Narit

ชมเลย! “ฝนดาวตกเจมินิดส์” คืน 14 ธ.ค.นี้

เตรียมตัวให้พร้อม! ชวนชมปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ส่งท้ายปีกับ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” ที่จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 14 ธันวาคม ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นี้ โดยสามารถชมได้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย หากท้องฟ้าเปิดเคลียร์!

ตามรายงานจาก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ คาดการณ์ว่า “ฝนดาวตกเจมินิดส์” จะมีอัตราการตกสูงสุดประมาณ 150 ดวงต่อชั่วโมง! จุดศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตกจะอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ เริ่มสังเกตได้ตั้งแต่กลุ่มดาวคนคู่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกราว 20:00 น. เป็นต้นไป ยาวไปจนถึง 02:30 น. หลังจากนั้นอาจมีแสงจันทร์รบกวนบ้างเล็กน้อย

สำหรับคืนวันที่ 13 ถึงรุ่งเช้า 14 ธันวาคม ก็ยังสามารถลุ้นชม “ฝนดาวตกเจมินิดส์” ได้เช่นกัน แต่แสงจันทร์อาจเริ่มรบกวนตั้งแต่เวลาประมาณ 01:40 น. เป็นต้นไป ดังนั้น คืนวันที่ 14 ถึงรุ่งเช้า 15 ธันวาคม จึงเป็นช่วงเวลาที่คาดว่าจะเห็นอัตราการตกของดาวตกสูงสุด

เคล็ดลับการชมฝนดาวตกให้ได้อรรถรส คือการเลือกสถานที่ที่มืดสนิท ห่างไกลจากแสงไฟในเมือง แนะนำเป็นพื้นที่โล่งกว้าง เช่น ลานบนภูเขา เนินสูง พื้นที่ราบ หรือริมอ่างเก็บน้ำ นอนชมดาวบนพื้นหญ้า จะช่วยให้คุณกวาดสายตาเห็นดาวตกได้รอบทิศทางมากยิ่งขึ้น หากท้องฟ้าเป็นใจ ไม่มีเมฆบดบัง ก็เตรียมตัวพบกับความสวยงามของปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” ได้เลย!

“ฝนดาวตกเจมินิดส์” คืออะไร? ทำไมถึงต้องดู?

“ฝนดาวตกเจมินิดส์” หรือ ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ เป็นปรากฏการณ์ประจำปีที่จะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 4 ถึง 20 ธันวาคม สาเหตุของการเกิดฝนดาวตกนี้มาจากการที่โลกของเราโคจรผ่านเข้าไปในสายธารของเศษหินและฝุ่นละอองขนาดเล็กใหญ่ ที่ดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน (3200 Phaethon) ทิ้งเอาไว้ขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน

เมื่อโลกเดินทางผ่านสายธารเศษฝุ่นเหล่านี้ แรงโน้มถ่วงของโลกจะดึงดูดเศษหินและฝุ่นเข้ามาในชั้นบรรยากาศ เกิดการเสียดสีและเผาไหม้ ทำให้เกิดแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟ พาดผ่านท้องฟ้าให้เราได้เห็นกัน บางครั้งอาจเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ (Fireball) ที่สว่างจ้าเป็นพิเศษ

ความแตกต่างระหว่าง “ฝนดาวตก” กับ “ดาวตก” ทั่วไป

สิ่งที่ทำให้ “ฝนดาวตก” แตกต่างจาก “ดาวตก” ทั่วไป คือ ฝนดาวตกจะมีทิศทางเหมือนมาจากจุดๆ หนึ่งบนท้องฟ้า ซึ่งเรียกว่า จุดศูนย์กลางการกระจายตัว (Radiant) และเมื่อจุดศูนย์กลางการกระจายตัวนี้อยู่ใกล้บริเวณกลุ่มดาวใด ก็จะถูกเรียกชื่อตามกลุ่มดาวนั้นๆ นั่นเอง อย่างเช่น “ฝนดาวตกเจมินิดส์” ก็มีจุดศูนย์กลางการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่

ปีนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ชม “ฝนดาวตกเจมินิดส์” ด้วยตาเปล่า เตรียมตัวให้พร้อม หาพื้นที่มืดสงัด แล้วออกไปสัมผัสความสวยงามของปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ด้วยกัน!

