ไทยปะทะกัมพูชา

ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนอพยพไปยังศูนย์พักพิง

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมและ อพยพไปยังศูนย์พักพิง ที่ปลอดภัย

ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อพยพไปยังศูนย์พักพิง

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านจังหวัดสุรินทร์ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาบริเวณช่องภูผาเหล็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดและอำเภอที่ติดชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ให้ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงเป็นการด่วน

บรรยากาศในจังหวัดสุรินทร์เต็มไปด้วยความเร่งรีบในการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่สีแดง เช่น อำเภอพนมดงรัก อำเภอกาบเชิง และอำเภอบัวเชด โดยมีเพียง ชรบ. เท่านั้นที่ยังคงเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน จุดพักพิงชั่วคราวหลายแห่งถูกจัดเตรียมไว้รองรับผู้อพยพไปยังศูนย์พักพิง

นายวิรัตน์ หงษ์ทอง ชาวบ้านตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก เปิดเผยว่า หลังจากได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านให้อพยพออกจากพื้นที่ ตนและครอบครัวได้รีบเก็บข้าวของและเดินทางมายังศูนย์พักพิงในเมืองสุรินทร์ทันที หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะสงบลงโดยเร็ว เพราะนี่เป็นการอพยพครั้งที่ 3 ของครอบครัวแล้ว

ในอำเภอบัวเชด ประชาชนจำนวนมากพากันไปเติมน้ำมันที่ปั๊มเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ทางการจัดเตรียมไว้ รถติดยาวเหยียดแสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนกและความต้องการที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิงโดยเร็วที่สุด

ปภ. แจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast เมื่อเวลา 16.04 น. โดยระบุว่า “ขณะนี้เกิดเหตุสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขอให้ผู้ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก, อ.กาบเชิง, อ.สังขะ และ อ.บัวเชด อพยพออกจากพื้นที่ชายแดนไปยังพื้นที่พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ราชการกำหนด หรือติดต่อกำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้นัดหมายและอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ทางราชการกำหนด ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างเคร่งครัด สอบถามรายละเอียด โทร 1784” ข้อความนี้เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

สถานการณ์ชายแดนยังคงไม่แน่นอน การอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ที่มา – ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อพยพไปยังศูนย์พักพิง

บุรีรัมย์เร่งอพยพกลุ่มเปราะบางไปยังศูนย์พักพิงฯ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด ที่บุรีรัมย์ ส่งผลให้มีการเร่งอพยพกลุ่มเปราะบาง ไปยังศูนย์พักพิงฯ เพื่อความปลอดภัย ขณะที่หน่วยความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยต้องตอบโต้ ส่งผลให้เกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มใช้อาวุธ ปรส. ต่อมาเวลา 14.50 น. การปะทะได้ยุติลง อย่างไรก็ตามหน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน และอาจเกิดการปะทะที่ขยายวงกว้างได้ จึงขอให้ประชาชนในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผน เพื่อความปลอดภัย

บุรีรัมย์เร่งอพยพกลุ่มเปราะบางไปยังศูนย์พักพิงฯ

ที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ นายภูษิต เล็กอุดากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าจัดเตรียมศูนย์อพยพที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เพื่อรองรับผู้อพยพทั้งหมด โดยจัดพื้นที่พักพิงชั่วคราว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม ห้องน้ำสะอาด ระบบแพทย์ฉุกเฉิน และมาตรการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง โดยหน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งระดมกำลังสนับสนุนการอพยพและลำเลียงประชาชน โดยให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ

ล่าสุด อำเภอบ้านกรวด ได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ 6 ตำบล ได้แก่ สายตะกู, จันทบเพชร, บึงเจริญ, หนองไม้งาม, บ้านกรวด และปราสาท รวมประชาชนที่ต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ จำนวน 35,000 คน และคาดว่าจะมาที่ศูนย์อพยพ ประมาณ 13,000 คน

การเตรียมพร้อมและความช่วยเหลือเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้สั่งเพิ่มจุดประสานงานในศูนย์อพยพ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านข้อมูล การลงทะเบียน และการติดตามญาติ พร้อมย้ำว่าจังหวัดมีศักยภาพในการรองรับผู้อพยพทั้งหมดได้อย่างปลอดภัย หน่วยงานความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการดูแลประชาชนตามความจำเป็น หากพบว่ามีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การที่จังหวัดบุรีรัมย์ เร่งอพยพกลุ่มเปราะบาง ไปยังศูนย์พักพิงฯ ถือเป็นมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งที่สำคัญ และการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบางเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ที่มา – ที่บุรีรัมย์ เร่งอพยพกลุ่มเปราะบาง ไปยังศูนย์พักพิงฯ เพื่อความปลอดภัย

บิ๊กเล็กผิดหวัง! ไทย-กัมพูชา ใครยิงก่อน?

จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความผิดหวังต่อท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่แถลงการณ์กล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายยิงก่อน ทั้งที่หลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 2 นาย ทำให้เกิดคำถามว่าแท้จริงแล้ว ใครยิงก่อน? และเบื้องหลังความขัดแย้งนี้คืออะไร?

บิ๊กเล็กผิดหวัง รมว.กลาโหม กัมพูชา แถลงโยนผิดอ้างฝ่ายไทยยิงก่อน

พล.อ.ณัฐพล นาคพานิช ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ภายหลังเกิดเหตุปะทะบริเวณจังหวัดศรีสะเกษว่า ฝ่ายทหารกัมพูชายิงอาวุธปืนเล็กโจมตีทหารไทย บริเวณฐานภูผาเหล็ก-ฐานเพียงฟ้า เป็นเหตุให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยถูกยิงที่ขาซ้าย 1 นาย และถูกยิงที่หน้าอกอีก 1 นาย แต่โชคดีที่สวมเสื้อเกราะกันกระสุนไว้ ฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยปืนเล็ก และสถานการณ์ได้ยุติลงแล้วในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม พล.อ.เตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์กล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายยิงก่อน โดยอ้างว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ใดๆ ทำให้ พล.อ.ณัฐพล แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อคำแถลงดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการรับฟังรายงานโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด

ทำไม “บิ๊กเล็ก” ถึงผิดหวังกับท่าทีของกัมพูชา?

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ฝ่ายไทยได้เตือนไปหลายครั้งแล้วว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาในระดับนโยบายได้รับรายงานนั้นไม่เป็นความจริง แม้ว่ากัมพูชาจะระบุว่ายึดมั่นในข้อตกลงตามปฏิญญาที่ลงนามกันไว้ที่ประเทศมาเลเซีย แต่ในความเป็นจริงทหารกัมพูชาที่อยู่แนวหน้ามีการยั่วยุฝ่ายไทยมาโดยตลอด เช่น การลักลอบขโมยรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยวางไว้เพื่อสกัดกั้นการเข้ามาวางทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (22MSP) ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ โดยอาจมีจุดประสงค์เพื่อสร้างภาพว่าฝ่ายไทยรังแกกัมพูชา เพื่อลดน้ำหนักการประชุม

จากเหตุการณ์ “บิ๊กเล็ก” ผิดหวัง รมว.กลาโหม กัมพูชา แถลงโยนผิดอ้างฝ่ายไทยยิงก่อน พล.อ.ณัฐพล ได้เน้นย้ำให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย และยึดกฎการใช้กำลัง สามารถตอบโต้ได้ตามระดับได้ทันที พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ประชาชน 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อพยพออกจากพื้นที่ และให้รอดูสถานการณ์และประเมินท่าทีกัมพูชา ก่อนที่จะกลับเข้าไปในพื้นที่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด การหาข้อเท็จจริงว่า ใครยิงก่อน เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการยกระดับความขัดแย้ง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การสื่อสารที่ผิดพลาดหรือการบิดเบือนข้อมูลสามารถนำไปสู่สถานการณ์ที่อันตรายได้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเปิดเผยความจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ผิดหวัง รมว.กลาโหม กัมพูชา แถลงโยนผิดอ้างฝ่ายไทยยิงก่อน

นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

จากสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล

“อนุทิน” เตรียมควง “บิ๊กเล็ก” บินด่วน ไปชายแดนไทยกัมพูชาพรุ่งนี้ หลังเหตุปะทะ สั่งกองทัพดูแลกำลังพลส่วนหน้าอย่างเต็มที่ ให้จังหวัดเตรียมรองรับการอพยพประชาชน

