Mou 43

“ไชยชนก” ไขก๊อกกมธ. MOU 43 เพราะอะไร?

“ไชยชนก” แจงเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 หวั่นทับซ้อนกับคณะกรรมการรัฐบาลที่ “บวรศักดิ์” พิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว เชื่อ “ปานเทพ” เหมาะสม นั่งประธานกมธ.ได้ เพราะมีแนวคิดคล้ายกัน

วันที่ 31 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยถึงการลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ว่า มีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักไม่ได้ซับซ้อน โดยปัจจัยที่ 1 คือ เรื่องความทับซ้อนในเรื่องหน่วยงานที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งเข้ามาในส่วนของฝ่ายบริหาร เรื่องการหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลมีอยู่แล้ว 2.เรื่องการบริหารจัดการเวลา จากที่มีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่วนตัวอยู่ในแทบจะทุกคณะกรรมการฯ เลย น่าจะเลย 10 คณะกรรมการ แล้ว ยังไม่รวมงานในฝั่งของกระทรวงดีอี ด้วย 2 ปัจจัยนี้แล้ว พบว่า งานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่จะลาออกได้ แต่เหตุผลที่ 3 คือ ทราบดีว่าคนในคณะกรรมการฯ มีแต่คนที่มากความสามารถ และมากความรู้ รวมถึงนาย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ขึ้นมาเป็น กมธ.แทนตน ก็มีแนวคิดที่คล้ายกัน มีความรู้ความสามารถแน่นอน ซึ่งส่วนตัวก็ยังดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรี ในหน่วยงานของฝ่ายบริหารด้วย เพราะฉะนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งไปไหนแน่นอน

“ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43

ชี้แนวคิด“ปานเทพ-ธเนศ”คล้ายกัน

ส่วนการเลือกใครนั่งแทนนั้น นายไชยชนก ระบุว่า ให้ออฟชั่น เลือกกันระหว่าง ดร.ธเนศ สุจารีกุล ที่ปรึกษา กมธ.ฯ กับ นายปานเทพ ด้วยเหตุผลที่คิดว่า 2 คนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา  อีกฝ่ายยังไม่ได้รับเวลาอย่างเป็นธรรมเท่าไร จึงคิดว่าเหมาะดีที่จะมีตัวแทนจากฝั่งนี้ ได้เป็นกมธ.ที่จะแสดงความคิดเห็นอีกมุมหนึ่ง  ทั้งนี้ กมธ.ต้องรวบรวมมุมมองของทุกฝ่ายเพื่อนำเสนอ ไม่ได้บอกว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด แต่แนวโน้มของทั้ง 2 คนนี้ จะคล้ายกับผม และค่อนข้างที่จะคิดตรงกันก็เลยคิดว่าเหมาะที่จะให้โอกาสทั้ง 2 คน

เหตุผลที่ “ไชยชนก” ตัดสินใจขอไขก๊อกกมธ. MOU 43

การตัดสินใจลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาของนายไชยชนก ชิดชอบนั้น มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • ความทับซ้อนของหน่วยงาน: มีคณะกรรมการที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งขึ้นมาในส่วนของฝ่ายบริหาร เพื่อหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
  • การบริหารจัดการเวลา: นายไชยชนกมีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติจำนวนมาก ทำให้มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย และงานในฝั่งของกระทรวงดีอีอีกด้วย
  • ความมั่นใจในบุคลากรอื่น: นายไชยชนกเชื่อมั่นว่าคนในคณะกรรมการฯ มีความรู้ความสามารถ รวมถึงนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ซึ่งมีแนวคิดที่คล้ายกัน

จากเหตุผลเหล่านี้ นายไชยชนกจึงตัดสินใจว่างานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่สามารถลาออกได้ โดยที่ยังสามารถดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ การเลือกคนมานั่งแทนนั้น นายไชยชนกได้เสนอชื่อ ดร.ธเนศ สุจารีกุล และนายปานเทพ โดยมองว่าทั้งสองท่านมีความรู้ความสามารถ และสมควรได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในฐานะกรรมาธิการ

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของนายไชยชนกในการขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 เป็นการพิจารณาถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่หลากหลาย รวมถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคคลอื่นที่จะสามารถสานต่องานนี้ได้เป็นอย่างดี การมีส่วนร่วมในคณะกรรมการหลายชุดอาจทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การกระจายโอกาสให้ผู้อื่นที่มีความสามารถเข้ามามีบทบาทจึงเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ

การเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการเข้ามาของบุคลากรใหม่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลักดันประเด็น MOU 43 ไปในทิศทางใด

ที่มา – “ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 งานสำคัญล้นมือ เชื่อ “ปานเทพ” นั่งประธานกมธ.ได้

ด่วน! ส่งหนังสือหารือ กกต. ทำประชามติ ยกเลิก MOU

เรื่องด่วนที่สุด! เลขาฯ นายกฯ ส่งหนังสือถึง กกต. เพื่อหารือแนวทางการทำประชามติและการยกเลิก MOU 43 และ 44 ในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0403(กน)/10969 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เรื่องขอเข้าพบหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเรียนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะนำคณะเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44)

โดยกำหนดวันที่จะเข้าพบหารือคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เวลา 09.00น. ถึง 11.00น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหารือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลต้องการหารือเรื่องการทำประชามติและการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อขอเข้าพบ กกต. แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ทำไมต้องส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่?

หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการหารือเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ การยกเลิก MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นการใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญกว่า ในขณะที่บางคนก็เห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือในเรื่องเหล่านี้ และการตัดสินใจใดๆ ก็ควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

คณะรวมพลังฯ จี้ “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที

คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาทุกรูปแบบ จนกว่าจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทยจนครบทุกเงื่อนไข พร้อมจี้ “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ต.ค. 2568 ที่ รร.รัตนโกสินทร์ นายจตุพร และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นำคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยุติการเจรจาทุกรูปแบบกับกัมพูชา จนกว่ารัฐบาลกัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลไทยได้ยื่นไว้ 4 ข้อ คือ 1. จะต้องมีการจัดการปัญหาเรื่องทุ่นระเบิด 2. เคลื่อนย้ายกำลังทหารและอาวุธออกจากพื้นที่ 3. มีการเคลื่อนย้ายประชาชนออกพื้นที่ 4. ปราบปรามสแกมเมอร์ให้เรียบร้อย

ลั่นชาวบ้านต้องการความเด็ดขาด

นายจตุพร กล่าวว่า แม้พวกเราจะเชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพมีแผนในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แต่การที่รัฐบาลไม่กำหนดมาตรการใดๆ ออกมาและปล่อยให้มีการเจรจาเจบีซี รวมถึงการไปพูดคุยในเวทีอาเซียนที่มีสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียมากำกับ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาที่ยืดเยื้อ ตอนนี้ประชาชนต้องการความเด็ดขาดของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้เห็น ซึ่งในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น. คณะรวมพลังแผ่นดินพร้อมเครือข่ายประชาชนจะเดินทางไปที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือให้ยกเลิกการประชุมเจบีซีในวันที่ 21 ต.ค.2568 เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า รัฐบาลฮุน เซน จะกล้าปิดบ่อนกาสิโนและปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างว่าเป็นของนักการเมืองไทย ตามคำพูดหรือไม่

เชื่อ MOU 43 ทำไทยตกหลุมพราง

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนวันนี้อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 เรื่องนี้จะนำไปสู่การเสียดินแดนทางบกและดินแดนทางทะเล โดยเฉพาะ MOU 43 ซึ่งมีระยะเวลาจะทำให้ประเทศเราตกหลุมพราง ขณะนี้เกิดสถานการณ์ 2 สถานการณ์ เรื่องแรกคือการประชุมผู้นำอาเซียนที่จะเกิดขึ้น 26-27 ตุลาคมนี้ และมีรายงานว่าประเทศมาเลเซียมีการเชิญสหรัฐฯ มาร่วมลงนามสัญญาสันติภาพที่เรียกว่าปฏิญากัวลาลัมเปอร์ โดยที่ฝ่ายไทยได้ตั้งเงื่อนไขกับทางกัมพูชา 4 ข้อ โดยเราไม่อยากให้ประชาชนสับสนว่า การที่กัมพูชาลงนามตาม 4 ข้อนี้แล้วทุกอย่างจะจบ เพราะเป็นเพียงแค่การลดความตึงเครียดของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น ถึงแม้จะมีการลงนามแล้วก็ไม่ได้แก้ไขปัญหา เพราะหัวใจของปัญหาคือ MOU 43 ที่จะทำให้มีความเสี่ยงที่ไทยจะเสียดินแดนได้