ที่มา – ชวนดู “ฝนดาวตกเจมินิดส์” คืน 14 – 15 ธ.ค. 68 อัตราตกสูงสุด 150 ดวง/ชั่วโมง

NARIT ไข “แสงปริศนา” คาดเป็นดาวตก!

“สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” ไขคำตอบ “แสงปริศนา” เหนือท้องฟ้า ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย คาดเป็นดาวตกชนิดระเบิด

จากกรณี ชาวบ้านเล่านาที กล้องหน้ารถบันทึกภาพ “แสงปริศนา” ขณะตกลงมาจากท้องฟ้า กลางเมืองลำพูน คาดเป็นดาวตกไม่ก็วัตถุบางอย่าง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (กล้องหน้ารถบันทึกภาพ “แสงปริศนา” ขณะตกลงมาจากท้องฟ้า กลางเมืองลำพูน)

ล่าสุด วันที่ 14 พ.ย. 2568 เฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ก็ได้โพสต์ข้อความถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ในช่วงเวลาประมาณ 17.07 น. ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย อาทิ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา และน่าน มีรายงานการสังเกตเห็นลูกไฟสว่างวาบบริเวณใกล้ทิศเหนือ โดยไม่มีรายงานความเสียหายและเกิดอันตราย เบื้องต้นคาดว่าเป็น “ดาวตกชนิดระเบิด” (Bolide) ที่ไม่อาจระบุได้ว่ามาจากฝนดาวตกชุดใด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงจอดของยานในภารกิจเสินโจว-20 ของจีนแต่อย่างใด

จากลักษณะของดาวตกที่ปรากฏในคลิปวิดีโอตามโซเชียลมีเดีย คาดว่าเป็นดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) ซึ่งเป็นดาวตกที่มีความสว่างมาก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเริ่มสว่างลุกจ้าที่ระดับความสูง 80 ถึง 120 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก จึงสามารถสังเกตเห็นได้หลายพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทย

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบกับภารกิจเสินโจว-20 (Shenzhou 20) ที่มียานบรรทุกนักบินอวกาศชาวจีนจากสถานีอวกาศเทียนกงของจีนกลับมายังโลก ซึ่งยานเดินทางถึงพื้นผิวโลกบริเวณเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีน ในวันเดียวกัน เมื่อเวลา 15:30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดดาวตกครั้งนี้ ยานลำดังกล่าวจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับดาวตกดวงนี้.

ปรากฏการณ์แสงประหลาดบนท้องฟ้าที่เกิดขึ้น สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จาก NARIT เข้ามาช่วยคลายความสงสัย ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของปรากฏการณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น

ดาวตกชนิดระเบิด หรือ Bolide ที่ NARIT คาดการณ์ไว้นั้น คืออะไรกันเเน่? ทำไมถึงสว่างจ้าเเละมองเห็นได้ในหลายพื้นที่?

ดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) คืออะไร?

ดาวตกชนิดระเบิด คือ ดาวตกที่มีความสว่างเป็นพิเศษ มักจะสว่างกว่าดาวศุกร์ที่สว่างที่สุดเสียอีก ความสว่างนี้เกิดจากการที่ดาวตกมีขนาดใหญ่ และเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดการระเบิดและแสงสว่างจ้าเป็นพิเศษ ดาวตกชนิดระเบิดมักจะมาพร้อมกับเสียงดังคล้ายระเบิด ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของดาวตกในชั้นบรรยากาศ

ทำไมถึงมองเห็น “แสงปริศนา” ได้ในหลายพื้นที่?

เนื่องจากดาวตกชนิดระเบิดมีความสว่างมาก จึงสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท นอกจากนี้ ความสูงของดาวตกที่เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศก็มีส่วนสำคัญ หากดาวตกเผาไหม้ในระดับความสูงที่สูงมาก ก็จะสามารถมองเห็นได้ในพื้นที่ที่กว้างขึ้น

ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิด “แสงปริศนา” บนท้องฟ้า

นอกจากดาวตกชนิดระเบิดแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดแสงประหลาดบนท้องฟ้าได้ เช่น

