ไฟป่า

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงฤดูแล้งที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพานพร้าวแก้งไก่ ซึ่งครอบคลุมอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และอำเภอปากชม จังหวัดเลย สถานการณ์ไฟป่ายังคงน่าเป็นห่วง แม้เจ้าหน้าที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุม

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

วันที่ 13 เมษายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ไฟป่าด้วยตนเอง หลังจากเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน โดยร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ประเมินความเสียหายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างสุดกำลัง แม้ไฟจะไม่ลุกลามแบบโหมกระหน่ำแล้ว แต่ยังมีกลุ่มควันหลายจุดที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาพสถานการณ์ไฟป่าพานพร้าวแก้งไก่

ช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นายวัชระพลจึงรีบประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยสั่งเคลื่อนย้ายเฮลิคอปเตอร์มาช่วยดับไฟทันทีที่เครื่องบินมาถึง สภาพอากาศร้อนจัดในช่วงนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้ไฟป่าเกิดขึ้นง่าย ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ได้อย่างปลอดภัย

นายวัชระพล ลงพื้นที่ตรวจไฟป่า

ผลกระทบจากไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” และมาตรการรับมือ

ไฟป่าที่พานพร้าวแก้งไก่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ป่าไม้เท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดหมอกควันที่กระทบสุขภาพประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ลมแรงและความแห้งแล้งยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย นายวัชระพลเน้นย้ำถึงการสร้างแนวไฟป้องกันเพื่อสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม และการใช้เทคโนโลยีจากกรมฝนหลวงในการ诱ฝนเทียมเพื่อช่วยดับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่
  • ประสานเฮลิคอปเตอร์จากกรมฝนหลวงมาช่วยดับไฟ
  • เฝ้าระวังกลุ่มควันที่อาจปะทุใหม่
  • สร้างแนวป้องกันไฟเพื่อป้องกันการขยายวง

เฮลิคอปเตอร์กรมฝนหลวงเตรียมช่วยดับไฟ

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันไฟป่าในอนาคต เช่น การรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกเผาเพื่อเตรียมดิน การปลูกต้นไม้ทนไฟ และการใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อนล่วงหน้า ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ไฟป่าเกิดบ่อยขึ้น ดังนั้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงสำคัญยิ่ง

บทเรียนจากเหตุไฟป่าและคำแนะนำป้องกัน

จากประสบการณ์ครั้งนี้ “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” ได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองของรัฐบาล บทเรียนสำคัญคือต้องเตรียมพร้อมตลอดฤดูแล้ง โดยประชาชนสามารถช่วยได้ด้วยการไม่ทิ้งก้นบุหรี่ขณะเดินป่า หลีกเลี่ยงการจุดไฟในที่โล่ง และแจ้งเบาะแสทันทีหากพบไฟป่า

สถานการณ์ไฟป่าไม่เพียงทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังคุกคามชีวิตและทรัพย์สิน การมีหน่วยงานอย่างกรมฝนหลวงที่พร้อมช่วยเหลือจึงเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน ในช่วงสงกรานต์นี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้

สุดท้ายนี้ การเฝ้าระวังและป้องกันคือกุญแจสำคัญในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากแบ่งปันประสบการณ์ สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายต่อหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างดุเดือด วันที่ 10 เมษายน 2569 ในวาระแถลงนโยบายตามมาตรา 162 รัฐธรรมนูญ เขาชี้ว่ารัฐบาลขาดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 และไฟป่าที่กำลังระบาดหนักในภาคเหนือ ประชาชนต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ สุขภาพทรุดโทรม แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยกระจายในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจวาย มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งทะลุ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่ามาตรฐาน WHO กว่า 10 เท่า ไฟป่าเป็นต้นตอหลัก รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักว่าทำงานไม่เป็น ไม่เตรียมงบ ไม่ปรับแผน

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว โดยยกตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขาดภาวะผู้นำ ตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีทรัพยากรฯ มาดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งที่เคยล้มเหลวมาก่อน เมื่อกันยายน 2568 เขาเตือนแล้วว่าจะจัดการมลพิษให้เสร็จใน 4 เดือน แต่จนถึงวันนี้ ฝุ่นยังหนักหน่วง ประชาชนภาคเหนือต้องสวมหน้ากากทุกวัน