จี้ นายกฯ ประกาศยกเลิก

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า การที่ประเทศกัมพูชามีการยิง หรือใช้อาวุธปืนและระเบิดจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต ถือเป็นการละเมิดอย่างรุนแรงภายใต้เงื่อนไขของ MOU 43 และเงื่อนไขนี้จึงเป็นเหตุผลที่เราจะสามารถยกเลิก MOU 43 แบบฝ่ายเดียวได้ ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องไม่เข้าร่วมการประชุมเจบีซี เพราะหากเข้าร่วมจะไม่สามารถเข้าเงื่อนไขการยกเลิก MOU 43 ได้ ขอเรียกร้องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ประกาศชัดเจนว่า จะยกเลิก MOU 43 ทันที โดยมีผลในอีกสามเดือนข้างหน้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ ซึ่งทางกลุ่มรวมพลังแผ่นดินยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ MOU 43 เพราะมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว

คณะรวมพลังแผ่นดินได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องรอการทำประชามติ ซึ่งมองว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลในการตัดสินใจเรื่องนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้อง “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ

การเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 43 ทันที สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนและข้อตกลงที่อาจนำไปสู่การเสียดินแดน ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบคอบ และดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43 ทันที?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ MOU 43 อาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน ทั้งทางบกและทางทะเล การที่กัมพูชามีการใช้อาวุธปืนและระเบิดจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต ถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขของ MOU 43 อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลเพียงพอที่ไทยจะสามารถยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น รัฐบาลควรรับฟังเสียงของประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้อง “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ

นายกฯ โยนสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน. บวรศักดิ์แถลง 16 ต.ค.

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดย นายกฯ อนุทิน ได้กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้ร่างของใครเป็นร่างหลัก ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตนเองเป็นร่างหลัก ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องหารือกันในการประชุมร่วมของรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 และทุกอย่างจะเป็นไปตามกลไกของรัฐสภา

นายอนุทินยังกล่าวถึงการทำงานเพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านไปได้ว่า จะต้องมีเวลาทำงาน 4 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นไปตามที่ได้ประชุมร่วมกับหลายพรรคการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งใน MOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน ดังนั้นจึงต้องทำตามข้อตกลงที่มีอยู่ เมื่อถามว่าหากรัฐบาลอยู่ไม่ถึง 4 เดือนจะทำไม่เสร็จ นายอนุทินตอบว่าอย่างน้อยก็ได้นำเข้าสภาฯ ถือว่าได้เริ่มแล้ว

ในส่วนของเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น นายอนุทินกล่าวว่าไม่ได้เช็กเสียงเลย เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย และแต่ละพรรคก็มีจุดยืนของตัวเองอยู่แล้ว โดยพรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ส่วนมาตราอื่นๆ จะค่อยไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการ และหวังว่าจะผ่านในวาระรับหลักการ (วาระ 1)

นายอนุทินยังกล่าวถึงการผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผ่านในวาระ 3 เพื่อทำประชามติและพร้อมเลือกตั้งว่า ต้องช่วยกัน และส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชนต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาก็เพื่อเริ่มกระบวนการนี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีการเปิดสารคดีและซาวด์หลอนบริเวณชายแดนว่า ได้มอบอำนาจให้กองทัพตัดสินใจอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อพบกับฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายมาเลเซีย และจะเดินทางกลับวันนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้ดำเนินการอย่างเต็มที่

นายอนุทินยังตอบคำถามเกี่ยวกับหนังสือตอบกลับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และเรื่องการเปิดซาวด์หลอน ซึ่งมี สว. ออกมาติงว่าอาจผิดหลักมนุษยชน โดยนายอนุทินกล่าวว่าจะขอไปฟังก่อน แต่ยืนยันว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายสากล รวมถึงกฎกติกาสากลด้วย

ในการประชุมกับ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 14-15 ตุลาคมนั้น มีรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าร่วมด้วย

นายกฯ โยนรัฐสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน.