  • ดาวเทียม: ดาวเทียมที่โคจรรอบโลกอาจสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดแสงสว่างวาบบนท้องฟ้าได้
  • เครื่องบิน: เครื่องบินที่บินในเวลากลางคืนอาจมีแสงไฟที่สว่าง ทำให้มองเห็นเป็นแสงประหลาดบนท้องฟ้าได้
  • ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ: ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบางอย่าง เช่น แสงเหนือแสงใต้ หรือฟ้าผ่า อาจทำให้เกิดแสงประหลาดบนท้องฟ้าได้เช่นกัน

NARIT ไขคำตอบ “แสงปริศนา” เหนือท้องฟ้า คาดเป็นดาวตกชนิดระเบิด

การที่ NARIT ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “แสงปริศนา” ที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมากยิ่งขึ้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและตื่นตระหนกกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา

แล้วเราจะสังเกต “แสงปริศนา” หรือดาวตกได้อย่างไร?

การสังเกตดาวตกที่ดีที่สุดคือการมองหาในคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท ห่างไกลจากแสงไฟรบกวน และมองไปยังทิศทางที่ท้องฟ้าเปิดโล่ง หากคุณโชคดี คุณอาจได้เห็นดาวตกชนิดระเบิดที่สว่างจ้าและน่าตื่นตาตื่นใจก็เป็นได้

การเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เราเปิดใจและติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น NARIT หากใครมีโอกาสได้เห็นปรากฏการณ์ “แสงปริศนา” บนท้องฟ้า อย่าลืมบันทึกภาพหรือวิดีโอไว้ และแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้ชมกัน!

ที่มา – NARIT ไขคำตอบ “แสงปริศนา” เหนือท้องฟ้า คาดเป็นดาวตกชนิดระเบิด

NARIT คาดการณ์ “ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ดาวตกชนิดระเบิด


เมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะเห็นปรากฏการณ์ “ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” กันบ้างแล้ว ซึ่งทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ได้ออกมาคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นดาวตกชนิดระเบิด

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทางเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ในช่วงเวลาประมาณ 00.28 น. ได้เกิด“ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” สว่างวาบบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศไทย พร้อมกับเสียงดัง โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเป็น ‘ดาวตกชนิดระเบิด’ (Bolide) ที่อาจเกี่ยวข้องกับฝนดาวตกโอไรออนิดส์ (Orionids) แต่ไม่เกี่ยวข้องกับดาวหางเลมมอน

“ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” คืออะไร?

จากลักษณะที่ปรากฏในคลิปวิดีโอต่างๆ ทาง NARIT คาดว่าเป็นดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) ที่มีความสว่างมากกว่าแมกนิจูดปรากฏ -14.0 (สว่างกว่าดวงจันทร์เต็มดวง) โดยทั่วไปแล้ว จะมีความสูงอยู่ที่ 80 ถึง 120 กิโลเมตร ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก

ทำไมถึงเกิด “ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ในช่วงนี้?

ในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นช่วงของฝนดาวตกโอไรออนิดส์ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากดาวหางฮัลเลย์ มีความเป็นไปได้ที่“ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ดวงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของฝนดาวตกดังกล่าว โดยมีอัตราการตกเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 20 ดวงต่อชั่วโมง ในคืนวันที่ 21 ถึงรุ่งเช้า 22 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ในประเทศไทยเองก็เคยมีปรากฏการณ์ดาวตกชนิดระเบิดจากฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ (Perseids) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

แม้ว่าวัตถุที่กลายเป็นดาวตกดวงนี้จะไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลวัตถุใกล้โลก (Near-Earth Object: NEO) แต่ทางศูนย์การศึกษาวัตถุใกล้โลก ห้องปฏิบัติการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory หรือ JPL) ขององค์การนาซา ได้ตรวจพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกแล้ว 39,771 ดวง (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2568) แบ่งเป็น:

  • ขนาดใหญ่กว่า 140 เมตร: 11,466 ดวง
  • ขนาดใหญ่กว่า 1 กิโลเมตร: 877 ดวง
  • ดาวหางใกล้โลก: 123 ดวง

