ไทยปะทะกัมพูชา

กองทัพภาค 1 ยัน! ไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามที่มีกระแสข่าวลือออกมา ทำให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลใจ และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 สร้างความสับสนให้กับประชาชนในพื้นที่ ล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว

ทางเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว แต่อย่างใด และยังคงยึดถือปฏิบัติตามนโยบายเดิมในการควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่า กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว แต่การค้าขายและการสัญจรระหว่างประเทศยังคงเป็นไปตามกลไกปกติผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

  • การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • การขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย
  • การค้ามนุษย์
  • การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การที่ กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว เป็นการยืนยันว่ามาตรการควบคุมชายแดนยังคงมีความสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามกฎหมายและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนต่อไป

ที่มา – กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เกี่ยวกับการกำหนดปักหมุดชั่วคราว เพื่อกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น พร้อมเริ่มสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลือ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ดังนี้

สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จ.สระแก้ว ฝ่ายไทย บ.หนองจาน มีมวลชนและกลุ่มสื่อมวลชน ประมาณ 20-35 คน ปักหลักทำกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ไม่พบบุคคลสำคัญในพื้นที่ ส่วน บ.หนองหญ้าแก้ว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ส่วนฝั่งตรงข้ามฝ่ายกัมพูชา จนท.ทหาร และตำรวจ ยังคงมีการตรึงกำลังและจัดกำลังเฝ้าระวังสลับเปลี่ยนเวรยามอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด ในส่วนของมวลชนชาวกัมพูชา ยังคงพบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ สถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ

การปฏิบัติการที่สำคัญ สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญ ระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น โดยวานนี้ (24 ต.ค.68) กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการกกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ถือเป็นการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย ทั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อยืนยันพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภารกิจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน 2) จัดกำลังร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ได้เริ่มดำเนินการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ของบ้านหนองหญ้าแก้ว (พื้นที่ E) โดยชุดตรวจค้นและชุดเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิด GCS 200 ผลการปฏิบัติในวันนี้ ได้พื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,268 ตร.ม. ยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผน อีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จะยังคงเดินหน้าในภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนได้ทำกิน ตลอดจนเดินหน้าสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก ตามแผนที่กำหนด พร้อมยืนยันความพร้อมในทุกมิติเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินของไทยอย่างดีที่สุด

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว มีความสำคัญอย่างไร?

การดำเนินการของ กกล.บูรพา ในการเตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การวางหลักเขตแดนชั่วคราวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน แต่ยังเป็นการยืนยันอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

ที่มา – กกล.บูรพา ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านหนองจาน- หนองหญ้าแก้ว เตรียมปักหมุดชั่วคราว

สระแก้วเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย กองทุนหทัยทิพย์

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวัง กองทัพภาคที่ 1 สรุปภาพรวมเหตุการณ์ทั่วไปปกติ แต่ยังคงมีการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับแผนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักของทหารและเครือข่ายฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทย

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว พบว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนยังคงมีประชาชนในพื้นที่แสดงออกถึงความรักชาติและหวงแหนอธิปไตย ส่วนฝั่งกัมพูชายังไม่มีการเคลื่อนไหวของมวลชนเพิ่มเติม

ที่บ้านเปรยจัน พบมวลชนพักคอยร่วมกับทหารและ ตชด. ประมาณ 20-25 คน ทำหน้าที่ตรวจการณ์และบันทึกภาพความเคลื่อนไหวจากฝั่งไทย เหตุการณ์โดยรวมยังคงเป็นปกติ

ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน กกล.บูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ในการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักของทหารและเครือข่ายฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยนั้น ยังอยู่ในระหว่างการปรับแผนการดำเนินงาน

เริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

ไฮไลท์สำคัญของข่าวนี้คือการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว ซึ่งเป็นโครงการที่กองทัพบกให้ความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

กองกำลังบูรพา โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ได้เริ่มดำเนินการโครงการนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยเริ่มจากการสร้างหลุมหลบภัยจำนวน 3 หลุม ในพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านเขาลูกช้าง