ประเด็นหลักที่ “ภัทรพงษ์” วิจารณ์รัฐบาล

  • งบประมาณไม่พอ: งบปี 2569 จากรัฐบาลชุดก่อนแทบไม่มีสำหรับไฟป่า เขาเสนอใช้เงินงบกลาง ปลดล็อกสเปกท้องถิ่น แต่สุชาติไม่ทำ จนไฟป่าลุกลาม อ้างไม่มีงบแม้บาทเดียว
  • เขตควบคุมมลพิษไม่ครบ: เสนอขยายจาก 4 เป็น 9 จังหวัดภาคเหนือ แต่ไม่ดำเนินการ 9 จังหวัดนั้นค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ภัยพิบัติตั้งแต่ 28 มี.ค. เชียงใหม่ขอ 310 ล้าน แต่ไม่อนุมัติ สุชาติยังอ้างกลัวกระทบท่องเที่ยว
  • ค่าตอบแทนดับเพลิงต่ำ: แค่ 240 บาท/วัน เจ้าหน้าที่เสี่ยงตาย 7 วันเสียชีวิต 4 ราย ในเชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี
  • มลพิษข้ามแดน: ไม่จัดการข้าวโพดเผา เหมืองเพื่อนบ้านก่อน้ำเสีย ปนเปื้อนสารหนู แคดเมียม ในอาหาร
  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด: ถูกขวางด้วยเหตุผลเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรม ขัดหลัก OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม

นายภัทรพงษ์ ย้ำว่ารัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจ ผลักภาระให้ท้องถิ่น อนุทินไม่เคยบัญชาการเด็ดขาด รองนายกฯ ศุภจี ยังพูดว่าไม่คาดหวังนักท่องเที่ยวเหนือ 365 วัน แต่ลืมว่าประชาชนเหนืออยู่ที่นี่ทุกวัน ไม่มีเงินหนีฝุ่นได้ รัฐบาลต้องปรับวิธีคิดด่วน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ฤดูเดียว แต่กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพ การท่องเที่ยว รัฐบาลต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติเต็มรูปแบบ จัดงบจริงจัง ร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดตามหลักผู้ก่อมลพิษผู้จ่าย

ในมุมมองของเรา “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว นำเสนอข้อเท็จจริงที่ประชาชนภาคเหนือรอคอย รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้อากาศเป็นพิษกลายเป็นมรดกตกทอด คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาลทำงานไม่เป็น จัดการฝุ่นพิษ PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว “อนุทิน” ไม่มีภาวะผู้นำ

ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาคเหนือกำลังกลายเป็นวิกฤตรุนแรงที่คุกคามสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในจังหวัดพิษณุโลกที่ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งทะลุ 200 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประเทศติดต่อกันหลายวัน สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนเผชิญความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ หอบหืด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่รุนแรง

ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200 สูงสุดในประเทศ

ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200 สูงสุดในประเทศ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาชน ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดออกมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพิษณุโลก มี AQI สูงเกิน 200 นาน 5 วันเต็ม ครองอันดับ 1 ของประเทศ การตอบสนองจากหน่วยงานท้องถิ่นมีเพียงการฉีดพ่นน้ำไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไม่สามารถลดฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุหลักของวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ

ต้นตอของปัญหามาจากไฟป่าที่ลุกลามและการเผาตอซังของเกษตรกรเพื่อเตรียมดินเพาะปลูกก่อนฤดูน้ำหลาก เกษตรกรจำนวนมากขาดความเชื่อมั่นในนโยบายรัฐ ทำให้ต้องพึ่งพาวิธีดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันหนาแน่น สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบสุขภาพประชาชน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเกษตรในระยะยาว

เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน พรรคประชาชนเสนอมาตรการชัดเจน ดังนี้

  • เงินสนับสนุน 250 บาทต่อไร่ เพื่อจูงใจเกษตรกรเลิกเผาและหันมาใช้วิธีไถกลบแทน
  • คูปองน้ำมัน สำหรับรถปั่นดินหรือรถตีดิน ช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การติดตั้งสถานีตรวจวัดอากาศเพิ่มเติมและระบบเตือนภัยล่วงหน้า
  • รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้ชุมชนมีส่วนร่วมป้องกันไฟป่า

มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากรัฐบาลนำไปปฏิบัติทันที จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันสถานการณ์