แสดงให้เห็นว่า วัตถุใกล้โลกที่มีขนาดใหญ่นั้น นักดาราศาสตร์ตรวจพบและคำนวณวงโคจรหมดแล้ว และไม่พบความเสี่ยงที่จะพุ่งชนโลก อย่างไรก็ตาม วัตถุใกล้โลกขนาดเล็ก ยังตรวจพบได้ไม่หมดเนื่องจากขนาดเล็กและระยะห่างที่ไกล แต่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้นักดาราศาสตร์ตรวจพบวัตถุใกล้โลกเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ปรากฏการณ์“ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามและน่าสนใจ ถึงแม้ว่าอาจจะดูน่าตกใจ แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับดาราศาสตร์มากยิ่งขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลจาก NARIT เพื่ออัปเดตปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย

ที่มา – NARIT คาด “ลูกไฟเหนือท้องฟ้า” ช่วงเที่ยงคืน อาจเป็นดาวตกชนิดระเบิด

ชวนดูฝนดาวตกโอไรออนิดส์ 2568 ชมฟรีทั่วไทย

ชวนดูฝนดาวตกโอไรออนิดส์ 2568 ชมฟรีทั่วไทย

คุณเคยฝันอยากเห็นฝนดาวตกสวยงามพาดผ่านท้องฟ้าตอนกลางคืนไหม? ปีนี้โอกาสมาถึงแล้ว! ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ จะปรากฏให้เห็นในคืนวันที่ 21-22 ตุลาคม 2568 หากฟ้าโปร่งใสไร้เมฆฝน คุณสามารถลุ้นชมด้วยตาเปล่าได้ทั่วประเทศ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษอะไรเลย เพียงแค่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเท่านั้น คาดว่าอาจเห็นได้สูงสุดถึง 20 ดวงต่อชั่วโมง ถือเป็นโอกาสทองสำหรับคนรักดาราศาสตร์และนักท่องเที่ยว

ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ คืออะไร และเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ หรือที่รู้จักในชื่อฝนดาวตกในกลุ่มดาวนายพราน (Orionids) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของปี โดยจะเกิดขึ้นทุกปีในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม ถึง 7 พฤศจิกายน สำหรับปี 2568 นี้ คาดว่าปีนี้จะมีอัตราการตกที่สูงถึง 20 ดวงต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าไม่มากแต่คุณภาพดี เพราะแต่ละดวงสว่างวาบชัดเจน เหมือนลูกไฟพุ่งทะยาน

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากเศษฝุ่นและอนุภาคขนาดเล็กจากดาวหางฮัลเลย์ (1P/Halley) ที่เคยเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในปี พ.ศ. 2529 เมื่อโลกโคจรมาทับเส้นทางของมัน เศษฝุ่นเหล่านี้จะถูกแรงโน้มถ่วงดึงดูดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ความเร็วสูงทำให้เกิดการเสียดสีและลุกไหม้ สร้างแสงสว่างคล้ายดาวตกที่พุ่งออกมาจากจุดศูนย์กลางในกลุ่มดาวนายพราน

เวลาที่เหมาะสมในการชมฝนดาวตกโอไรออนิดส์

สำหรับคืนที่ 21 ตุลาคม 2568 ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้า 22 ตุลาคม คุณสามารถเริ่มสังเกตการณ์ได้ตั้งแต่ 22:30 น. เป็นต้นไป จุดศูนย์กลางของฝนดาวตกจะอยู่บริเวณแขนของกลุ่มดาวนายพราน ซึ่งจะปรากฏทางทิศตะวันออก จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนขึ้นสู่กลางท้องฟ้า และสามารถมองเห็นได้ทั้งคืนจนถึงเช้า

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือหลังเที่ยงคืน เพราะกลุ่มดาวนายพรานจะอยู่สูงสุด ทำให้ฝนดาวตกกระจายตัวทั่วท้องฟ้า ไม่ว่าจะมองทิศไหนก็มีโอกาสเห็น เนื่องจากเป็นฝนดาวตกที่มี radiant (จุดศูนย์กลาง) ใกล้เส้นศูนย์สูตรฟ้า จึงเหมาะสำหรับการชมในประเทศไทยที่อยู่แถบเส้นศูนย์สูตร

  • เตรียมตัวอย่างไร: เลือกสถานที่มืดสนิท ห่างจากแสงไฟเมือง อย่างชายหาดหรือพื้นที่ชนบท
  • สภาพอากาศ: ตรวจพยากรณ์ฟ้าให้แน่ใจว่าโปร่งใสไร้ฝน
  • อุปกรณ์: ไม่จำเป็น แต่ถ้ามีกล้องถ่ายรูปหรือแอปดาราศาสตร์จะช่วยได้
  • เคล็ดลับ: นั่งหรือนอนสบายๆ มองฟ้าอย่างอดทน อาจใช้เวลา 15-30 นาทีกว่าจะเห็นดวงแรก

