Mou

“โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญแจงปมสแกมเมอร์

“รังสิมันต์ โรม” เผย วงกมธ.ความมั่นคงฯ พรุ่งนี้ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง.-หน่วยงานเกี่ยวข้องเพียบ ปมฟอกเงินกลุ่มทุนกัมพูชา โยงสแกมเมอร์ พ่วง MOU ดีอีกับธุรกิจในเครือ “เบน สมิธ” เรื่อง “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 10 ธ.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (11 ธ.ค.) เวลา 9.30 น. กรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงฯ ตามกันต่อในกรณีของเบน สมิธ-ยิมเลียก และพวก ตลอดจนถึงกรณีของ Prime Opportunity Fund VCC ที่ปรากฏว่าเป็นเครือข่ายของนายเบน สมิธ โดยได้ทำ MOU กับกระทรวง DE มีความคืบหน้าอย่างไรจะได้รายงานพี่น้องประชาชนต่อไป

โดยสาระสำคัญในหนังสือนัดประชุมของ กมธ.ความมั่นคงฯ ระบุว่า จะพิจารณาศึกษาและติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาการฟอกเงินของกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ กรณีของ Huione Group นายฮุนโต และกรณีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก

ทั้งนี้ กมธ.ความมั่นคงฯ มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี รมว.ดีอี ประธานกรรมการธุรกรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการ ปปง. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) และผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.ตม.)

“โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้

การที่ กมธ.ความมั่นคงฯ เชิญบุคคลสำคัญหลายฝ่ายเข้าร่วมประชุม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว การฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ และ MOU ที่ทำกับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ทำไมเรื่อง “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ ถึงสำคัญ?

ประเด็นนี้มีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ความมั่นคงของประเทศ: การฟอกเงินและการทำธุรกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
  • ผลกระทบต่อประชาชน: สแกมเมอร์และการหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก การติดตามและแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
  • ความโปร่งใส: การทำ MOU กับบริษัทต่างชาติควรเป็นไปอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการติดตามความคืบหน้า และหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการประชุม

จากการประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้น คาดว่าจะได้รับข้อมูลและความคืบหน้าในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • ความคืบหน้าในการดำเนินการกับกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์
  • รายละเอียดและความโปร่งใสในการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี
  • แนวทางในการแก้ไขปัญหาการฟอกเงินและการหลอกลวงออนไลน์
  • มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม หวังว่าการประชุม “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของทุกคน

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเราและสังคมโดยรวม

ที่มา – “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้

อย.เปิด อี-มาร์เก็ต ขยายโอกาสผลิตภัณฑ์สุขภาพ

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าขยายโอกาสผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย เปิดตัวโครงการ “อย. Connect Marketplace” ตลาดอี-มาร์เก็ต (E-Market) ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

กระทรวงสาธารณสุข โดย อย. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลสชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ Lazada, Shopee, LINE MAN และ Grab ภายใต้แคมเปญ “อย. Connect Marketplace” มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค และขยายช่องทางตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนไทยสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “อย. Connect Marketplace” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใน 2 ด้านหลัก ได้แก่

  • ด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทย
  • ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทย

สะท้อนเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทันโลกยุคใหม่ โดยนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาแก้ไขปัญหาสินค้าผิดกฎหมาย สร้างความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการซื้อสินค้าออนไลน์ รวมถึงสนับสนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนของไทยให้ขยายตลาดผ่านอี-มาร์เก็ตเพลสสู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิด “From Local to Global”

นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความสำคัญของงาน “อย. Connect Marketplace” ว่า ความร่วมมือกับอี-มาร์เก็ตเพลสทั้ง 4 แห่ง (Lazada, Shopee, LINE MAN, Grab) เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยร่วมกันจัดทำระบบป้องกันและลดการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องและเชื่อถือได้ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนไทยมีช่องทางการจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวก รวดเร็ว พร้อมทั้งช่วยขยายโอกาสของสินค้าไทยให้เติบโตและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนบนอี-มาร์เก็ตเพลสแล้ว อย. ได้จัดทำเว็บไซต์รวมข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนทั่วประเทศ พร้อมระบบส่งต่อข้อมูลไปยังแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้จัดหมวดหมู่สินค้าให้ง่ายต่อการค้นหา และประสานแพลตฟอร์มจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายด้วย

