Live ไทยกัมพูชา

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

กองกำลังบูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้เรียบร้อยแล้ว เตรียมวางแนวลวดหนามตามแผนต่อไป 

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 โพสต์ข้อความระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รายงานความคืบหน้า เมื่อเวลา 17.00 น. กกล.บูรพา โดย ฉก.12 สามารถยึดควบคุมที่หมาย บ.ไปรจัน ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อย และเตรียมวางแนวลวดหนาม ตามแผนฯ ต่อไป 8 ธันวาคม 2568

การยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังบูรพา ในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี พยายามที่จะก่อเหตุต่างๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วน และทำลายความสงบสุขของประชาชน กองกำลังบูรพา จึงยังคงตรึงกำลัง และปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

นอกจากภารกิจในการรักษาความมั่นคงแล้ว กองกำลังบูรพา ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า โดยได้ส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การทำงานของกองกำลังบูรพา เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพบก ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความมั่นคง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กันไป เพื่อให้ประเทศไทยมีความสงบสุข มั่นคง และเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

การเข้ายึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองกำลังบูรพาในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยึด”บ้านไปรจัน”

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการยึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน”:

  • ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568
  • หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ของกองกำลังบูรพา เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปฏิบัติการ
  • การยึดพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
  • ขณะนี้กองกำลังบูรพา กำลังดำเนินการวางแนวลวดหนามตามแผนที่วางไว้

การรักษาความปลอดภัยและการลาดตระเวนในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด

การยึด “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความสงบ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศอีกด้วย กองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังบูรพา และความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ที่มา – กกล.บูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้แล้ว

ฮุนเซนสั่งยึดเส้นแดง! รับมือไทย?

ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดงตอบโต้เคร่งครัด เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ลั่นยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกฯ ในช่วงวิกฤติ

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียล สั่งกองกำลังทุกหน่วยยึด “เส้นแดงตอบโต้” อย่างเคร่งครัด และเตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนกัมพูชา–ไทยพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังมีการปะทะต่อเนื่องหลายจุด 

ฮุน เซน ระบุว่า ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้าวันนี้ กองกำลังไทยได้ยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าใส่พื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง หวังยั่วยุให้ตอบโต้เพื่อล้มข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพกัมพูชา–ไทย  ที่ลงนามเมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

อดีตนายกฯ กัมพูชา ย้ำว่า “เส้นแดงในการตอบโต้ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว” พร้อมสั่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงต่อทหารใต้บังคับบัญชาอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดในพื้นที่ปะทะ

นอกจากนี้ ฮุน เซน ได้สั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากจุดเสี่ยง และช่วยเหลือผู้ที่กำลังหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมเปิดเผยว่าได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

เขายังขออภัยแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงนี้ พร้อมส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยว่าให้แข่งขันตามปกติ ไม่ต้องวิตกกับสถานการณ์ชายแดน.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากที่สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาประกาศสั่งการให้กองกำลังทุกหน่วยยึดมั่นในสิ่งที่เรียกว่า “ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย” อย่างเคร่งครัด คำสั่งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่

สมเด็จฮุน เซน อ้างว่ากองกำลังของไทยได้ทำการยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดประสงค์เพื่อยั่วยุให้กัมพูชาตอบโต้ เพื่อที่จะล้มเลิกข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยที่ได้ลงนามกันไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาย้ำว่า เส้นแดงในการตอบโต้ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว และได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงให้ทหารใต้บังคับบัญชาเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดในพื้นที่ที่มีการปะทะกัน

นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังได้สั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่กำลังหลบหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมกันนี้ก็ได้เปิดเผยว่า ได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศ เพื่อที่จะร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤตินี้

เขายังได้กล่าวขออภัยต่อบรรดาแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงเวลานี้ พร้อมกันนี้ก็ได้ส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังเข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทย ให้ทำการแข่งขันตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลกับสถานการณ์ที่ชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามและความกังวลต่างๆ มากมายในหมู่ประชาชน ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนอาจสงสัยว่าเส้นแดงที่ว่านี้คืออะไร และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนอย่างไรบ้าง

ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

การประกาศ “ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย” สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่แข็งกร้าวและพร้อมตอบโต้ของกัมพูชาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

วิเคราะห์สถานการณ์: ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง จะเกิดอะไรขึ้น?

การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมาประกาศสั่งยึดเส้นแดง แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนที่อาจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเน้นย้ำถึงเส้นแดงในการตอบโต้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายไทยว่ากัมพูชาพร้อมที่จะตอบโต้หากถูกรุกราน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดควรเป็นทางเลือกแรกในการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

  • การยึดเส้นแดงคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจมีต่ออนาคต

แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด แต่ความหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงมีอยู่ การเปิดใจรับฟังและเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ฮุนเซน” สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะ “ทหารไทย-กัมพูชา” ยิงสนั่นภูผาเหล็ก ก่อนสถานการณ์ยุติ มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเหตุการณ์ที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันที่ 7 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ปะทะบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ดังต่อไปนี้:

  • เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปะทะกับทหารกัมพูชา โดยกัมพูชาได้เปิดฉากการยิงด้วยกระสุนปืนเล็กมายังฝ่ายเรา ทำให้ฝ่ายเรามีผู้บาดเจ็บ 2 นาย คือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) และ พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3)
  • เวลา 14.16 น. ฝ่ายเราทำการยิงอย่างต่อเนื่องตามกฎการปะทะอย่างได้สัดส่วน ฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธ ปรส. แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งหน่วยเตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ
  • เวลา 14.50 น. การปะทะยุติลง หน่วยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ และรักษาความพร้อมอย่างใกล้ชิด
  • เวลา 14.53 น. ลำเลียงผู้บาดเจ็บถึง บก.โดนเอาว์ เพื่อรักษาพยาบาลต่อ
  • เวลา 15.39 น. กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย
  • เวลา 16.17 น. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหาร กพช. ปลอดภัยแล้ว.

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ มักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องเขตแดน ทรัพยากร และความเข้าใจผิด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความอดทน การเจรจา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

หลังจากเหตุการณ์ปะทะ กองทัพทั้งสองฝ่ายได้เพิ่มกำลังพลและเฝ้าระวังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด มีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ทำไมเหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ถึงเกิดขึ้น?

สาเหตุของการ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีรายงานว่าอาจเกิดจากความเข้าใจผิดในการลาดตระเวน หรือการล้ำเขตแดนโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม การสอบสวนอย่างละเอียดกำลังดำเนินการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก”

เหตุการณ์ ปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาเขตแดนที่ยืดเยื้อ จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา จะช่วยให้สามารถหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความขัดแย้ง และการสร้างความร่วมมือเพื่อสันติภาพ

ที่มา – ไทม์ไลน์เหตุปะทะชายแดน “ภูผาเหล็ก” ทหารไทย-กัมพูชายิงสนั่น มีกำลังพลเจ็บ 2 นาย

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต จ.สระแก้ว

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

ในเช้าวันที่ 30 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ได้ปฏิบัติการสำคัญในการปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ที่ซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อยพื้นที่แนวชายแดนอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พวกเขาลอบเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติเพื่อหวังหางานทำในภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง

ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

การปฏิบัติครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เวลา 04.30 น. หลังจากได้รับรายงานจากสายข่าวว่ามีกลุ่มแรงงานต่างด้าวจำนวนมากลักลอบข้ามแดน เจ้าหน้าที่จึงสนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่แนวชายแดน โดยใช้เทคโนโลยีโดรนเทอร์มอลติดกล้องถ่ายภาพความร้อนเพื่อลาดตระเวนเส้นทางป่าและพื้นที่เกษตร จนกระทั่งตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลในไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากมุ่น

เจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าปิดล้อมอย่างรวดเร็วและรัดกุม สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันที ผลจากการตรวจสอบ พบแรงงานต่างด้าวทั้งหมด 51 คน แบ่งเป็นชาวกัมพูชา 44 คน (ชาย 26 คน หญิง 18 คน) และชาวเมียนมา 7 คน (ชาย 4 คน หญิง 3 คน) โดยไม่มีใครถือเอกสารการเดินทางหรือหลักฐานอนุญาตให้เข้าไทยแต่อย่างใด

การสอบสวนเบื้องต้นและข้อกล่าวหา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ถูกจับกุมให้การว่าเดินทางลักลอบจากประเทศกัมพูชาผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีนายหน้าและผู้นำทางพาเดินเท้าเข้ามา จุดหมายคือพื้นที่ชั้นในของไทยเพื่อหางานทำ โดยเฉพาะงานก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก แม้จะผิดกฎหมายแต่ก็มีการรับเข้าทำงานอยู่บ่อยครั้ง

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” พร้อมชี้แจงสิทธิขั้นพื้นฐาน ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง เพื่อดำเนินคดี และจะผลักดันกลับประเทศต้นทางหลังสอบสวนเสร็จสิ้น

จังหวัดสระแก้วเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชาและเมียนมา เนื่องจากมีชายแดนยาวกว่า 165 กิโลเมตร และช่องทางธรรมชาติจำนวนมาก ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยต้องการแรงงานสูงในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร

  • เทคโนโลยีที่ใช้: โดรนเทอร์มอลช่วยตรวจจับความร้อนจากร่างกาย ทำให้การลาดตระเวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • จำนวนผู้ถูกจับ: ชาวกัมพูชา 44 คน ชาวเมียนมา 7 คน
  • จุดเกิดเหตุ: ไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านอ่างศิลา ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นคดีใหญ่ที่ตัดตอนเครือข่ายลักลอบได้อีกครั้ง เจ้าหน้าที่จะขยายผลติดตามผู้นำทางและนายหน้าเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการลักลอบในอนาคต

ปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง การปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การเพิ่มมาตรการทางกฎหมายและการสร้างโอกาสงานที่ถูกต้องสำหรับแรงงานต่างด้าวจะช่วยลดปัญหานี้ได้ในระยะยาว หากคุณสนใจเรื่องความมั่นคงชายแดนหรือปัญหาแรงงาน ติดตามบทความเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราเพื่อข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ปิดล้อมจับแรงงานต่างด้าว 51 ชีวิต ซ่อนตัวในไร่อ้อย จ.สระแก้ว หวังเข้าไทยหางานทำ

ว่าที่ ผบ.ทร. กดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย

ว่าที่ ผบ.ทร. กดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย

ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุดว่าที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยยืนยันว่าจะไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหาอาคารคาสิโนที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ไทย จุดนี้เกิดขึ้นที่บ้านท่าเส้น ตำบลทมอดา จังหวัดตราด ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงมาอย่างยาวนาน การกดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย จึงกลายเป็นวาระสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

ว่าที่ ผบ.ทร. ยันไม่นิ่งนอนใจ กดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย

วันที่ 29 กันยายน 2568 ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอาคารคาสิโนของกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ไทย โดยระบุว่าทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการกดดันมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลว่าฝั่งกัมพูชายังไม่มีการใช้งานอาคารดังกล่าว หากยังไม่ชัดเจนก็จะไม่อนุญาตให้บุคคลเข้าใช้ประโยชน์ แต่เพื่อให้เกิดผลเด่นชัดยิ่งขึ้น ไทยจำเป็นต้องเพิ่มระดับการเจรจาและกดดันให้เข้มข้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในบริเวณที่ฝั่งกัมพูชาเริ่มมีการก่อสร้างเพิ่มเติม

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน การกดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทย ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ว่าที่ ผบ.ทร. เน้นย้ำว่าทุกหน่วยงานต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศไทย หน่วยงานความมั่นคง หรือกองทัพ เพื่อสร้างแรงกดดันที่ทวีคูณ สร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

