Net Zero

TCMA ผนึก GIZ ดันเทคโนโลยีลดคาร์บอน เร่งปูนไทยสู่ Net Zero 2050

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัว อุตสาหกรรมหนักอย่างปูนซีเมนต์ก็ไม่ได้นิ่งเฉยครับ วันนี้เราจะมาอัปเดตความคืบหน้าสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง กับความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ TCMA ผนึก GIZ ดันเทคโนโลยีลดคาร์บอน เร่งปูนไทยสู่ Net Zero 2050 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

TCMA ผนึก GIZ ดันเทคโนโลยีลดคาร์บอน เร่งปูนไทยสู่ Net Zero 2050 อย่างจริงจัง

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Net Zero แต่สำหรับผู้ผลิตปูนซีเมนต์ไทยภายใต้สมาคม TCMA เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่คำโฆษณาครับ แต่มันคือการลงมือทำจริงผ่าน Roadmap Thailand 2050 Net Zero Cement and Concrete โดยเฉพาะการร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี หรือ GIZ ที่เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในด้านนวัตกรรมและนโยบายผ่านโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งเป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำที่น่าจับตามองมากในขณะนี้

ทำไมความร่วมมือ TCMA ผนึก GIZ ดันเทคโนโลยีลดคาร์บอน เร่งปูนไทยสู่ Net Zero 2050 ถึงเป็นจุดเปลี่ยน?

ความน่าสนใจของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการนำองค์ความรู้ระดับมาตรฐานสากลจากเยอรมนี (MadeInGermany) มาปรับใช้ในบริบทไทย โดยไม่ได้มองว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อให้แข่งขันได้ในระดับโลก โดยมีการมุ่งเน้น 3 เทคโนโลยีหลักที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ ได้แก่:

  • LC3 (Calcined Clay Cement): การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่ลดการพึ่งพาปูนเม็ดซึ่งเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก
  • CCUS: เทคโนโลยีขั้นสูงในการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน เพื่อจัดการส่วนที่ยังลดการปล่อยไม่ได้
  • Industrial AI: การใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ลดการใช้พลังงานอย่างอัจฉริยะ

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมไทยในอนาคตจะไม่ใช่การเดินคนเดียวแน่นอนครับ เพราะแรงผลักดันจากภาครัฐที่กำลังเร่งพัฒนากรอบกฎหมายและมาตรการการเงินสีเขียว ควบคู่ไปกับความเชี่ยวชาญจากพันธมิตรต่างประเทศ จะช่วยจูงใจให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนในเครื่องมือเหล่านี้มากขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของภาพลักษณ์หรือมาตรฐานสินค้า

ในมุมมองของผม นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัว เพราะความยั่งยืนไม่ได้เป็นแค่เรื่องของโลก แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดทางธุรกิจในอนาคต หากเราสามารถทำให้โครงการนี้เห็นผลเป็นวงกว้างได้ เชื่อว่าไทยจะเป็นต้นแบบอุตสาหกรรมสีเขียวในอาเซียนได้อย่างภาคภูมิใจครับ

ที่มา – TCMA ผนึก GIZ ดันเทคโนโลยีลดคาร์บอน เร่งปูนไทยสู่ Net Zero 2050

วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม

วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อติดตามความคืบหน้าของกลุ่มผู้ประกอบการที่น่าสนใจ โดยการลงพื้นที่ของ วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม ในครั้งนี้ เน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย ผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน

ศักยภาพของนวัตกรรมอาหารไทยสู่ความยั่งยืน

การเดินทางมาเยือนของ วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม ยังรวมถึงการเยี่ยมชมกิจการของ Dairy Home ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากล ทั้งด้านความปลอดภัยและการรักษาสิ่งแวดล้อม

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ได้มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ผ่านการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ การสนับสนุนด้านเงินทุน และการเปิดช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการในชุมชนสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

  • ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์
  • สนับสนุนมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น Green Industry
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • มุ่งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero)

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่ นายวราวุธยังได้ไปเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจรของเครือซีพีเอฟ เพื่อเน้นย้ำถึงนโยบายด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตทางอุตสาหกรรมนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

โดยสรุปแล้ว ความพยายามของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการต่างๆ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารนวัตกรรมที่สำคัญของโลกได้ในอนาคต หากภาครัฐและเอกชนยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ การสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานรากจะสำเร็จได้อย่างแน่นอน และนี่คือสัญญาณบวกสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง

ที่มา – “วราวุธ” ลงพื้นที่เยี่ยมวิสาหกิจชุมชน-ลูกค้า SME D Bank หนุน อุตสาหกรรมอาหารนวัตกรรม

อนุทินย้ำ ใช้วิกฤติเป็นโอกาส Net Zero เร็วกว่าเป้า

ใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า คำกล่าวที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ทิ้งท้ายในการประชุมใหญ่ระดับเอเชีย ทำให้หลายคนตื่นเต้นกับอนาคตพลังงานของไทย เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ตอนนี้โลกกำลังเจอวิกฤติพลังงานราคาพุ่ง สงคราม สถานการณ์ไม่แน่นอน แต่แทนที่จะกลัว ไทยเรากลับมองเป็น ‘โอกาสทอง’ เพื่อเร่งสู่เป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าแผนเดิม แบบนี้แหละที่เรียกว่า mindset ผู้ชนะ!

ใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 14.25 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งเสร็จสิ้นการเข้าร่วม การประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านออนไลน์ ตามคำเชิญของนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกฯ ญี่ปุ่น ประธานการประชุม ในสุนทรพจน์สั้นๆ เพียง 3 นาทีของไทย เน้นย้ำปัญหาพลังงานที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ และชี้ว่า ประเทศไทยพร้อมปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน เพื่อความมั่นคง โดยไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

นายกฯ อนุทิน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า แม้จะเป็นวิกฤติ แต่เราจะเปลี่ยนมันให้เป็น โอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า ไทยจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค จะหาพลังงานทางเลือกมาใช้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติด้วย คำพูดนี้ทำให้ผู้นำเอเชียหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย

ไทยพร้อมปรับสภาพ หาพลังงานทางเลือกอย่างไร?

Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ คือเป้าหมายใหญ่ของโลกที่ไทยตั้งไว้ปี 2065-2070 แต่ด้วยวิกฤติตอนนี้ เราอาจไปถึงเร็วกว่านั้นได้ โดยใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า นี่คือแผนหลักที่นายกฯ อนุทิน ย้ำชัด:

  • ปรับโครงสร้างพลังงาน: ลดพึ่งพาน้ำมัน-ก๊าซนำเข้า เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
  • พลังงานทางเลือก: โซลาร์, ลม, พลังน้ำ, เชื้อเพลิงชีวภาพ จากขยะอินทรีย์และพืชผลเหลือใช้
  • ความมั่นคง: สร้างคลังสำรอง ส่งเสริม EV และระบบกริดไฟฟ้าอัจฉริยะ
  • ประชาชนไม่เดือดร้อน: อุดหนุนราคาไฟ-น้ำมันให้สมเหตุสมผล สร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมเขียว

นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันนโยบายลดคาร์บอน เช่น โครงการ Solar Rooftop ให้ทุกบ้านติดตั้งแผงโซลาร์ ผลิตไฟใช้เอง ลดค่าไฟได้จริง ลองนึกภาพบ้านเราทุกหลังเป็นโรงไฟฟ้าขนาดย่อมสิ สุดยอดไปเลย!

AZEC Plus: แพลตฟอร์มเอเชียสู่ Net Zero ร่วมมือกัน

การประชุม AZEC Plus ครั้งนี้ เป็นเวทีรวมผู้นำเอเชียเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน โดยญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ไทยเคยร่วมตั้งแต่ต้น และครั้งนี้ อนุทิน ย้ำจุดยืนชัดเจน ทุกประเทศพูดถึงปัญหาพลังงานที่พุ่งสูงจาก supply chain โลก แต่ไทยเสนอทางออกเชิงบวก ใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า

ประโยชน์ที่ไทยจะได้? เศรษฐกิจเขียวสร้างงานนับล้าน ลดนำเข้าน้ำมันปีละแสนล้านบาท สุขภาพดีขึ้นจากอากาศสะอาด และเป็นผู้นำอาเซียนด้านพลังงานสะอาด อนาคตสดใสแน่นอน

