ไลฟ์สด ไทยกัมพูชา

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

รร.ชายแดนศรีสะเกษเปิดเรียนปกติ รับมือฉุกเฉิน

สถานการณ์ชายแดนศรีสะเกษยังคงต้องเฝ้าระวัง แต่โรงเรียนในพื้นที่ยังคงเปิดเรียนตามปกติ โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันว่าครูและนักเรียนได้ซักซ้อมแผนอพยพเป็นประจำ และมีการจัดเตรียมบังเกอร์ถึง 18 แห่ง เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน นี่คือเรื่องราวของ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเพียง 12 กิโลเมตร ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเคยได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเมื่อปี 2554 บริเวณปราสาทพระวิหาร กระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาเคยตกใส่หลังคาอาคารเรียน ทำให้เกิดความเสียหายบางส่วน เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต้องเรียนรู้การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

บรรยากาศล่าสุดที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย นักเรียนแต่งกายเรียบร้อยเดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติ โดยมีคณะครูและผู้บริหารคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่มีประกาศหยุดเรียนแต่อย่างใด

นายทศพร คำปลิว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ และนักเรียน ครู ยังคงปฏิบัติงานตามตารางเรียนเดิม แม้โรงเรียนจะอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดน แต่ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและการอพยพอยู่เสมอ โดยทำงานร่วมกับทหาร อำเภอ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ผู้อำนวยการโรงเรียนยังกล่าวอีกว่า สภาพจิตใจของครูและนักเรียนยังดีอยู่ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ตื่นตระหนก หากไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น โรงเรียนก็จะยังคงเปิดเรียนตามปกติ แต่ก็มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา โดยจัดเตรียมหลุมหลบภัยและบังเกอร์ 18 แห่งทั่วบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถหลบภัยได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเอาตัวรอดและการอพยพอยู่เป็นประจำ ทุกคนรู้ว่าหากเกิดเหตุจะต้องไปที่ใดและต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัย

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

การที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาแก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย การเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่โรงเรียนมีต่อครูและนักเรียน

การที่โรงเรียนยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและชุมชนว่า โรงเรียนสามารถดูแลบุตรหลานของตนได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การฝึกอบรมและการซักซ้อมแผนเป็นประจำ ช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัย การให้ความสำคัญกับการศึกษาควบคู่ไปกับความปลอดภัย จะช่วยให้เด็กๆ สามารถเติบโตและเรียนรู้อย่างมีความสุข แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ที่มา – รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต จ.สระแก้ว

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

ในเช้าวันที่ 30 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ได้ปฏิบัติการสำคัญในการปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ที่ซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อยพื้นที่แนวชายแดนอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พวกเขาลอบเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติเพื่อหวังหางานทำในภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

การปฏิบัติครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เวลา 04.30 น. หลังจากได้รับรายงานจากสายข่าวว่ามีกลุ่มแรงงานต่างด้าวจำนวนมากลักลอบข้ามแดน เจ้าหน้าที่จึงสนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่แนวชายแดน โดยใช้เทคโนโลยีโดรนเทอร์มอลติดกล้องถ่ายภาพความร้อนเพื่อลาดตระเวนเส้นทางป่าและพื้นที่เกษตร จนกระทั่งตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลในไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากมุ่น

เจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าปิดล้อมอย่างรวดเร็วและรัดกุม สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันที ผลจากการตรวจสอบ พบแรงงานต่างด้าวทั้งหมด 51 คน แบ่งเป็นชาวกัมพูชา 44 คน (ชาย 26 คน หญิง 18 คน) และชาวเมียนมา 7 คน (ชาย 4 คน หญิง 3 คน) โดยไม่มีใครถือเอกสารการเดินทางหรือหลักฐานอนุญาตให้เข้าไทยแต่อย่างใด

การสอบสวนเบื้องต้นและข้อกล่าวหา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ถูกจับกุมให้การว่าเดินทางลักลอบจากประเทศกัมพูชาผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีนายหน้าและผู้นำทางพาเดินเท้าเข้ามา จุดหมายคือพื้นที่ชั้นในของไทยเพื่อหางานทำ โดยเฉพาะงานก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก แม้จะผิดกฎหมายแต่ก็มีการรับเข้าทำงานอยู่บ่อยครั้ง

