Moa

“ไหม” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” ยัน ตรวจสอบพรรคกล้าธรรมไม่ได้ทำเพื่อคะแนนเสียง ชี้ ยังไม่พบข้อมูลร้ายแรงสุดๆ ซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทย ให้เวลาแก้ปมคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ ชี้ คนละครึ่งพลัส ตอบโจทย์แค่ระยะสั้น

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกรณีนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจกระแสการเมืองภาคเหนือ ซึ่งยังไม่มีพรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใดได้อันดับหนึ่ง แต่คะแนน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า จากผลสำรวจก็ใจชื้นขึ้นมา เพราะแม้ว่าคะแนนสูงสุดจะยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร แต่ทั้งพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ยังนำเป็นอันดับหนึ่ง คงต้องเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งต่อไป

สำหรับยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคนั้น จะมีการเปิดตัวฝ่ายบริหารในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตำแหน่งบริหารสำคัญๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ส่วนการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ กระบวนการทาบทามเดินหน้าอย่างเต็มที่ และมีการตอบรับมาหลายคนแล้ว ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ตนว่าจะต้องมีนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นเบอร์ 1 แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้น เบอร์ 2 และเบอร์ 3 อาจจะยังไม่ได้รีบร้อนในการตัดสินใจ พร้อมเผยว่าได้บุคคลที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว รอเปิดตัวสิ้นเดือนนี้

เมื่อถามว่าช่วงนี้โจมตีพรรคกล้าธรรมเป็นพิเศษ เป็นยุทธศาสตร์ในการวางเพื่อหาเสียงหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ ต้องแยกกัน การที่พรรคประชาชนพุ่งเป้าไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงนี้ เป็นเรื่องการตรวจสอบรัฐบาล ยังไม่ได้เริ่มเป็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ถ้าวิเคราะห์กันดีๆ ฐานเสียงที่จะเลือกพรรคกล้าธรรมหรือพรรคประชาชนอาจไม่ได้ทับซ้อนกันขนาดนั้น เป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติที่ฝ่ายค้านพึงกระทำ ไม่ได้มีการพุ่งเป้าเป็นพิเศษ แต่ช่วงนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศคือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ดังนั้น รัฐมนตรีที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากพรรคประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นเรื่องเกมการเมือง เพื่อการเลือกตั้งเลย

ในประเด็นมีการไปยื่นยุบพรรคประชาชนจากกรณีคุณสมบัติผู้ช่วย สส. ถือว่าเป็นหมัดสวนจากพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ไม่ได้มีความกังวลอะไร คิดว่าเรื่องข้อมูล ข้อเท็จจริง เราสามารถชี้แจงได้

ขณะเดียวกัน น.ส.ศิริกัญญา ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกวันนี้เราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเราคิดว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเครื่องมือสำคัญใช้ในการกำกับพรรคภูมิใจไทยให้ปฏิบัติตาม MOA แต่ไม่ปฏิเสธว่า ถ้ามีเรื่องร้ายแรงที่เราไม่สามารถให้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำบริหารประเทศต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว เราไม่ลังเลใจที่จะยื่นแน่นอน แม้จะเท่ากับว่า MOA จะสูญเปล่า แต่จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่พบข้อมูลที่คิดว่าร้ายแรงสุดๆ จริงๆ ที่เราอยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง เราได้พยายามผลักดันในทุกวิถีทางด้วยกลไกที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงร่วมกันเกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกสภา ไปยื่นเราคงห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็คงต้องมาคุยกันว่าจะยื่นเมื่อไหร่

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงเรื่องทุนเทาที่มีการเปิดประเด็นออกมา ยังไม่ร้ายแรงอีกใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า ต้องรอรีแอ็กชัน ว่ารัฐบาลจะมีการปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งเรายังให้เวลาว่าจะแก้ไขอย่างไรต่อไป จะมีการปลดหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันหรือไม่ หรือมีข้อมูลข้อเท็จจริงอะไรที่นำมาใช้เป็นเบาะแสในการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เราก็ยินดีรอว่ามีการกระทำอะไรเกิดขึ้น ในส่วนอื่นๆ เราคิดว่าแอ็กชันของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ก็เป็นไปตามแนวทางที่พรรคประชาชนได้นำเสนอต่อประชาชน แม้จะช้าไปหน่อย ทั้งในการประกาศตัวว่าจะเป็นเจ้าภาพและประกาศสงคราม รวมถึงตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เราก็ยังเห็นว่าค่อนข้างช้า ต้องกระทุ้งรัฐบาลต่อไปให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้ง ไม่ใช่แค่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่น่าจะเป็นการร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ในสมัยใหม่ รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับนานาชาติที่เจอปัญหาเดียวกับประเทศไทย