นอกจากนี้ ยังมีการเริ่มสร้างบังเกอร์จำนวน 10 จุด ในพื้นที่อำเภอตาพระยาและอำเภอโคกสูง ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 10

ความคืบหน้าการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

การเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว ถือเป็นมาตรการสำคัญในการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนมีที่หลบภัยที่มั่นคงและปลอดภัยในช่วงเวลาฉุกเฉิน

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติและการดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่

การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและความพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

โครงการนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทุนหทัยทิพย์ ในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การที่กองทัพบกให้ความสำคัญกับการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

ในอนาคต คาดว่าจะมีการขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่ชายแดนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลและปกป้องอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – เริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน คืนความปลอดภัย

เปิดภารกิจกองกำลังบูรพาในการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน เคลียร์พื้นที่ศูนย์อพยพกัมพูชาเดิมให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อเตรียมคืนพื้นที่ให้เจ้าของคนไทยตัวจริง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้สนธิกำลังนำเครื่องจักรกลหนักเข้าดำเนินการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์อพยพชาวกัมพูชาเดิม ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย พื้นที่หมู่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านโจกเจย อำเภอโอโจโลว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา

การเข้าปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่ให้กับชาวบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่แท้จริง โดยการดำเนินงานเป็นไปตามแผนการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน เพื่อให้การใช้ประโยชน์พื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดความมั่นคงในระยะยาว

ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่เพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่า กำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ และปรับสภาพพื้นที่ให้ราบเรียบ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดระหว่างปฏิบัติงาน

บรรยากาศโดยรอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดควบคุมการเข้าออกของบุคคลและยานพาหนะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ระหว่างการทำงาน ขณะเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ และผู้ใหญ่บ้านหนองจานร่วมสังเกตการณ์การดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวจะผ่านการจัดระเบียบและตรวจสอบความปลอดภัยโดยหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนจะมีการส่งมอบพื้นที่คืนให้กับชาวบ้านหนองจานในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนเองได้อย่างถูกต้องตามสิทธิ์ และเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา

กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน เตรียมคืนพื้นที่ปลอดภัย

การดำเนินการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองกำลังบูรพาในการดูแลรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการให้ความสำคัญกับการคืนสิทธิให้แก่ประชาชนชาวไทย การ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ไม่เพียงแต่เป็นการเคลียร์พื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

เป้าหมายของการจัดระเบียบบ้านหนองจาน

  • เคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดและสิ่งก่อสร้างอันตราย
  • ส่งมอบพื้นที่คืนให้ชาวบ้านหนองจาน
  • สร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนชายแดน

การ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การคืนสิทธิในที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้อย่างยั่งยืน และเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจานเป็นสัญญาณที่ดีว่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ดินและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการนี้จะเป็นต้นแบบให้กับการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไป

ที่มา – กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน เตรียมคืนพื้นที่ปลอดภัย ให้เจ้าของคนไทยตัวจริง

อัปเดตบ้านใหม่พลทหารโก้ สร้างใกล้เสร็จแล้ว!

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านหลังใหม่ของ พลทหารโก้ ผู้กล้าที่เสียสละจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด! กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าโครงการสร้างบ้านให้ พลทหารโก้ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งขณะนี้บ้านใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว

อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ภาพความคืบหน้าผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่ 2 พร้อมข้อความที่สร้างความประทับใจว่า “บ้านหลังใหม่ใกล้เสร็จแล้ว ตอบแทนกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์” โดยกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ได้จัดกำลังพลชุดช่าง ร่วมกับผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสา ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

การก่อสร้างในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความร่วมมืออันดีระหว่างทหาร ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการจากทุกภาคส่วน ที่ต่างร่วมกันเป็นพลังจิตอาสา ทำให้การก่อสร้างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบ้านให้เสร็จทัน เพื่อให้พลทหารและครอบครัวได้เข้าพักอาศัยและฟื้นฟูร่างกายและจิตใจต่อไป ซึ่งเป็นการตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติจนได้รับบาดเจ็บ