นอกจากนี้ ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ ยังเป็นโอกาสดีในการเรียนรู้เกี่ยวกับจักรวาล เพราะเชื่อมโยงกับดาวหางชื่อดังอย่างฮัลเลย์ที่ปรากฏทุก 76 ปี ถ้าคุณพลาดปีนี้ รออีกปีก็ได้ แต่ปี 2568 นี้ดวงจันทร์ไม่รบกวนมากนัก ทำให้โอกาสเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

ในประเทศไทย สถานที่แนะนำสำหรับชมฝนดาวตกโอไรออนิดส์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติในภาคเหนืออย่างดอยอินทนนท์ หรือชายฝั่งทะเลอันดามันที่มืดสนิท หากคุณอาศัยในเมืองใหญ่ ลองขับรถออกนอกเมืองไปยังจุด觀ดาวที่จัดไว้ เช่น สวนสาธารณะหรือเนินเขา

ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังช่วยให้เราเชื่อมโยงกับความยิ่งใหญ่ของ宇宙 ถ้าคุณเห็นฝนดาวตก อย่าลืมอธิษฐานขอพรนะ! มันเป็นช่วงเวลาที่โรแมนติกสำหรับคู่รักหรือครอบครัวด้วย

อย่าพลาดโอกาสนี้ จองที่พักใกล้จุดมืดแล้วไปลุ้นชมฝนดาวตกโอไรออนิดส์ กันเถอะ คุณจะได้ประสบการณ์ที่难ลืม

ที่มา – ชวนดูฝนดาวตก “โอไรออนิดส์” หากฟ้าใสไร้ฝน ลุ้นชมด้วยตาเปล่าได้ทั่วประเทศ

21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุด!

เตรียมตัวให้พร้อม! สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยข่าวดี 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี และที่สำคัญ…มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ได้ออกมาประกาศว่า ในวันที่ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หรือ Saturn Opposition นั่นเอง ปรากฏการณ์นี้หมายความว่า ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์ จะเรียงตัวกันในแนวเส้นตรง โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดาวเสาร์ ทำให้ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี! ระยะห่างประมาณ 1,279 ล้านกิโลเมตรเท่านั้นเอง

คืนวันที่ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์จะเริ่มปรากฏให้เห็นทางทิศตะวันออก หลังดวงอาทิตย์ตกดิน จะสว่างเด่นชัดตลอดทั้งคืนไปจนถึงรุ่งเช้า และหลังจากนั้น เราจะยังสามารถเห็นดาวเสาร์บนท้องฟ้าได้ต่อเนื่องไปจนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เลยทีเดียว ใครที่พลาดชมคืนวันที่ 21 ก็ยังมีโอกาสอีกหลายเดือนนะครับ

21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกที่สุด

สำหรับนักดาราศาสตร์ หรือผู้ที่สนใจชมดาวเสาร์เป็นพิเศษ สดร. เตรียมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ “ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี” ในคืนวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 18:00 – 22:00 น. โดยมีจุดสังเกตการณ์หลัก 5 แห่ง ได้แก่

  • อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ขอนแก่น
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา

กิจกรรมนี้เปิดให้เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย! แต่ถ้าใครไม่สะดวกเดินทาง ก็สามารถรับชม LIVE ปรากฏการณ์ได้ทางเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือทางยูทูบ NARIT Thailand ได้เช่นกัน

ทำไม 21 กันยายน 2568 ถึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมดาวเสาร์?