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อชี้แจงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการประชุมร่วมรัฐสภา โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวว่าวันที่ 16 ตุลาคมนี้ จะแถลงข่าวทุกเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ทั้งประเด็น MOU 2343-2544 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยกฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ประเด็นสำคัญ: การแก้ไขรัฐธรรมนูญและท่าทีของพรรคการเมือง

จากข้อมูลข้างต้น เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดังนี้:

  • การตัดสินใจอยู่ที่รัฐสภา: นายกฯ อนุทินโยนการตัดสินใจเรื่องร่างหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับรัฐสภา
  • จุดยืนของพรรคภูมิใจไทย: พรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ
  • การแถลงข่าวของนายบวรศักดิ์: นายบวรศักดิ์จะแถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 16 ตุลาคมนี้
  • ความคาดหวัง: หลายฝ่ายคาดหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การทำประชามติและการเลือกตั้ง

ความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น การแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในเรื่องของเวลา เนื่องจากรัฐบาลอาจมีเวลาไม่ถึง 4 เดือนในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ดังนั้น จึงต้องมีการทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเจรจาและการประนีประนอมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ การตัดสินใจของรัฐสภา และการสนับสนุนจากประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันและมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ส่วนรวม การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้

อย่างไรก็ตาม หากมีความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองได้

ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันและหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – นายกฯ โยนรัฐสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน. “บวรศักดิ์” จ่อแถลงทุกประเด็น 16 ต.ค.

ครม. ยกเลิก MOU 43-44 รอผล กมธ. อนุทินยัน!

“นายกฯ อนุทิน” ยันเป็นอำนาจ ครม. จะพิจารณายกเลิก MOU 43-44 รอผลศึกษาจาก กมธ. ก่อนให้ “อ.บวรศักดิ์” สรุปผล ย้ำต้องพิจารณาถี่ถ้วน ลั่น รัฐบาลนี้ไม่มีวันทำให้ไทยเสียเปรียบ

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมามีบรรดารัฐมนตรี แกนนำพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคภูมิใจไทย และแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล เดินทางเข้ามา นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รวมไปถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมบิดาคือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง 3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี, นายสันติ ปิยะทัต เพื่อประชุมพรรคประจำสัปดาห์ พร้อมทั้งประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..)

ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิก MOU 43-44 พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะเป็นผู้รวบรวมและสรุปผล พร้อมยืนยันว่าท้ายที่สุดแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิก MOU 43-44 ดังกล่าวหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างรอบด้านที่สุด

เมื่อถามถึงข้อถกเถียงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 43-44 เพียงฝ่ายเดียวได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ต้องพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ยืนยันได้คือ สำหรับรัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ผมได้ให้หลักการแบบนี้ไป เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา รวมถึงการเดินหน้าทำประชามติตามกระบวนการ โดยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ก็จะถูกส่งมาให้ ครม. พิจารณาเช่นกัน.

อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44

ครม. พิจารณา ยกเลิก MOU 43-44 อย่างรอบคอบ

ประเด็นเรื่องอำนาจของ ครม. ในการยกเลิก MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย การตัดสินใจใดๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และต้องไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในทุกกรณี การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

การที่รัฐบาลรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการและให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้สรุปผลนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบด้าน การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและเข้าใจถึงกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้

ดังนั้น การตัดสินใจเรื่องยกเลิก MOU 43-44 จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44 ขอรอผล กมธ. “อนุทิน” ลั่นไม่มีวันทำไทยเสียเปรียบ

“นพดล” เผย กมธ.เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

“สว.นพดล” เผย กมธ.วุฒิสภา เก็บข้อมูลชายแดน จ.ตราด มองแม้ไร้ MOU 43-44 ยังมี คกก. GBC, RBC และ JBC เผย “อภิสิทธิ์” ตอบรับ 28 ต.ค. แจงชงยกเลิก MOU 44 สวน “พิธา” ยัน สว.เป็นกลาง ยึดประโยชน์ชาติ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา กมธ. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No Man’s Land โดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงไปหลายครั้ง

อีกทั้งยังได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของไทย และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย ยังไม่รวมกรณีหลักหมุดที่ 72 ที่สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราว และได้เห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอนยื่นออกไปในทะเลตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ส่งผลให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ตนจึงขอให้ทางกองทัพเรือลองนำแผนที่ดาวเทียมแล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ซึ่งถ้า กมธ. ไม่ได้ลงพื้นที่เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดอาณาเขตเรากี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตนจะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการละเมิดเขตแดนไทยเข้าสู่ที่ประชุม

เมื่อถามถึงการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 44 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักหมุดไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่า ไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

“หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ”

นายนพดล เผยต่อไปว่า ตนได้ประสาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพราะขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 44 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับปากตกลง และตนก็พร้อมพอดี

ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภาฯ ในการยกเลิก MOU 2543-2544 ทำไมถึงใช้การทำประชามติ นายนพดล ตอบว่า ขณะนี้อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ. ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้วว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ.

กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

ความคืบหน้าการศึกษาการยกเลิก MOU 44

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำลังศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 44 โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

การพิจารณาว่าจะยกเลิก MOU 44 หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับ MOU 43 และ MOU 44 จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติในระยะยาว ดังนั้นการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่มา – “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

นายกฯ ตอบปม “พิธา” ติง ยกเลิก MOU 43-44

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงการดำเนินการของรัฐบาลในการยกเลิก MOU 43-44 โดยสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบคำถามดังกล่าว โดยชี้แจงว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน

นายอนุทินกล่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ว่ารัฐสภากำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ ทั้งในส่วนของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เมื่อถูกถามว่าสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 43-44 ได้เลยหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่าทุกอย่างต้องมีขั้นตอนที่ถูกต้อง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าของการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดี-ข้อเสียของ MOU 43-44 นายอนุทินกล่าวว่า “ในเมื่อกมธ.ทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า หากผลการศึกษาออกมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องทำประชามติในเรื่องนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอผลการศึกษาออกมาก่อนแล้วค่อยนำมาพิจารณาร่วมกัน

นายกฯ ย้ำขั้นตอน ยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นายพิธาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ การตอบสนองของนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของขั้นตอนต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตัดสินใจในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43-44 โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว การเปิดโอกาสให้ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรได้มีส่วนร่วมในการศึกษาและพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและครอบคลุมทุกมิติ

การที่นายอนุทินกล่าวว่า “รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป การมีส่วนร่วมของรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจของรัฐบาล

ทำไมต้องรอผลการศึกษา ยกเลิก MOU 43-44?

การรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก MOU 43-44 เป็นข้อตกลงที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การศึกษาอย่างละเอียดจะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การตัดสินใจโดยปราศจากข้อมูลที่ครบถ้วนอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

  • ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของรัฐสภา: การเปิดโอกาสให้รัฐสภาได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจของรัฐบาล
  • การพิจารณาอย่างรอบคอบ: การศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43-44 อย่างละเอียด จะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว
  • การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน: การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ

ในขณะที่สังคมรอคอยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับ MOU 43-44 อย่างใกล้ชิด ถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมสามารถร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยได้

อนาคตของการยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – นายกฯ บอกทุกอย่างมีขั้นตอน หลัง “พิธา” ติงยกเลิก MOU 43-44 ทำไมไม่ใช้กลไกสภา

ผบ.ทบ. ย้ำ มทภ.1-มทภ.2 เกาะติดชายแดน ชี้กัมพูชายั่วยุ

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โฆษกกองทัพบกเปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของฝั่งกัมพูชาในการสร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงชายแดนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกด้วย

ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์เสียงปืนยิงเข้ามาฝั่งไทยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 การตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบการใช้อาวุธใดๆ ไม่ว่าจะเป็นปืนเล็กหรือเครื่องยิงระเบิด ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กัมพูชาพยายามเน้นการสื่อสารไปยังสังคมโลก เพื่อสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย แต่เชื่อว่าทุกฝ่ายตระหนักถึงกลอุบายนี้ จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการตกหลุมพรางที่กัมพูชาวางไว้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกองทัพและกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงยุทธวิธีของกัมพูชาอย่างชัดเจน การใช้กิจกรรมเป็นตัวนำ เช่น การชุมนุมของชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อนำภาพเหตุการณ์ไปขยายผลในเวทีโลก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยใช้กำลังฝ่ายปกครองที่ไม่ใช่ทหารในการดูแล ทำให้กัมพูชาไม่สามารถนำไปโจมตีได้ นอกจากนี้ ชาวกัมพูชายังแสดงท่าทีก้าวร้าวและใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งฝ่ายไทยรับมือได้ดี และนำข้อเท็จจริงไปชี้แจงต่อประชาคมโลก เป้าหมายของกัมพูชาที่จะทำให้สังคมโลกมองไทยในแง่ลบจึงยังไม่สำเร็จ

กำชับทหารอดทนอดกลั้นในสถานการณ์ชายแดน

พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมสูงสุด และดูแลกำลังพลให้ดี เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ต้องใช้ความอดทนและอดกลั้นสูง ทหารไทยต้องรักษาความสงบเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์

สำหรับการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย มีความกังวลว่ากัมพูชาอาจยั่วเย้าสร้างสถานการณ์อีก แต่สถานการณ์ต้องติดตามวันต่อวัน โดยพิจารณาหลายองค์ประกอบ การเคลื่อนไหวของกัมพูชามีสองรูปแบบหลัก ในจังหวัดสระแก้วใช้มวลชนที่จัดตั้งอย่างเป็นระบบ ส่วนในกองทัพภาคที่ 2 เป็นการใช้อาวุธ รูปแบบอื่นๆ ยังไม่ชัดเจน

MOU 43 และปัญหาสะสมยาวนาน

เกี่ยวกับ MOU 43 ที่ทำไว้เมื่อปี 2543 ยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณา กองทัพยึดถือและปฏิบัติตาม แต่มีปัญหาการละเมิดกว่า 500 ครั้ง ซึ่งมักจบด้วยการประท้วง ไม่นำไปสู่การแก้ไขจริง การตัดสินใจยกเลิกหรือไม่ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร กองทัพสามารถทำงานได้ตามคำสั่งและกรอบกฎหมายอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราไม่เคยละเลย

ปัญหานี้สะสมมานานกว่า 20 ปี ฝ่ายปฏิบัติมีข้อมูลการละเมิดและทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการพูดคุยในระดับพื้นที่ แต่ไม่นำไปสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง จนปัญหาค้างคา หากฝ่ายนโยบายสอบถาม ฝ่ายความมั่นคงก็มีข้อมูลพร้อม แต่ต้องพิจารณาหลายส่วน

แผนสร้างรั้วชายแดนเพื่อความมั่นคง

ยอดบริจาคสำหรับกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ที่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงพระราชทานทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท ปัจจุบันทะลุ 100 ล้านบาทแล้ว การสร้างรั้วชายแดนจะแบ่งตามพื้นที่ โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีการลักลอบเข้าออกผิดกฎหมายและกระทบความมั่นคง เพื่อแสดงมาตรการต่อต้านสิ่งผิดกฎหมาย พื้นที่อื่นๆ ต้องรอกระบวนการ เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) รูปแบบรั้วอาจเป็นแบบถาวรหรืออิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่สรุปรายละเอียด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตยและความสงบสุข ด้วยการรับมืออย่างมืออาชีพและยึดหลักกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารและการทูตที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในเวทีโลก ไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือกับชาติเพื่อนบ้านให้มากขึ้น หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับประเด็นชายแดนนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายต่อไป

ที่มา – ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก

มติเพื่อไทย ประชุมลับ ญัตติ MOU 43-44

“ดนุพร ปุณณกันต์” เผย มติพรรคเพื่อไทย เสนอให้ประชุมลับ ญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หวั่นกระทบความมั่นคงและคนชายแดน

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส. ประจำสัปดาห์ของพรรคเพื่อไทย ว่า เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนที่จะมีการเข้าญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 วันนี้ที่ประชุม ส.ส. เพื่อไทย ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าการนำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุม เราจะเตรียมใครไว้เพื่ออภิปรายบ้าง เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน โดยมติพรรคเพื่อไทย หากมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา จะขอเป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทบกับความมั่นคงและพี่น้องตามแนวชายแดน และเราจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แต่ทางพรรคเพื่อไทยเห็นควรว่าเมื่ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้ตั้ง กมธ. วิสามัญ พรรคเพื่อไทยจะร่วมเป็น กมธ. หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า เราพร้อม แต่ต้องมีการโหวตกัน เนื่องจาก กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน มีการพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ส.ค. ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะไปหารือกับฝ่ายค้านอีกครั้งถึงมติพรรคเพื่อไทย

มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

จากข่าวการประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทยล่าสุด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และตัดสินใจที่จะขอให้มีการประชุมลับถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการจัดการกับประเด็นละเอียดอ่อน

เหตุผลเบื้องหลังมติพรรคเพื่อไทย

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจขอให้มีการประชุมลับนั้น มาจากความกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมลับจะช่วยให้ ส.ส. สามารถอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือจะก่อให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่จะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป แสดงให้เห็นว่าพรรคต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจและข้อมูลครบถ้วนเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นข้อมูลจากประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจและการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องสื่อสารและชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสนับสนุนจากประชาชน

การพิจารณาเรื่อง MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังถือเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน พรรคก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชน การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและความโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับประเด็นนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44 นั้นเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชนตามแนวชายแดน แต่พรรคก็ต้องระลึกเสมอว่าความโปร่งใสและการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

Scroll to top