียหายบริเวณโดยรอบ เช่น ต้นไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้จากแรงระเบิดได้รับความเสียหาย รวมทั้งได้เก็บนำเศษสะเก็ดระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุโลหะ ไปตรวจสอบวิเคราะห์หาชนิดของระเบิดจากฝั่งกัมพูชา

ส่วนหลุมระเบิดที่อยู่บนถนน 1 หลุม ซึ่งตอนนี้ยังไม่ระเบิดนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ เนื่องจากต้องขุดเปิดหน้าถนน คาดว่าระเบิดน่าจะลงไปในหลุมลึกประมาณ 3 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการวางกรวยถนนปิดกั้นบริเวณปากหลุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากรถที่ยังจำเป็นต้องสัญจรผ่านไปมา เพราะถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนเส้นหลักที่เชื่อมลงไปถึง อ.คลองใหญ่

นายภิญโญ ดีหลาย กำนันตำบลชำราก เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ 13 หลุมที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งหลุมได้อย่างแน่ชัด โดยระเบิดไปแล้วทั้งหมด 12 หลุม เหลืออีก 1 หลุมคือบนถนนที่ระเบิดยังไม่ทำงาน ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่อยู่ในป่าลึก หรือมีใบไม้ปกคลุม ต้องรอให้สถานการณ์สงบจึงจะสามารถเข้าตรวจสอบได้

ซึ่งจุดที่ระเบิดลงนั้น ล้วนแต่เป็นเขตพลเรือนที่เป็นบ้านเรือน และสวนของชาวบ้าน โดยตนเองไม่อยากให้ทหารกัมพูชาตอบโต้ทหารไทยในพื้นที่หมู่บ้าน อย่างน้อยเรามีแผนการที่ดีในการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เกือบ 100% ไม่งั้นอาจจะมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าไร่สวนของตนได้รับความเสียหาย ก็รู้สึกท้อแท้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการปะทะกันที่หนักที่สุดของ จ.ตราด แล้ว

นอกจากนี้ กำนันตำบลชำราก ยังบอกให้ทางการกัมพูชายอมรับความจริง หลังจากที่กล่าวหาว่าระเบิดที่ตกในสวนและถนนในประเทศไทยนั้นเป็น Fake News ยืนยันว่า การที่กัมพูชายิงระเบิดมาตกใส่ถนน และไร่สวนของชาวบ้านในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องจริง

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก ยังได้มีเสียงปืนใหญ่จากฝ่ายไทย ดังขึ้นอีกครั้ง ติดต่อกัน 3 นัด ในช่วงเวลา 11.45 น. หลังจากการถล่มสะพานจัยจุมเนี้ยะ และ กาสิโนทมอดา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

เจ้าหน้าที่ชุด EOD เร่งเข้าตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม ในบริเวณชุมชน จ.ตราด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับหลุมระเบิด 13 หลุม

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การอพยพและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

F-16 ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ! ตัดทางลำเลียง

เช้าวันนี้มีรายงานข่าวว่ากองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 เข้าโจมตี “สะพานจัยจุมเนี๊ยะ” ทำให้สะพานได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อเส้นทางลำเลียงจากกัมพูชาที่อาจมีการเสริมกำลังและอาวุธหนักเข้ามายังพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดตราด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 06.00 น.

F-16 ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธกัมพูชา

ตามรายงาน กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 จำนวน 2 ลำ เข้าปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนตราด เพื่อทำลายสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านทมอดา จังหวัดโพธิสัตว์ การปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังจากการร้องขอสนับสนุนจากกองทัพเรือ ซึ่งตรวจพบความเคลื่อนไหวของการเสริมกำลังและอาวุธหนักจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังพื้นที่ใกล้ชายแดนไทยด้านจังหวัดตราด

มีการเปิดเผยรายละเอียดว่า เครื่องบิน F-16 ได้บินวนสำรวจพื้นที่ 2 รอบ ก่อนที่จะเริ่มทิ้งระเบิดชุดแรกเมื่อเวลา 06.00 น. การโจมตีระลอกต่อมาเกิดขึ้นในเวลา 06.07 น. และ 06.12 น. ตามลำดับ รายงานเบื้องต้นระบุว่า สะพานจัยจุมเนี๊ยะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ยังไม่ถึงขั้นพังถล่มลงมาทั้งหมด