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากฝุ่นพุ่งทะลุ 200

เมื่อ AQI เกิน 200 ถือเป็นระดับอันตรายมาก ผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจจะมีอาการแย่ลง เด็กเล็กและผู้สูงอายุเสี่ยงสูงสุด ในพิษณุโลกและภาคเหนือตอนล่าง โรงพยาบาลรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ฝุ่นยังปนเปื้อนในดินและน้ำ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง

ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200 สูงสุดในประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณด่วนเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายในปีต่อๆ ไป การแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการสนับสนุนเกษตรกรคือกุญแจสำคัญ

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการคูปองน้ำมันและเงินช่วยเหลือเป็นแนวทางที่ชาญฉลาด เพราะไม่เพียงหยุดการเผา แต่ยังยกระดับการเกษตรให้ทันสมัย ลดการพึ่งพาวิธีเก่าแก่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันภาคเหนือ ลองแบ่งปันบทความนี้เพื่อกดดันให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็ว สนับสนุนสุขภาพประชาชนด้วยการแสดงความเห็นในโซเชียลมีเดีย!

ที่มา – ปชน.จี้รัฐบาลแก้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ หลังพุ่งทะลุ 200 สูงสุดในประเทศ

วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือพุ่ง วิทยุการบินยันปลอดภัย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ ช่วงนี้ภาคเหนือของเรากำลังเผชิญกับวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือที่หนักหน่วงมากเลยนะ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง ฝุ่นควันลอยคละคลุ้งไปหมดจนมองอะไรแทบไม่เห็น แต่ข่าวดีมาบอกว่าวิทยุการบินแห่งประเทศไทย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ บวท. ได้ออกมาประกาศยืนยันแล้วว่า สถานการณ์นี้ยังไม่กระทบต่อการบินเลยครับ เที่ยวบินขึ้นลงได้ปกติ ทัศนวิสัยยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ บวท. ได้ให้ข้อมูลชัดเจนว่าทัศนวิสัยต่ำสุดอยู่ที่ 1,200 เมตร ซึ่งยังสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำสำหรับระบบ ILS Category 1 ที่กำหนดไว้ 800 เมตร ค่าเฉลี่ยทั้งวันก็อยู่ที่ 6-7 กิโลเมตร สบายๆ เลยครับ ไม่ต้องกังวลเรื่องเที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิก

วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ

วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ: แผนสำรองและเฝ้าระวัง 24 ชม.

ถึงจะยังไม่กระทบ แต่ บวท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ เขาเฝ้าระวังสถานการณ์แบบ 24 ชั่วโมง มีแผนสำรองครบถ้วน ถ้าทัศนวิสัยลดลงต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ก็พร้อมปรับเส้นทางบินไปสนามบินอื่นทันที รวมถึงบริหารจราจรทางอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือภาครัฐในการแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนภารกิจฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งแต่ 3 เมษายน 2567 เป็นต้นมา ทำการบินดัดแปลงอากาศเหนือเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ตาก และแม่ฮ่องสอน เพื่อลดฝุ่น PM 2.5

ไม่ใช่แค่นั้นนะ ยังช่วยหน่วยดับไฟป่าด้วย การขึ้นบินสำรวจและควบคุมไฟป่าที่เป็นต้นเหตุหลักของหมอกควันทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทุกฝ่ายในการรับมือวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือนี้

การบินสนับสนุนฝนหลวง
ไฟป่าในภาคเหนือ

มาตรการรับมือวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ

  • เฝ้าระวังทัศนวิสัยแบบเรียลไทม์
  • เตรียมสนามบินสำรองและปรับเส้นทางบิน
  • สนับสนุนฝนหลวงและการดับไฟป่า
  • บริหารจราจรอากาศให้ปลอดภัยสูงสุด

เห็นได้ชัดว่า บวท. ทำงานหนักมากเพื่อให้การเดินทางทางอากาศยังราบรื่นท่ามกลางวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ผมเชื่อว่าด้วยความร่วมมือแบบนี้ ปัญหาฝุ่นควันจะค่อยๆ คลี่คลายลงในไม่ช้า

