ไทยถล่มกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนฝั่ง จ.สระแก้ว ระบุมีกำลังพลเสียชีวิต 2 คน ขณะที่การดำเนินกลยุทธ์ยึดพื้นที่ “บ้านคลองแผง-บ้านหนองจาน” ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่จากกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันกัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว สรุปการปฏิบัติที่สำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดตามพื้นที่ชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 สรุป

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: การดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่ยังคงดำเนินอยู่ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สามารถยึดครองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้วางกำลังตั้งรับตามแนวอ้างสิทธิ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21 ประมาณ 40 นัด, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: อยู่ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่เช่นกัน โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ: มีการวางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป ที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ อ.คลองหาด: วางกำลังคุ้มครองพื้นที่

สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเดิม 14 นาย แต่มีกำลังพลสูญเสียเพิ่มเติมคือเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย ทำให้สรุปยอดกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บรวม 34 นาย และเสียชีวิต 2 นาย

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติลง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะประชาชนคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการส่งคนไทยกลับประเทศ การเจรจาและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือส่งคนไทยกลับบ้าน

ห้าม! เรือประมงไทย ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมประมงออกประกาศเตือน ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำให้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงทุกคน สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ กรมประมงยังแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชัน “Fisheries Next” เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรมประมงมีความห่วงใยพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและเรือประมงทุกลำเพิ่มความระมัดระวังในการทำประมงบริเวณใกล้เขตชายแดน โดยเน้นย้ำให้เรือประมงทุกลำปฏิบัติตามประกาศของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการ 3 มาตรการสำคัญดังนี้:

  1. ดำเนินการส่งข้อความ (SMS) แจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” บนโทรศัพท์มือถือของเจ้าของเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการเรือประมงทุกประเภท ทุกลำ ที่ทำการประมงในเขตทะเลอ่าวไทย เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และทำการประมงโดยเฉพาะในบริเวณใกล้เขตแดนไทย-กัมพูชา
  2. ตั้งค่าการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ผ่านระบบ VMS Tracking ภายใต้หลักป้องกันล่วงหน้า หากตรวจพบเรือประมงลำใดมีเส้นทางการเดินเรือเข้าใกล้แนวเขตระยะ 5 ไมล์ทะเลนับจากเส้นแนวเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าของเรือประมง เพื่อแจ้งเตือนเป็นรายลำให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือและทรัพย์สินเป็นสำคัญ และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย หรืออาจมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการทำประมงในทะเล
  3. ขอความร่วมมือชาวประมง หากพบเห็นเรือรบหรือกองกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง ขอให้แจ้งข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งกองทัพเรือของไทยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

กรมประมงพร้อมดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการเรือประมงทุกลำ ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และขอความร่วมมือให้ติดตามประกาศและคำแนะนำจากหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในทะเลได้อย่างปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถติดตามและตรวจสอบพิกัดตำแหน่งเรือของตนได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเฝ้าระวัง และติดตามเรือประมงในทะเล หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ FMC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ID : @114velss และ Facebook Page : กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง กรมประมง รวมทั้งช่องทางการประชาสัมพันธ์ข่าวของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) อีกทางด้วย อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย

ทำไมถึงต้อง ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา?

เหตุผลหลักที่ ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงเอง สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการทำประมงและก่อให้เกิดอันตรายได้ การปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงและการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การใช้แอปพลิเคชัน Fisheries Next เป็นเครื่องมือช่วยในการประเมินสถานการณ์และวางแผนการเดินเรือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ การแจ้งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังฯ ทราบเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

กรมประมงมีความห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงอย่างเต็มที่ การปฏิบัติตามมาตรการที่กรมประมงกำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทุกท่านสามารถทำการประมงได้อย่างปลอดภัย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมประมงได้ตลอดเวลา พวกเราพร้อมให้การสนับสนุนและดูแลทุกท่าน

พี่น้องชาวประมงถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กรมประมงตระหนักถึงความสำคัญนี้และพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างทุกท่านในการเผชิญกับทุกสถานการณ์

ที่มา – ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

สื่อนอกตีข่าว: ไทยปะทะกัมพูชา อพยพครึ่งล้าน

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น สื่อต่างประเทศรายงานว่า เหตุปะทะทำให้มีประชาชนต้องอพยพแล้วกว่าครึ่งล้านคน (500,000 คน) ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติที่พยายามผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) รายงานว่า จำนวนผู้อพยพจากการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิน 500,000 คน ประชาชนจำนวนมากต้องอาศัยหลบภัยตามวัด โรงเรียน และพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวอื่นๆ

