Mou 44

ด่วน! ส่งหนังสือหารือ กกต. ทำประชามติ ยกเลิก MOU

เรื่องด่วนที่สุด! เลขาฯ นายกฯ ส่งหนังสือถึง กกต. เพื่อหารือแนวทางการทำประชามติและการยกเลิก MOU 43 และ 44 ในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0403(กน)/10969 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เรื่องขอเข้าพบหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเรียนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะนำคณะเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44)

โดยกำหนดวันที่จะเข้าพบหารือคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เวลา 09.00น. ถึง 11.00น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหารือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลต้องการหารือเรื่องการทำประชามติและการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อขอเข้าพบ กกต. แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ทำไมต้องส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่?

หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการหารือเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ การยกเลิก MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นการใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญกว่า ในขณะที่บางคนก็เห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือในเรื่องเหล่านี้ และการตัดสินใจใดๆ ก็ควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

นายกฯ โยนสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน. บวรศักดิ์แถลง 16 ต.ค.

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดย นายกฯ อนุทิน ได้กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้ร่างของใครเป็นร่างหลัก ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตนเองเป็นร่างหลัก ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องหารือกันในการประชุมร่วมของรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 และทุกอย่างจะเป็นไปตามกลไกของรัฐสภา

นายอนุทินยังกล่าวถึงการทำงานเพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านไปได้ว่า จะต้องมีเวลาทำงาน 4 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นไปตามที่ได้ประชุมร่วมกับหลายพรรคการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งใน MOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน ดังนั้นจึงต้องทำตามข้อตกลงที่มีอยู่ เมื่อถามว่าหากรัฐบาลอยู่ไม่ถึง 4 เดือนจะทำไม่เสร็จ นายอนุทินตอบว่าอย่างน้อยก็ได้นำเข้าสภาฯ ถือว่าได้เริ่มแล้ว

ในส่วนของเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น นายอนุทินกล่าวว่าไม่ได้เช็กเสียงเลย เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย และแต่ละพรรคก็มีจุดยืนของตัวเองอยู่แล้ว โดยพรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ส่วนมาตราอื่นๆ จะค่อยไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการ และหวังว่าจะผ่านในวาระรับหลักการ (วาระ 1)

นายอนุทินยังกล่าวถึงการผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผ่านในวาระ 3 เพื่อทำประชามติและพร้อมเลือกตั้งว่า ต้องช่วยกัน และส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชนต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาก็เพื่อเริ่มกระบวนการนี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีการเปิดสารคดีและซาวด์หลอนบริเวณชายแดนว่า ได้มอบอำนาจให้กองทัพตัดสินใจอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อพบกับฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายมาเลเซีย และจะเดินทางกลับวันนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้ดำเนินการอย่างเต็มที่

นายอนุทินยังตอบคำถามเกี่ยวกับหนังสือตอบกลับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และเรื่องการเปิดซาวด์หลอน ซึ่งมี สว. ออกมาติงว่าอาจผิดหลักมนุษยชน โดยนายอนุทินกล่าวว่าจะขอไปฟังก่อน แต่ยืนยันว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายสากล รวมถึงกฎกติกาสากลด้วย

ในการประชุมกับ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 14-15 ตุลาคมนั้น มีรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าร่วมด้วย

นายกฯ โยนรัฐสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน.

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อชี้แจงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการประชุมร่วมรัฐสภา โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวว่าวันที่ 16 ตุลาคมนี้ จะแถลงข่าวทุกเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ทั้งประเด็น MOU 2343-2544 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยกฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ประเด็นสำคัญ: การแก้ไขรัฐธรรมนูญและท่าทีของพรรคการเมือง

จากข้อมูลข้างต้น เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดังนี้:

  • การตัดสินใจอยู่ที่รัฐสภา: นายกฯ อนุทินโยนการตัดสินใจเรื่องร่างหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับรัฐสภา
  • จุดยืนของพรรคภูมิใจไทย: พรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ
  • การแถลงข่าวของนายบวรศักดิ์: นายบวรศักดิ์จะแถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 16 ตุลาคมนี้
  • ความคาดหวัง: หลายฝ่ายคาดหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การทำประชามติและการเลือกตั้ง

ความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น การแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในเรื่องของเวลา เนื่องจากรัฐบาลอาจมีเวลาไม่ถึง 4 เดือนในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ดังนั้น จึงต้องมีการทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเจรจาและการประนีประนอมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ การตัดสินใจของรัฐสภา และการสนับสนุนจากประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันและมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ส่วนรวม การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้

อย่างไรก็ตาม หากมีความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองได้

ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันและหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – นายกฯ โยนรัฐสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน. “บวรศักดิ์” จ่อแถลงทุกประเด็น 16 ต.ค.

