ไทยปะทะกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 1 เผย กัมพูชายิง AK-47 ก่อนถูกโต้ตอบ

กรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มใช้อาวุธก่อน ด้วยการยิงปืนเล็กยาว AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด ก่อนที่ฝ่ายไทยจะทำการตอบโต้เพื่อระงับสถานการณ์

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ จต.ส.34-35 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดังนี้:

  • เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.10 น. ได้เกิดเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนยิงมาจากฝั่งกัมพูชา
  • คาดการณ์ว่าอาวุธที่ใช้คือปืนเล็กยาว AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด
  • กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ของไทยได้ทำการยิงเตือน และตอบโต้เหตุการณ์
  • การปะทะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง
  • ไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายไทย

กองทัพภาคที่ 1 เน้นย้ำว่า การตอบโต้ของฝ่ายไทยเป็นไปตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด โดยเป็นการใช้มาตรการตอบโต้เมื่อสถานการณ์มีความจำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตและรักษาอธิปไตยของชาติ การใช้อาวุธตอบโต้เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยกำลังพลได้ยิงตอบโต้ไปยังทิศทางที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมา ด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบต่อพลเรือน และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การตอบโต้ได้ยุติลงทันทีเมื่อภัยคุกคามจากฝั่งตรงข้ามสิ้นสุดลง

กองทัพภาคที่ 1 เผย กัมพูชายิง AK-47 ก่อนถูกโต้ตอบ

รายละเอียดเพิ่มเติมจากกองทัพภาคที่ 1 เกี่ยวกับเหตุการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าจะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด กองทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง และมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาและประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ความโปร่งใสในการรายงานเหตุการณ์ของกองทัพภาคที่ 1 เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยลดความเข้าใจผิด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจ และลดความขัดแย้ง การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการค้าขายชายแดน สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และลดโอกาสในการเกิดความขัดแย้งได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่ง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 1” เผย “กัมพูชา” ใช้ปืนเล็ก AK-47 ยิงมา 30 นัด ก่อนถูกไทยโต้กลับ

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

“ผู้บัญชาการทหารบก” ประกาศจุดยืน ลั่นจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

วันที่ 11 พ.ย. 2568 มีรายงานว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ภายหลังเหตุการณ์ที่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

ล่าสุด พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนของกองทัพบกว่า “ความจริงได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าทีแห่งความเป็นปรปักษ์ยังคงอยู่ กองทัพบกจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม”.

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การประกาศยุติข้อตกลงต่างๆ กับ “กัมพูชา” ของผู้บัญชาการทหารบกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบและการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค การยุติข้อตกลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางทหาร และความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจนำไปสู่การทบทวนและปรับปรุงความสัมพันธ์ให้มีความชัดเจน และเป็นประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการยุติข้อตกลงกับกัมพูชา

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจยุติข้อตกลงกับ “กัมพูชา” ในครั้งนี้ ปัจจัยเหล่านั้นอาจรวมถึง:

  • การละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่: หากมีการละเมิดข้อตกลงทวิภาคี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นเหตุผลให้ต้องทบทวน หรือยุติข้อตกลงนั้น
  • ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคง: ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน เช่น การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธ อาจเป็นเหตุผลให้ต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย และยุติข้อตกลงที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน: การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน และพบว่าข้อตกลงบางอย่างไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ หรือการยุติข้อตกลงนั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการเจรจาอย่างเปิดเผยและจริงใจ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ ผบ.ทบ. ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

การประกาศ ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่การเจรจาและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับประเทศกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ผบ.ทบ. ประกาศยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” พร้อมป้องกันการถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรม

“ทหารไทยปะทะกัมพูชา” ชิงข่าวแห่งปี

ย้อนจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” หลังมีผู้โหวตให้เข้าชิง “ข่าวที่สุดแห่งปี” จากงาน “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025”

ภายหลังจาก “ไทยรัฐ” ได้เปิดให้ร่วมโหวต “ข่าวที่สุดแห่งปี” เพื่อชิงรางวัล “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” พบว่า 1 ใน 5 เหตุการณ์ที่มีผู้โหวตเข้าชิงรางวัล คือเรื่อง “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” (5 เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2025 เหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี”)