สำหรับการยกระดับความปลอดภัยให้ผู้บริโภคนั้น อย. ร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดทำระบบรับ-ส่งข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วย API (Application Programming Interface) เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ เลข อย. สถานะของผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการจัดทำระบบป้องกัน มิให้ร้านค้าลักลอบวางขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต และจัดส่งบัญชีดำ (Black List) รายการสินค้าและข้อความโฆษณาผิดกฎหมายให้แก่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบ AI (Artificial Intelligence) ให้สามารถกวาดจับและปิดกั้นการขายผลิตภัณฑ์และการโฆษณาที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย. เปิด อี-มาร์เก็ต ขยายโอกาสผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคต้องการตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับอนุญาตจาก อย. สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th และ Line @FDAThai กรณีที่พบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัยหรือไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือผ่าน Email: [email protected], Line @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ ตู้ ปณ.1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

โอกาสทองของผู้ประกอบการ: อย. เปิด อี-มาร์เก็ต ขยายโอกาสผลิตภัณฑ์สุขภาพ

การเปิดตัว “อย. Connect Marketplace” ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน ที่จะได้รับโอกาสในการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย

สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ อย. กำหนด และสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โครงการ “อย. Connect Marketplace” จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น การที่ อย. เปิด อี-มาร์เก็ต ขยายโอกาสผลิตภัณฑ์สุขภาพ นับว่าเป็นก้าวที่กล้าหาญและมองการณ์ไกล

ที่มา – อย. เปิด อี-มาร์เก็ต ขยายโอกาสผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย

อัครา ชู MOU หนุน “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาชีวิต

“อัครา” ชู MOU 4 กระทรวง 3 สมาคม อปท. พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย เริ่มต้นจากครอบครัว พร้อมหนุน “พม.ใกล้คุณ” เข้าถึงสิทธิสวัสดิการทั่วไทย 

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวปาฐกถา “การยกระดับและการพัฒนาคนใกล้คุณ : Family First & Care Economy” , ทิศทางงานด้านการพัฒนาสังคม และสวัสดิการ แบบ Family First , โอกาส และความท้าทายของเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) และบทบาทหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นใกล้คุณ ในงาน “การบูรณาการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) กล่าวต้อนรับ ซึ่งมี คณะผู้บริหารกระทรวง พม. พร้อมหัวหน้าหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค  และเจ้าหน้าที่ ทีม พม.ใกล้คุณ ทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายอัครา กล่าวว่า ตนขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเพียร และการไม่ทอดทิ้งกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสตรี เด็กและเยาวชน เสริมพลังครอบครัว และโอบอุ้มผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งแนวพระราชดำริของพระองค์ คือ แรงบันดาลใจในการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับการคุ้มครองทางสังคมในการสร้างโอกาสทางอาชีพที่วัดผลได้จริง ซึ่งวันนี้เราเป็นตัวแทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.), สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย, สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ขอร่วมสืบสานพระราชปณิธาน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เริ่มจากครอบครัวสู่ชุมชน และงอกงามเป็นความมั่นคงของชาติต่อไป

นายอัครา กล่าวว่า ตามที่ตนได้มอบนโยบายให้กับกระทรวง พม. และได้นิยามแนวทางการทำงานของกระทรวง พม. ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานของหน่วยงานภายใต้กระทรวง พม. โดยยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และวางแผนการพัฒนาคนแบบ Family First ที่ต้องเริ่มต้นจากครอบครัว มีการเชื่อมสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้ การติดตามแก้ไขหนี้สินแบบมุ่งเป้า และการพัฒนาอาชีพใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจใส่ใจ หรือ Care Economy ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงาน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาสังคม และปัญหาของกลุ่มคนเปราะบางของประเทศไทยได้ ทั้งนี้ จึงขอเชิญร่วมเป็นพันธมิตรในการทำงานในมิติใหม่แบบบูรณาการร่วมกับกระทรวง พม. ซึ่งนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และเป็นนโยบายที่มาจากปัญหาใกล้ตัว โดยประกอบด้วย 2 นโยบายสำคัญ ได้แก่ การลดรายจ่ายครัวเรือนเปราะบางทั่วประเทศ และการสร้างเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) ด้วยการสร้างอาชีพใกล้ครอบครัวให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับการลดรายจ่ายครัวเรือนนั้น มีการส่งเสริมให้ทุกครอบครัวเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนการสร้างอาชีพให้คนในชุมชน นั้น มีการส่งเสริมหลายมิติ อาทิ การเป็นผู้ดูแลคนพิการหรือผู้สูงอายุ การใช้กลไกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในการระดมภาคเอกชนและประชาชน ให้เป็น Market Place ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพสำหรับกลุ่มคนเปราะบางได้ ในขณะที่ เศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) จำเป็นต้องมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ได้รับความร่วมมือกับกระทรวง ศธ. กษ. และ กก. รวมทั้ง 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการทำงานร่วมกับกระทรวง พม. ในเชิงรุก และนำภารกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วมาต่อยอดขยายผลและเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพใกล้บ้านให้กับทุกครอบครัว อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทุกๆ หน่วยงานมีการอบรมหลากหลายด้านเพื่อสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมด้านการเพาะปลูก การประกอบอาชีพอาหาร การท่องเที่ยวชุมชน และการขายของออนไลน์

นายอัครา กล่าวว่า วันนี้ ทั้ง 3 สมาคม อปท. จะเป็นเจ้าภาพ โดยยึดพื้นที่ (Area Base) เป็นสำคัญ เนื่องจากทั้ง 3 สมาคม อปท. ทำงานใกล้ชิดกับครอบครัวในพื้นที่ และทำงานแบบมุ่งเป้า เพื่อให้เกิดการพัฒนาแผนงาน โครงการ หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ภายหลังจากการลงนาม MOU ในช่วงบ่ายของวันนี้ เราจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการ โดยการกำหนดพื้นที่ (Area Base) ของครอบครัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก กลุ่มครอบครัวในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ขับเคลื่อนโดยทุกๆ หน่วยงาน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มครอบครัวในศูนย์ สถาน บ้าน นิคม รวม 515 แห่งของกระทรวง พม.

นายอัครา กล่าวว่า การลงนาม MOU ในวันนี้ ยังเป็นโอกาสในการเริ่มต้นการพัฒนาคนในสังคมที่ใส่ใจจากหน่วยเล็กๆ จากครอบครัวสู่ชุมชน หมู่บ้านสู่ตำบล อำเภอสู่จังหวัด เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคนของชาติแบบบูรณาการร่วมกันทั้ง 7 หน่วยงาน โดยขอนำเสนอแนวทางการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่ อาทิ กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ พี่น้องบนพื้นที่สูง และคนชายขอบภาคเหนือ ซึ่งบริโภคไข่ไก่ในราคาที่สูง เพราะต้องซื้อไข่มาจากที่อื่น และต้องบวกราคาในการขนส่ง เป็นปัญหาเล็กๆ ที่เรามองข้าม จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ไข่ใกล้คุณ” คือ การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ในชุมชน โดยกระทรวง กษ. จะเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต มาตรฐานการบริหารจัดการด้านปศุสัตว์ทั้งระบบ และกระทรวง ศธ. จะเข้ามาส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในวัยเรียนเข้าถึงโปรตีนจากไข่ไก่ที่เลี้ยงเองในครัวเรือน รวมถึงการรวมกลุ่มที่โรงเรียน ภายใต้โครงการไข่เพื่อน้อง ในขณะที่ กระทรวง กก. จะเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนที่มีกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วม อาทิ มีการอุดหนุนการซื้อไข่ไก่ในโครงการไข่เพื่อน้อง โดย 3 สมาคม อปท. นอกจากเข้ามาร่วมกันชี้เป้าพื้นที่แล้ว ยังเป็นหน่วยงานสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ร่วมกับกระทรวง พม. ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานของพื้นที่กับหน่วยงานผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการดูแลกลุ่มเปราะบางให้มีอาชีพใกล้บ้านได้จริง