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” พร้อมชี้แจงสิทธิขั้นพื้นฐาน ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง เพื่อดำเนินคดี และจะผลักดันกลับประเทศต้นทางหลังสอบสวนเสร็จสิ้น

จังหวัดสระแก้วเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชาและเมียนมา เนื่องจากมีชายแดนยาวกว่า 165 กิโลเมตร และช่องทางธรรมชาติจำนวนมาก ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยต้องการแรงงานสูงในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร

  • เทคโนโลยีที่ใช้: โดรนเทอร์มอลช่วยตรวจจับความร้อนจากร่างกาย ทำให้การลาดตระเวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • จำนวนผู้ถูกจับ: ชาวกัมพูชา 44 คน ชาวเมียนมา 7 คน
  • จุดเกิดเหตุ: ไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านอ่างศิลา ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นคดีใหญ่ที่ตัดตอนเครือข่ายลักลอบได้อีกครั้ง เจ้าหน้าที่จะขยายผลติดตามผู้นำทางและนายหน้าเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการลักลอบในอนาคต

ปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง การปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การเพิ่มมาตรการทางกฎหมายและการสร้างโอกาสงานที่ถูกต้องสำหรับแรงงานต่างด้าวจะช่วยลดปัญหานี้ได้ในระยะยาว หากคุณสนใจเรื่องความมั่นคงชายแดนหรือปัญหาแรงงาน ติดตามบทความเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราเพื่อข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

ว่าที่ ผบ.ทร. กดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย

ว่าที่ ผบ.ทร. กดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย

ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุดว่าที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยยืนยันว่าจะไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหาอาคารคาสิโนที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ไทย จุดนี้เกิดขึ้นที่บ้านท่าเส้น ตำบลทมอดา จังหวัดตราด ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงมาอย่างยาวนาน การกดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย จึงกลายเป็นวาระสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

ว่าที่ ผบ.ทร. ยันไม่นิ่งนอนใจ กดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย

วันที่ 29 กันยายน 2568 ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอาคารคาสิโนของกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ไทย โดยระบุว่าทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการกดดันมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลว่าฝั่งกัมพูชายังไม่มีการใช้งานอาคารดังกล่าว หากยังไม่ชัดเจนก็จะไม่อนุญาตให้บุคคลเข้าใช้ประโยชน์ แต่เพื่อให้เกิดผลเด่นชัดยิ่งขึ้น ไทยจำเป็นต้องเพิ่มระดับการเจรจาและกดดันให้เข้มข้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในบริเวณที่ฝั่งกัมพูชาเริ่มมีการก่อสร้างเพิ่มเติม

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน การกดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ว่าที่ ผบ.ทร. เน้นย้ำว่าทุกหน่วยงานต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศไทย หน่วยงานความมั่นคง หรือกองทัพ เพื่อสร้างแรงกดดันที่ทวีคูณ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

มาตรการเจรจาและกดดันเพื่อรื้อถอนอาคารรุกล้ำ

ในการตอบคำถามว่าการรื้อถอนอาคารคาสิโนนี้ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายใด ว่าที่ ผบ.ทร. ชี้แจงว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพราะเรื่องความมั่นคงต้องดูแลโดยหน่วยงานเฉพาะทาง ขณะที่การเจรจาระดับสูงจะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศนำไปดำเนินการ ยืนยันชัดเจนว่าไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่จะใช้มาตรการกดดันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อให้ฝั่งกัมพูชาต้องพิจารณาทำลายโครงสร้างที่รุกล้ำ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเกรงใจนักการเมืองฝั่งไทยที่อาจเกี่ยวข้อง แต่ว่าที่ ผบ.ทร. ย้ำว่าหน่วยงานความมั่นคงจะมุ่งเน้นไปที่การปกป้องดินแดนเท่านั้น โดยให้หน่วยงานในพื้นที่จัดการประเด็นอื่นๆ สำหรับพื้นที่ท่าเส้นนี้ การพูดคุยกับกัมพูชาจะต้องพิจารณาข้อตกลงอย่างรอบคอบ เนื่องจากระบบตรวจการณ์ของไทยมีข้อจำกัดจากภูมิประเทศที่เป็นเหวลึก ขณะที่ฝั่งกัมพูชาเป็นพื้นราบ ทำให้ต้องวางแผนให้รัดกุม