เมื่อย้อนถึงเหตุการณ์ดังกล่าว “กองบัญชาการกองทัพไทย” ได้บันทึกเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ไว้ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาในหลายจุดตลอดแนวชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทั้งพลเรือนและทหาร รวมถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” เริ่มต้นขึ้นในเวลา 07.45 น. กองกำลังสุรนารีตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของฝ่ายกัมพูชาบินล้ำเข้ามาสำรวจในเขตพื้นที่หน้าปราสาทตาเมือนธม จากนั้นพบกำลังพลกัมพูชาพร้อมอาวุธครบมือ เดินทางเข้าประชิดแนวลวดหนาม ฝ่ายไทยพยายามใช้การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ

เวลา 08.20 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงด้วยอาวุธประจำหน่วยเข้าใส่ฐานปฏิบัติการของไทย ใกล้บริเวณปราสาทตาเมือน ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

เวลา 09.30 น. ฝ่ายกัมพูชายิงจรวด BM-21 จากพื้นที่เขาแหลม เข้าตกในพื้นที่บ้านขึ้นเหล็ก อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 1 ราย และตรวจพบหัวจรวดตกบนบ้านเรือนในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นเหตุให้พลเรือนเสียชีวิต 1 ราย

เวลา 09.45 น. มีการยิงจรวด BM-21 เพิ่มเติมเข้าใส่ศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน บริเวณอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

เวลา 10.00–10.22 น. ตรวจพบจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ฐานหมูป่า ฐานพดุง และเนิน 500 ในจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกระสุนปืนใหญ่ตกใส่พื้นที่ผามออีแดง จุกตา และบริเวณฐานทัพ ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บจำนวน 7 นาย

เวลา 10.28–10.40 น. มีรายงานการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝั่งกัมพูชา ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 พุ่งเป้าไปยังพื้นที่ฐานมาเรีย และบ้านโพนทอง ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 1 หลัง

เวลา 10.48–11.00 น. จรวด BM-21 จำนวน 3 ลูก ตกในพื้นที่ฐานหมูป่า และในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ร้านค้าเอกชนได้รับความเสียหาย มีพลเรือนเสียชีวิต 9 ราย และได้รับบาดเจ็บ 14 ราย

เวลา 11.02–12.21 น. ยังคงมีการปะทะและยิงถล่มด้วยอาวุธหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยกระสุนบางส่วนตกในเขตชุมชนและบ้านเรือนของประชาชน

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ไทยได้ใช้ปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ซึ่งเป็นการโจมตีตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอย่างหนักทั้งทางบกและอากาศ ซึ่งไทยเองมีการใช้เครื่องบินรบในยุทธการครั้งแรกด้วยเช่นกัน

“ทหารไทยปะทะกัมพูชา”

เหตุการณ์ “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” ถือเป็นความขัดแย้งที่สร้างความสูญเสียและความสะเทือนใจให้กับทั้งสองประเทศ การทำความเข้าใจถึงที่มาและผลกระทบของเหตุการณ์นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น การเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต และร่วมกันสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตที่สดใสของทั้งสองประเทศ

ร่วมโหวตข่าว “ทหารไทยปะทะกัมพูชา”

แล้วเหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี” ของคุณ อย่าลืมร่วมโหวต “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” เฟ้นหาที่สุดของข่าวที่สุดแห่งปี ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 ได้ที่เว็บไซต์ www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

ที่มา – “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” เหตุการณ์สะเทือนใจ ที่เข้าชิง “ข่าวที่สุดแห่งปี 2025”

ด่วน! ชายแดนหาดเล็กตราด ปิด ห้ามเข้าออก

จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก ถูกสั่งปิดตาย 100% ห้ามเข้าออกทุกกรณี คนไทยห้ามเข้า คนกัมพูชาห้ามออก ตั้งแต่ช่วงเช้าของเมื่อวาน

วันที่ 10 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 ของการปิดตายด่านชายแดน ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็กถูกสั่งปิดตาย ห้ามเข้าออกทุกกรณี คนไทยห้ามเข้า คนกัมพูชาห้ามออก ตั้งแต่ช่วงเช้าของเมื่อวาน (9 พ.ย.) หลังมีคำสั่งเร่งด่วนให้ปิดด่านห้ามเข้าออก ซึ่งที่ผ่านมายังมีการผ่อนผัน ให้คนไทยกลับเข้าพื้นที่และให้ชาวกัมพูชาเดินทางออกไปได้ แต่ต้องทำเรื่องผ่านแดนตามปกติ

ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือมาถึงอย่างเป็นทางการ ส่วนเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.นย.182 บ้านหาดเล็ก พร้อมเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองคลองใหญ่ และด่านศุลกากรคลองใหญ่ ยังคงเฝ้าประจำที่ทำการตรงจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก

จากการสอบถาม เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองบอกว่า เป็นคำสั่งด่วนจากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ที่สั่งด่วนให้ปิดชายแดนโดยสิ้นเชิง ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดนถาวร ก็ถือปฏิบัติตามทันที

ส่วนจุดผ่อนปรนทางการค้า ที่บริเวณบ้านมะม่วง และบ้านหมื่นด่าน ใน อ.บ่อไร่ ก็ได้รับคำสั่งและทำการปิดด่านเช่นกัน ส่วนในเรื่องรายละเอียดต่างๆ คงต้องรอหนังสืออย่างเป็นทางการ จากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดต่อไป.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ชายแดนหาดเล็กตราดกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากการประกาศปิดด่านอย่างเป็นทางการ ทำให้การเดินทางและการค้าชายแดนหยุดชะงักลงทันที ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง

การปิดชายแดนหาดเล็กตราดครั้งนี้ สร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางข้ามแดนเป็นประจำ ทั้งเพื่อการทำงาน การค้า หรือการเยี่ยมเยียนครอบครัว การปิดด่านอย่างกะทันหัน ทำให้หลายคนไม่สามารถวางแผนการเดินทางได้ทัน และต้องเผชิญกับความไม่สะดวกต่างๆ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปิดชายแดนหาดเล็กตราดไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการเดินทางเท่านั้น ธุรกิจการค้าชายแดนก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สินค้าที่เคยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันตามปกติ ไม่สามารถส่งผ่านข้ามแดนได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ชายแดนหาดเล็กตราด ถูกสั่งปิด 100% ห้ามคน “ไทย-กัมพูชา” เข้าออกทุกกรณี

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะดูตึงเครียด แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปิดชายแดนหาดเล็กตราด ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณา เช่น

  • สาเหตุของการปิดด่านอย่างเร่งด่วน
  • ระยะเวลาในการปิดด่าน
  • มาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

การปิดชายแดนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของจังหวัดตราด โดยเฉพาะอำเภอคลองใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของด่านหาดเล็ก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการขนส่งสินค้า ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆ ต้องเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวและลูกค้าที่ลดลงอย่างมาก

นอกจากนี้ เกษตรกรและผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังกัมพูชาได้ ทำให้สินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา

ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน การจัดหางานใหม่ หรือการส่งเสริมการขายสินค้าในประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและประชาชน

การปิดชายแดนหาดเล็กตราดครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันมาทบทวนและวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเน้นการพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และการเดินทางและการค้าชายแดนจะกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ชายแดนหาดเล็กตราด ถูกสั่งปิด 100% ห้ามคน “ไทย-กัมพูชา” เข้าออกทุกกรณี

แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหนักแน่น “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย กองทัพมีแผนยึดคืนแน่นอน พร้อมทั้งนำคณะกราบขอพร “หลวงปู่เสน ปัญญาธโร” เพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.10 น. พล.ท.วีรยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังวัดราษฎร์สงเคราะห์ หรือ วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เพื่อเข้ากราบขอพรจากหลวงปู่เสน ปัญญาธโร อายุ 90 ปี นอกจากนี้ ยังได้เข้ารับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ และรถแบคโฮ จำนวน 3 คัน เพื่อสนับสนุนการสร้างถนนและรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีลูกศิษย์ของหลวงปู่เสนและชาวบ้านหนองแซงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการผูกผ้าขาวม้าให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 รองแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 2 ตามประเพณีอีสาน บริเวณประตูทางเข้าฐานองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา หรือ หลวงพ่อสมประสงค์ ซึ่งชาวบ้านต่างชื่นชมแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าตัวจริงหล่อกว่าในรูปภาพ

หลังจากนั้น คณะได้เข้ากราบองค์พระประธาน ก่อนเข้ากราบหลวงปู่เสนและสนทนาธรรมประมาณ 15 นาที หลวงปู่เสนได้มอบพระพุทธรูป 3 องค์ และเหรียญปลุกเสกให้แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารกล้าตามแนวชายแดน เป็นขวัญและกำลังใจให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