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านใหม่พลทหารโก้

จากภาพที่เผยแพร่ออกมา เราจะเห็นได้ว่าตัวบ้านนั้นเป็นรูปเป็นร่างเกือบสมบูรณ์แล้ว โครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อย หลังคามุงเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการตกแต่งภายในและภายนอก คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานบ้านหลังนี้ก็จะพร้อมให้ พลทหารโก้ และครอบครัวได้เข้าอยู่

เรื่องราวของ พลทหารโก้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามยากลำบาก การสร้างบ้านหลังใหม่นี้จึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพลทหารและครอบครัว ให้พวกเขามีกำลังใจที่จะต่อสู้และดำเนินชีวิตต่อไป

การอัปเดตบ้านใหม่ของ พลทหารโก้ ในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ และเป็นกำลังใจให้กับทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติของเรา

หวังว่า พลทหารโก้ และครอบครัว จะมีความสุขกับบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยความรักและความปรารถนาดีจากทุกภาคส่วน และขอเป็นกำลังใจให้พลทหารหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววันครับ

ที่มา – อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

เก็บกู้ทุ่นระเบิดหนองหญ้าแก้ว: พบแล้ว 7 ทุ่น!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 รายงานว่ามีการใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่นแล้ว

เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ประจำวัน ณ เวลา 18.00 น. พบว่ามีการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอชายแดน และจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง รองรับผู้ประสบภัยได้ประมาณ 4,200 คน นอกจากนี้ยังมีการจัดระเบียบพื้นที่และจุดตรวจบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่

ในส่วนของปฏิบัติการจิตวิทยา ฝ่ายไทยได้ฉายสารคดี “แคมป์ 511” บริเวณชายแดน เพื่อเผยแพร่เรื่องราวการช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาในอดีต

ฝั่งกัมพูชามีการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่บ้านโจกเจยและบ้านเปรยจัน โดยใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย พร้อมทั้งเพิ่มกำลังพลเฝ้าระวังแนวชายแดน และสังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ความคืบหน้าการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองกำลังบูรพา ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ยังคงเดินหน้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้อุปกรณ์และกำลังพลสนับสนุน เช่น รถถากถางหุ้มเกราะ D5, เครื่องจักร GCS-200 และเครื่องจักรสนับสนุนกวาดล้างทุ่นระเบิด BearCat

ล่าสุดได้ตรวจพบทุ่นระเบิดจำนวน 2 ทุ่น ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ MN79 จำนวน 1 ทุ่น และทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 1 ทุ่น ซึ่งได้ดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว

สรุปผลการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. 68 ถึงปัจจุบัน สามารถตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรวม 7 ทุ่น (PMN 6 ทุ่น และ MN79 1 ทุ่น) ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดเก่าทั้งหมด

นอกจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว ยังได้มีการเคลียร์พื้นที่ปฏิบัติการโดยใช้รถถากถาง จำนวน 1,393 ตร.ม. และรื้อถอนเพิงพักชาวกัมพูชาที่ไม่มีผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวน 1 หลัง เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่อธิปไตยของไทย

พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจกำลังพล พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การทำงานอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จะช่วยให้พื้นที่ชายแดนกลับมาปลอดภัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ไทยแจง! เปิดหนังให้กำลังพล ไม่ได้ยั่วยุ

จากกรณีที่มีข้อร้องเรียนจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการเปิดเสียงดังจากฝั่งไทย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ไทยได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลที่มาของการเปิดภาพยนตร์สารคดีและเพลงปลุกใจบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ากิจกรรมดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล ไม่ได้มีเจตนาที่จะยั่วยุหรือสร้างความรำคาญแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากที่มีกลุ่มชาวกัมพูชาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการเปิดเสียงดังรบกวนในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อคลายความเข้าใจผิด

