ไทยเข้มแข็ง

“เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายของประเทศไทย การถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทกลายเป็นประเด็นร้อน ล่าสุด “เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า ได้กลายเป็นหัวข้อที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะมันชี้ให้เห็นถึงหลักการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันในอดีต ไม่ว่าจะยุคไหนก็ใช้รูปแบบกฎหมายใกล้เคียงกันเพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคล่องตัว

“เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยเอกสาร พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีเนื้อหายาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น เธอตั้งข้อสังเกตว่าขาดความชัดเจนในส่วนของวิธีการกู้เงิน รูปแบบการใช้จ่าย และรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่จะนำเงินไปใช้ ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและการกำกับดูแล

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงอย่างชัดเจน โดยย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นเพียงกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้ยืมเงิน ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดทุกโครงการไว้ในตัวกฎหมาย หากตรวจสอบย้อนอดีตจะพบรูปแบบเดียวกัน เช่น พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ วงเงินกู้สูงถึง 4 แสนล้านบาทเช่นกัน แต่เอกสารมีความยาวเพียง 3-4 หน้า

หลักการของ พ.ร.ก.กู้เงิน: ให้อำนาจคลังแบบยืดหยุ่น

การใช้ พ.ร.ก.กู้เงินในลักษณะนี้เป็นกลไกที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอการอนุมัติรายละเอียดโครงการทั้งหมดจากรัฐสภา ซึ่งอาจใช้เวลานาน นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าหลักการนี้ใช้มาตั้งแต่อดีต เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอิสระในการบริหารจัดการ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังภาครัฐ

ย้อนรอย พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง: บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2552

พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ออกมาในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่กระทบเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก รัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงออกมาตรการนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดภาษี การจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน และการสนับสนุน SME ทำให้ GDP โตขึ้นและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แม้เอกสารจะสั้น แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ

  • วงเงินกู้ใกล้เคียงกัน: ทั้งสองฉบับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท
  • ความยาวเอกสารคล้าย: 3-5 หน้า ไม่ลงรายละเอียดโครงการ
  • วัตถุประสงค์หลัก: ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ผู้รับผิดชอบ: กระทรวงการคลังเป็นหลัก

การเปรียบเทียบนี้ช่วยดับกระแสวิจารณ์ที่ว่าพ.ร.ก.ปัจจุบันขาดความโปร่งใส โดยแสดงให้เห็นว่านี่คือ “มาตรฐานปฏิบัติ” ที่ใช้มานาน ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือผิดปกติ

มุมมองต่อสาธารณะและอนาคต

แม้จะมีหลักฐานจากอดีต แต่ฝ่ายค้านยังคงเรียกร้องความชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้เงินสุจริต ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมองว่าการกู้เงินขนาดนี้จำเป็นในยุคโควิด-19 และสงครามการค้า แต่ต้องมีระบบติดตามผลที่เข้มงวด เช่น การรายงานทุกไตรมาสต่อสภา นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เพิ่มบทลงโทษหากเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

สุดท้ายแล้ว “เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลทุกรัฐต้องยึดหลักธรรมาภิบาล การกู้เงินไม่ใช่ปัญหา แต่การใช้เงินให้เกิดประโยชน์ต่างหากที่สำคัญ คุณคิดว่าพ.ร.ก.แบบนี้เหมาะสมหรือควรปรับปรุงอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจการเมืองจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – “เอกนิติ” เทียบอดีต พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง ยุคประชาธิปัตย์ ก็มีเพียง 4 หน้า

อนุทิน เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่หวั่นฝ่ายค้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง อนุทิน เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยตอนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่าการทูลเกล้าฯ พระราชกำหนด (พรก.) ฉบับนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังไม่หวั่นใจแม้ฝ่ายค้านจะเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความด้วยซ้ำ ฟังดูแล้วเหมือนละครการเมืองน้ำดีเลยใช่ไหมล่ะ?

อนุทิน เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 (ในเนื้อหา original เขียน 2569 คงพิมพ์ผิด) นายอนุทินได้กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านกำลังล่ารายชื่อเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับ พรก.กู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งใจใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจ ตนเองในฐานะนายกฯ ได้ลงนามและทูลเกล้าฯ ไปแล้ว รอพระบรมราชวินิจฉัยเท่านั้นเองครับ

สิ่งที่น่าสนใจคือ นายอนุทินย้ำว่าทุกฝ่ายต่างพยายามแก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นหลัก เพราะเราทุกคนคือผู้แทนของพี่น้องประชาชนนั่นเอง และที่สำคัญ พรก.กู้เงินแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะครับ ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีการกู้เงินในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว นายอนุทินบอกว่าตัวเองน่าจะเป็นนายกฯ คนที่ 8 ที่ทำแบบนี้ด้วยซ้ำ!

ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ่อร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความ

แม้ฝ่ายค้านจะขู่จะยื่นศาล ซึ่งอาจทำให้กระบวนการหยุดชะงักนานถึง 60 วัน แต่นายอนุทินก็ไม่สะทกสะท้านเลยครับ เขาตอกกลับแบบแสบๆ ว่าคนที่เตรียมยื่นศาลนี่แหละ เคยทำแบบเดียวกันมาก่อน สมัยนั้นใช้ชื่อโครงการว่า “ไทยเข้มแข็ง” จำนวนเงินเท่ากันเป๊ะ! แต่ครั้งนี้รัฐบาลใช้ชื่อ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งฟังดูอบอุ่นและเข้าถึงประชาชนมากกว่าเยอะเลย

ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความแตกต่างของการกู้ครั้งนี้ นายอนุทินอธิบายชัดเจนว่าครั้งนี้กู้เป็นสกุลเงินบาทล้วนๆ ไม่ผสมสกุลเงินต่างประเทศเลยครับ และที่เจ๋งกว่านั้นคือ เงินทุกบาททุกสตางค์จะส่งตรงถึงมือประชาชน ไม่ต้องผ่านโครงการซับซ้อนอะไรทั้งนั้น จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้ส้อย เพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจไทยให้หมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น นี่แหละครับที่เรียกว่าได้ประโยชน์จริงๆ

จุดเด่นของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครั้งนี้

  • กู้เงินบาทล้วน: ลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • ส่งตรงถึงประชาชน: ไม่ผ่านกลางทาง เงินถึงมือไว
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ช่วยให้เงินไหลเวียน เพิ่มการบริโภค
  • สุจริตตามนโยบาย: ดำเนินการตามที่แถลงต่อสภา

นอกจากนี้ เมื่อสื่อถามว่าการยื่นศาลจะกระทบโครงการคนละครึ่งพลัส หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายอนุทินยืนยันชัดว่า ไม่เกี่ยวกันเลย เพราะรัฐบาลทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต 100% ครับ

มาดูบริบทกันหน่อยนะครับ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้าๆ หลังโควิด-19 ประชาชนจำนวนมากยังขาดสภาพคล่อง การกู้เงินเพื่อแจกจ่ายตรงแบบนี้จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จำเป็น รัฐบาลต้องดูแลกำกับให้เงินถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อถึงเวลาจำเป็น เราต้องขับเคลื่อนตามนโยบายที่วางไว้

ส่วนตัวผมคิดว่าการเมืองไทยสมัยนี้ การโจมตีกันด้วยเรื่องที่ตัวเองเคยทำ มันก็ชวนขำนิดๆ แต่ที่สำคัญกว่าคือ ประชาชนได้ประโยชน์จริงไหม? ถ้าเงิน 4 แสนล้านถึงมือคนที่เดือดร้อนได้จริง ก็น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนครับ สุดท้ายแล้ว อนุทิน เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง? คิดว่ารัฐบาลควรทำยังไงต่อ หรือฝ่ายค้านมีเหตุผลอะไร ลองคอมเมนต์มาคุยกันได้นะครับ! และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจแบบอัพเดททันใจ

ความเห็นส่วนตัว: ในมุมมองของผม การช่วยเหลือประชาชนต้องมาก่อนการเมือง ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันให้เงินหมุนเร็วๆ ก็คงดีสำหรับประเทศชาติแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” เผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ่อร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน: มัดใจนักลงทุน มั่นใจประเทศปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โชว์ไอเดีย “ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย” หวังดึงดูดนักลงทุนด้วยวิสัยทัศน์เศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมยืนยันว่าหากได้รับเลือก ประเทศไทยจะปลอดภัยจากปัญหาทุจริตและเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ณ อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการเมืองที่โปร่งใส และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล

นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศสร้างความเชื่อมั่นด้วยประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ โดยชูแนวคิดการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้ดีขึ้นอย่างมั่นคง แทนที่จะเสนอนโยบายที่ฉูดฉาดแต่มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังได้กล่าวชื่นชมนโยบายคนละครึ่งว่าเป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “เช็คช่วยชาติ” ในอดีต และย้ำถึงความสำคัญของการประกันรายได้เกษตรกรที่ต้องดำเนินการอย่างแม่นยำและโปร่งใส

“ประชาธิปัตย์คือพรรคที่เมื่อเลือกแล้วประเทศจะปลอดภัย เราจะเข้าไปปราบปรามการทุจริต หยุดยั้งทุนสีเทา และยุติความขัดแย้ง เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยความมั่นใจ

นายกรณ์ได้เสริมว่า ความสำเร็จของโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการกอบกู้เศรษฐกิจจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก หลักการสำคัญจากโครงการนี้ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลัก 27 ข้อ ภายใต้ 4 เสาหลักของพรรค โดยมีเป้าหมายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดทุนให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืนอีกครั้ง นี่คือหัวใจสำคัญของ ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย

ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ว่าประเทศไทยภายใต้การนำของพรรค จะเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน

ทำไมต้อง ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย?

  • ประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ: พรรคประชาธิปัตย์มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ และแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง
  • นโยบายที่เน้นความยั่งยืน: พรรคให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • การปราบปรามการทุจริต: พรรคมีนโยบายที่ชัดเจนในการปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการลงทุน

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ได้นำเสนอ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง

การที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนักลงทุนว่า ประเทศไทยภายใต้การบริหารของพรรค จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่อาจมุ่งเน้นไปที่นโยบายที่หวือหวา แต่ขาดความมั่นคงและยั่งยืน

การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย การพิจารณาถึงนโยบาย วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ของแต่ละพรรค จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

โดยรวมแล้ว แนวทางการ ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง การมีนโยบายที่เน้นความมั่นคงและความยั่งยืน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ปชป. โชว์ไอเดียชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย”

Scroll to top