พล.ท.วีรยุทธ ได้เข็นรถวีลแชร์ให้หลวงปู่เสนไปยังลานด้านหน้าองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา ซึ่งลูกศิษย์ทั่วประเทศร่วมกันบริจาคให้หลวงปู่เสน เพื่อมอบให้กับกองทัพภาคที่ 2 นำไปใช้ประโยชน์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งการสนับสนุนนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยและกัมพูชามีความขัดแย้งเรื่องเขตแดน หรือตั้งแต่สมัยที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ส่วนรถแบคโฮทั้ง 3 คัน มูลค่าคันละ 1,400,000 บาท จะทำการมอบในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 91 ปีของหลวงปู่เสน

หลังจากการรับมอบสิ่งของจากหลวงปู่เสน พล.ท.วีรยุทธ ได้กล่าวขอบคุณหลวงปู่เสนและลูกศิษย์ทั่วประเทศที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ปกป้องผืนแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยและทำมาหากิน

หลวงปู่เสนได้ให้พรแก่คณะแม่ทัพภาคที่ 2 และลูกศิษย์ที่มาร่วมทำบุญ ก่อนที่จะร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข็นรถวีลแชร์ให้หลวงปู่เสนกลับไปยังใต้ฐานองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา ก่อนที่จะกราบลาและเดินทางกลับนครราชสีมา

พล.ท.วีรยุทธ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่าหลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ทำการขนย้ายอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนแล้ว ทางกองทัพก็ไม่ได้มีความกังวลใดๆ เนื่องจากได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ และกองทัพภาคที่ 2 ก็มีความพร้อมเต็มที่ 100% พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ หากทางกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

นอกจากนี้ พล.ท.วีรยุทธ ยังได้ตอบโต้หนังสือจากกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยเตรียมใช้กำลังเพื่อยึด

แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย

ยืนยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทยแน่นอน

พล.ท.วีรยุทธ ยืนยันว่าไม่มีการใช้กำลังในการยึดคืน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย และทางกองทัพได้เตรียมความพร้อมและวางแผนในการดำเนินการไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นยุทธวิธีทางทหารที่เป็นความลับ

สำหรับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ภาคประชาชนจะเดินทางไปรวมตัวกันเพื่อทวงคืน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย นั้น แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวไทยที่จะเดินทางไปให้กำลังใจทหาร แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากบริเวณชายแดนยังมีโดรนและทุ่นระเบิดจำนวนมาก อีกทั้งทหารกัมพูชาก็ยังไม่ได้เข้าร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีจำนวนมากนับพันลูก ทางกองทัพภาคที่ 2 จึงมีความห่วงใยในความปลอดภัยของทหารและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กองทัพยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวัง เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การเจรจาและใช้สันติวิธี ยังคงเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย กองทัพมีวิธียึดคืน วางแผนไว้แล้ว

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

กองพันทหารราบที่ 11 จัดพิธีรำลึก ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ ที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ท.จักรกฤษณ์ ขุริรัง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้จัดพิธีรำลึกถึง “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารผู้เสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดินไทย ครบรอบ 100 วันแห่งการจากไป ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ วีรกรรมอันกล้าหาญของ “นักรบช่องอานม้า” จะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป โดยมีกำลังพลที่เคยร่วมปฏิบัติภารกิจปกป้องชาติ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวถึง ส.ท.ต่อพงษ์ ว่า “น้องต่อพงษ์ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติในพื้นที่ช่องอานม้า การเสียสละของน้องเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนตระหนักดี และพวกเราที่ยังอยู่ จะร่วมกันสานต่อภารกิจในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป”

ในพิธี มีการยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และดวงวิญญาณของทหารกล้าทุกท่านที่ได้พลีชีพเพื่อปกป้องประเทศชาติ

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

การจัดพิธีรำลึกถึงวีรชนผู้กล้าเช่น ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เสียสละ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นแบบอย่างให้แก่ทหารรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

“ส.ท.ต่อพงษ์” วีรบุรุษช่องอานม้า

เรื่องราวของ “ส.ท.ต่อพงษ์” แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่ทหารไทยมีต่อประเทศชาติ การที่กองทัพยังคงจัดพิธีรำลึกถึงท่าน ถือเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติและคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

ความเสียสละของ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และทหารกล้าท่านอื่นๆ จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนรักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – ภูมะเขือจัดพิธีรำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “นักรบช่องอานม้า”