มาตรการเจรจาและกดดันเพื่อรื้อถอนอาคารรุกล้ำ

ในการตอบคำถามว่าการรื้อถอนอาคารคาสิโนนี้ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายใด ว่าที่ ผบ.ทร. ชี้แจงว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพราะเรื่องความมั่นคงต้องดูแลโดยหน่วยงานเฉพาะทาง ขณะที่การเจรจาระดับสูงจะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศนำไปดำเนินการ ยืนยันชัดเจนว่าไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่จะใช้มาตรการกดดันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อให้ฝั่งกัมพูชาต้องพิจารณาทำลายโครงสร้างที่รุกล้ำ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเกรงใจนักการเมืองฝั่งไทยที่อาจเกี่ยวข้อง แต่ว่าที่ ผบ.ทร. ย้ำว่าหน่วยงานความมั่นคงจะมุ่งเน้นไปที่การปกป้องดินแดนเท่านั้น โดยให้หน่วยงานในพื้นที่จัดการประเด็นอื่นๆ สำหรับพื้นที่ท่าเส้นนี้ การพูดคุยกับกัมพูชาจะต้องพิจารณาข้อตกลงอย่างรอบคอบ เนื่องจากระบบตรวจการณ์ของไทยมีข้อจำกัดจากภูมิประเทศที่เป็นเหวลึก ขณะที่ฝั่งกัมพูชาเป็นพื้นราบ ทำให้ต้องวางแผนให้รัดกุม

  • ประโยชน์ร่วมกัน: หากสามารถใช้ประโยชน์จากอาคารนี้ร่วมกันได้ จะช่วยลดความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น นำไปใช้เป็นอาคารตรวจการณ์ร่วม
  • ทางเลือกอื่น: ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยพร้อมใช้วิธีการกดดันอื่นๆ เพื่อบังคับให้เกิดการรื้อถอน
  • ไม่ใช่คาสิโน: ไทยไม่ได้มองว่าจะนำไปทำคาสิโน แต่เน้นการใช้งานที่เป็นประโยชน์ด้านความมั่นคง

ปัญหาการรุกล้ำไม่จำกัดแค่พื้นที่ท่าเส้นเท่านั้น จากการตรวจสอบพบว่ายังมีจุดอื่นๆ ในจังหวัดจันทบุรีและตราด รวม 17 จุดที่กัมพูชาบุกรุก แต่ดีใจที่ไม่มีพื้นที่ใหม่เพิ่มเข้ามา บางจุดเมื่อไทยประท้วง ฝั่งตรงข้ามก็หยุดสร้างหรือปรับเปลี่ยนเส้นทาง เช่น การกลบคูเลตหรือเลี่ยงถนนไปทางอื่น อย่างไรก็ตาม ฐานที่มั่นทางทหารหลักยังคงอยู่ที่บ้านชำราก

การประสานงานเหล่าทัพและรัฐบาลในการกดดัน

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ชายแดน ว่าที่ ผบ.ทร. ระบุว่าทุกเหล่าทัพต้องมีการหารือร่วมกัน วางแผนประสานงานระหว่างกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด เพื่อให้การดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ รัฐบาลจะใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการทูตควบคู่ไปกับมาตรการทางทหาร สร้างแรงกดดันที่ครอบคลุมทุกมิติ

ส่วนกรณีการขีดเส้นที่จังหวัดสระแก้วในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ให้ชาวกัมพูชาอพยพออกจากบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารเราจะสนับสนุนกองทัพภาคที่ 1 อย่างเต็มที่ โดยมีการประสานแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับกองบัญชาการอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกัน เหมือนการเดินจังหวะเดียวกัน

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการปกป้องชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ การกดดันกัมพูชารื้อคาสิโนรุกล้ำไทยไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังปูทางสู่การแก้ไขข้อพิพาทระยะยาว หากประชาชนสนใจติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม สามารถสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดได้

ที่มา – ว่าที่ ผบ.ทร. ยันไม่นิ่งนอนใจ เร่งกดดัน “กัมพูชา” รื้ออาคารกาสิโนรุกล้ำแดนไทย

Scroll to top