  • ประโยชน์ร่วมกัน: หากสามารถใช้ประโยชน์จากอาคารนี้ร่วมกันได้ จะช่วยลดความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น นำไปใช้เป็นอาคารตรวจการณ์ร่วม
  • ทางเลือกอื่น: ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยพร้อมใช้วิธีการกดดันอื่นๆ เพื่อบังคับให้เกิดการรื้อถอน
  • ไม่ใช่คาสิโน: ไทยไม่ได้มองว่าจะนำไปทำคาสิโน แต่เน้นการใช้งานที่เป็นประโยชน์ด้านความมั่นคง

ปัญหาการรุกล้ำไม่จำกัดแค่พื้นที่ท่าเส้นเท่านั้น จากการตรวจสอบพบว่ายังมีจุดอื่นๆ ในจังหวัดจันทบุรีและตราด รวม 17 จุดที่กัมพูชาบุกรุก แต่ดีใจที่ไม่มีพื้นที่ใหม่เพิ่มเข้ามา บางจุดเมื่อไทยประท้วง ฝั่งตรงข้ามก็หยุดสร้างหรือปรับเปลี่ยนเส้นทาง เช่น การกลบคูเลตหรือเลี่ยงถนนไปทางอื่น อย่างไรก็ตาม ฐานที่มั่นทางทหารหลักยังคงอยู่ที่บ้านชำราก

การประสานงานเหล่าทัพและรัฐบาลในการกดดัน

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ชายแดน ว่าที่ ผบ.ทร. ระบุว่าทุกเหล่าทัพต้องมีการหารือร่วมกัน วางแผนประสานงานระหว่างกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด เพื่อให้การดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ รัฐบาลจะใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการทูตควบคู่ไปกับมาตรการทางทหาร สร้างแรงกดดันที่ครอบคลุมทุกมิติ

ส่วนกรณีการขีดเส้นที่จังหวัดสระแก้วในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ให้ชาวกัมพูชาอพยพออกจากบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารเราจะสนับสนุนกองทัพภาคที่ 1 อย่างเต็มที่ โดยมีการประสานแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับกองบัญชาการอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกัน เหมือนการเดินจังหวะเดียวกัน

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการปกป้องชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ การกดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทยไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังปูทางสู่การแก้ไขข้อพิพาทระยะยาว หากประชาชนสนใจติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม สามารถสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดได้

ที่มา – ว่าที่ ผบ.ทร. ยันไม่นิ่งนอนใจ เร่งกดดัน “กัมพูชา” รื้ออาคารกาสิโนรุกล้ำแดนไทย

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด หลังพบโดรนบินวนบริเวณพื้นที่ชายแดนหลายจุด ยืนยันกำลังพลพร้อมตอบโต้ทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. โดยระบุว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงต้องเฝ้าระวัง

จากการรายงานสถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบโดรนบินในบริเวณพื้นที่ช่องบก จำนวน 1 ลำ, บริเวณปราสาทตาเมือน จำนวน 1 ลำ, บริเวณช่องสายตะกู จำนวน 1 ลำ และบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย จำนวน 1 ลำ ซึ่งทางกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวด เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา บริเวณชายแดน

นอกจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ดำเนินงานด้านจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อีกด้วย โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับกองบิน 21 กองทัพอากาศ และประชาชนจิตอาสา ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ มอบให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ณ กรมทหารราบที่ 6 มณฑลทหารบกที่ 22 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีกองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชน

เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือเป็นข่าวปลอม (Fake news) กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการของส่วนราชการ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและสร้างความตื่นตระหนกในสังคมได้

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กองทัพภาคที่ 2 มุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเสมอ

การตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาครั้งนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แต่การมีสติและเตรียมพร้อมอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูล จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชาบริเวณชายแดนไทย ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเฝ้าระวังมากยิ่งขึ้น

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวกัมพูชา ยังเจอโดรนโผล่บริเวณพื้นที่ชายแดน

Scroll to top