ชายแดนโคกสูงวันนี้: สถานการณ์ยังสงบ

สถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ในวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างสงบ กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการสำรวจบริเวณชายแดนบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ รวมถึงไม่มีทหารกัมพูชาออกมาในลักษณะที่สร้างความกังวลเหมือนเช่นที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศ โดยใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ชายแดน บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา การลาดตระเวนนี้มีจุดประสงค์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวม

ผลจากการบินสำรวจในช่วงเช้า พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีใดๆ ที่เป็นการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กัมพูชายังคงประจำจุดตามปกติบริเวณเพิงพัก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตนเอง

ในส่วนของบรรยากาศฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการรวมตัวของประชาชนที่ผิดปกติ ชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ

เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพายังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมของสถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ช่วงบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานนั้น ยังคงอยู่ในสภาวะที่สงบ ไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด

ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดน อ.โคกสูง ในช่วงนี้จะสงบ แต่กองกำลังบูรพาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด มีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนที่กว้างขวาง ทำให้สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำ

การลาดตระเวนทางอากาศบริเวณชายแดน อ.โคกสูง

การลาดตระเวนทางอากาศด้วยโดรนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนที่กองกำลังบูรพาใช้เพื่อประเมินสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณชายแดนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ในวันนี้จะไม่มีการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทยเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวัง
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ที่ชายแดน อ.โคกสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่สถานการณ์ในวันนี้ยังคงสงบเป็นผลมาจากความร่วมมือและการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาทและควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ ไม่พบ “ทหารกัมพูชา” ยืนสอดแนม-ถ่ายรูปฝั่งไทย

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบมะเขือ สู้จนวินาทีสุดท้าย

เรื่องราวสุดอาลัยของ “จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร” นักรบภูมะเขือจากกาฬสินธุ์ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ ผู้เสียสละเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร อายุ 42 ปี ทหารกล้าสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จ.ยโสธร ที่บ้านเกิดใน ม.9 ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

จ.ส.อ.พลพร เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ หลังจากปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญที่ภูมะเขือ ในเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะทราบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ก็ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยจนถึงที่สุด

บรรยากาศในงานศพเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ข้าราชการทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมงานและแสดงความเสียใจต่อการจากไปของวีรบุรุษผู้เสียสละ

นางหนูพลอย ทาบรรหาร ผู้เป็นแม่เล่าว่า ลูกชายรับราชการทหารมากว่า 20 ปี มีภรรยาและลูกชายที่กำลังศึกษาอยู่ที่ จ.ยโสธร จ.ส.อ.พลพร จับได้ใบแดงและเข้ารับราชการทหาร ก่อนจะสอบเป็นนายสิบและประจำการอยู่ที่ จ.ยโสธร

การเสียสละของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ

ก่อนเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ส.อ.พลพร ได้เข้ารับการตรวจร่างกายและพบก้อนเนื้อที่ตับ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3-4 หรือระยะสุดท้ายแล้ว แม้จะมีอาการปวดท้องบ้าง แต่ จ.ส.อ.พลพร ไม่เคยปริปากบ่นให้ใครได้ยิน เนื่องจากเป็นคนที่มีความอดทนสูงและไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

ในช่วงระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเกิดการปะทะกัน จ.ส.อ.พลพร ได้บอกกับแม่ว่าจะขอทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติให้ถึงที่สุด และจะดูแลทีมงานที่สู้รบด้วยกันให้ดีที่สุดที่ภูมะเขือ แม้แม่จะขอให้กลับมารักษาตัว แต่ จ.ส.อ.พลพร ก็ยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ โดยกล่าวว่าหากต้องตาย ก็ขอตายในชุดทหารออกรบ

หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จ.ส.อ.พลพร จึงได้เดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ และเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568

นางหนูพลอยกล่าวว่า แม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกชาย แต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายได้ทำหน้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ปกป้องความปลอดภัยของคนไทยจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยไม่ห่วงชีวิตของตนเอง และให้ความสำคัญกับประเทศชาติและเพื่อนร่วมทีมมากกว่า

ทางครอบครัวจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี และมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

นางหนูพลอยยังกล่าวขอบคุณหน่วยทหารต้นสังกัด ผู้บังคับบัญชา เพื่อนทหาร รุ่นน้อง เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองอำเภอสหัสขันธ์ ที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดงานศพ จ.ส.อ.พลพร เป็นอย่างดี