ปรากฏการณ์ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกที่สุด ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการชมดาวเสาร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ เพราะดาวเสาร์ได้รับแสงอาทิตย์เต็มที่ ทำให้มองเห็นได้ง่ายและมีรายละเอียดมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังมีโอกาสได้เห็นดวงจันทร์บริวารที่สว่างที่สุดของดาวเสาร์อย่าง ไททัน (Titan) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดและมีชั้นบรรยากาศหนาแน่นอีกด้วย

ถ้าสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดกลางตั้งแต่ 8 นิ้วขึ้นไป เราอาจจะสามารถเห็นดวงจันทร์อื่นๆ ของดาวเสาร์ได้อีกด้วย เช่น ดวงจันทร์รีอา (Rhea), ทีทิส (Tethys), ไดโอนี (Dione) และไอแอพิตัส (Iapetus)

ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่วงแหวนดาวเสาร์มีมุมเอียงน้อยที่สุด ทำให้ผู้สังเกตบนโลกมองเห็นดาวเสาร์เสมือนไร้วงแหวน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากมุมเอียงของวงแหวนดาวเสาร์จะเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรของดาวเสาร์รอบดวงอาทิตย์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 29.4 ปี ทำให้ดาวเสาร์ปรากฏเสมือนไร้วงแหวนเมื่อมองจากโลกในทุกๆ 15 ปี

ปรากฏการณ์นี้เป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงมุมเอียงและโครงสร้างของวงแหวนดาวเสาร์ในระนาบต่างๆ การที่ระนาบการเอียงเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ทำให้วงแหวนดาวเสาร์ปรากฏแตกต่างกันไปตามมุมมองจากโลก ถือเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของการสังเกตการณ์ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่น่าติดตามมากๆ

ถึงแม้ว่าในคืนวันที่ 21 กันยายนนี้ ดาวเสาร์จะไม่ได้ปรากฏเสมือนไร้วงแหวนแล้ว แต่ระนาบวงแหวนก็ยังมีมุมเอียงที่น้อยอยู่ ทำให้เรายังคงเห็นดาวเสาร์พร้อมกับวงแหวนบางๆ ที่สวยงาม

อย่าพลาดโอกาสสำคัญที่จะได้ชมความงามของดาวเสาร์ในวันที่ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปชมดาวเสาร์ด้วยกันนะครับ!

ที่มา – 21 กันยายน 2568 “ดาวเสาร์” อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เปิดภาพ! จันทรุปราคาเต็มดวง เหนือฟ้าเมืองไทย

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เผยภาพปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือประเทศไทยที่สวยงาม ในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องเช้ามืดวันที่ 8 กันยายน 2568 สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่เฝ้ารอชม

NARIT ได้บันทึกภาพลำดับเหตุการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ แสดงให้เห็นการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ผ่านเงามืดของโลกได้อย่างชัดเจน เผยให้เห็นรูปทรงของเงาโลกที่ทาบทับลงบนดวงจันทร์

ภาพบันทึกแสดงให้เห็นช่วงเวลาตั้งแต่ 22:29 น. ของวันที่ 7 กันยายน เมื่อดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก ทำให้ความสว่างค่อยๆ ลดลง จากนั้นดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่เงามืด เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วน และเข้าสู่ช่วง “จันทรุปราคาเต็มดวง” อย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่เวลา 00:31 ถึง 01:53 น. ของวันที่ 8 กันยายน รวมระยะเวลานานถึง 1 ชั่วโมง 22 นาที

เปิดภาพลำดับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย

ในช่วงเวลาที่เกิด “จันทรุปราคาเต็มดวง” ดวงจันทร์จะปรากฏเป็นสีแดงอิฐ เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านชั้นบรรยากาศโลก แสงสีน้ำเงินจะถูกกระเจิงออกไป เหลือเพียงแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า หักเหไปตกกระทบบนพื้นผิวดวงจันทร์ ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงสวยงาม

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้เงาของโลกทอดไปบังดวงจันทร์

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาครั้งต่อไป

สำหรับใครที่พลาดชม “จันทรุปราคาเต็มดวง” ในครั้งนี้ ไม่ต้องเสียใจ เพราะปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงที่สามารถสังเกตได้ในประเทศไทยครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำของวันที่ 3 มีนาคม 2569 เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อชมความสวยงามของปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้

นอกจากนี้ ในเดือนกันยายน 2568 ยังมีอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ นั่นคือ ปรากฏการณ์ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี ในวันที่ 21 กันยายน 2568 อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สวยงามเหล่านี้

  • จันทรุปราคาเต็มดวง: เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์ทั้งดวงเคลื่อนที่เข้าไปในเงามืดของโลก
  • จันทรุปราคาบางส่วน: เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไปในเงามืดของโลกเพียงบางส่วน
  • จันทรุปราคาเงามัว: เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไปในเงามัวของโลก ทำให้ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย

การชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ช่วยให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล และสร้างแรงบันดาลใจให้เราสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น อย่าพลาดโอกาสในการชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอนาคต

การที่ NARIT บันทึกภาพและเผยแพร่ภาพเหล่านี้ ทำให้ประชาชนทั่วไปที่อาจไม่มีโอกาสได้ชมด้วยตาตัวเอง สามารถรับชมความสวยงามของปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ได้อย่างใกล้ชิด เป็นการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในด้านดาราศาสตร์ให้กับสังคม

ที่มา – เปิดภาพลำดับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย

เปิดภาพ! “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยภาพปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย ที่กินเวลากว่า 1 ชั่วโมง โดยดวงจันทร์ปรากฏเป็นสีแดงอิฐสวยงาม ใครที่พลาดชมไม่ต้องเสียใจ เพราะในไทยเราจะได้เห็นอีกครั้งในวันที่ 3 มีนาคม 2569!

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ได้เผยแพร่ภาพอันน่าทึ่งของปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย ในช่วงที่เกิดคราสเต็มดวง ดวงจันทร์เต็มดวงได้เปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐอย่างชัดเจน ภาพนี้ถูกบันทึกไว้ ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงกึ่งกลางคราส เวลาประมาณ 01:12 น. ของวันดังกล่าว ซึ่งมีผู้สนใจติดตามชมการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊กและยูทูบของ NARIT เป็นจำนวนมาก นับหมื่นคนเลยทีเดียว

สำหรับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย ในครั้งนี้ เกิดขึ้นในคืนวันที่ 7 กันยายน ต่อเนื่องไปจนถึงเช้ามืดวันที่ 8 กันยายน 2568 โดยเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 22:29 น. ถึง 03:55 น. ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกในเวลาประมาณ 22:29 น. และเคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เริ่มเกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 23:27 น. จากนั้นเข้าสู่ช่วง “จันทรุปราคาเต็มดวง” ในเวลา 00:31 – 01:53 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลากว่า 1 ชั่วโมงที่เราสามารถมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงปรากฏเป็นสีแดงอิฐได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้น ดวงจันทร์ก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากเงามืด เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนอีกครั้งจนถึงเวลา 02:57 น. และพ้นจากเงามัวของโลก จนสิ้นสุดปรากฏการณ์โดยสมบูรณ์ในเวลา 03:55 น.

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงครั้งนี้ สามารถสังเกตได้จากหลายพื้นที่ทั่วโลก ได้แก่ ทวีปยุโรปตอนเหนือและตะวันออก ทวีปเอเชีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกาเหนือ บางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย ขั้วโลกเหนือ และบางส่วนของขั้วโลกใต้ เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวงกว้างเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม มีบางพื้นที่ในประเทศไทยที่ประสบปัญหาฝนตกหนัก ทำให้ท้องฟ้าปิด ไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงได้อย่างชัดเจน น่าเสียดายสำหรับผู้ที่ตั้งใจรอชมในพื้นที่นั้นๆ

“จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย คืออะไร?

จันทรุปราคาเต็มดวง เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน โดยที่โลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้เงาของโลกทอดไปบังดวงจันทร์ เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไปในเงามืด (Umbra) ของโลกทั้งหมด จะเกิดเป็นจันทรุปราคาเต็มดวง ในระหว่างที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ดวงจันทร์จะไม่มืดสนิท แต่จะปรากฏเป็นสีแดงอิฐ เนื่องจากแสงอาทิตย์บางส่วนหักเหผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปตกกระทบกับดวงจันทร์ แสงสีฟ้าจะกระเจิงออกไปมากกว่า ทำให้เหลือแต่แสงสีแดงที่ส่องไปยังดวงจันทร์

ทำไมต้องรอถึงปี 2569 เพื่อชมจันทรุปราคาเต็มดวงอีกครั้ง?

การเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เนื่องจากระนาบวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกับวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้โอกาสที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์จะเรียงตัวในแนวเดียวกันอย่างแม่นยำนั้นค่อนข้างยาก ดังนั้น เราจึงต้องรอคอยช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้ชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามนี้อีกครั้ง

จันทรุปราคาเต็มดวงที่สามารถสังเกตได้ในประเทศไทยครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำของวันที่ 3 มีนาคม 2569 สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อที่จะไม่พลาดชมปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้อีกครั้ง

การได้ชม “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจให้เราหันมาสนใจธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัวมากขึ้น หวังว่าทุกคนที่ได้ชมภาพและข้อมูลในบทความนี้ จะได้รับความรู้และความเพลิดเพลินไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – เปิดภาพ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย สีแดงอิฐ

7-8 ก.ย.นี้ ชม “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือไทย

เตรียมตัวให้พร้อม! คืนวันที่ 7-8 กันยายน 2568 ประเทศไทยจะได้ชมปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ที่ดวงจันทร์จะเปลี่ยนเป็นสีส้มอิฐ หรือที่เรียกกันว่า พระจันทร์สีเลือด สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศยาวนานถึง 1 ชั่วโมง 22 นาที นับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบ 3 ปีเลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 แฟนเพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้ประกาศข่าวดีว่า ในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 8 กันยายน 2568 จะเกิดปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือท้องฟ้าประเทศไทย โดยดวงจันทร์จะปรากฏเป็นสีส้มอิฐ ตั้งแต่เวลา 00:31 – 01:53 น. (ตามเวลาในกรุงเทพฯ) รวมระยะเวลา 1 ชั่วโมง 22 นาทีเต็มๆ ซึ่งสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย หรือหากไม่สะดวกก็สามารถรับชมการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊กและยูทูบของ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติได้เช่นกัน

ปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” คืออะไร?

ปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาเรียงอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในคืนวันเพ็ญ หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เท่านั้น ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลก ผู้สังเกตการณ์บนโลกก็จะมองเห็นดวงจันทร์ค่อยๆ เว้าแหว่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกทั้งดวง และเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ออกจากเงามืดของโลกก็จะเริ่มมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งอีกครั้ง ซึ่งคนไทยในสมัยโบราณเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ราหูอมจันทร์” นั่นเอง

ลำดับการเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง 8 กันยายน 2568

  • เริ่มเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว: 7 กันยายน 2568 เวลา 22:29 น.
  • เริ่มเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน: 7 กันยายน 2568 เวลา 23:27 น.
  • เริ่มเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง: 8 กันยายน 2568 เวลา 00:31 น.
  • กึ่งกลางคราส: 8 กันยายน 2568 เวลา 01:12 น.
  • สิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง: 8 กันยายน 2568 เวลา 01:53 น.
  • สิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน: 8 กันยายน 2568 เวลา 02:57 น.
  • สิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว: 8 กันยายน 2568 เวลา 03:55 น.

การเกิด “จันทรุปราคาเต็มดวง” ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีของประเทศไทย นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2565 นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกที่สามารถสังเกตปรากฏการณ์นี้ได้ เช่น ทวีปยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา บางส่วนของทวีปอเมริกาเหนือและใต้ รวมถึงมหาสมุทรต่างๆ อีกด้วย

ทำไมดวงจันทร์ถึงกลายเป็นสีแดงอิฐในช่วง “จันทรุปราคาเต็มดวง”? คำตอบก็คือ ในระหว่างที่ดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านชั้นบรรยากาศของโลกจะเกิดการกระเจิง โดยแสงสีฟ้าและความยาวคลื่นสั้นจะถูกกรองออกไป ทำให้เหลือเพียงแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า ซึ่งจะหักเหไปตกกระทบกับดวงจันทร์และสะท้อนกลับมายังโลก ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐ หรือที่เรียกกันว่า “Blood Moon” นั่นเอง

สำหรับใครที่สนใจรับชมการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” สามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และช่องยูทูบ NARIT Thailand ได้ตลอดระยะเวลาการเกิดปรากฏการณ์ ตั้งแต่เวลา 22:29 น. เป็นต้นไป อย่าพลาดโอกาสชมความสวยงามของปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่หาชมได้ยากนี้นะครับ!

ที่มา – คืน 7-8 ก.ย. นี้ รอชม “จันทรุปราคาเต็มดวง” พระจันทร์สีเลือด เหนือฟ้าเมืองไทย

Scroll to top