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังวางแผนเดินทางไปภาคเหนือ ลองเช็คคุณภาพอากาศและเที่ยวบินล่าสุดก่อนนะครับ ถ้าอยากดูแลสุขภาพช่วงนี้ สวมหน้ากากอนามัย N95 และอยู่แต่ในร่ม ถ้าฝุ่นลดลงเมื่อไหร่ ค่อยออกไปเที่ยวชิลล์ๆ กันต่อ ติดตามอัปเดตข่าวสารสิ่งแวดล้อมและการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

ที่มา – วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือพุ่ง วิทยุการบินฯ ยันไม่กระทบเที่ยวบิน ทัศนวิสัยยังปลอดภัย

เชียงใหม่ ประกาศเพิ่ม 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่กำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า หลังจากไฟลามไม่หยุด สร้างความเสียหายต่อป่าไม้และก่อให้เกิดฝุ่นควันหนาทั่วพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชนจำนวนมาก

เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

วันที่ 8 เมษายน 2567 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปฏิบัติราชการแทน ได้ออกประกาศเพิ่มเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (อัคคีภัย) อีก 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอหางดง และอำเภอกัลยาณิวัฒนา การประกาศนี้ครอบคลุมหลายตำบล เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้งบประมาณและทรัพยากรช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

รายละเอียดพื้นที่ที่ประกาศเพิ่ม:

  • อำเภอจอมทอง: ตำบลแม่สอย ตำบลบ้านแปะ และตำบลบ้านหลวง
  • อำเภอหางดง: ตำบลน้ำแพร่ และตำบลบ้านปง
  • อำเภอกัลยาณิวัฒนา: ตำบลแจ่มหลวง ตำบลบ้านจันทร์ และตำบลแม่แดด

ก่อนหน้านี้ เชียงใหม่เคยประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 6 อำเภอ ได้แก่ ฮอด สะเมิง เชียงดาว ดอยสะเก็ด แม่แตง และแม่วาง ครอบคลุม 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ตอนนี้รวมแล้วพื้นที่ได้รับผลกระทบกว้างขวางมากขึ้น

สถานการณ์ไฟป่าที่น่ากังวลในเชียงใหม่

ในช่วงเช้าวันที่รายงาน พบจุดความร้อน (hotspot) สูงถึง 61 จุด กระจายตัวใน 13 อำเภอ สาเหตุหลักมาจากการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม การทิ้งก้นบุหรี่ และลมแรงที่ทำให้ไฟลามได้ง่าย ไฟป่านี้ไม่เพียงทำลายทรัพยากรป่าไม้ แต่ยังก่อให้เกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้ประชาชนมีอาการทางเดินหายใจ คออักเสบ ตาแดง และกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวได้รับผลกระทบหนัก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังระดมกำลังคนและยุทโธปกรณ์เข้าดับไฟอย่างเต็มที่ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 3 พลโท วรเทพ บุญญะ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ช่วงบ่าย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะ จะลงพื้นที่ตรวจราชการที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประเมินและสั่งการแก้ไข

ผลกระทบและมาตรการรับมือ

ไฟป่าเชียงใหม่ปีนี้รุนแรงกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งและ El Niño ที่ทำให้ป่าหญ้าแห้งง่าย การประกาศพื้นที่ภัยพิบัติช่วยปลดล็อกให้ อปท. ใช้เงินสำรองฉุกเฉินได้ รวมถึงขอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนสำรวจจุดไฟ โดดร่มดับไฟ และเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ห่างไกล

สำหรับประชาชน แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย N95 ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ติดตามแอป AirVisual หรือเว็บกรมควบคุมมลพิษ และหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง หากพบไฟป่าให้แจ้งสายด่วน 199 หรือ กรมป่าไม้ 1317 ทันที

นอกจากนี้ จังหวัดยังประสานงานกับจังหวัดใกล้เคียงเพื่อป้องกันไฟลามข้ามพื้นที่ และรณรงค์ลดการเผาเพื่อแก้ปัญหายั่งยืน

สถานการณ์ เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าและป้องกันไฟป่าให้มากขึ้น หากเราร่วมมือกัน ปัญหานี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้น สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วยการไม่จุดไฟในป่า และติดตามข่าวสารเพื่อความปลอดภัย

ติดตามอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าเชียงใหม่และเคล็ดลับป้องกันฝุ่นควันได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – ไฟลามไม่หยุด “เชียงใหม่” ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