สิบเอกธีระพงษ์ ประทุม ทหารรุ่นน้องในทีม กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้ร่วมงานและร่วมสู้รบกับ จ.ส.อ.พลพร ซึ่งเป็นทั้งพี่ชาย หัวหน้าทีม และเพื่อนที่ดูแลน้องๆ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และได้ทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ทิ้งเพื่อน ไม่ทิ้งน้อง แม้ตนเองจะเจ็บป่วย ซึ่งตนและเพื่อนๆ จะไม่มีวันลืมความดีของ จ.ส.อ.พลพร

เรื่องราวของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทย ที่พร้อมจะปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต

ขอสดุดีวีรกรรมของ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร ผู้ที่เสียสละทั้งชีวิตเพื่อชาติไทย และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของท่าน

ที่มา – เชิดชูเกียรติ “จ.ส.อ.พลพร” นักรบภูมะเขือ ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ขอสู้เพื่อแผ่นดินไทย

จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยที่อรัญประเทศ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุการณ์จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน บ้านป่าไร่ใหม่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยเจ้าหน้าที่พบว่ามี 3 รายไม่มีเอกสารการเข้าเมืองที่ถูกต้อง

จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.1202 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว และกำลังจากกองร้อยทหารราบที่ 932 และชุด ชปช.2 กองกำลังบูรพา ทำการจับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน บริเวณอรัญประเทศ 05 – 06 หมู่ 8 บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

การจับกุมเป็นไปตามคำสั่งของ พ.ต.อ.ภัทรกร ขาวนวล ผกก.สภ.คลองลึก โดยมี พ.ต.ท.พิพัฒน์ โกสินอภิวัฒน์ รอง ผกก.ป.ฯ, พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.จรัญ ใจสันทัด สว.สส.ฯ กำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าไทย

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมประกอบด้วย ร.ท.สุวนัท เขียวตองอ่อน, จ.ส.ท.วัลลภ คชิตา, อส.ทพ.วรวุฒิ ขุมทรัพย์ จาก ร้อย ทพ.1202, พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว ได้แก่ ร.ต.อ.เกรียงไกร เกษรปัญโญ, ร.ต.สุรภูมิ กองไพรวัลย์, ร.ต.สุรุดิ สอนอิ่มสารตร์, ด.ต.ธีระ สุขแสวง, ด.ต.วริทธิ์ธร คำแฝง, ด.ต.ประสาร บุญโย, ด.ต.ปณัชพงษ์ ตันติเพิ่มพูนผล และ ด.ต.กิตติศักดิ์ วรรณโค ผบ.หมู่ ตม. นอกจากนี้ยังมีกำลังสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย.ร.932 จ.ส.อ.ราชศักดิ์ และ ส.อ.วุฒิพงษ์ จงลือชา รวมทั้ง ร.ต.ยงยุทธ พูลสนอง จากชุด ชปช.2 กกล.บูรพา จากการตรวจสอบพบผู้ต้องหาเป็นชาวกัมพูชาทั้งหมด 7 ราย ได้แก่

  • นายเล จันลา อายุ 42 ปี
  • นายที ไลฮัว อายุ 25 ปี
  • นายวี เทือน อายุ 31 ปี
  • นายงอน สุพอน อายุ 32 ปี
  • นายชีวัน อายุ 23 ปี
  • นายพอล ทาเวย อายุ 27 ปี
  • นางเมือน จันนา อายุ 27 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกจับกุมที่ 1, 2, 6 และ 7 มีเอกสารหนังสือเดินทาง (Border Pass) ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย ได้แก่ ผู้ถูกจับกุมที่ 3, 4 และ 5 ไม่มีเอกสารใด ๆ แสดงการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าว (กัมพูชา) เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามกฎหมาย โดยมีล่ามภาษากัมพูชาช่วยแปลให้เข้าใจสิทธิ์ในการให้การ ปรึกษาทนาย และแจ้งญาติ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่ออกตรวจพื้นที่เพื่อป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองตามแนวชายแดน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจึงเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย เหตุการณ์จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการเฝ้าระวังตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามอย่างเข้มงวดในการป้องกันและปราบปราม แต่ก็ยังคงมีผู้ที่พยายามเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมายอยู่ดี การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ที่มา – จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

Scroll to top