วิกฤติพลังงานโลกกระทบไทยอย่างไร

ปัจจุบัน ไทยนำเข้าน้ำมัน 70% ของความต้องการ ราคาพุ่งจากสงครามยูเครน สถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่แทนที่จะรอ ไทยกำลังเร่งผลิตไฟฟ้าจาก LNG ในประเทศ เพิ่ม RE 30% ใน 10 ปี แต่คำกล่าวของอนุทิน ทำให้เรามั่นใจว่ารัฐบาลจริงจัง

ในฐานะคนไทย เราควรสนับสนุนยังไง? ลองเริ่มจากตัวเอง ติดตั้งโซลาร์ ลดใช้พลาสติก ใช้รถ EV สนับสนุนธุรกิจเขียว นี่แหละคือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสจริงๆ

สรุปมุมมอง: คำพูดของนายกฯ อนุทิน ไม่ใช่แค่สุนทรพจน์ แต่เป็นวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด ไทยเราพร้อมแล้วสำหรับ Net Zero! ถ้าคุณเห็นด้วย แชร์บทความนี้เพื่อกระจายความรู้ สนับสนุนไทยก้าวสู่พลังงานสะอาดกันเถอะ

ที่มา – ใช้วิกฤติเป็นโอกาสเข้าถึง Net Zero เร็วกว่าที่ตั้งเป้า “อนุทิน” ย้ำ ไทยพร้อมปรับสภาพ

ยศชนัน เปิดโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ ชูเห็ดสู่สากล

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกวงการ การเกษตรไทยก็ไม่เว้น! ล่าสุด ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ “ยศชนัน” วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเปิดตัวโครงการสุดล้ำนี้ ร่วมกับ ส.อ.ท. และมหิดล เพื่อดัน “เห็ด” ให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงบุกตลาดโลกตามโมเดล BCG Economy

ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ: จุดเริ่มต้นของเกษตรไทยยุคใหม่

งานพิธี Groundbreaking เกิดขึ้นเมื่อ 21 มีนาคม 2567 (หมายเหตุ: เดิม 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ศาลายา โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และศ.ดร.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหิดล เป็นประธาน ยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture Industry (SAI) มุ่งสร้างต้นแบบ Open Innovation ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและ AI พัฒนาเห็ดเป็นพืชนำร่อง สร้างสินค้า MiT (Made in Thailand) ลดการนำเข้า และก้าวสู่ Net Zero

ยศชนัน ร่วมเปิดโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

พื้นที่ Siree Park จะกลายเป็น Sandbox บ่มเพาะนวัตกรรม บูรณาการ Life Sciences เชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม นายยศชนัน เน้นย้ำถึง Wellness Economy และ Nutrition Security เพื่อ “ขยับประเทศ” ให้ก้าวหน้า

บทบาทสำคัญของยศชนัน ในโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

ยศชนัน ได้รับ Blueprint จาก ส.อ.ท. แล้ว และพร้อมเป็นตัวกลางประสานทุกฝ่าย ปลดล็อกกฎหมายผ่าน Regulatory Sandbox ปรับระเบียบดิจิทัล และยกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ๆ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมยืดหยุ่นตามความต้องการเอกชน

  • เพิ่มผลิตภาพเกษตรด้วย Smart Agriculture และ AI สำหรับสังคมสูงวัย
  • จัดสรรงบวิจัยครบวงจร: ต้นน้ำ (วิจัย) กลางน้ำ (ผลิต) ปลายน้ำ (ตลาดสากล)
  • สร้าง GI สมุนไพรไทย เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก
  • ขยายความร่วมมือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สร้างอาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็น Product Owner
  • เปลี่ยน Biodiversity ไทยเป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจจริง
พิธีเปิดยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

คำพูดเด็ดจากยศชนัน: “ผมอยากเห็นการปั้นนักวิทยาศาสตร์ให้เป็น Product Owner เรามีบุคลากรเก่งๆ เยอะ ต้องสร้าง Ecosystem รองรับ เพื่อนวัตกรรม Global Scale ลงทุนวิจัยให้ถึงทุกจุด เพื่อ Nutrition Security และ Net Zero”

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ปลูกเห็ด แต่เป็นการปฏิวัติเกษตรไทย ใช้ AI ตรวจโรคพืช ชีวภาพพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ลดคาร์บอน ช่วยเกษตรกรรายย่อยมีรายได้มั่นคง สอดคล้อง BCG Model ที่เป็น Bio-Circular-Green Economy ของไทย เห็ดที่เคยเป็นอาหารธรรมดา จะกลายเป็น superfood ส่งออก เช่น เห็ดหลินจือ กะเพราหมู หรือโปรตีนทางเลือกแทนเนื้อสัตว์