เชียงใหม่ PM2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็ก 8 ขวบเลือดกำเดา

เชียงใหม่กำลังเผชิญกับวิกฤตฝุ่นควันหนักหน่วง เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล เป็นข่าวร้ายที่ทำให้ชาวเชียงใหม่ตื่นตัว ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากไฟป่าลุกลามปกคลุมทั่วเมือง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่เสี่ยงสูง

เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดนับตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝุ่นปีนี้ โดยจุดวัดที่บ้านปางมะเยา ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว พุ่งสูงถึง 860 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเวลา 12.00 น. ขณะที่ในเขตเมืองอย่างโรงพยาบาลนครพิงค์ อยู่ที่ 256 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกือบทุกอำเภอเกินมาตรฐานสุขภาพ 150 ไมโครกรัม ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทัศนวิสัยลดลง ทำให้การจราจรลำบาก

สาเหตุหลักมาจากไฟป่าที่ลุกลามในป่าเชิงเขาและที่สูงหลายจุด ฤดูแล้งทำให้ใบไม้แห้งง่าย จุดไฟเกษตรกรรม และลมพัดพาควันลงสู่หุบเขา สะสมฝุ่นพิษ PM 2.5 ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กทะลุเข้าปอดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด หัวใจ และมะเร็งระยะยาว

ผลกระทบสุขภาพจากเชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5

ประชาชนจำนวนมากเริ่มมีอาการแสบตา น้ำตาไหล คอแห้ง ผื่นคันตามผิวหนัง โดยเฉพาะเด็กหญิงวัย 8 ขวบในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่มีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ผู้ปกครองระบุว่าเคยเกิดอาการเดียวกันปีที่แล้วในช่วงฝุ่นพุ่งสูง สาเหตุน่าจะจาก PM 2.5 ที่รบกวนหลอดเลือดและเยื่อบุจมูก ทำให้เลือดออกง่าย

  • อาการเฉียบพลัน: แสบตา ไอ จาม คัดจมูก
  • กลุ่มเสี่ยง: เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยปอด หอบหืด
  • ผลระยะยาว: ลดสมรรถนะปอด เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

แพทย์แนะนำให้สวมหน้ากาก N95 หรือ KF94 อยู่แต่ในร่ม เปิดเครื่องฟอกอากาศ ปิดประตูหน้าต่าง และดื่มน้ำมากๆ หากอาการรุนแรงให้รีบพบแพทย์ทันที

แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในเชียงใหม่

รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นกำลังระดมดับไฟป่า ใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อน และขอความร่วมมือเกษตรกรเลิกเผาในที่โล่ง แต่ประชาชนต้องช่วยตัวเองด้วย ตรวจสอบค่าฝุ่นได้ที่แอป AirVisual หรือเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ

นอกจากนี้ การปลูกป่าฟื้นฟู การใช้พลังงานสะอาด และนโยบายลดเผาไร่หมุนเวียน จะช่วยลดปัญหานี้ในระยะยาว เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ หากฝุ่นพิษปกคลุมต่อเนื่อง จะกระทบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วย

จากประสบการณ์ปีก่อนๆ พบว่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดเกิน 300 ไมโครกรัมหลายวัน ทำให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยเพิ่ม 20-30% ปีนี้สถานการณ์รุนแรงกว่า ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องจนเข้าสู่ฤดูฝน

เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล เป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทุกคนช่วยกันลดการเผา ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว สนับสนุนนโยบายเขียว จะช่วยให้อากาศบริสุทธิ์กลับคืนมา

คำแนะนำสุดท้าย: อย่ารอให้สายเกินไป! ตรวจค่าฝุ่นทุกวัน สวมหน้ากากอนามัย และติดตามข่าวสารเพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองและครอบครัว หากคุณมีประสบการณ์เผชิญฝุ่น PM 2.5 แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล

ผู้ว่าฯโคราชสั่งเร่งคุมไฟป่าเขานกยูงปากช่อง

สถานการณ์ไฟป่าที่กำลังลุกลามในพื้นที่ภาคอีสานกำลังเป็นที่กังวลของทุกฝ่าย โดยล่าสุด ผู้ว่าฯ โคราช สั่งเร่งคุม “ไฟป่าเขานกยูง” อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา หลังจากเพลิงไหม้พื้นที่ป่ากว่า 500 ไร่แล้ว สภาพอากาศแห้งแล้งและลมแรงทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังทุกภาคส่วนเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในวงจำกัด

ผู้ว่าฯ โคราช สั่งเร่งคุม “ไฟป่าเขานกยูง” อ.ปากช่อง หลังไฟไหม้ป่ากว่า 500 ไร่

วันที่ 10 มีนาคม 2567 นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พ่อเมืองโคราช” ได้ออกคำสั่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดระดมสรรพกำลังเพื่อสกัดกั้นไฟป่าบริเวณเขานกยูง ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากไฟครั้งนี้มีมากกว่า 500 ไร่ โดยไฟเริ่มลุกไหม้บริเวณหมู่ที่ 3 บ้านหนองยาง และหมู่ที่ 10 บ้านพรหมประกาศิต

สภาพภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงชันและลมกระโชกแรงทำให้การดับไฟด้วยวิธีภาคพื้นดินทำได้ยากมาก โดยเฉพาะจุดเสี่ยง 2 จุดที่เป็นหน้าผาสูง ซึ่งเข้าถึงไม่ได้ง่ายๆ นายกฤษณธร เลิศสำโรง นายอำเภอปากช่อง ได้ลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้าตามนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดทันที

สถานการณ์ล่าสุดของไฟป่าเขานกยูง

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้บางส่วนแล้ว โดยเฉพาะบริเวณส่วนท้ายของเขานกยูง แต่ยังเหลือจุดร้อนที่ต้องเฝ้าระวังอีกหลายจุด ผู้ว่าฯ โคราช สั่งเร่งคุม “ไฟป่าเขานกยูง” โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน พร้อมประสานงานกับกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงมาทิ้งน้ำในจุดที่เข้าถึงยาก

หน่วยงานที่บูรณาการร่วมกันดับไฟป่า

  • หน่วยควบคุมไฟป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
  • หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ นม.1 (ปากช่อง)
  • เทศบาลตำบลสีมามงคล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพญาเย็น
  • ทีมตอบโต้ไฟป่า

การทำงานแบบบูรณาการนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของจังหวัดนครราชสีมาในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยผู้ว่าฯ เน้นย้ำว่าต้องไม่ประมาทและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สาเหตุและผลกระทบจากการเกิดไฟป่าเขานกยูง

ไฟป่าในพื้นที่นี้เกิดจากปัจจัยหลักคืออากาศแห้งแล้งในฤดูร้อน ลมแรงที่พัดพาเปลวเพลิงลุกลาม และอาจมีมนุษย์จุดเผาป่าเพื่อหาของป่าหรือเผาไร่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในป่าเขาใหญ่ ผลกระทบที่ตามมาคือการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าหลายชนิดได้รับอันตราย ควันไฟฟุ้งกระจายกระทบสุขภาพประชาชนใกล้เคียง และอาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของอำเภอปากช่อง

จากสถิติในปีที่ผ่านมา จังหวัดนครราชสีมามีเหตุไฟป่ามากกว่า 100 จุด สะสมความเสียหายหลายพันไร่ ทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เช่น การสร้างแนวกันไฟ การรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน และการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดร้อน

แนวทางป้องกันไฟป่าในอนาคต

  • สร้างแนวกันไฟรอบพื้นที่เสี่ยง
  • รณรงค์ไม่เผาป่าโดยเด็ดขาด
  • ใช้โดรนและเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์
  • อบรมอาสาสมัครป้องกันภัยในชุมชน

ผู้ว่าฯ โคราช สั่งเร่งคุม “ไฟป่าเขานกยูง” ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการภัยพิบัติ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เราจะสามารถปกป้องป่าไม้ซึ่งเป็นปอดของชาติได้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ไฟป่าครั้งนี้สะท้อนปัญหาโลกร้อนที่ทำให้ฤดูแล้งรุนแรงขึ้น การอนุรักษ์ป่าจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน ขอให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังและแจ้งเหตุทันทีหากพบไฟ подозрительный สามารถติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าได้ที่เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้ว่าฯ โคราช สั่งเร่งคุม “ไฟป่าเขานกยูง” อ.ปากช่อง หลังไฟไหม้ป่ากว่า 500 ไร่

“ตี๋ ภัทรพงษ์” แท็กทีมสู้ไฟป่า “ส้มสู้ไฟป่า”