นอกจากนี้ จะมีการขับเคลื่อนโครงการศูนย์ร่วมสุข โดยกระทรวง พม. ให้เป็นศูนย์กลางของจังหวัด เพื่อการพัฒนาโอกาสทางอาชีพและการมีรายได้, โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยว และตลาดเกษตรปลอดภัย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มคนเปราะบางทุกช่วงวัย, โครงการข้าวแกงพื้นถิ่นไทย เพื่อพัฒนาทุกชุมชนและกลุ่มคนเปราะบางให้มีสูตรอาหาร มีครัว และเชื่อมโยงกับการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นสู่การแปรรูป ให้เกิดโอกาสในการจำหน่ายและยกระดับการสร้าง Content เป็นจุดเด่นของพื้นที่ นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสังคมและกลุ่มคนเปราะบางทุกช่วงวัย

สำหรับกลุ่มเปราะบางในศูนย์ สถาน บ้าน นิคม รวม 515 แห่งของกระทรวง พม. นั้น ถือว่าเป็นครอบครัวของ พม. เช่นกัน ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ เราจะทำอย่างไรให้เกิดครอบครัว และครอบครัวอุปถัมภ์ที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็งในการดูแลคนเปราะบาง ด้วยกลไกของการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมของภาครัฐ ตลอดจนสมาชิกครอบครัวมีรายได้ มีงานใกล้บ้าน ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัว และคนเปราะบางดีขึ้น ถือเป็น “มาตรการกันซ้ำ” หรือการไม่ให้กลุ่มเปราะบางต้องวนเวียนในการเข้า-ออก ศูนย์ สถาน บ้าน นิคม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ศูนย์ สถาน บ้าน นิคม ของกระทรวง พม. ให้สามารถดูแลกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นับว่าทั้ง 3 สมาคม อปท. เป็นด่านป้องกันคนเปราะบางก่อนกลับเข้าศูนย์ สถาน บ้าน นิคม และที่สำคัญ ต้องมีการเร่งพัฒนาบริการต่างๆ อาทิ Day Care ที่เปิดพื้นที่ของชุมชนเพื่อฟื้นฟู-พึ่งพาอาศัย ลดภาระครอบครัวช่วงทำงาน เป็นต้น

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะคนเคยทำงานในท้องถิ่น ตนมั่นใจว่า หากเรามีกระบวนการบริหารจัดการให้ 1 ครอบครัว ได้รับสิทธิสวัสดิการสังคมตามที่บริหารจัดการให้ มีการส่งเสริมให้ทุกครอบครัวมีงาน มีอาชีพใกล้บ้าน จะเป็นการลดรอยต่อในการเข้าถึงหน่วยงาน “ใกล้ตัว” ที่มีการแก้ปัญหาแบบบูรณาการได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ พม.ใกล้คุณ สามารถทำงานใกล้กับทุกๆ หน่วยงานเพื่อพัฒนาคุณภาพครอบครัว และพัฒนาสังคมได้ ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณทุกท่านจากใจของครอบครัว พม. และทุกครอบครัวของกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของเราในวันนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนจาก “ความตั้งใจ” ให้เป็น “พลังปฏิบัติ” ที่จับต้องได้ และเราจะนำพาทุกชีวิตเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างไร้รอยต่อ มีงาน มีรายได้ใกล้บ้าน เป็นการเพิ่มโอกาสอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ความอบอุ่นเริ่มจากบ้าน แผ่สู่ชุมชน และงอกงามเป็นความมั่นคงของชาติสืบไป

อัครา ชู MOU หนุน “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

ทำไมต้อง “พม.ใกล้คุณ”

นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” มีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนเปราะบางทั่วประเทศ ผ่านการสร้างอาชีพใกล้บ้านให้มากยิ่งขึ้น กระทรวง พม. มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

โครงการต่างๆ ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ได้แก่ โครงการศูนย์ร่วมสุข, โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยว, และโครงการข้าวแกงพื้นถิ่นไทย ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสังคมและกลุ่มคนเปราะบาง

การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสังคมที่ใส่ใจ จากหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว สู่ชุมชน และระดับประเทศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างเท่าเทียมกัน มาร่วมกันสนับสนุนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแกร่งและยั่งยืนไปด้วยกัน

ที่มา – “อัครา” ชู MOU หนุนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญ: รายละเอียดฉบับเต็ม

ทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่มีผลทางกฏหมายระหว่างประเทศและสามารถยุติได้ทุกเมื่อ

บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (ต่อไปนี้เรียกรวมกันว่า “ภาคี”)

โดยมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาคทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มั่นคงและเชื่อถือได้

โดยตระหนักถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอันยาวนานและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนความสำคัญของการส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจ

โดยตระหนักเพิ่มเติมว่า การมีตลาดแร่ธาตุสำคัญที่มั่นคง หลากหลาย มีสภาพคล่อง และเป็นธรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล

โดยมุ่งประสงค์ที่จะยกระดับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรของทั้งสองประเทศ

โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการสกัด การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่ธาตุภายใต้มาตรฐานสากลสูงสุด

โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การบริหารจัดการ และประสบการณ์เฉพาะด้านทรัพยากรแร่ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่

โดยมีความประสงค์ที่จะเสริมสร้างการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของแหล่งทรัพยากรระดับโลก ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคีจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน ในการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงสำหรับทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในด้านการสำรวจ การพัฒนา การแปรรูป และการใช้ประโยชน์แร่ธาตุสำคัญ

ภาคีจึงได้บรรลุความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้

MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญ: รายละเอียดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีในการพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการค้าและการลงทุนในด้านการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มมูลค่าในประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

กรอบความร่วมมือ

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญภาคีมีเจตนาที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคแร่ธาตุสำคัญของประเทศไทย รวมทั้งช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของฐานทรัพยากรแร่ และประสานงานในโครงการสำคัญเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่มั่นคง ยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบ โดยภาคีอาจพิจารณาลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายภายในประเทศของตน และโครงการดังกล่าวควรมีองค์ประกอบของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการฝึกอบรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ

  2. กลไกความร่วมมือภาคีอาจจัดการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย จัดการสัมมนา เวิร์กช็อป การวิจัยร่วมด้านธรณีวิทยา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการประชุมร่วมกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ

  3. ด้านนโยบายและกฎระเบียบภาคีอาจร่วมมือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี เช่น การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น ประเด็นด้านการลงทุน และการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางกับหน่วยงานระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น รวมถึงร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างกลไกที่ป้องกันการขายสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ

  4. การเข้าถึงข้อมูลโครงการลงทุนภาคีจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหรืองานประมูลที่อาจเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่ช้ากว่าช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นเปิดเผยต่อผู้ลงทุนรายอื่น เพื่อให้บริษัทและพันธมิตรของภาคีมีเวลาพอในการพิจารณาเข้าร่วม

  5. การคุ้มครองตลาดภายในประเทศภาคีจะประสานงานเพื่อคุ้มครองตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในประเทศของตน บนพื้นฐานของนโยบายตลาดเสรีและการค้าที่เป็นธรรม โดยจัดตั้งตลาดที่มีมาตรฐานสูง ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ และอาจกำหนดกรอบราคาขั้นต่ำหรือมาตรการที่ใกล้เคียง

การดำเนินงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ภาคีมีเจตนาจะประชุมเป็นประจำ ทั้งในรูปแบบการพบปะโดยตรงหรือทางออนไลน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ หรือจัดการประชุมเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในกรณีเร่งด่วน ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายจะพิจารณาเป็นอิสระว่าโครงการใดเหมาะสมสำหรับการมีส่วนร่วมเพิ่มเติม

การมีผลบังคับใช้และการยุติความร่วมมือ

1. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงนามโดยภาคีทั้งสองฝ่าย

2. ความร่วมมือทั้งหมดภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาถึงความพร้อมของเงินทุน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ได้แสดงถึงภาระผูกพันทางการเงิน ภาคีแต่ละฝ่ายมีความประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของตน

3. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่กระทบต่อข้อตกลงอื่นที่มีอยู่ระหว่างภาคี

4. ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยุติความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงอีกฝ่ายผ่านช่องทางการทูต

5. การยุติความร่วมมือจะไม่กระทบต่อกิจกรรมที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ก่อนวันที่ยุติ.

ทำไม MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญจึงมีความสำคัญ?

บันทึกความเข้าใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่สำคัญ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดในอนาคต ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอีกด้วย การกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญเป็นเรื่องที่ทุกประเทศควรให้ความสนใจ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง

โดยรวมแล้ว MOU ไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและการส่งเสริมการลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา – เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

ด่วน! ส่งหนังสือหารือ กกต. ทำประชามติ ยกเลิก MOU

เรื่องด่วนที่สุด! เลขาฯ นายกฯ ส่งหนังสือถึง กกต. เพื่อหารือแนวทางการทำประชามติและการยกเลิก MOU 43 และ 44 ในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0403(กน)/10969 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เรื่องขอเข้าพบหารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเรียนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะนำคณะเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44)

โดยกำหนดวันที่จะเข้าพบหารือคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เวลา 09.00น. ถึง 11.00น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหารือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการที่รัฐบาลต้องการหารือเรื่องการทำประชามติและการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในวันเดียวกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อขอเข้าพบ กกต. แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว

ทำไมต้องส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่?

หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการหารือเรื่องเหล่านี้ในเวลานี้ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ การยกเลิก MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นการใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญกว่า ในขณะที่บางคนก็เห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือในเรื่องเหล่านี้ และการตัดสินใจใดๆ ก็ควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้ว การส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ส่งหนังสือด่วน ถึง กกต. ขอหารือทำประชามติ-ยกเลิก MOU 43-44 วันเดียวกับเลือกตั้งใหญ่

นายกฯ โยนสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน. บวรศักดิ์แถลง 16 ต.ค.

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดย นายกฯ อนุทิน ได้กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้ร่างของใครเป็นร่างหลัก ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตนเองเป็นร่างหลัก ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องหารือกันในการประชุมร่วมของรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 และทุกอย่างจะเป็นไปตามกลไกของรัฐสภา

นายอนุทินยังกล่าวถึงการทำงานเพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านไปได้ว่า จะต้องมีเวลาทำงาน 4 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นไปตามที่ได้ประชุมร่วมกับหลายพรรคการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งใน MOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน ดังนั้นจึงต้องทำตามข้อตกลงที่มีอยู่ เมื่อถามว่าหากรัฐบาลอยู่ไม่ถึง 4 เดือนจะทำไม่เสร็จ นายอนุทินตอบว่าอย่างน้อยก็ได้นำเข้าสภาฯ ถือว่าได้เริ่มแล้ว

ในส่วนของเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น นายอนุทินกล่าวว่าไม่ได้เช็กเสียงเลย เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย และแต่ละพรรคก็มีจุดยืนของตัวเองอยู่แล้ว โดยพรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ส่วนมาตราอื่นๆ จะค่อยไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการ และหวังว่าจะผ่านในวาระรับหลักการ (วาระ 1)

นายอนุทินยังกล่าวถึงการผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผ่านในวาระ 3 เพื่อทำประชามติและพร้อมเลือกตั้งว่า ต้องช่วยกัน และส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชนต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาก็เพื่อเริ่มกระบวนการนี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีการเปิดสารคดีและซาวด์หลอนบริเวณชายแดนว่า ได้มอบอำนาจให้กองทัพตัดสินใจอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อพบกับฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายมาเลเซีย และจะเดินทางกลับวันนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้ดำเนินการอย่างเต็มที่

นายอนุทินยังตอบคำถามเกี่ยวกับหนังสือตอบกลับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และเรื่องการเปิดซาวด์หลอน ซึ่งมี สว. ออกมาติงว่าอาจผิดหลักมนุษยชน โดยนายอนุทินกล่าวว่าจะขอไปฟังก่อน แต่ยืนยันว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายสากล รวมถึงกฎกติกาสากลด้วย

ในการประชุมกับ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 14-15 ตุลาคมนั้น มีรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าร่วมด้วย

นายกฯ โยนรัฐสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน.

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อชี้แจงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการประชุมร่วมรัฐสภา โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวว่าวันที่ 16 ตุลาคมนี้ จะแถลงข่าวทุกเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ทั้งประเด็น MOU 2343-2544 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยกฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ประเด็นสำคัญ: การแก้ไขรัฐธรรมนูญและท่าทีของพรรคการเมือง

จากข้อมูลข้างต้น เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดังนี้:

  • การตัดสินใจอยู่ที่รัฐสภา: นายกฯ อนุทินโยนการตัดสินใจเรื่องร่างหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับรัฐสภา
  • จุดยืนของพรรคภูมิใจไทย: พรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ
  • การแถลงข่าวของนายบวรศักดิ์: นายบวรศักดิ์จะแถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 16 ตุลาคมนี้
  • ความคาดหวัง: หลายฝ่ายคาดหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การทำประชามติและการเลือกตั้ง

ความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น การแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในเรื่องของเวลา เนื่องจากรัฐบาลอาจมีเวลาไม่ถึง 4 เดือนในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ดังนั้น จึงต้องมีการทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเจรจาและการประนีประนอมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ การตัดสินใจของรัฐสภา และการสนับสนุนจากประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันและมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ส่วนรวม การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้

อย่างไรก็ตาม หากมีความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองได้

ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันและหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – นายกฯ โยนรัฐสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน. “บวรศักดิ์” จ่อแถลงทุกประเด็น 16 ต.ค.

ครม. ยกเลิก MOU 43-44 รอผล กมธ. อนุทินยัน!

“นายกฯ อนุทิน” ยันเป็นอำนาจ ครม. จะพิจารณายกเลิก MOU 43-44 รอผลศึกษาจาก กมธ. ก่อนให้ “อ.บวรศักดิ์” สรุปผล ย้ำต้องพิจารณาถี่ถ้วน ลั่น รัฐบาลนี้ไม่มีวันทำให้ไทยเสียเปรียบ

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมามีบรรดารัฐมนตรี แกนนำพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคภูมิใจไทย และแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล เดินทางเข้ามา นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รวมไปถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมบิดาคือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง 3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี, นายสันติ ปิยะทัต เพื่อประชุมพรรคประจำสัปดาห์ พร้อมทั้งประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..)

ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิก MOU 43-44 พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะเป็นผู้รวบรวมและสรุปผล พร้อมยืนยันว่าท้ายที่สุดแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิก MOU 43-44 ดังกล่าวหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างรอบด้านที่สุด

เมื่อถามถึงข้อถกเถียงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 43-44 เพียงฝ่ายเดียวได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ต้องพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ยืนยันได้คือ สำหรับรัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ผมได้ให้หลักการแบบนี้ไป เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา รวมถึงการเดินหน้าทำประชามติตามกระบวนการ โดยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ก็จะถูกส่งมาให้ ครม. พิจารณาเช่นกัน.

อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44

ครม. พิจารณา ยกเลิก MOU 43-44 อย่างรอบคอบ

ประเด็นเรื่องอำนาจของ ครม. ในการยกเลิก MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย การตัดสินใจใดๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และต้องไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในทุกกรณี การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

การที่รัฐบาลรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการและให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้สรุปผลนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบด้าน การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและเข้าใจถึงกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้

ดังนั้น การตัดสินใจเรื่องยกเลิก MOU 43-44 จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44 ขอรอผล กมธ. “อนุทิน” ลั่นไม่มีวันทำไทยเสียเปรียบ

นายกฯ ตอบปม “พิธา” ติง ยกเลิก MOU 43-44

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงการดำเนินการของรัฐบาลในการยกเลิก MOU 43-44 โดยสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบคำถามดังกล่าว โดยชี้แจงว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน

นายอนุทินกล่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ว่ารัฐสภากำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ ทั้งในส่วนของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เมื่อถูกถามว่าสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 43-44 ได้เลยหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่าทุกอย่างต้องมีขั้นตอนที่ถูกต้อง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าของการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดี-ข้อเสียของ MOU 43-44 นายอนุทินกล่าวว่า “ในเมื่อกมธ.ทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า หากผลการศึกษาออกมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องทำประชามติในเรื่องนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอผลการศึกษาออกมาก่อนแล้วค่อยนำมาพิจารณาร่วมกัน

นายกฯ ย้ำขั้นตอน ยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นายพิธาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ การตอบสนองของนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของขั้นตอนต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตัดสินใจในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43-44 โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว การเปิดโอกาสให้ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรได้มีส่วนร่วมในการศึกษาและพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและครอบคลุมทุกมิติ

การที่นายอนุทินกล่าวว่า “รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป การมีส่วนร่วมของรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจของรัฐบาล

ทำไมต้องรอผลการศึกษา ยกเลิก MOU 43-44?

การรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก MOU 43-44 เป็นข้อตกลงที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การศึกษาอย่างละเอียดจะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การตัดสินใจโดยปราศจากข้อมูลที่ครบถ้วนอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

  • ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของรัฐสภา: การเปิดโอกาสให้รัฐสภาได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจของรัฐบาล
  • การพิจารณาอย่างรอบคอบ: การศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43-44 อย่างละเอียด จะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว
  • การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน: การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ

ในขณะที่สังคมรอคอยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับ MOU 43-44 อย่างใกล้ชิด ถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมสามารถร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยได้

อนาคตของการยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – นายกฯ บอกทุกอย่างมีขั้นตอน หลัง “พิธา” ติงยกเลิก MOU 43-44 ทำไมไม่ใช้กลไกสภา

อย.-ศุลกากร เสริมแกร่งผู้นำเข้าตัวแทนออกด่านอาหารและยา

อย. จับมือกรมศุลกากร ลงนาม MOU พัฒนาศักยภาพผู้นำเข้า-ตัวแทนออกด่านอาหารและยา ยกระดับสู่ความเป็นเลิศด้วยหลักสูตรอบรมเฉพาะทาง มุ่งเพิ่มคุณภาพและความรวดเร็วในการนำเข้าสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมมอบโล่รางวัล GIP Plus แก่ผู้นำเข้าคุณภาพ 7 ราย สนับสนุนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับกรมศุลกากร จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาหลักสูตร “ผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา: ผลิตภัณฑ์สุขภาพ” โดยมีนายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการ อย. และนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธาน

บันทึกความเข้าใจนี้เน้นความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการดำเนินพิธีการศุลกากร รวมถึงการนำความรู้จากการอบรมไปประยุกต์ใช้จริง เพื่อให้การนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีการประกาศความร่วมมือในการพัฒนาการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ความเป็นเลิศระหว่าง อย. และภาคเอกชน ไฮไลท์ของงานคือพิธีมอบโล่รางวัล GIP Plus แก่ผู้ที่ผ่านการรับรองในปี 2568 จำนวน 7 ราย และการจัดแสดงผลงานของผู้ได้รับการรับรอง GIP Plus ทั้งในปีนี้และปีที่ผ่านมา รวม 30 ราย

นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการ อย. กล่าวว่า งานในวันนี้เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง อย. และกรมศุลกากร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา ให้สามารถนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง ปลอดภัย และรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค พร้อมแสดงความยินดีกับผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้ง 7 ราย ที่ได้รับการรับรอง GIP Plus และขอให้รักษามาตรฐานที่ดีนี้ไว้

งานนี้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเป็นผู้นำเข้าคุณภาพสูง มีธรรมาภิบาล และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นการยกระดับและพัฒนาองค์กร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่นำเข้าสู่ตลาดมีคุณภาพ และเปิดโอกาสในการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ขอเชิญชวนผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา และผู้สนใจ เข้าร่วมโครงการอบรมเพื่อยกระดับสู่มาตรฐานที่เป็นเลิศ ในหลักสูตร “ผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา: ผลิตภัณฑ์สุขภาพ” ในวันที่ 17-18 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิซ คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี สามารถติดตามข่าวสารการรับสมัครได้จากกองด่านอาหารและยา

อย.-ศุลกากร เสริมแกร่งผู้นำเข้าตัวแทนออกด่านอาหารและยา

หลักสูตรอบรมผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่ผู้นำเข้าและตัวแทนออกของ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างความเข้าใจในเรื่องของมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าสู่ตลาดนั้นมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

  • ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • การดำเนินพิธีการศุลกากรสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • การจัดการความเสี่ยงในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • จริยธรรมในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ

การอบรมนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้นำเข้าและตัวแทนออกของในการพัฒนาความรู้และทักษะของตนเอง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

การที่ อย. และกรมศุลกากรร่วมมือกันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาศักยภาพของผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้

ดังนั้น การเข้าร่วมโครงการอบรมดังกล่าวจึงเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองและยกระดับธุรกิจของตนเองไปสู่ความเป็นเลิศ

ที่มา – อย.-ศุลกากร เสริมแกร่งผู้นำเข้า-ตัวแทนออกด่านอาหารและยา สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทย

Scroll to top