สถานการณ์ล่าสุดหลังจากการโจมตี สะพานจัยจุมเนี๊ยะ ทางฝั่งกัมพูชายังไม่ได้มีการตอบโต้หรือแสดงท่าทีใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผลกระทบจากการโจมตีสะพานจัยจุมเนี๊ยะ

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลำเลียงและการขนส่งข้ามแดนบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลำเลียงยุทโธปกรณ์หรือกำลังพลที่อาจเกิดขึ้นจากฝั่งกัมพูชา การทำลายสะพานดังกล่าว จึงเป็นการตัดทอนศักยภาพในการเคลื่อนย้ายสิ่งเหล่านี้เข้ามาในพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่การเจรจาหรือการหารือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อทำความเข้าใจและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

  • การระงับการลำเลียงอาวุธ: การโจมตีสะพานมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงและอาวุธ
  • การเพิ่มความตึงเครียดชายแดน: เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการทูตและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่
  • ผลกระทบต่อการค้าชายแดน: การขนส่งสินค้าและวัตถุดิบอาจหยุดชะงัก

การที่กองทัพอากาศตัดสินใจใช้มาตรการทางทหารเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติ และการป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากภายนอก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย

ที่มา – F-16 บินทิ้งไข่ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธกัมพูชา

ชายแดนตราดดุเดือด! ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา รายงานสถานการณ์ล่าสุด บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด ที่ยังคงตึงเครียดและมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา มาติดตามรายละเอียดกัน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 มีรายงานข่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ที่ยังคงมีการปะทะกันเป็นระยะๆ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทั้งจากการยิงด้วยปืนใหญ่ ปืน ค. และปืนเล็ก สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเช้ามืดของวันนี้

ในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นที่บ้านหาดเล็ก ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ฝ่ายไทยได้ทำการระดมยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัดไปยังเป้าหมายที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะยอ บ้านปากคลอง จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา สืบเนื่องจากการข่าวที่พบว่ามีความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของฝ่ายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบฐานปืนใหญ่จำนวน 4 จุด ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทางฝ่ายไทยจึงได้ตัดสินใจดำเนินการทำลายฐานปืนใหญ่ทั้งสี่จุดจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนของกัมพูชาได้รายงานข่าวว่า กองทัพเรือของไทยได้ทำการยิงปืนใหญ่กว่า 20 นัด เข้าใส่พื้นที่บ้านปากคลอง จังหวัดเกาะกง ส่งผลให้ประชาชนในหมู่บ้านปากคลองต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน จนทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก

ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด: ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

สถานการณ์บริเวณชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตาจากหลายฝ่าย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การปะทะกันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่งเป็นอย่างมาก ชาวบ้านต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

การเจรจาและการพูดคุยกันระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงและการตอบโต้กันไปมา จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง การส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในระยะยาวได้อีกด้วย

สถานการณ์ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการสร้างความร่วมมือกันระหว่างประเทศ การหันหน้าเข้าหากันและการพูดคุยกันอย่างเปิดอก จะเป็นหนทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

ทรัมป์โพสต์! ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ จริงหรือ?

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความหลังคุยผู้นำไทยกับกัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายยอมตกลงหยุดยิงแล้ว พร้อมระบุด้วยว่าเหตุทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยกลับตอบโต้อย่างรุนแรง

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังจากได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะหยุดยิงแล้ว และกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพตามเดิม

เมื่อเช้านี้ ผมมีการสนทนาที่ดีมากกับนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต เรื่องการปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างน่าเศร้าของสงครามที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของพวกเขา ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยุติการยิงทั้งหมด โดยมีผลตั้งแต่เย็นนี้เป็นต้นไป และกลับไปสู่ข้อตกลงสันติภาพดั้งเดิมที่พวกเขาทำไว้กับผม ด้วยความช่วยเหลือจาก นายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม

ก่อนหน้านี้ นายอนุทินเปิดเผยกับสื่อเรื่องการสนทนากับนายทรัมป์ โดยบอกว่า นายทรัมป์อยากให้ไทยกัมพูชาหยุดยิง แต่ตนบอกผู้นำสหรัฐฯ ไปว่า “ขอให้ไปบอกเพื่อนเราดีกว่า ว่าอย่าบอกว่าหยุดยิงเฉยๆ ต้องออกมาบอกให้โลกรู้ว่ากัมพูชาจะหยุดยิง กัมพูชาจะถอนกำลังออกไป กัมพูชาจะเก็บกู้วัตถุระเบิดที่วางเอาไว้ออกไปให้หมด แล้วทำให้เห็น ประเทศไทยเราอยู่เฉยๆ ไม่เคยอยากจะเข้าไปได้อะไรของเขาอยู่แล้วไม่มี แต่เขาต้องหยุดทุกอย่างก่อน” และย้ำว่า “กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดสัญญา เพราะฉะนั้นคนที่ละเมิดสัญญาต้องแก้ไข ไม่ใช่คนที่ต้องถูกกระทำมาแก้ไข”

ข้อความของนายทรัมป์ระบุด้วยว่า “เหตุทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุซึ่งทำให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนั้น เป็นอุบัติเหตุ แต่ถึงกระนั้น ประเทศไทยก็ได้ตอบโต้กลับอย่างรุนแรง

ทั้งสองประเทศพร้อมสร้างสันติภาพและทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาต่อไปเป็นเกียรติของผมที่ได้ทำงานร่วมกับอนุทินและฮุน มาเนต ในการแก้ไขสิ่งที่อาจจะลุกลามกลายเป็นสงครามใหญ่ระหว่างสองประเทศที่ยอดเยี่ยมและมั่งคั่งนี้! ผมขอขอบคุณ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม สำหรับความช่วยเหลือของเขาในเรื่องที่สำคัญยิ่งนี้ด้วย

อนึ่ง ในเรื่องของกับระเบิด นายอนุทินเผยว่า ได้บอกกับนายทรัมป์ไปว่า “นี่เป็นสิ่งที่ทางกองทัพรายงานมาตลอดว่ามันจะถึงจุดนี้ เมื่อวันที่เราเก็บกู้วัตถุระเบิดภายใต้ปฏิญญาไปถึงจุดหนึ่งที่เราจะเจอเยอะมาก แล้วเขาจะไม่ยอมให้เราเข้าไป เราก็เก็บมา 2-3 อาทิตย์ ผู้สื่อข่าวก็เห็นมี ASEAN Observer Team (AOT) ซึ่งเป็นสักขีพยานของนานาชาติจากอาเซียนเข้ามาร่วมกับเรา และวัตถุระเบิดที่เราไปเก็บกู้มาหรือกับระเบิดที่ทำให้น้องๆ ทหารของเราต้องบาดเจ็บ เสียชีวิตไป ก็ได้รับการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นระเบิดใหม่เพิ่งวาง”

ทรัมป์โพสต์แล้ว ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง

จากกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุว่าเหตุการณ์ ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ นั้น ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในประเทศไทย หลายฝ่ายมองว่าเป็นการมองข้ามความสูญเสียและการบาดเจ็บของทหารไทย

ท่าทีของไทยต่อกรณีทหารเหยียบกับระเบิด

ถึงแม้ว่าทรัมป์จะออกมากล่าวว่าเหตุการณ์ ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีที่แข็งกร้าว โดยยืนยันว่าจะปกป้องอธิปไตยของชาติและเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การตอบโต้ของไทยแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของกัมพูชาและการมองข้ามความสูญเสียของทหารไทย

อย่างไรก็ตาม การออกมาแสดงความคิดเห็นของทรัมป์ในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจมีผลต่อการเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในอนาคต แม้ว่าทรัมป์จะพยายามแสดงบทบาทเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย แต่การสื่อสารที่ไม่ระมัดระวัง อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอก จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาในระยะยาว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การมองข้ามความรู้สึกและความสูญเสียของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ที่มา – ทรัมป์โพสต์แล้ว ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง

**คนไทยยังกลับไม่ได้**: สภ.คลองลึกเผย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง คนไทยยังกลับไม่ได้ ล่าสุด สถานีตำรวจภูธรคลองลึก (สภ.คลองลึก) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้

จากรายงานของ สภ.คลองลึก พบว่า แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมในการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการกัมพูชา ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ อย่างที่หลายคนคาดหวัง

คนไทยยังกลับไม่ได้: สภ.คลองลึกรายงานสถานการณ์

สำหรับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมไว้สำหรับการรับคนไทยกลับประเทศนั้น ได้มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรับตัวและคัดกรองเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ คือการที่ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายในการปล่อยตัวคนไทยที่อยู่ในฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ฝ่ายไทยยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในขณะนี้

ทำไมคนไทยยังกลับไม่ได้?