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (8 ธ.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และคณะ มีกำหนดนำคณะลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง การจัดการพิทักษ์ส่วนหลัง รวมถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หลังจากที่วันนี้ (7 ธ.ค. 68) เกิดเหตุปะทะระหว่างกำลังฝ่ายไทยและกัมพูชาบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ต้องยกระดับการเตรียมพร้อมในพื้นที่อย่างเข้มงวด และกองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งเตือนประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนให้ดำเนินการอพยพ ทั้งนี้ นายอนุทินได้รับรายงานและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพล รวมถึงประชาชนในจังหวัดชายแดน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านความปลอดภัย พร้อมตัดสินใจลงพื้นที่โดยเร็ว เพื่อรับฟังข้อมูลจากกองทัพและฝ่ายปกครองในพื้นที่จริงเพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้กองทัพดูแลกำลังพลส่วนหน้าอย่างเต็มที่ และให้จังหวัดต่าง ๆ เตรียมระบบรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะศูนย์พักพิงตามแผนอพยพ การลงพื้นที่ครั้งนี้ก็เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับหากมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เหตุปะทะเกิดขึ้นเวลา 14.15 น. ของวันที่ 7 ธ.ค. หลังฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยตอบโต้ ก่อนสถานการณ์ยุติลงในเวลา 14.50 น. แต่ยังคงประเมินว่ามีความไม่แน่นอนสูง หน่วยในพื้นที่ต้องตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอดเวลา โดยมีรายงานกำลังพลไทยบาดเจ็บ 2 นาย นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการ ทภ.2 ได้แจ้งเตือนประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนให้ดำเนินการอพยพตามแผน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยการที่นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ จะมีการหารือถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมต่อไปด้วย

นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

ทำไมนายกฯ ถึงต้องบินด่วนไปชายแดนไทยกัมพูชา?

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเร่งด่วน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด การลงพื้นที่ด้วยตนเองช่วยให้สามารถรับฟังข้อมูลโดยตรงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างระมัดระวัง การปะทะกันระหว่างกำลังพลทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลกำลังพลส่วนหน้าและการเตรียมระบบรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่มีต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่

ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างไร?

  • ติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพตามแผนที่กำหนด
  • ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
  • เตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เช่น น้ำ อาหาร ยา

การที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อหารือถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงเพิ่มเติม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน

ที่มา – นายกฯ บินด่วนพรุ่งนี้ ไปชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะ “ทหารไทย-กัมพูชา” ยิงสนั่นภูผาเหล็ก ก่อนสถานการณ์ยุติ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเหตุการณ์ที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันที่ 7 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ปะทะบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ดังต่อไปนี้:

  • เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปะทะกับทหารกัมพูชา โดยกัมพูชาได้เปิดฉากการยิงด้วยกระสุนปืนเล็กมายังฝ่ายเรา ทำให้ฝ่ายเรามีผู้บาดเจ็บ 2 นาย คือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) และ พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3)
  • เวลา 14.16 น. ฝ่ายเราทำการยิงอย่างต่อเนื่องตามกฎการปะทะอย่างได้สัดส่วน ฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธ ปรส. แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งหน่วยเตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ
  • เวลา 14.50 น. การปะทะยุติลง หน่วยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ และรักษาความพร้อมอย่างใกล้ชิด
  • เวลา 14.53 น. ลำเลียงผู้บาดเจ็บถึง บก.โดนเอาว์ เพื่อรักษาพยาบาลต่อ
  • เวลา 15.39 น. กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย
  • เวลา 16.17 น. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหาร กพช. ปลอดภัยแล้ว.

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ มักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องเขตแดน ทรัพยากร และความเข้าใจผิด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความอดทน การเจรจา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

หลังจากเหตุการณ์ปะทะ กองทัพทั้งสองฝ่ายได้เพิ่มกำลังพลและเฝ้าระวังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด มีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ทำไมเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ถึงเกิดขึ้น?