ช่วงฤดูแล้งปีนี้ ภาคเหนือกำลังเผชิญปัญหาไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 อีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างหนัก ล่าสุด ตี๋ ภัทรพงษ์ หรือนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ผู้จัดการทีมส้มสู้ไฟป่า แท็กทีม สส.พรรคประชาชนจากจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เดินหน้าปฏิบัติการ ส้มสู้ไฟป่า season 2 อย่างเข้มข้น แม้สภาฯจะยังไม่เปิดประชุม แต่ทีมงานไม่รอช้า ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันที

ตี๋ ภัทรพงษ์ นำทีมส้มสู้ไฟป่า season 2

ส้มสู้ไฟป่า

วันที่ 8 มีนาคม 2567 สส.ภาคเหนือพรรคประชาชน นำโดยตี๋ ภัทรพงษ์ ร่วมกับสส.ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล, พุธิตา ชัยอนันต์, วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก จากเชียงใหม่ และสส.ลำพูน เดินทางลงพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด, แม่ออน, สันทราย, สันป่าตอง, หางดง, แม่วาง จ.เชียงใหม่ และอำเภอเมือง, แม่ทา จ.ลำพูน เพื่อประสานงานดับไฟป่าและป้องกัน

ปฏิบัติการส้มสู้ไฟป่านี้ต่อยอดจาก “ก้าวไกลสู้ไฟป่า” และ season 1 เริ่ม season 2 ตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 เน้นภารกิจหลักคือลาดตระเวนด้วยโดรนตรวจจับจุดความร้อน ดับไฟด้วยวิบากไฟฟ้าเข้าพื้นที่ลึก เครื่องฉีดน้ำ เครื่องเป่าลม และสร้างแนวกันไฟ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ทีมส้มสู้ไฟป่าใช้โดรนลาดตระเวน

ผลงานเด่นของปฏิบัติการส้มสู้ไฟป่า

ตั้งแต่เริ่ม season 2 จนถึงวันที่ 8 มีนาคม ทีมทำภารกิจได้น่าประทับใจ:

  • ดับไฟป่า 26 ภารกิจ ระยะทาง 40 กิโลเมตร
  • สร้างแนวกันไฟ 13 กิโลเมตร
  • บินโดรนลาดตระเวนกว่า 14 ชั่วโมง ระยะทาง 326 กิโลเมตร จาก 68 เที่ยวบิน

ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการลดแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 จากไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในภาคเหนือทุกปี ส่งผลให้อากาศคุณภาพแย่ สุขภาพประชาชนเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ เศรษฐกิจท่องเที่ยวเสียหายหนัก

ดับไฟป่าด้วยวิบากไฟฟ้า ส้มสู้ไฟป่า

สาเหตุไฟป่าและแนวทางแก้ไข

ตี๋ ภัทรพงษ์ ระบุว่า ไฟป่ามีสาเหตุหลากหลาย ซึ่งทีมได้ศึกษาจากการลงพื้นที่:

  • จุดไฟเพื่อล่าสัตว์หรือหาของป่า
  • ไฟลุกลามจากพื้นที่เกษตรกรรม
  • ไฟข้ามแนวกันไฟเดิม
  • การจุดไฟโดยผู้ไม่ประสงค์ดี

เป้าหมายหลักคือลด PM2.5 สนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ขาดงบประมาณ และผลักดันนโยบายผ่านสภา พรรคประชาชนยึดหลัก “การทำงานฝ่ายนิติบัญญัติที่ดีต้องลงมือทำก่อน” เพื่อร่างกฎหมาย ตรวจสอบงบ และอภิปรายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเร่งรื้อฟื้นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดทันทีที่รัฐบาลใหม่จัดตั้ง

แนวกันไฟป่าโดยทีมส้มสู้ไฟป่า
สส.พรรคประชาชนลงพื้นที่เชียงใหม่ ลำพูน

จากประสบการณ์หลายปี ทีมมั่นใจว่าไฟป่าแก้ได้ถ้ารัฐบาลจริงจัง การใช้เทคโนโลยีอย่างโดรนและยานพาหนะไฟฟ้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ ปฏิบัติการส้มสู้ไฟป่าคือตัวอย่างการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชน หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต่อยอด สร้างอากาศสะอาดยั่งยืน ลองติดตามผลงานทีมส้มต่อไป และช่วยกันรณรงค์ไม่เผาในที่โล่งเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “ตี๋ ภัทรพงษ์” แท็กทีม สส. ภาคเหนือ พรรคประชาชน ปฏิบัติการ “ส้มสู้ไฟป่า”