เจ้าหน้าที่รายงานว่าการปะทะระลอกล่าสุดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน รวมถึงทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา สถานการณ์นี้ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 500,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดนที่อยู่ใกล้บริเวณที่มีการสู้รบอย่างหนัก ทั้งจากเครื่องบินขับไล่ รถถัง และโดรน

นักข่าวของ AFP รายงานจากเมืองสำโรง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชาว่า ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังมาจากทิศทางของปราสาทเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนข้อพิพาท ในช่วงเช้า ครอบครัวหลายร้อยครอบครัวได้ออกจากวัดใกล้เมืองสำโรง ซึ่งพวกเขาใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ หลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชามีรากฐานมาจากข้อพิพาทเรื่องการปักปันเขตแดนในสมัยอาณานิคมตามแนวชายแดนยาว 800 กิโลเมตร การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทโบราณได้นำไปสู่การปะทะกันด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่อง

การปะทะกันในสัปดาห์นี้ถือเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การสู้รบห้าวันในเดือนกรกฎาคม ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ก่อนที่จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวหลังจากการแทรกแซงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นผู้เริ่มความขัดแย้งล่าสุด ซึ่งได้ขยายวงกว้างไปยังห้าจังหวัดของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา ตามรายงานอย่างเป็นทางการของ AFP

นายสุรสรรค์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย กล่าวว่ามีพลเรือนมากกว่า 400,000 คนถูกอพยพไปยังที่หลบภัย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีผู้อพยพมากกว่า 101,000 คน

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา แต่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ เกิดขึ้น ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขากำลังวางแผนที่จะโทรศัพท์หาผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อหยุดการปะทะ

นายโฟลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่าข้อตกลงระหว่างไทยและกัมพูชายังไม่สามารถคุ้มครองพลเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ทรงเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง และทรงสวดภาวนาให้กับผู้ที่ต้องหลบหนีจากการสู้รบ

ผลกระทบจากการปะทะ: สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน การอพยพครั้งใหญ่นี้สร้างความยากลำบากในการจัดหาที่พักพิง อาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้อพยพ

นานาชาติกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพยายามหาทางให้ทั้งสองฝ่ายหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การยุติความรุนแรงและการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและไม่แน่นอน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งท้าทายที่ทั้งสองประเทศต้องเผชิญ

ที่มา – สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม: พลเรือนดับ 9 ศพ

กัมพูชาอ้าง กองทัพไทยโจมตีทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมเด็กทารก และบาดเจ็บอีก 46 ราย พร้อมเรียกร้องให้ไทยหยุดโจมตีและเคารพข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพ นี่เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล และต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียด

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 กระทรวงกลาโหมของประเทศกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอ้างว่า การโจมตีของกองทัพไทยบริเวณชายแดน ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมถึงทารก 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บที่เป็นพลเรือนอีก 46 ราย ข่าวดังกล่าวสร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่ได้รับทราบ

กระทรวงกลาโหมยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ ประณามไทยอย่างรุนแรง ต่อการละเมิดปฏิญญาร่วมและการก่ออาชญากรรมสงครามและการกระทำที่ผิดกฎหมายซ้ำ ๆ ของไทย และเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ต่อการละเมิดที่อุกอาจดังกล่าว การเรียกร้องนี้แสดงถึงความรุนแรงของสถานการณ์ และความต้องการความยุติธรรม

โพสต์ระบุอีกว่า กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดทันที และถอนกำลังทหารออกจากบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงหลีกเลี่ยงการกระทำที่รุนแรงอันเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง, ปฏิญญาร่วม ตลอดจนพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความจริงใจ, สุจริต, และเจตนาที่ดี

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม: พลเรือนดับ 9 ศพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ กัมพูชาอ้าง นั้น จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของพลเรือน การตรวจสอบนี้ควรมีผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศเข้าร่วม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นธรรม

ความสำคัญของการตรวจสอบกรณี กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้:

  • ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตและการบาดเจ็บ
  • กำหนดความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต
  • สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ กัมพูชาอ้าง นี้ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงครอบครัวของพวกเขา ควรได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยบรรเทาความสูญเสียและความทุกข์ทรมานที่พวกเขาต้องเผชิญ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งโดยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและการทูต เป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ กัมพูชาอ้าง เรื่องนี้ออกมา ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความปลอดภัยของพลเรือน การดำเนินการใดๆ ควรคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสันติสุขอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสันติภาพ และความจำเป็นในการป้องกันความขัดแย้ง การลงทุนในสันติภาพ การพัฒนา และการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อกล่าวหาจากกัมพูชา แต่สิ่งสำคัญคือต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