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ตอนนี้ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายปล่อยตัวคนไทย ที่อยู่ฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ไทยยังไม่สามารถรับตัวกลับมาได้” ข้อความนี้เป็นการยืนยันว่าอุปสรรคสำคัญอยู่ที่นโยบายของทางกัมพูชา

แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกและดูแลคนไทยที่เดินทางกลับประเทศ แต่การขาดความร่วมมือจากทางกัมพูชาทำให้สถานการณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า “ฝ่ายไทยได้เตรียมเปิดด่านและจัดเจ้าหน้าที่ ตม. พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไว้ครบแล้ว แต่ยังต้องรอการตอบรับจากกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้เป็นวันที่ 2 แล้วที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สถานการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่แน่นอนให้กับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงครอบครัวและญาติมิตรที่รอคอยอยู่ที่ประเทศไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความล่าช้าในการเดินทางกลับประเทศของคนไทย
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตสำหรับผู้ที่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย
  • ความกังวลและความเครียดของครอบครัวและญาติมิตร

แนวทางแก้ไขที่อาจเป็นไปได้:

  • การเจรจาและประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
  • การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่คนไทยที่ติดค้างอยู่ในกัมพูชา
  • การวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดด่านอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการอนุมัติจากกัมพูชา

ทั้งนี้ สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยืนยันว่าจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้งหากมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการติดตามและแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ในฐานะประชาชนคนไทย สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ขอให้การเจรจาและการประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปด้วยดี และหวังว่า คนไทยยังกลับไม่ได้ จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือควรตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – คนไทยยังกลับไม่ได้ “สภ.คลองลึก” เผย 2 วันแล้วยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของชาวบ้านในแถบแนวชายแดนที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของการปะทะ เมื่อมองจากระยะไกล ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ดูเหมือนลูกไฟดวงเล็กเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากฝั่งไทยมุ่งตรงไปยังฐานปฎิบัติการของทหาร มองเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้น เสียงระเบิด ที่เกิดจากการยิง ถึงจะตามมา 

แรงระเบิดจากปากกระบอก ส่งเสียงตึงสนั่นได้ยินไปไกลเป็น 10 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกระสุนระเบิดแรงสูง (HE)  หรือแม้แต่กระสุนอัจฉริยะที่นำทางตัวเองด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดเพื่อค้นหาเป้าหมาย เมื่อมองจากระยะไกล ชาวบ้านจะเห็นลูกไฟกลมเล็กๆ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ส่องสว่างท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร เปลี่ยนค่ำคืนแถวช่องบก ช่องอานม้าและพื้นที่แถวพรมแดนทางฝั่งตะวันออกของไทยให้กลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของเทคโนโลยีและประสิทธิภาพทางการทหารของกองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ นั่นรวมถึงการผสานกำลังของทหารพรานและ กองกำลัง ตชด ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่เราเห็นเป็นแสงไฟจากกระสุน นั่นเป็นกระสุนต่อระยะแบบ Base Bleed ที่พ่นก๊าซออกมาท้ายกระสุน ลดความปั่นป่วนของกระแสอากาศและแรงต้าน ทำให้ยิงไกลขึ้น 

กระสุนระเบิดแรงสูง บางประเภท อาจมีแสงส่องนำวิถี ทำให้เส้นโค้งยาวของมันดูเหมือนเส้นสีส้มหรือสีแดงเรืองแสงพาดผ่านท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดการระเบิดขนาดใหญ่และสว่างจ้า

กระสุนนำวิถี: กระสุน “อัจฉริยะ” เช่น SMArt 155 ใช้เซ็นเซอร์และสามารถสร้างรูปแบบเฉพาะตัว เมื่อปล่อยกระสุนย่อย บางครั้งนำวิถีด้วยอินฟราเรด ทำให้เกิดรูปแบบแสงหรือคลื่นกระแทกขณะพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