เมื่อถามอีกว่าจะให้เวลารัฐบาลถึงเมื่อไหร่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก น.ส.ศิริกัญญา เผยว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามทำตามมาเรื่อยๆ แต่ในท้ายที่สุดคงจะมีจุดสำคัญ ที่ถ้าข้ามจุดนี้ไปแล้วยังแก้ไม่ได้ก็คงจะเป็นปัญหา ตอนนี้เรายังติดตามอยู่ว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ รอบคอบ รัดกุมหรือไม่ คงต้องให้เวลากับรัฐบาลในเรื่องนี้

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา เข้าร่วมงานเสวนา หัวข้อ “นโยบายทางเศรษฐกิจทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทย” ซึ่งเป็นเวทีที่นิสิตระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น โดยได้บรรยายตอนหนึ่ง ว่า นโยบายของทุกรัฐบาลส่วนใหญ่ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ระยะสั้นท่าเดียว แต่จะทำแต่ระยะสั้นโดยไม่วางรากฐานไปสู่ระยะยาวก็ไม่ได้ พร้อมย้ำว่าโครงการนโยบายคนละครึ่งพลัส ไม่ตอบโจทย์ในการกระตุ้น GDP เพราะตัวโครงการนี้ เราแค่เปลี่ยนที่ใช้เงิน แต่ไม่ได้ควักกระเป๋าสตางค์เพิ่ม แค่เปลี่ยนร้านใช้ ซึ่งโครงการนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านขนาดเล็ก ขนาดย่อยได้ดี รวมถึงช่วยลดค่าครองชีพ และเราก็สนับสนุน เพราะเมื่อเงินเฟ้อแล้วมันไม่ลง

“ดังนั้น โครงการนี้ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน ตอบโจทย์บางโจทย์ ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ เราเห็นด้วย เราไม่เคยบ่นเรื่องคนละครึ่งเลย แต่ที่เราบ่นเพราะเขาแอบไปเติมเงินให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นงบประมาณของปี 2568 เราก็บ่นอยู่แล้วว่าปี 2568 มันขาดดุลมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าจะประหยัดอะไรได้ก็ควรจะประหยัด”

ทั้งนี้ ในช่วงตอบคำถาม มีนิสิตถามว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม มีวิธีการอย่างไรลดคอร์รัปชัน น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า เวลาที่เราบอกว่าตรวจสอบ สส. ต้องเป็นคนตรวจสอบ สส. 500 คน ก็มีดวงตา 500 คู่ในการจับจ้องตรวจสอบ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการเปิดข้อมูลแบบ OPEN DATA จะมีตาอีกเป็นล้านคู่ที่ช่วยตรวจสอบ ทางนิสิตถามอีกว่า หากนักการเมืองในพรรคเป็นคนที่มีอรรถประโยชน์ต่อพรรคมากๆ แต่เขาทุจริตรับสินบน มีความเห็นอย่างไร และเราควรจะดำเนินการอย่างไร น.ส.ศิริกัญญา ตอบกลับว่า ถ้ามีใครทำผิดก็ต้องกล้าฟัน อรรถประโยชน์นิยมคือของส่วนรวมไม่ใช่ของพรรค ดังนั้น ต้องฟันให้เห็น ถ้าเรากล้าที่จะดำเนินคดีกับรัฐมนตรีของเราเอง ถ้าปรากฏว่ามีการคอร์รัปชัน เราคิดว่าน่าจะเป็นแบบแผนที่ดี เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีได้เลย

“หนึ่งในส่วนประกอบของ MOA ถ้าหากเราต้องเป็นร่วมรัฐบาลแบบไม่ใช่พรรคเดียวรอบหน้า หนึ่งในเกณฑ์ที่จะต้องจัดการคือถ้ามีรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวกับคอร์รัปชัน ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ต้องลาออกสถานเดียว บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่านี่คือวิธีการทำงานของพรรคประชาชน ใครก็ตามถ้าอยากเป็นรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลเรา ถ้ามีคดีทุจริตที่ชี้มูลแล้วลาออกสถานเดียวเท่านั้น”

“ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” จริงหรือไม่?

จากบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” นั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไรในการเลือกตั้งครั้งหน้า?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมเท่านั้น การวางแผนและปรับกลยุทธ์ของแต่ละพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้วัดผลสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

นอกจากนี้ นโยบายทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญ และพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่อง “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” เป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” แจงให้เวลารัฐบาลแก้สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์

สว.สำรอง ยื่นศาล รธน. วินิจฉัย MOA

“อัครวัฒน์” สว.สำรอง ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย MOA ฉบับ ปชน.-ภูมิใจไทย เป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมเตือน “อนุทิน” ห้ามแทรกแซงสำนวนฮั้ว สว.

วันที่ 17 ต.ค. 2568 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมคณะ สว.สำรอง และทีมทนายความได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้หยุดกระทำการ ตาม รธน.มาตรา 49 วรรคสอง โดยตรวจสอบพบว่า ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการจัดทำข้อตกลง หรือ MOA ระหว่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนพรป. พรรคการเมืองหรือไม่

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย กระทำขัดต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้ระบบรัฐสภาถูกบิดเบือนจากกลุ่มบุคคลสองกลุ่มนี้ที่ใช้ช่องทางนี้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง หากศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง เชื่อว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอและมีน้ำหนักให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดกระทำได้ ทำให้การเมืองและรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล สั่นสะเทือนอย่างแน่นอน พยานหลักฐานในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ยึดโยงสำนวนคดีฮั้ว สว. จึงขอเตือน “มือที่มองไม่เห็น” สายสีน้ำเงินหรือ “รัฐบาลนายอนุทิน” ห้ามไปแทรกแซงยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. เพราะตนจะใช้อำนาจศาลเรียกสำนวนมาศาล สามารถตรวจสอบได้ว่า สำนวนคดีมีพิรุธขั้นตอนใด อาจมีคนติดคุกเพิ่ม ตนมีความสงสัยว่า ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัย คณะที่ 36 มาเพื่ออะไร ในเมื่อ กกต.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยจำนวน 35 คณะก่อนหน้านี้

ส่วนความคืบหน้าคดีร่วมกันฮั้ว สว. ร้องทุกข์กล่าวโทษ กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ต่อ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง นั้น นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า สำนวนคดีดังกล่าว ต้องส่งไปยัง ป.ป.ช. ตาม พรป.ป.ป.ช. แต่ตนกับคณะ สว.สำรองในกลุ่มตน จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในสัปดาห์หน้า โดยการรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนและมีน้ำหนักให้ศาลรับคดีไว้พิจารณาได้ ไม่เกี่ยวกับกลุ่มของนายวิเชียร ศรีสุด หรือกลุ่มสภาเที่ยงธรรมที่เป็นเพียงผู้สมัคร สว.สอบตก ที่ได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ เป็นสิทธิคนละส่วน ไม่ซ้ำกัน มวยคนละกึ๋นกัน แต่กลุ่มของตนเฉพาะ สว.สำรอง เท่านั้น เป็นสิทธิของตน ตาม มาตรา 88 แห่ง พรป.สว. และ ป.วิอาญา มาตรา 2(4) ประกอบมาตรา 28(2) ส่วนจะฟ้องประเด็นใด ให้พี่น้องประชาชนคอยติดตามต่อไป

สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA

เรื่องราวของการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย MOA โดย สว.สำรอง กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคการเมืองสองพรรคว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบทางการเมืองที่สำคัญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและกระบวนการทางการเมืองในอนาคต

ทำไม สว.สำรอง ถึงยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย MOA นี้?

การที่ สว.สำรอง ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เกิดจากความกังวลว่าข้อตกลง MOA อาจมีลักษณะที่เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย และอาจเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมืองที่ไม่โปร่งใส การตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษากฎหมายและธรรมาภิบาล

นอกจากนี้ นายอัครวัฒน์ยังได้เตือนถึงการแทรกแซงสำนวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สำคัญและเชื่อมโยงกับการเมืองในปัจจุบัน การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและการดำเนินการของ กกต. จะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน

การฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในสัปดาห์หน้าโดยกลุ่ม สว.สำรอง จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต การเปิดเผยข้อมูลและหลักฐานที่ครบถ้วนจะช่วยให้ศาลสามารถพิจารณาคดีได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่อง สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA จะเป็นอีกเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การกระทำดังกล่าวของ สว.สำรอง ถือเป็นการตรวจสอบอำนาจอย่างหนึ่ง

การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมือง การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

โดยสรุปแล้ว การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA เป็นประเด็นที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA ชี้ “เท้ง-อนุทิน” ฝ่าฝืน รธน.