กัมพูชายิงปืน ค. ทหารไทยดับ! อัปเดตล่าสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้น เมื่อมีรายงานเหตุการณ์ กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ บริเวณด่านบึงตะกวน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 10 นาย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 ธันวาคม 2568 หลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งกำลังทหารราบพร้อมยานเกราะล้อยาง Stryker 8×8 เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณด่านบึงตะกวน ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งอยู่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา การเคลื่อนกำลังพลดังกล่าวมีขึ้นภายหลังความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีการปักธงชาติไทยและตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลงเพื่อแสดงอาณาเขต (ยานเกราะ Stryker บุกยึดคืน “ด่านบึงตะกวน” ปักธงชาติไทย-ตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง)

กัมพูชายิงปืน ค.

รายงานข่าวระบุว่า กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการนำส่งโรงพยาบาลตาพระยาเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ล่าสุดหลังกัมพูชายิงปืน ค.

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่ากองทัพไทยจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และมีการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ นับเป็นความสูญเสียที่สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมถึงประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีเหตุผลจะช่วยให้สังคมเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา และร่วมกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

ความสูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกและบาดแผลในจิตใจ การให้กำลังใจและช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องอาศัยความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน การสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ ทหารไทยเสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 10

ปศุสัตว์ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์


กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมปศุสัตว์เร่งส่งหญ้าแห้ง อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์และทีมสัตวแพทย์ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา ต่อเนื่อง ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการด่วนให้กรมปศุสัตว์เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังเกิดสถานการณ์สู้รบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร ตลอดจนปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และดูแลสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด และสระแก้ว จำนวน 20 อำเภอ 196 ตำบล 1,704 หมู่บ้าน จากการสำรวจเบื้องต้น ณ.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พบว่าประชากรสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 5,599,993 ตัว ประกอบด้วย โค 432,585 ตัว กระบือ 90,672 ตัว สุกร 122,716 ตัว แพะและแกะ 23,959 ตัว สัตว์ปีกกว่า 4.7 ล้านตัว รวมถึงสุนัข 148,647 ตัว และแมวอีก 65,139 ตัว โดยขณะนี้ได้รับรายงานสัตว์ตายหรือสูญหายแล้ว 432 ตัว ในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ โดยส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก โค และกระบือ

การส่งความช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน กรมปศุสัตว์ได้แจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์ไปแล้ว 11,000 กิโลกรัม อาหารสุนัข–แมว 8,000 กิโลกรัม อาหารโค 1,000 กิโลกรัม สนับสนุนกรงสุนัข-แมว ชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) อพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว 30 ตัว และจัดทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนหญ้าฟ่อนแห้งจากกรมการสัตว์ทหารบก และมีแผนจัดส่งเสบียงอาหารสัตว์เพิ่มเติมอีก 111,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยกรมปศุสัตว์ได้ประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯทุกวันเพื่อติดตามสถานการณ์และให้การสนับสนุนได้อย่างรวดเร็วในระยะเผชิญเหตุรวมถึงในระยะหลังเหตุการณ์สงบอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์อย่างมาก กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของเกษตรกร กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจัดส่งอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ และทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปดูแลสุขภาพสัตว์ รวมถึงให้คำแนะนำในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้อง

หากเกษตรกรท่านใดได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ/จังหวัด หรือติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือโทรด่วนตามเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุไว้ กรมปศุสัตว์พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อให้เกษตรกรและสัตว์เลี้ยงปลอดภัย

  • อุบลราชธานี: 064-295-5989
  • ศรีสะเกษ: 045-612-928
  • สุรินทร์: 044-511-488
  • บุรีรัมย์: 044-611-988
  • สระแก้ว: 037-258-039
  • จันทบุรี: 039-312-601
  • ตราด: 081-831-6590

กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นภารกิจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนและสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของกรมปศุสัตว์ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่

ที่มา – กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพ ไทยทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของชาติ ทำให้มีความจำเป็นต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อป้องกันสถานการณ์ลุกลามบานปลาย ข่าวล่าสุดแจ้งว่ามีการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพอย่างเร่งด่วน

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพ ไทยทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ทาง กปช.จต. ได้รายงานว่า พบการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะปืนใหญ่สนาม ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย เพื่อเป็นการป้องกันและตัดเส้นทางการส่งกำลังบำรุง ทาง กปช.จต. จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจทำลายสะพาน “จัยจุมเนี้ยะ” ที่ตั้งอยู่ใน อ.เวียลแวง จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา

การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นจึงได้มีการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทำไมต้องทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ?

การทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อตัดเส้นทางการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ และสกัดกั้นการเสริมกำลังของฝ่ายตรงข้าม การดำเนินการนี้เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญ แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการสัญจรและชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่บ้าง แต่ความปลอดภัยของประเทศชาติย่อมต้องมาก่อน

สถานการณ์ชายแดนมีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรที่จะรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

สำหรับประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพในครั้งนี้ ขอให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีในเร็ววัน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์:

  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)
  • พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ: บริเวณใกล้เคียงสะพานจัยจุมเนี้ยะ อ.เวียลแวง จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา
  • ระยะเวลาในการอพยพ: ภายใน 3 ชั่วโมง
  • รัศมีการอพยพ: เกิน 1.5 กิโลเมตรจากสะพาน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของทุกฝ่ายมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝั่ง หวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี

ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติ รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่ตื่นตระหนก เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ด่วน แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพภายใน 3 ชม. ไทยต้องทำลายสะพาน “จัยจุมเนี้ยะ”

ด่วน! กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

สถานการณ์ชายแดนระอุ! เมื่อเวลา 08.40 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” ส่งผลให้ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและแพทย์เข้าบังเกอร์อย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

จากรายงานข่าวล่าสุดที่ได้รับมา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.40 น. เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรายงานว่า กระสุน BM-21 ได้ตกบริเวณใกล้เคียง โรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาล

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้บริหารโรงพยาบาลจึงได้ตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและทีมแพทย์ทั้งหมดไปยังบังเกอร์หลบภัยที่เตรียมไว้เป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกประกาศแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุว่า “ด่วน! เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.68 เวลา 08.40 น. “กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก” และพื้นที่โดยรอบ จำนวน 6 นัด ปัจจุบัน ศปก.ทก.2 ได้เคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยหนักเข้าพื้นที่หลบภัยเรียบร้อย และได้ให้กองพันเสนารักษ์ที่ 6 เข้าปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนโรงพยาบาลพนมดงรักษ์ต่อไป กองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง”

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก เนื่องจากโรงพยาบาลถือเป็นสถานที่ที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้ง การโจมตีหรือการยิงเข้าใกล้โรงพยาบาลเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

ผลกระทบและมาตรการรับมือหลัง กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

ถึงเเม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในทันที เเต่เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างผลกระทบทางด้านจิตใจเเละความหวาดกลัวให้กับผู้ป่วย ญาติ เเละบุคลากรทางการเเพทย์เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลพนมดงรักได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด

  • การประเมินความเสียหายของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน
  • การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์เพิ่มเติม
  • การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจและสังคมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนและพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล เพื่อป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความเปราะบาง และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้อีก ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งทางออกที่ยั่งยืน มีแต่จะสร้างความสูญเสียและความเจ็บปวดให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ด่วน กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” เร่งอพยพผู้ป่วย-แพทย์เข้าบังเกอร์

ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน: ทำลายล้าง!

ปืนไร้แรงสะท้อนกลับ หรือ ปรส. (Recoilless Rifle) คือปืนใหญ่ขนาดเบาที่ออกแบบมาเพื่อให้หน่วยทหารขนาดเล็กสามารถพกพาไปใช้งานได้สะดวก คล้ายกับบาซูก้า แต่ปืนไร้แรงสะท้อนสามารถยิงกระสุนได้หลากหลายชนิดมากกว่า

แรงสะท้อนของ ปืนไร้แรงสะท้อน ถูกออกแบบมาเพื่อชดเชยแรงถีบ ทำให้ลำกล้องปืนบางลงและเบาขึ้น เหมาะสำหรับการเป็นอาวุธหนักที่พลประจำการ 2-3 คนสามารถนำติดตัวไปได้ สามารถยิงจากไหล่โดยทหารราบเพียงคนเดียว ติดตั้งบนรถทหาร หรือติดตั้งในบังเกอร์ ปืน ปรส. มอบพลังโจมตีแบบปืนใหญ่ขนาดเล็กให้กับหน่วยทหารเคลื่อนที่มาตั้งแต่ต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทหารที่นิยมใช้ปืนชนิดนี้คือ หน่วยพลร่ม หน่วยรบพิเศษ และหน่วยทหารที่ต้องรบบนพื้นที่ภูเขา