ตัวกระสุนเอง: กระสุนขนาด 155  มิลลิเมตร มีขนาดใหญ่ (ยาวประมาณ 2 ฟุต หนัก 100 ปอนด์) และเดินทางด้วยความเร็วสูงมาก (มากกว่า 1800 ฟุตต่อวินาที)  คิดเป็นประมาณ 548.64 เมตรต่อวินาที (m/s) หรือแปลงเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) จะได้ความเร็วประมาณ 1,975 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  โดยใช้ค่าประมาณ 1 ฟุต = 0.3048 เมตร และ 1 เมตร/วินาที = 3.6 km/h. ดังนั้น วิถีโค้งของลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรซึ่งตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อกระทบเป้าหมาย จึงเป็นทั้งภาพและเสียงที่ทรงพลังและน่าเกรงขามแม้จะมองสังเกตการณ์จากระยะไกล

ระยะยิงของกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรในแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก มีระยะตั้งแต่กระสุนระเบิดแรงสูงพื้นฐานที่ยิงได้ไกลประมาณ 24-30 กิโลเมตร ไปจนถึงกระสุนปืนใหญ่แบบนำวิถีระยะไกลขั้นสูง (ER-GAP) เช่น Excalibur ที่ยิงได้ไกล 40-50 กิโลเมตรขึ้นไป และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ให้ผลลัพธ์ 80-110 กิโลเมตร แรงระเบิดของมันนั้นมหาศาล  ใช้ระเบิดแรงสูง (HE) หรือกระสุนย่อยสำหรับเป้าหมาย ทำให้เกิดแรงระเบิดและการแตกกระจายของสะเก็ดระเบิด ระยะยิงจึงขึ้นอยู่กับชนิดของกระสุนและระบบปืน สำหรับลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรแบบระเบิดแรงสูงมาตรฐาน (HE) : ทำระยะของการยิงวิถีโค้งประมาณ 24-30 กิโลเมตร จากปืนใหญ่ฮาวิตเซอร์สมัยใหม่ โดยใช้หน่วยฐานระบาย (BB) เพื่อระยะยิงที่ดีขึ้น

(HE) เป็นลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ที่ถูกใช้งานมากที่สุด บรรจุด้วย TNT หรือวัตถุระเบิดที่มีประสิทธิภาพคล้ายกัน ออกแบบมาเพื่อทำลายกำลังพล ยานพาหนะขนาดเล็ก และสิ่งก่อสร้าง ด้วยแรงระเบิดและการแตกกระจายที่รุนแรง

 DPICM (Dual-Purpose Improved Conventional Munition): บรรจุระเบิดขนาดเล็กหลายสิบลูกหรือที่เรียกว่า ลูกปราย เพื่อครอบคลุมพื้นที่การทำลายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มทหาร/ยานเกราะเบา

แรงกระแทก : เมื่อกระสุนกระทบเป้าหมาย ดินระเบิดจะระเบิดอย่างรุนแรง  

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อระยะและผลกระทบ

ระบบปืน: ความยาวลำกล้องปืนใหญ่ การออกแบบ

ปริมาณดินปืน : ปริมาณดินปืนที่แตกต่างกันของลูกปืนใหญ่แต่ละชนิด  ให้พลังงานที่แตกต่างกัน

การออกแบบตัวกระสุน : แน่นอนว่าต้องขึ้นตรงกับหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยรูปทรงเพรียวบาง ระบบระบายแรงดันจากฐาน/ระบบช่วยขับเคลื่อนด้วยจรวด ช่วยเพิ่มระยะยิงได้อย่างมาก

ระบบนำทาง : ระบบนำทางด้วย GPS/เลเซอร์ ช่วยให้โจมตีเป้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดจำนวนกระสุนเพราะแม่นราวกับผีจับยัดเลยทีเดียว  

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ข้อได้เปรียบทางยุทธวิธี แสงสว่างนำวิถีของลูกกระสุนปืน 155 มิลลิเมตร ช่วยให้ทหารราบซึ่งทำหน้าที่ตรวจการณ์หน้ามองเห็นได้ในขณะที่กระสุนพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำแม้ในเวลากลางคืน หรือในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ GPS นั่นแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของปืนใหญ่สมัยใหม่ที่กองทัพไทยมีประจำการ การผสมผสานระหว่างความเร็ว ขนาด และพลังงานในการทำลายล้าง สร้างการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่น่าจดจำ.

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. ที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดความได้เปรียบในการสู้รบ และปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/       

ที่มา – เมื่อลูกปืนใหญ่ไทยขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

Scroll to top