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงอย่างดุเดือดต่อการอภิปรายของน.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่กล่าวหาในประเด็น MOA พิสดาร คดีเขากระโดง และฮั้ว สว. นายอนุทินย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลหรือความสัมพันธ์ลับใดๆ และจี้ให้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” ที่ใช้กล่าวหาเขา

“นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

นายอนุทิน เริ่มต้นด้วยการขอบคุณน.ส.จิราพรในฐานะอดีตรัฐมนตรีที่เคยร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่ชี้ว่าการอภิปรายครั้งนี้เต็มไปด้วยวาทกรรมที่พูดความเท็จ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ เขาเล่าว่าตนไม่รู้จักผู้นำกัมพูชาในทางส่วนตัว เพิ่งพบสมเด็จฮุน เซน ครั้งแรกในฐานะคณะติดตามน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือนเมษายน 2568 ไม่มีเบื้องหลังหรือการตกลงลับใดๆ รัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลอย่างที่กล่าวหา

นายอนุทินเล่าย้อนเหตุการณ์ที่ถูกขอคืนกระทรวงมหาดไทย โดยเพื่อนๆ แจ้งว่ามีการบอกผู้นำกัมพูชาว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้ายเมื่อ 17 มิถุนายน 2568 พรรคเพื่อไทยขอคืนกระทรวงมหาดไทย และให้เขาไปเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เขารู้สึกว่ามันคือข้อเสนอที่ให้ปฏิเสธ จึงเสนอให้ออกจากรัฐบาลแทน แต่ได้รับคำตอบว่าต้องการกระทรวงมหาดไทยเพราะใกล้เลือกตั้ง

การตัดสินใจถอนตัวและคลิปเสียงอังเคิล

หลังจากนั้น นายอนุทินตัดสินใจถอนพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล โดยบังเอิญมีคลิปเสียงอังเคิลหลุดออกมา ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าถึงเวลาที่ต้องถอนตัวเพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรม เขาย้ำว่าไม่มีเหตุการณ์พิสดารหลังถอนตัว และเริ่มร่วมกับฝ่ายค้านเพื่อผลักดันให้ยุบสภา สุดท้ายนำไปสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนเก่า

สำหรับ MOA นายอนุทินยืนยันว่าไม่ใช่พิสดาร เป็นข้อตกลงเปิดเผยระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เพื่อรับรัฐบาลเสียงข้างน้อย เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาภายใน 4 เดือน ไม่เกิน 31 มกราคม 2569 โดยจะเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคมนี้ ไม่มีการดูด ส.ส. หรือเพิ่ม ส.ส. จากการทุจริต มีแต่จากเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษ

ยืนยันดำเนินคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ตามกฎหมาย

นายอนุทินชี้แจงว่าคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการแทรกแซง ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยแถลงชี้แจงแล้วว่าไม่มีคำสั่งยึดที่ดินผิดปกติ ส่วนฮั้ว สว. อยู่ที่ กกต. รัฐบาลเก่าพยายามสั่ง DSI แต่ติดกฎหมาย เขาย้ำว่าจะไม่ใช้อำนาจช่วยเหลือผู้กระทำผิด และจี้ให้ทุกฝ่ายฟังและจำไว้ว่ารัฐบาลนี้ยึดหลักกฎหมาย

ในที่สุด นายอนุทินขอให้ น.ส.จิราพร ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” เพราะเขาและ สว. เป็นเพียงผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ต้องหา และให้ DSI ยืนยันได้ น.ส.จิราพรยอมถอนและปรับคำเป็นผู้พัวพันในคดี

การชี้แจงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลใหม่ที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและกฎหมาย หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่เชื่อถือได้

ที่มา – “นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่เป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

จากกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และบทบาทของพรรคประชาชนในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมือง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีการบิดพลิ้วหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง (MOA) ที่ได้ทำไว้

ในวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความกังวลเรื่องเสียง ส.ว. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส.ส. ทุกคนน่าจะพร้อมที่จะผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และหากมีกระบวนการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นไปตาม MOA พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะใช้กลไกในสภาฯ ตรวจสอบรัฐบาลและสามารถล้มรัฐบาลได้

พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย พร้อมที่จะตรวจสอบทั้งในการอภิปรายในสภาฯ และกลไกตามมาตรา 151 หากมีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำผิด MOA

การประเมินการละเมิด MOA ของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ MOA จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ตอบว่า อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินเช่นนั้น การที่จะพิจารณาว่าพรรคภูมิใจไทยละเมิด MOA หรือไม่นั้น อาจจะต้องยึดผลการลงมติในสภาฯ เป็นสำคัญ

ความสำคัญของการลงมติในสภาฯ

การลงมติในสภาฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นเครื่องมือที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่รัฐบาลได้ให้ไว้ การที่นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมติในสภาฯ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนให้ความสนใจ
  • บทบาทของ ส.ว.: ความกังวลเกี่ยวกับเสียงสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • MOA: ข้อตกลงที่พรรคประชาชนยึดมั่นในการตรวจสอบรัฐบาล
  • การลงมติในสภาฯ: เครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

จากท่าทีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาชนพร้อมที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะใช้กลไกต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะไม่เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง การจับตาดูผลการลงมติในสภาฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งชี้ถึงทิศทางการเมืองในอนาคต

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคเล็กอย่างพรรคประชาชนออกมาแสดงบทบาทที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

“นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส.

“อนุทิน” นายกฯ คนที่ 32 ไม่กังวล สส. เพื่อไทย ยื่นถอดถอนพ้นสมาชิกภาพ สส. ปม MOA สวนกลับ หากพรรคประชาชนจับมือสนับสนุน “ชัยเกษม” คงต้องทำมากกว่าข้อตกลง เพราะเคยผิดสัญญามาก่อน

วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ สส.พรรคเพื่อไทย เข้าชื่อส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนร่วมกันทำ MOA เข้าข่ายครอบงำพรรคการเมือง และก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือไม่ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามสิทธิ ตามกฎหมาย ซึ่งข้อเสนอและข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยมีต่อพรรคประชาชน ไม่ต่างกับพรรคเพื่อไทยได้นำเสนอก่อนที่จะมีการลงมติให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยเสนอว่า หากพรรคประชาชนโหวตเลือก นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ก็จะยุบสภาในทันที

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า ถ้าหากพรรคประชาชนยอมรับก็ถือว่าเป็นข้อตกลง แต่พรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยคงต้องมีมากกว่า MOA เพราะพรรคเพื่อไทยเคยผิดสัญญามาแล้ว และเรื่องนี้ควรต้องไปถามพรรคเพื่อไทยมากกว่า พร้อมกันนี้ นายอนุทิน ยืนยันด้วยว่าไม่กังวล เนื่องจากสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยทำเราก็ทำตาม ยกเว้นเรื่องที่ไม่ถูก

“นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส.

จากกรณีที่ สส. พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการทำ MOA ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามสิทธิและกฎหมายที่สามารถทำได้ และไม่ได้รู้สึกกังวลต่อประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงข้อเสนอที่พรรคเพื่อไทยเคยให้กับพรรคประชาชนก่อนหน้านี้ โดยระบุว่ามีความคล้ายคลึงกับข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยได้ทำกับพรรคประชาชนในปัจจุบัน และยังได้กล่าวถึงประเด็นการผิดสัญญาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกด้วย

ประเด็นสำคัญ: ทำไมนายกฯ หนูถึงไม่กังวล?

เหตุผลสำคัญที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล “นายกฯ หนู” ไม่กังวลต่อการถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. มาจากความเชื่อมั่นในการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการมีข้อตกลงที่โปร่งใสกับพรรคประชาชน นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเคยมีข้อเสนอที่คล้ายคลึงกันในอดีต ทำให้เขามั่นใจว่าการดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีความผิดปกติแต่อย่างใด และพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายอนุทินได้ยกประเด็นการผิดสัญญาในอดีตของพรรคเพื่อไทยขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาการกระทำของตนเองก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

การถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. ของ “นายกฯ หนู” เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาในทิศทางใด และจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่

ในขณะเดียวกัน การออกมาตอบโต้ของนายอนุทินต่อพรรคเพื่อไทยก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตาดูต่อไปว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญของการที่ “นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. นั้นมาจากความเชื่อมั่นในการกระทำของตนเอง และความพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และทำความเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “นายกฯ หนู” ไม่กังวลถูกยื่นถอดถอนพ้น สส. ปม MOA สวนกลับเพื่อไทยเคยผิดสัญญา

Scroll to top