ครม. ยกเลิก MOU 43-44 รอผล กมธ. อนุทินยัน!

“นายกฯ อนุทิน” ยันเป็นอำนาจ ครม. จะพิจารณายกเลิก MOU 43-44 รอผลศึกษาจาก กมธ. ก่อนให้ “อ.บวรศักดิ์” สรุปผล ย้ำต้องพิจารณาถี่ถ้วน ลั่น รัฐบาลนี้ไม่มีวันทำให้ไทยเสียเปรียบ

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมามีบรรดารัฐมนตรี แกนนำพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคภูมิใจไทย และแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล เดินทางเข้ามา นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รวมไปถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมบิดาคือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง 3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี, นายสันติ ปิยะทัต เพื่อประชุมพรรคประจำสัปดาห์ พร้อมทั้งประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..)

ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิก MOU 43-44 พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะเป็นผู้รวบรวมและสรุปผล พร้อมยืนยันว่าท้ายที่สุดแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิก MOU 43-44 ดังกล่าวหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างรอบด้านที่สุด

เมื่อถามถึงข้อถกเถียงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 43-44 เพียงฝ่ายเดียวได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ต้องพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ยืนยันได้คือ สำหรับรัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ผมได้ให้หลักการแบบนี้ไป เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา รวมถึงการเดินหน้าทำประชามติตามกระบวนการ โดยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ก็จะถูกส่งมาให้ ครม. พิจารณาเช่นกัน.

อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44

ครม. พิจารณา ยกเลิก MOU 43-44 อย่างรอบคอบ

ประเด็นเรื่องอำนาจของ ครม. ในการยกเลิก MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย การตัดสินใจใดๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และต้องไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในทุกกรณี การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

การที่รัฐบาลรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการและให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้สรุปผลนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบด้าน การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและเข้าใจถึงกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้

ดังนั้น การตัดสินใจเรื่องยกเลิก MOU 43-44 จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44 ขอรอผล กมธ. “อนุทิน” ลั่นไม่มีวันทำไทยเสียเปรียบ

“นพดล” เผย กมธ.เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

“สว.นพดล” เผย กมธ.วุฒิสภา เก็บข้อมูลชายแดน จ.ตราด มองแม้ไร้ MOU 43-44 ยังมี คกก. GBC, RBC และ JBC เผย “อภิสิทธิ์” ตอบรับ 28 ต.ค. แจงชงยกเลิก MOU 44 สวน “พิธา” ยัน สว.เป็นกลาง ยึดประโยชน์ชาติ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา กมธ. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No Man’s Land โดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงไปหลายครั้ง

อีกทั้งยังได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของไทย และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย ยังไม่รวมกรณีหลักหมุดที่ 72 ที่สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราว และได้เห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอนยื่นออกไปในทะเลตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ส่งผลให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ตนจึงขอให้ทางกองทัพเรือลองนำแผนที่ดาวเทียมแล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ซึ่งถ้า กมธ. ไม่ได้ลงพื้นที่เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดอาณาเขตเรากี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตนจะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการละเมิดเขตแดนไทยเข้าสู่ที่ประชุม

เมื่อถามถึงการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 44 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักหมุดไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่า ไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

“หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ”

นายนพดล เผยต่อไปว่า ตนได้ประสาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพราะขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 44 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับปากตกลง และตนก็พร้อมพอดี

ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภาฯ ในการยกเลิก MOU 2543-2544 ทำไมถึงใช้การทำประชามติ นายนพดล ตอบว่า ขณะนี้อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ. ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้วว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ.

กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

ความคืบหน้าการศึกษาการยกเลิก MOU 44

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำลังศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 44 โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

การพิจารณาว่าจะยกเลิก MOU 44 หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับ MOU 43 และ MOU 44 จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติในระยะยาว ดังนั้นการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่มา – “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

นายกฯ ตอบปม “พิธา” ติง ยกเลิก MOU 43-44

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงการดำเนินการของรัฐบาลในการยกเลิก MOU 43-44 โดยสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบคำถามดังกล่าว โดยชี้แจงว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน

นายอนุทินกล่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ว่ารัฐสภากำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ ทั้งในส่วนของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เมื่อถูกถามว่าสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 43-44 ได้เลยหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่าทุกอย่างต้องมีขั้นตอนที่ถูกต้อง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าของการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดี-ข้อเสียของ MOU 43-44 นายอนุทินกล่าวว่า “ในเมื่อกมธ.ทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า หากผลการศึกษาออกมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องทำประชามติในเรื่องนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอผลการศึกษาออกมาก่อนแล้วค่อยนำมาพิจารณาร่วมกัน

นายกฯ ย้ำขั้นตอน ยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นายพิธาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ การตอบสนองของนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของขั้นตอนต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตัดสินใจในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43-44 โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว การเปิดโอกาสให้ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรได้มีส่วนร่วมในการศึกษาและพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและครอบคลุมทุกมิติ

การที่นายอนุทินกล่าวว่า “รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป การมีส่วนร่วมของรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจของรัฐบาล

ทำไมต้องรอผลการศึกษา ยกเลิก MOU 43-44?

การรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก MOU 43-44 เป็นข้อตกลงที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การศึกษาอย่างละเอียดจะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การตัดสินใจโดยปราศจากข้อมูลที่ครบถ้วนอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

  • ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของรัฐสภา: การเปิดโอกาสให้รัฐสภาได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจของรัฐบาล
  • การพิจารณาอย่างรอบคอบ: การศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43-44 อย่างละเอียด จะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว
  • การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน: การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ

ในขณะที่สังคมรอคอยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับ MOU 43-44 อย่างใกล้ชิด ถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมสามารถร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยได้

อนาคตของการยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – นายกฯ บอกทุกอย่างมีขั้นตอน หลัง “พิธา” ติงยกเลิก MOU 43-44 ทำไมไม่ใช้กลไกสภา

“ไชยชนก” ยัน ไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา

“ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เชื่อสังคมอาจตีความผิด ชี้ระหว่างจัดการเรื่อง MOU 44 ไม่ควรเปิดช่องเพิ่มความเสี่ยง

วันที่ 12 ก.ย. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ในการพิจารณาเปิดด่านชายแดน ไทย-กัมพูชาว่า สิ่งที่ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดเพราะกระแสออนไลน์ตอนนี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่งไม่สงบยังไม่มีความชัดเจน และเรากำลังเดินหน้าพิจารณาเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ 44 จึงเป็นเวลาไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดด่าน และตามกระแสสังคมที่เห็น อาจมีการตีความผิดพลาด จากการสื่อสารที่ระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายแบบนี้ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่านายอนุทินเป็นหนึ่งในคนที่รักชาติและสถาบันมากที่สุด อีกทั้งที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไปคลุกคลีในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในการลงไปดูแลพี่น้องประชาชนที่ศูนย์อพยพ นำคนออกจากบ้าน และมีคนคิดสั้น จึงเชื่อว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด เข้าใจผิดว่าเป็นนโยบายของนายอนุทิน ทั้งนี้เห็นว่าไม่เหมาะสม น่าจะเป็นภัยต่อประเทศ

เมื่อถามถึงกรณีแม่ทัพภาค 2 ไม่สนับสนุนเปิดด่าน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกคนก็คิดเช่นนี้ได้ การปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจได้รับผลกระทบตามแนวชายแดน แต่สิ่งที่กระทบมากที่สุดคือเศรษฐกิจของประเทศ เรารู้ข้อมูลอยู่แล้วว่าบ่อนต่างๆ ในกัมพูชา ผู้ใช้ส่วนใหญ่คือคนไทย และการปิดจะส่งผลกระทบต่อเขามหาศาล และยังไม่รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่ตอนนี้มีคำพูดว่ามีประเทศที่ 3 กดดัน ซึ่งตนเข้าใจทุกเรื่อง แต่ต้องถามว่าประชาชนคนไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