แม้จะถูกใช้งานมานานหลายทศวรรษ ปืนไร้แรงสะท้อน ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นอาวุธต่อต้านรถถังที่ทรงพลังและสามารถสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทหารฝ่ายตรงข้ามได้

อย่างไรก็ตาม เกราะรถถังในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้อาวุธต่อต้านรถถังโบราณอย่างปืน ปรส. ถูกมองว่าล้าสมัย แต่ด้วยการปรับปรุงลูกปืน ปรส. และเทคนิคใหม่ ๆ ทำให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อดีอย่างหนึ่งของปืนไร้แรงสะท้อน คือ ประโยชน์ใช้สอยในการทำลายเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ปรส. มีกระสุนหลากหลายประเภท รวมถึง HEAT, HE, flechette และอื่น ๆ เพื่อใช้ยิงทำลายเป้าหมายที่หลากหลายในสนามรบ

ปืนไร้แรงสะท้อนบางรุ่นมีน้ำหนักเบาพอที่จะประทับบ่ายิง หรือติดตั้งในยานพาหนะทางทหารขนาดเล็ก มีขีดความสามารถในการทำลายบังเกอร์ หรือหยุดยั้งยานเกราะทหารราบได้ ในขณะที่มีระยะยิงไกลกว่าอาวุธติดตัวของทหารราบส่วนใหญ่ ตัวอย่างคือ SPG-9/9M ปรส. ของโซเวียต ซึ่งมีระยะยิงกระสุนแรงสูงไกลเกิน 4,000 เมตร

ปรส. นับเป็นอาวุธต่อสู้รถถังที่มีความมุ่งหมายทางยุทธวิธี 2 ประการคือ ภารกิจหลักใช้ยิงต่อสู้รถถัง ส่วนภารกิจรองใช้ยิงสังหารบุคคลและทำลายสิ่งกำบัง จัดเป็นอาวุธวิถีราบลำกล้องเรียบ ทำการเล็งด้วยวิธีการเล็งตรง มีการใช้งานมาอย่างยาวนาน และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลากหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดลำกล้อง 57 มม. , 75 มม. , 84 มม. , 106 มม. เป็นอาวุธยิงสนับสนุนของทหารราบในการดำเนินกลยุทธ์ทั้งการตั้งรับและเข้าตี

ปืน ปรส. มีลูกกระสุนหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น High Explosive (HE) กระสุนระเบิดแรงสูงสังหารบุคคล High Explosive Anti Tank (HEAT) กระสุนระเบิดแรงสูงต่อต้านรถถัง High Explosive Dual Purpose (HEDP) กระสุนระเบิดแรงสูง

แรงสะท้อนกลับหรือแรงถีบจากระบบปืนที่ติดตั้งบนยานพาหนะ อาจทำให้รถจิ้บคันเล็กพลิกคว่ำได้ กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน กล่าวคือ ในทุกแรงกระทำจะมีแรงปฏิกิริยาที่เท่ากันเสมอ โมเมนตัมที่ปรากฏภายในระบบปืนในระหว่างการยิงอาวุธ จะเท่ากันและตรงข้ามกับผลรวมของโมเมนตัมที่ส่งไปยังกระสุนที่ยิงออกจากระบบปืน รวมถึงก๊าซขับดันที่ถูกขับออกจากระบบปืน การลดแรงถีบกลับให้น้อยที่สุด ช่วยลดอันตรายจากแรงสะท้อนที่เกิดจากการยิง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พันเอกเรเน อาร์. สตัดเลอร์ แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ได้พัฒนาปืนไร้แรงถีบกลับน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ได้ปืนยิงจากไหล่ที่สามารถขับเคลื่อนกระสุนระเบิดขนาด 3 ปอนด์ (1.36 กิโลกรัม) ด้วยความเร็วปลายปากกระบอกปืน 1,200 ฟุตต่อวินาที (366 เมตร/วินาที)