ฝ่ายไทยชี้ ไม่ได้มีเจตนายั่วยุ เปิดภาพยนตร์สารคดี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกล่าวว่า การเปิดภาพยนตร์สารคดีและเพลงปลุกใจเป็นกิจกรรมภายในพื้นที่ควบคุมของกองกำลังบูรพา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับความตึงเครียดและความเหน็ดเหนื่อยจากการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ทั้งนี้ เนื้อหาที่นำมาเปิดเผยแพร่ มีความหลากหลาย ทั้งภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์ สารคดีให้ความรู้ และบทเพลงปลุกใจที่มุ่งเน้นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังมีการสอดแทรกข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของข้อพิพาทแนวชายแดน รวมถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ประเทศไทยเคยให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในด้านต่างๆ

วัตถุประสงค์หลัก: สร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

แหล่งข่าวจากกองกำลังบูรพายืนยันว่า การเปิดภาพยนตร์และสื่อต่างๆ ดำเนินการบนผืนแผ่นดินไทย 100% และจัดขึ้นในพื้นที่ควบคุมของหน่วยทหาร ซึ่งห่างจากแนวชายแดนในระยะที่ไม่เป็นการละเมิดเขตแดน การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายและหลักสากล

การเปิดสื่อในลักษณะนี้ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายความเครียดจากสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความเปราะบาง เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติและแผ่นดิน

นอกจากนี้ การที่ทหารได้ดูภาพยนตร์หรือสารคดีที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ก็เป็นการช่วยปลูกฝังความรักชาติ และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองให้มากยิ่งขึ้น การตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน

บรรยากาศล่าสุดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน ตรวจตราพื้นที่ และใช้โดรนบินสำรวจตลอดแนว เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงหรือการปลุกระดมจากฝั่งตรงข้าม

แม้ว่าการเปิดภาพยนตร์และเพลงปลุกใจอาจสร้างความไม่พอใจให้กับบางกลุ่ม แต่สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ การสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบาก เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ฝ่ายไทยชี้ ไม่ได้มีเจตนายั่วยุ เปิดภาพยนตร์สารคดี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

ทภ.1 ย้ำ! เปิดเครื่องเสียงเป็นจิตวิทยา

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) สรุปสถานการณ์พื้นที่ชายแดนสระแก้ว บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ย้ำเจ้าหน้าที่ยังตรึงกำลังตามมาตรการ โดยการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวัน บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว สรุปได้ดังนี้:

สถานการณ์บ้านหนองจาน

ฝั่งไทยมีมวลชน พ่อค้าแม่ค้า นักข่าว ราว 150 คน และมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ นำตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ มาวางบริเวณ จต.ส.40 ฝั่งกัมพูชามีประชาชน สื่อ ทหาร ตำรวจ คอยติดตามการเคลื่อนไหวของไทย ประมาณ 30-40 คน สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

ฝั่งไทยมีมวลชน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญ ฝั่งกัมพูชามีประชาชน มวลชน ผู้สื่อข่าว ประมาณ 30-40 คน ในวัดเปรยจัน เป็นศูนย์กลางในการแสดงจุดยืน แจ้งข่าวสาร รับ-ส่งเสบียง สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่า คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาของไทย อ้างว่าเป็น การข่มขู่ คุกคามทางจิตใจ สร้างความรำคาญ ทีมงานไทยได้ทำการกระจายเสียงสารคดีประวัติศาสตร์ในค่ายอพยพ เมื่อประชาชนกัมพูชาหนีภัยสงคราม และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้บุกรุกชาวกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย ในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ ฝกร.ศปก.ทภ.1 ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว กกล.บูรพา และ มทบ.19 ซักซ้อมแผนอพยพประชาชน จาก 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อ.ตาพระยา, อ.โคกสูง, อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด เข้าพื้นที่พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และ ผบ.กกล.บูรพา ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ภารกิจเก็บกู้ระเบิด กกล.บูรพา ยังคงดำเนินการตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ พร้อมอุปกรณ์ตรวจค้น และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หากตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบ

ทภ.1 ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอบคุณกำลังใจจากประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่าจะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อทวงคืนพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นหนึ่งในเเผนการนี้

การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าการดำเนินการบางอย่าง เช่น การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นการดำเนินการภายใต้แผนที่วางไว้ และมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

Scroll to top