Eu

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามอง โดยเฉพาะในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย ได้ออกมาพูดอย่างชัดเจนถึงจุดยืนของประเทศ โดยยืนยันว่ารัสเซียไม่มีความตั้งใจที่จะโจมตีสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แต่อย่างใด

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

นายลาฟรอฟ เน้นย้ำว่า รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ โดยเตือนว่าหากมีการแสดงความก้าวร้าวจากฝั่งตะวันตก รัสเซียจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด การข่มขู่จากชาติตะวันตกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โดรนรุกล้ำน่านฟ้าในหลายประเทศ ได้ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโดรนบินรุกล้ำน่านฟ้าและสนามบินในชาติสมาชิกนาโตหลายแห่ง ล่าสุดที่เดนมาร์ก ซึ่งทางการเดนมาร์กเชื่อว่าเป็นฝีมือของมืออาชีพ แต่ไม่มีหลักฐานชี้ว่ารัสเซียเกี่ยวข้อง นายลาฟรอฟ ใช้โอกาสนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขู่อาณาจักรจากตะวันตกที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ในมุมมองต่อตะวันออกกลาง

นอกจากประเด็นนาโตแล้ว รัสเซียยังหันไปโจมตีอิสราเอลอย่างหนัก โดยนายลาฟรอฟกล่าวว่า แม้รัสเซียจะประณามการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แต่การสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาและแผนผนวกดินแดนเวสต์แบงก์นั้น ไม่มีเหตุผลอันสมควร อิสราเอลอ้างว่าปฏิบัติการในกาซาเพื่อกำจัดฮามาส แต่รัสเซียมองว่าเป็นความก้าวร้าวที่ขยายวงไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง เช่น การโจมตีทางอากาศต่อกาตาร์

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ โดยชี้ว่าอิสราเอลใช้ภารกิจกำจัดฮามาสเป็นข้ออ้างในการขยายอิทธิพลทางทหาร สถานการณ์ในปาเลสไตน์ยิ่งเลวร้ายลง ด้วยการสูญเสียชีวิตจำนวนมากและการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดคำถามถึงสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมระหว่างประเทศ

ในส่วนของอิหร่าน นายลาฟรอฟกล่าวหากชาติมหาอำนาจตะวันตกว่าบ่อนทำลายทางการทูต หลังความพยายามของรัสเซียและจีนในการชะลอมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติถูกปฏิเสธ มาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้ในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน เวลา 00.00 น. ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาค

สำหรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นายลาฟรอฟมองว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันแสดงเจตจำนงในการแก้ไขวิกฤตยูเครนอย่างเป็นจริง โดยไม่ยึดติดอุดมการณ์มากเกินไป อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจุดยืน โดยกล่าวว่ายูเครนสามารถชิงคืนดินแดนจากรัสเซียได้ทั้งหมด และเรียกรัสเซียว่าเป็นเสือกระดาษ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในวาทกรรมทางการเมือง

สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยรัสเซียพยายามรักษาจุดยืนที่สมดุล ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายด้าน การประชุม UNGA ครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแสดงจุดยืน รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของหลายชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรปยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ หากชาติต่างๆ ไม่หันมาเจรจาอย่างจริงใจ สันติภาพอาจยิ่งห่างไกล คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของรัสเซีย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารโลกเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

EU เผย! สนามบินยุโรปถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

สถานการณ์น่ากังวล! หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่สนามบินหลายแห่งในยุโรปประสบปัญหาขัดข้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ข่าวร้ายนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งมือแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งสหภาพยุโรป (ENISA) ได้รายงานว่า อาชญากรไซเบอร์กำลังใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับสนามบินต่างๆ ทั่วโลก โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ระบบซอฟต์แวร์เช็คอินอัตโนมัติ รวมถึงระบบการขึ้นเครื่องของสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดหลายแห่งในยุโรป ได้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี

ENISA ระบุว่า พวกเขาสามารถระบุชนิดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ใช้ในการโจมตีครั้งนี้ได้แล้ว และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและนำตัวมาลงโทษ

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้ แต่โดยทั่วไปแล้ว กลุ่มอาชญากรไซเบอร์มักจะใช้แรนซัมแวร์เพื่อสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบของเป้าหมาย และเรียกค่าไถ่เป็นเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ เพื่อแลกกับการกู้คืนข้อมูลและความเสียหายที่เกิดขึ้น และในครั้งนี้ กลุ่มอาชญากรได้มุ่งเป้าโจมตีระบบซอฟต์แวร์เช็คอินที่เรียกว่า Muse ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า พวกเขาได้รับทราบข้อมูลภายในที่ส่งถึงพนักงานของสนามบินฮีทโธรว์ ซึ่งระบุว่า คอมพิวเตอร์กว่าหนึ่งพันเครื่องอาจได้รับ “ความเสียหาย” และการกู้คืนระบบส่วนใหญ่จำเป็นต้องดำเนินการด้วยตนเอง และไม่สามารถทำได้จากระยะไกล

เจ้าหน้าที่ของสนามบินฮีทโธรว์ได้ขอความร่วมมือจากสายการบินต่างๆ ให้ใช้ระบบสำรองแบบแมนนวลต่อไป เพื่อทำการเช็คอินและขึ้นเครื่องให้แก่ผู้โดยสารในระหว่างที่กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยทางสนามบินฮีทโธรว์ยืนยันว่า เที่ยวบินส่วนใหญ่ยังคงให้บริการตามปกติ และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินของตนเองก่อนที่จะเดินทางมายังสนามบิน

ทางด้านบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบสำหรับสายการบินจำนวนมากที่สนามบินหลายแห่งทั่วโลก ได้ออกแถลงการณ์ในวันจันทร์ว่า พวกเขากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่จำเป็นแล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น หรือจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ข้อมูลภายในของสนามบินฮีทโธรว์ยังระบุอีกด้วยว่า ในช่วงแรก บริษัท คอลลินส์ ได้ทำการสร้างระบบขึ้นมาใหม่และเปิดใช้งานอีกครั้ง แต่กลับ обнаружилиว่า แฮกเกอร์ยังคงอยู่ในระบบ

สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สนามบิน การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายทางการเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางและสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้คนจำนวนมาก

ผลกระทบจากการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ต่อสนามบินยุโรป

  • ระบบเช็คอินและขึ้นเครื่องล่าช้า
  • ความล่าช้าของเที่ยวบิน
  • ความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนตัวของผู้โดยสาร
  • ความเสียหายต่อชื่อเสียงของสนามบินและสายการบิน

ดังนั้น การลงทุนในมาตรการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้คน

เหตุการณ์ สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์นั้นมีอยู่จริง และอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตประจำวันของเรา เราทุกคนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และร่วมมือกันป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – EU เผย สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

Scroll to top