สาเหตุของการ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีรายงานว่าอาจเกิดจากความเข้าใจผิดในการลาดตระเวน หรือการล้ำเขตแดนโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม การสอบสวนอย่างละเอียดกำลังดำเนินการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาเขตแดนที่ยืดเยื้อ จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา จะช่วยให้สามารถหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความขัดแย้ง และการสร้างความร่วมมือเพื่อสันติภาพ

ที่มา – ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ทหารไทย-กัมพูชายิงสนั่น มีกำลังพลเจ็บ 2 นาย

ด่วน! เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน หลังจากเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความสั้นๆ ว่า “ด่วน! กันทรลักษ์บ้านเรา กองทัพแจ้งให้อพยพนะคะ” ข้อความดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแจ้งเตือนที่ค่อนข้างกระทันหันและบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล

สาเหตุของการแจ้งเตือนดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณ ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ การปะทะดังกล่าวส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย ได้แก่

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา
  • พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีรอยฟกช้ำ แน่นหน้าอก

ปัจจุบัน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสองนาย อยู่ระหว่างการเดินทางไปรับการรักษาที่ รพ.สต.โดนเอาว์ และจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อทำการรักษาอย่างละเอียดต่อไป

ด้าน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ และให้ปฏิบัติตามกฎของการปะทะอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าเป็นห่วง เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ายังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะในครั้งนี้ แต่การแจ้งเตือนให้ประชาชนใน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพฉุกเฉิน โดยจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์สื่อสาร ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

การที่เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ สะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อมูลและวิธีการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เลขาฯ นายกฯ โพสต์แจ้งคน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ด่วน

ปะทะภูผาเหล็ก! ไทยตอบโต้ มีกำลังพลเจ็บ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน เมื่อเกิดเหตุปะทะภูผาเหล็ก จังหวัดสกลนคร ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ ไทยตอบโต้ตามกฎ และสั่งเตรียมพร้อมสูงสุด รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

เกิดเหตุปะทะภูผาเหล็ก ไทยตอบโต้ตามกฎ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธปืนเล็ก บริเวณพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ “ภูผาเหล็ก” ในจังหวัดสกลนคร รายงานเบื้องต้นแจ้งว่ามีกำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ทราบชื่อคือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ สังกัด ป.6 พัน.6 ตำแหน่ง ผตน.พลาญหินแปดก้อน โดยถูกยิงที่ขา ขณะนี้กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ทางฝั่งประเทศไทยได้ตอบโต้ตามกฎการปะทะที่วางไว้ และมีการสั่งการให้เตรียมพร้อม 100% ตลอดแนวชายแดน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุดเหตุปะทะภูผาเหล็ก

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะ หรือกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทางกองทัพได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

เหตุการณ์ปะทะภูผาเหล็ก ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ อย่างรอบด้าน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพ และการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือ และดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเยียวยาจิตใจ และการสนับสนุนด้านต่างๆ จะช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีกำลังใจในการสร้างอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีโดยเร็ววัน ร่วมกันภาวนาให้เกิดสันติสุข และความสงบในพื้นที่ชายแดน

ความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ การสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือต่างหากคือหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่สงบสุข และน่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ที่มา – เกิดเหตุปะทะพื้นที่ “ภูผาเหล็ก” ไทยตอบโต้ตามกฎ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สน BHQ ประชิดชายแดน

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน! ยืนยันเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ประชิดชายแดนตราดว่า เป็นเรื่องปกติทางการทหาร และไม่ได้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานแต่อย่างใด

จากกรณีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เดินทางไปยังบ้านทมอดา ประเทศกัมพูชา และมีรายงานเสียงคล้ายปืนดังขึ้น น.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายกัมพูชา โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงประทัดเท่านั้น และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ AOT ว่าอาจมีการแอบอ้างหรือมีการแต่งกายเลียนแบบเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน

ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังหน่วยรบพิเศษ BHQ ของกัมพูชามายังชายแดนตราด น.อ.ธรรมนูญ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฉก.นย.ตราด ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น” น.อ.ธรรมนูญ กล่าวอย่างหนักแน่น “ฉก.นย.ตราด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ น.อ.ธรรมนูญ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ปกครองทหารเกณฑ์สอบถามถึงการส่งบุตรชายที่เพิ่งฝึกได้ 2 เดือนไปปฏิบัติงานที่ชายแดนว่า ทหารที่ผ่านการฝึกเบื้องต้นสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ประจำการในแนวหน้า และการมอบหมายงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนของ ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่การมีสติและความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

  • การเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์
  • การเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน และยืนยันความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนอาจมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของชาติไว้ได้

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน ยันเตรียมการพร้อมรับมือขั้นสุด

Scroll to top