ปภ. ส่ง ฮ. เครื่อง KA-32 บินดับไฟป่าดอยเต่า หลังพบจุดความร้อน 28 จุด

ในช่วงฤดูแล้งที่ไฟป่าลุกลามหนักหน่วงทางภาคเหนือ ปภ. ส่ง ฮ. เครื่อง KA-32 บินดับไฟป่าดอยเต่า หลังพบจุดความร้อน 28 จุด ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุด บ่ายวันนี้ (2 มี.ค. 69) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ระดมเฮลิคอปเตอร์ KA-32 หรือที่รู้จักในชื่อ ฮ. ปภ.32-04 ออกบินสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากตรวจพบจุดความร้อนจำนวน 28 จุดในช่วงเช้า

ปภ. ส่ง ฮ. เครื่อง KA-32 บินดับไฟป่าดอยเต่า หลังพบจุดความร้อน 28 จุด

ภารกิจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาไฟป่าที่รุนแรงในภาคเหนือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพประชาชน เฮลิคอปเตอร์ KA-32 ได้ขึ้นบินจากกองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม เวลา 14.00 น. และเข้าปฏิบัติการโปรยน้ำดับไฟในตำบลมืดกา อำเภอดอยเต่า เวลา 14.50 น. โดยใช้น้ำจากทะเลสาบดอยเต่า (ท่าบ่อแร่) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติใกล้เคียง การดำเนินงานจะดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

รายละเอียดภารกิจดับไฟป่าและการบูรณาการ

การส่งเฮลิคอปเตอร์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการบินสนับสนุนป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และจังหวัดเชียงใหม่ เป้าหมายหลักคือลดการลุกลามของไฟป่า ป้องกันผลกระทบต่อชุมชน และลดปริมาณหมอกควันที่สะสมในอากาศ

  • จุดความร้อนที่พบ: 28 จุดในอำเภอดอยเต่า
  • เครื่องบินที่ใช้: เฮลิคอปเตอร์ KA-32 (ฮ. ปภ.32-04)
  • ฐานบิน: กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม
  • พื้นที่ปฏิบัติ: ตำบลมืดกา อำเภอดอยเต่า
  • แหล่งน้ำ: ทะเลสาบดอยเต่า

ไฟป่าในพื้นที่ดอยเต่าเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม การจุดไฟเพื่อล่าสัตว์ และสภาพอากาศแห้งแล้งที่เอื้อต่อการลุกลาม ปัญหานี้ไม่เพียงทำลายป่าไม้ แต่ยังก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ค่าฝุ่นในภาคเหนือพุ่งสูงในช่วงนี้

นอกจากนี้ ปภ. ยังได้ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น จัดกำลังพลภาคพื้นดินเข้าควบคุมไฟควบคู่ไปด้วย เพื่อให้การดับไฟมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้สั่งการให้ทุกอำเภอเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์

การใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อนช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสียหายจากไฟป่าได้มาก ในปีที่ผ่านมา ภาคเหนือเผชิญไฟป่ากว่า 10,000 จุด สร้างความเสียหายหลายพันล้านบาท ดังนั้นมาตรการทางอากาศอย่าง ปภ. ส่ง ฮ. เครื่อง KA-32 บินดับไฟป่าดอยเต่า หลังพบจุดความร้อน 28 จุด จึงมีความสำคัญยิ่ง

ประชาชนในพื้นที่ควรหลีกเลี่ยงการจุดไฟในป่า ช่วยกันเฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแสจุดความร้อนทันที หากต้องการติดตามสถานการณ์ สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศ

สุดท้ายนี้ การร่วมมือกันทุกภาคส่วนจะช่วยลดปัญหาไฟป่าและหมอกควันได้อย่างยั่งยืน มาเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องป่าไม้ของเราวันนี้!

ที่มา – ปภ. ส่ง ฮ. เครื่อง KA-32 บินดับไฟป่าดอยเต่า หลังพบจุดความร้อน 28 จุด

Scroll to top