แนวคิดนี้ ถูกนำมาใช้ในปืน ปรส. ไร้แรงถีบกลับ M40AD ขนาด 106 มม. ของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งสามารถปล่อยก๊าซเชื้อเพลิงออกมาผ่านปลอกกระสุนแบบเจาะรูระหว่างหัวกระสุนและท้ายปืน ส่วนปืนฮาววิตเซอร์ไร้แรงถีบกลับ LG 42 ขนาด 105 มม. ของเยอรมัน ใช้จานระเบิดที่ท้ายปืน เพื่อกักเก็บเชื้อเพลิงไว้ด้วยการจุดระเบิด แทนที่จะใช้ห้องกระสุนแบบเจาะรูเพื่อระบายแรงระเบิด

ประสิทธิภาพอยู่ที่ความร้ายแรงของพลังการทำลาย ด้วยอัตราการยิงที่สูงกว่าระบบยิงขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถัง (ATGM) ส่วนใหญ่ที่ 5 นัดหรือมากกว่าต่อนาที ปรส. จึงมีประโยชน์ในฐานะอุปกรณ์สนับสนุนการยิงที่สามารถเพิ่มอำนาจการยิงของอาวุธอื่นๆ ไปยังเป้าหมายต่างๆ ได้

สามารถย่อยกระสุนได้หลายนัดเพื่อทำลายรถถัง จากนั้นก็สังหารกำลังพลที่กำลังออกจากพื้นที่ด้วยกระสุนหัวรบระเบิดแรงสูงขนาดใหญ่ ในการต่อสู้ระยะประชิดหรือการซุ่มโจมตี ปรส. สามารถทำลายยานพาหนะ นอกเหนือจากรถถังหลัก บางชนิดสามารถสร้างความเสียหายหรือทำลายรถถังหลัก (MBT) ทั้งจากด้านข้างหรือด้านหลัง

ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน

ข้อจำกัดของปืนไร้แรงสะท้อน คือ ความสามารถในการหลบเลี่ยงการตรวจจับ เนื่องจากการยิงทำให้เกิดควันและเสียงดังสนั่น ปรส. ส่วนใหญ่ติดตั้งค่อนข้างสูง พลยิงอาจโดนสอยร่วงได้ และต้องบรรจุกระสุนด้วยมือจากท่ายืนหรือคุกเข่า ซึ่งทำให้ต้องเสี่ยงกับการถูกยิงสวนกลับ

ปรส. รุ่นเก่ามีน้ำหนักมากจนต้องแยกชิ้นส่วนและบรรจุกระสุนใส่ยานพาหนะเพื่อเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการยิงและการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วหลังจากยิง ตัวอย่างหนึ่งของความคล่องตัวต่ำคือ B-10 รุ่นเก่าของรัสเซีย (มีน้ำหนัก 85 กิโลกรัมเมื่อลากจูง และ 72 กิโลกรัมเมื่อไม่ลากจูง) ด้วยระยะยิงต่อต้านเกราะ 400-1,000 เมตร การยิงครั้งแรกจะต้องแม่นยำและรุนแรงสูงสุด มิฉะนั้น พลประจำรถจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ทหารจึงใช้อาวุธรุ่นเก่าเหล่านี้เฉพาะในการป้องกันและซุ่มโจมตีแบบผสมผสาน เพื่อเสริมอำนาจทางการยิง

เครื่องยิงรุ่นเก่าบางรุ่นได้รับการดัดแปลงเพื่อลดน้ำหนัก และแยกชิ้นส่วนออกเป็นชิ้นส่วนสำหรับการเคลื่อนที่แบบถอดประกอบได้ Type 65 ของจีนเป็นรุ่นน้ำหนักเบากว่า B-10 ที่ 28 กิโลกรัม และใช้กระสุนที่ได้รับการปรับปรุง ส่วน M79 ของเซอร์เบียก็มีน้ำหนักน้อยกว่า 30 กิโลกรัมเช่นกัน ด้วยศูนย์เล็งที่ได้รับการปรับปรุง จึงมีระยะต่อต้านเกราะที่ 670-1,000 เมตร ระยะที่ไกลขึ้นช่วยเพิ่มความอยู่รอดของพลยิง ไม่ต้องเข้าไปใกล้เป้าหมาย ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบและถูกยิงสวนกลับ

สรุปเกี่ยวกับปืนไร้แรงสะท้อน

โดยรวมแล้ว ปืนไร้แรงสะท้อน เป็นอาวุธที่มีประโยชน์อย่างมากในสนามรบ ถึงแม้จะมีข้อจำกัดบางประการ แต่ด้วยความสามารถในการทำลายเป้าหมายที่หลากหลาย และความสะดวกในการพกพา ทำให้มันยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ทหารราบและหน่วยรบพิเศษ

ที่มา – ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน พี่จ่าจัดม้าทองไม่เหลือซาก

Scroll to top