ไม่เปิดด่านจนกว่าจัดการปัญหาเสร็จสิ้น

“ผมเชื่อว่าในวันนี้คนที่ได้รับผลกระทบ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องมากที่สุด คือคนที่อยู่ในพื้นที่ ผมมั่นใจว่าทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่าอย่าเปิด จะให้ปิดไปอีกนานเท่าใดก็ตาม ตราบใดที่มันปลอดภัยแล้ว เราจะจัดการเรื่องนี้อย่างถาวรได้ เขายินดี เราควรคิดหาวิธีประคองให้ผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่ต้องเปิดด่าน จนกว่าจะได้รับความชัดเจน” นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนก กล่าวอีกว่า สิ่งที่ห่วงเป็นพิเศษคือ ช่วงเราจัดการเรื่อง MOU 44 อยู่ที่เป็นหัวใจสำคัญของทุกปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเวลา 20 ปี มีเรื่องทรัพยากรในทะเลมาเกี่ยวข้อง ถ้าเรื่องนี้กำลังจะถูกยุติลง การที่เราเปิดด่าน ตนว่า จะมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เหมือนเป็นการเปิดช่องทางให้สร้างความโกลาหลได้ จึงไม่ควรเปิดช่องทางเลย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า เขาไม่สนับสนุนการเปิดด่านไทย-กัมพูชาในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง และอาจมีการตีความผิดในสังคม

ทำไมนายไชยชนกถึงไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา?

นายไชยชนกให้เหตุผลหลักๆ สองประการในการไม่สนับสนุนการเปิดด่าน ประการแรกคือ สถานการณ์ชายแดนยังไม่นิ่งและยังไม่มีความชัดเจน การเปิดด่านในขณะนี้อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่กำลังพิจารณาเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ 44

ประการที่สอง นายไชยชนกเชื่อว่าการเปิดด่านอาจนำไปสู่การตีความผิดในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสื่อสารที่อาจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ผลกระทบจากการไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการไม่เปิดด่านอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดน แต่สิ่งที่นายไชยชนกให้ความสำคัญมากกว่าคือความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ เขามองว่าการเปิดด่านในขณะนี้อาจเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง MOU 44

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า เขาเข้าใจถึงแรงกดดันจากภายนอกที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องการเปิดด่าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

“ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เพราะห่วงความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ แม้ว่าจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง แต่การรักษาผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนความเห็นของนายไชยชนกสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการเปิดด่านในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ การพิจารณาอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น เราควรสนับสนุนการตัดสินใจที่ไม่เร่งรีบในการเปิดด่านชายแดนจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนและปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เชื่อสังคมอาจตีความผิด

มติเพื่อไทย ประชุมลับ ญัตติ MOU 43-44

“ดนุพร ปุณณกันต์” เผย มติพรรคเพื่อไทย เสนอให้ประชุมลับ ญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หวั่นกระทบความมั่นคงและคนชายแดน

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส. ประจำสัปดาห์ของพรรคเพื่อไทย ว่า เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนที่จะมีการเข้าญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 วันนี้ที่ประชุม ส.ส. เพื่อไทย ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าการนำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุม เราจะเตรียมใครไว้เพื่ออภิปรายบ้าง เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน โดยมติพรรคเพื่อไทย หากมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา จะขอเป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทบกับความมั่นคงและพี่น้องตามแนวชายแดน และเราจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แต่ทางพรรคเพื่อไทยเห็นควรว่าเมื่ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้ตั้ง กมธ. วิสามัญ พรรคเพื่อไทยจะร่วมเป็น กมธ. หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า เราพร้อม แต่ต้องมีการโหวตกัน เนื่องจาก กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน มีการพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ส.ค. ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะไปหารือกับฝ่ายค้านอีกครั้งถึงมติพรรคเพื่อไทย

มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

จากข่าวการประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทยล่าสุด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และตัดสินใจที่จะขอให้มีการประชุมลับถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการจัดการกับประเด็นละเอียดอ่อน

เหตุผลเบื้องหลังมติพรรคเพื่อไทย

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจขอให้มีการประชุมลับนั้น มาจากความกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมลับจะช่วยให้ ส.ส. สามารถอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือจะก่อให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่จะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป แสดงให้เห็นว่าพรรคต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจและข้อมูลครบถ้วนเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นข้อมูลจากประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจและการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องสื่อสารและชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสนับสนุนจากประชาชน

การพิจารณาเรื่อง MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังถือเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน พรรคก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชน การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและความโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับประเด็นนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44 นั้นเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชนตามแนวชายแดน แต่พรรคก็ต้องระลึกเสมอว่าความโปร่งใสและการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

“ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชาไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC จะเที่ยงคืนตี 1 ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อม ไม่ขอเดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่  ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่ายต้องหาทางออกที่ดีทั้ง 2 ฝ่าย วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) กองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา

โดยฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ ให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน, ร่วมปราบสแกมเมอร์ และจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง มีแนวโน้มว่ากัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ ว่าตนไม่ขอเดา ขอให้มีการพูดคุยกันไม่ต้องเดา ซึ่งเมื่อคืน(21 ส.ค. 2568)เป็นการพูดคุยรายละเอียดฝ่ายเลขาฯ และการประชุม RBC เป็นเรื่องที่แม่ทัพคุยกันไม่มีอะไรที่น่ากังวล ไม่ว่าจะนัดเวลาใด ตี 1 หรือเที่ยงคืนก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่าย ส่วนวันนี้ (22 ส.ค.) คือวันประชุมจริงก็ขอให้แม่ทัพได้พูดคุยกันอย่าไปเดาอะไร ซึ่งไทยก็มีเหตุผลของไทยที่จะมีข้อเสนอต่างๆ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น 3 ข้อที่ไทยเสนอไปเป็นเงื่อนไข เป็นปัญหา และเป็นประโยชน์กับไทยที่น่าจะทำได้ ถือเป็นความเหมาะสมถูกต้องที่เราต้องเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกัน แต่ตอนนี้คงต้องรอให้พูดคุยกันก่อน

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงเรื่องเขตแดนว่า ความเป็นจริงต้องเตรียมใจไว้ว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะในโลกนี้ยังไม่มีอันไหนที่จบง่าย ก็ต้องว่ากันไปและหาทางออกให้ดีสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบกับอธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ หรือจะมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรก็ต้องไปดู อย่าพึ่งไปคิดว่าจะต้องจบเร็ว

ทำไมต้องรอฟังผลการพูดคุยเรื่อง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

เมื่อถามย้ำว่าการประชุม RBC วานนี้ (21 ส.ค.) ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มาตามนัดหมาย นายภูมิธรรมกล่าวว่า บอกไปแล้วว่าเป็นไปตามเวลานัดหมาย ที่เขานัดกันตรงกัน เวลาเรานัดหรือเขานัด ถ้ามีอะไรที่ขัดข้องเขาก็รอกัน ไม่ใช่เรื่องเกี่ยงนู่นเกี่ยงนี่ ถ้าเขายังไม่ได้ข้อสรุปมาก็คุยกันไม่ได้ อย่าไปจับจุดเล็กจุดน้อยให้เอาเรื่องใหญ่ๆ

ส่วนเมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมสภาฯ มีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รัฐบาลมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรมระบุว่า MOU ทั้งสองฉบับอย่าพึ่งไปตัดสินใจอะไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง ทำให้เป็นปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดคุย และเฉพาะบุคคลที่มีปัญหาสามารถมาพูดคุยกันได้ว่าผลอะไรเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้หากไปพูดเป็นสาธารณะเขาก็จะรู้เราหมด ดังนั้นอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ก็ให้มาพูดคุยกันกับตนเองหรือกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ เพราะไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีหรือของตนเอง แต่เป็นเรื่องที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว 

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า นี่คือจุดยืนที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติไป เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ที่ได้ถามกันหรือมีปัญหา หลายฝ่ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้น มาหลายเรื่องซึ่งทุกคำถามที่ถามรัฐบาลมาหลายเรื่อง บอกได้เพียงว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เหมือนกับตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ฟ้องศาลระหว่างประเทศกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้มีหลายมุมมอง จึงไม่อยากให้มองแค่มุมเดียว และอยากให้สื่อลองพิจารณาและไปศึกษาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากพูดไปก็จะเป็นปัญหา

เมื่อถามว่าไม่ควรมาพูดว่ายกเลิกใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า พูดไปก็ดีแล้ว ตระหนักแล้วแต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดที่ลึกก็ให้มาถามตนไม่ใช่ถามตามหน้าสื่อ และต้องไปถามองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของสภา ส่วนรัฐบาลก็บริหารตามหลักการที่เราคิดว่าประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าวานนี้(21 ส.ค. 2568) สภาฯปิดการประชุมก่อนที่จะมีการหารือเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีวาระ ก็ต้องว่ากันตามวาระ เรื่องของงานสภา ไม่ใช่อยู่ๆ ประธานสภาหรือรองประธานสภาจะใส่วาระอะไรเข้าไปก็ได้เพราะต้องว่ากันตามกฎเกณฑ์

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพูดคุยและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในทุกๆด้าน การรอผลการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชา รับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ รอแม่ทัพคุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่าย

Scroll to top