ยศชนัน พูดในงานโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ
ภาพบรรยากาศยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ
เห็ด วัตถุดิบหลักโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ

ประโยชน์รอบด้าน: เกษตรกรได้เทคโนโลยีทันสมัย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ผู้บริโภคได้อาหารปลอดภัย อุตสาหกรรมได้วัตถุดิบคุณภาพส่งออก ไทยจะแข็งแกร่งด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อม

ในมุมมองผม โครงการยศชนัน โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ นี้คือก้าวย่างสำคัญที่จะพาไทยเป็นผู้นำเกษตรอัจฉริยะอาเซียน คุณล่ะพร้อมเห็นไทยบุกตลาดโลกด้วยเห็ดไทยมูลค่าหลายพันล้านหรือยัง? แชร์ความคิดเห็นด้านล่าง และติดตามอัปเดตโครงการนี้เพื่อไม่พลาดโอกาสลงทุนหรือร่วมงานนะ!

ที่มา – “ยศชนัน” ร่วมเปิดตัวโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ ชู “เห็ด” วัตถุดิบมูลค่าสูงสู่สากล

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า ซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญที่นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ชูธงเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบผันผวนทั่วโลก สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ของความต้องการ หากเกิดวิกฤตขาดแคลน จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 836,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของ GDP น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแนฟทา (Naphtha) และอะโรเมติกส์ สำหรับพลาสติกและเคมีภัณฑ์ หากขาดแคลน โรงกลั่นจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูง เช่น ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และบรรจุภัณฑ์อาหาร

ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันดิบต่อเศรษฐกิจไทย

ผลกระทบจะครอบคลุมหลายภาคส่วน ลองนึกภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องใช้พลาสติกน้ำหนักเบา กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาเคมีภัณฑ์พิเศษสำหรับแผงวงจร สายไฟ และวัสดุก่อสร้าง แรงงานกว่า 414,000 คนในห่วงโซ่ปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงการส่งออกเคมีภัณฑ์มูลค่า 486,000 ล้านบาท เราเห็นสัญญาณเตือนแล้วจากราคาถุงร้อนที่ปรับขึ้น หากไม่รับมือ ภาวะเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรง

  • กระทบ GDP 5.2% จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
  • แรงงาน 414,000 คนตกงานหรือรายได้ลด
  • ส่งออกเคมีภัณฑ์หดตัว 486,000 ล้านบาท
  • ราคาสินค้าอุปโภคพุ่ง เงินเฟ้อถีบตัว
  • ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ชะงัก

ทางออกสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยโรงกลั่นชีวภาพ

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เปลี่ยนสู่โรงกลั่นชีวภาพ (Bio-refinery) ที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรรมไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกว่า 40 เท่า ผลิตเคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ ที่ย่อยสลายได้ ควบคู่กับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การรีไซเคิลพลาสติกทางเคมี เปลี่ยนขยะเป็นวัตถุดิบใหม่และพลังงาน

นโยบายนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน แต่ยังช่วยเกษตรกรไทย สร้างรายได้ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ประเทศอย่างบราซิลและอินเดียประสบความสำเร็จกับバイโอเอทานอลจากอ้อยแล้ว ไทยมีศักยภาพสูงกว่าเพราะเป็นผู้ส่งออกเกษตรชั้นนำ

ประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ Bio-refinery

  • ลดนำเข้าน้ำมันดิบ ลดค่าใช้จ่ายปีละแสนล้าน
  • เพิ่มมูลค่าเกษตร 40 เท่า สร้างงานใหม่ในชนบท
  • ลดขยะพลาสติก สนับสนุนรีไซเคิล 100%
  • มุ่ง Net Zero ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  • แข่งขันระดับโลกในเคมีชีวภาพ

การเปลี่ยนโครงสร้างนี้ต้องกล้าและเร่งด่วน รัฐบาลควรสนับสนุนการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่เอกชนที่ลงทุนใน Bio-refinery นอกจากนี้ ต้องบูรณาการนโยบายเกษตร-อุตสาหกรรม-พลังงาน เพื่อให้ไทยก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง

สุดท้าย รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า เป็นวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด หากดำเนินการได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลลงมือทำทันที

ที่มา – รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

Scroll to top