รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า ซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญที่นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ชูธงเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบผันผวนทั่วโลก สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ของความต้องการ หากเกิดวิกฤตขาดแคลน จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 836,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของ GDP น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแนฟทา (Naphtha) และอะโรเมติกส์ สำหรับพลาสติกและเคมีภัณฑ์ หากขาดแคลน โรงกลั่นจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูง เช่น ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และบรรจุภัณฑ์อาหาร

ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันดิบต่อเศรษฐกิจไทย

ผลกระทบจะครอบคลุมหลายภาคส่วน ลองนึกภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องใช้พลาสติกน้ำหนักเบา กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาเคมีภัณฑ์พิเศษสำหรับแผงวงจร สายไฟ และวัสดุก่อสร้าง แรงงานกว่า 414,000 คนในห่วงโซ่ปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงการส่งออกเคมีภัณฑ์มูลค่า 486,000 ล้านบาท เราเห็นสัญญาณเตือนแล้วจากราคาถุงร้อนที่ปรับขึ้น หากไม่รับมือ ภาวะเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรง

  • กระทบ GDP 5.2% จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
  • แรงงาน 414,000 คนตกงานหรือรายได้ลด
  • ส่งออกเคมีภัณฑ์หดตัว 486,000 ล้านบาท
  • ราคาสินค้าอุปโภคพุ่ง เงินเฟ้อถีบตัว
  • ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ชะงัก

ทางออกสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยโรงกลั่นชีวภาพ

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เปลี่ยนสู่โรงกลั่นชีวภาพ (Bio-refinery) ที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรรมไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกว่า 40 เท่า ผลิตเคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ ที่ย่อยสลายได้ ควบคู่กับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การรีไซเคิลพลาสติกทางเคมี เปลี่ยนขยะเป็นวัตถุดิบใหม่และพลังงาน

นโยบายนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน แต่ยังช่วยเกษตรกรไทย สร้างรายได้ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ประเทศอย่างบราซิลและอินเดียประสบความสำเร็จกับバイโอเอทานอลจากอ้อยแล้ว ไทยมีศักยภาพสูงกว่าเพราะเป็นผู้ส่งออกเกษตรชั้นนำ

ประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ Bio-refinery

  • ลดนำเข้าน้ำมันดิบ ลดค่าใช้จ่ายปีละแสนล้าน
  • เพิ่มมูลค่าเกษตร 40 เท่า สร้างงานใหม่ในชนบท
  • ลดขยะพลาสติก สนับสนุนรีไซเคิล 100%
  • มุ่ง Net Zero ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  • แข่งขันระดับโลกในเคมีชีวภาพ

การเปลี่ยนโครงสร้างนี้ต้องกล้าและเร่งด่วน รัฐบาลควรสนับสนุนการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่เอกชนที่ลงทุนใน Bio-refinery นอกจากนี้ ต้องบูรณาการนโยบายเกษตร-อุตสาหกรรม-พลังงาน เพื่อให้ไทยก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง

สุดท้าย รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า เป็นวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด หากดำเนินการได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลลงมือทำทันที

ที่มา – รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: