Reciprocal Tariff

ภาษีทรัมป์ 10% กรณ์ชี้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง ภาษีทรัมป์ 10% ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะกับไทยเรา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯ การคลัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า นี่คือโอกาสทองที่เราจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสสำหรับการค้าไทยและการค้าโลกเลยทีเดียว หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่าภาษีเก่าของทรัมป์ขัดรัฐธรรมนูญ

ภาษีทรัมป์ 10% คืออะไร และเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐ (US Supreme Court) มีมติ 6 ต่อ 3 ตีตกภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ของทรัมป์ เพราะใช้อำนาจเกินขอบเขต พอคืนนี้ทรัมป์เลยประกาศใช้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 แทน โดยกำหนดภาษีนำเข้า 10% เท่ากันทุกประเทศทั่วโลก ไม่ใช่แบบเจาะจงเหมือนเดิม

สำหรับไทยที่กำลังเจรจาอัตรา 19% เดิมๆ นี่ถือว่าดีเลย เพราะหลุดรอดมาเหลือแค่ 10% เท่าประเทศอื่น แถมมาตรานี้ให้อำนาจชั่วคราวแค่ 150 วันเท่านั้น สูงสุดได้ 15% แต่ทรัมป์เลือก 10% น่าจะเป็นการรักษาหน้าอย่างเดียว ถ้าจะต่ออายุต้องผ่านสภาคองเกรส ซึ่งไม่ง่ายเพราะกฎหมายนี้ยังมีช่องโหว่

ภาษีทรัมป์ 10% ข่าวดีสำหรับการค้าไทยอย่างไร

นายกรณ์ชี้ชัดว่า ภาษีทรัมป์ 10% จะทำให้การส่งออกไทยดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ทรัมป์ยกเว้น เช่น อาหารที่สหรัฐผลิตไม่ได้ อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท และรถกระบะบางรุ่น สินค้าไทยเรามีโอกาสบุกตลาดอเมริกาได้มากกว่าเดิม

  • อัตราภาษีลดลงจาก 19% เหลือ 10% ช่วยลดต้นทุนผู้ส่งออกไทย
  • ใช้ได้แค่ 150 วัน มีโอกาสเจรจาต่อรองใหม่
  • สหรัฐต้องคืนภาษีเก่าให้ผู้นำเข้า คาดมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท สร้างความวุ่นวายในระบบ ทำให้ไทยได้เปรียบ
  • ทรัมป์อาจไม่จริงจัง เพราะเลือกต่ำกว่าสูงสุด

แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่ส่งออกอย่างเดียวหรอกครับ นายกรณ์เตือนว่าจุดเปราะบางจริงๆ คือกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ สินเชื่อต่ำ ความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนและธุรกิจสูง แม้ต่างประเทศจะดี แต่ต้องระวังทรัมป์สร้างสถานการณ์กับอิหร่าน ถ้าเจรจาจบดี แต่ถ้าใช้กำลังทหารนี่แย่แน่

พลิกวิกฤติภาษีทรัมป์ 10% เป็นโอกาสอย่างไร

เพื่อให้ไทยรับมือ ภาษีทรัมป์ 10% ได้ดี เราควรเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน เช่น เพิ่มกำลังซื้อ ลดหนี้ครัวเรือน สนับสนุน SME ส่งออก รัฐบาลควรเจรจาการค้ากับสหรัฐให้ชัดเจน และกระจายตลาดไปเอเชีย ออสเตรเลีย EU ด้วย

จากมุมมองผม นี่คือจังหวะที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว ศึกษาสินค้าที่ยกเว้น ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน และติดตามข่าวใกล้ชิด เพราะการค้าโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าเตรียมพร้อม ภาษีทรัมป์ 10% จะกลายเป็นบันไดสู่ความสำเร็จจริงๆ

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจหรือสนใจเศรษฐกิจ ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวสารเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – ภาษีทรัมป์ 10% “กรณ์” ชี้ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ข่าวดีการค้าไทย-การค้าโลก

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ส.อ.ท. ผนึกกำลัง ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ ชู 4GO ยกระดับ SME

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับมือกันเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และสภาพคล่องของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้หารือร่วมกับ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ณ ห้อง Passion ส.อ.ท. เพื่อหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การหาตลาดใหม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขหนี้สินและสภาพคล่อง การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาจากการปิดด่านชายแดน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ บาทแข็ง การหารือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงนโยบายการเงินและการคลัง และจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมได้หารือถึงนโยบายการขับเคลื่อน ส.อ.ท. โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก OEM ไปเป็น ODM หรือ OBM และใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการผลิตเพื่อความยั่งยืน และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ได้แก่

  • Go Digital & AI: ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
  • Go Innovation: สร้างผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม
  • Go Global: ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
  • Go Green: ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายวิทัย กล่าวว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยมี 3 ส่วนคือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การสร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน และการสร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน

“วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยระบุว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วน ไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะ เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

TDRI ประเมินว่า หากไทยแข่งขันไม่ได้ GDP อาจอยู่ที่ -0.77% และการส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% แต่หากแข่งขันได้ GDP จะอยู่ที่ -0.01% และสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น

นายนาวา เสนอแนะให้ภาครัฐสนับสนุนข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ และผลักดันมาตรการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัว เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้ การปรับโครงสร้างสินเชื่อ และการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย”

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของ SMEs โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล”

อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของ บสย. และจัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า บาทแข็ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff จึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป

นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบ

การร่วมมือของ ส.อ.ท. และ ธปท. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การแก้ไขปัญหา บาทแข็ง ภาษีจากสหรัฐฯ และการสนับสนุน SMEs อย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา บาทแข็ง และมาตรการภาษีสหรัฐฯ

แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SME คืออะไร?

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ

ที่มา – ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

เกิดอะไรขึ้นหากศาลคว่ำภาษีทรัมป์?

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

ศาลอุทธรณ์กลางของสหรัฐฯ ตัดสินให้การตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนของโดนัลด์ ทรัมป์ ผิดกฎหมาย เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขต

  • นายทรัมป์ยืนยันว่าจะไปสู้กันต่อที่ศาลสูงสุด แต่หากเขาแพ้คดีจะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์? จะเกิดผลที่ตามมาหลายอย่าง รวมถึงหายนะทางการเงินสำหรับสหรัฐอเมริกา
  • นอกจากนั้น นายทรัมป์จะเสียข้อต่อรองในการเจรจาที่เรียกว่า “ภาษี” ซึ่งเขาใช้ในการบีบให้ประเทศต่างๆ ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องทางการค้าของเขามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาด้วย

ศาลอุทธรณ์กลางแห่งสหรัฐอเมริกามีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มาตรการภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariff) ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เกือบทุกประเทศ กำลังถูกบังคับใช้อย่างผิดกฎหมาย

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความปราชัยครั้งใหญ่ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลระบุว่า ผู้นำรีพับลิกันรายนี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตในตอนที่เขาประกาศว่า การขาดดุลการค้าและเรื่องชายแดนเป็น “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การเก็บภาษีศุลกากรอย่างครอบคลุมของเขา

นายทรัมป์ซึ่งใช้มาตรการภาษีเป็นอาวุธสุดโปรดในการทำสงครามการค้าไปทั่วโลก ประกาศกร้าวว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อในชั้นศาลสูงสุด ทำให้เกิดคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์? อีกครั้ง?

“ตอนนี้” ภาษีทรัมป์ยังบังคับใช้อยู่

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ระบุว่า นายทรัมป์ทำเกินไปที่สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองใช้ภาษีเป็นอาวุธ โดยเป็นการพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลการค้ากลางในนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังให้เวลารัฐบาลของนายทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดได้

คำตัดสินของศาลมีสาเหตุมาจากมาตรการภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน รวมทั้งภาษีที่บังคับใช้กับจีน เม็กซิโก และแคนาดา ก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลยังอนุญาตให้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของนายทรัมป์มีบังคับใช้ต่อไปได้ ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจต่างๆ, ผู้บริโภค และรัฐบาลต่างประเทศ ก็จะยังต้องใช้ชีวิตภายใต้กำแพงภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อไป จนกว่าศาลสูงสุดจะมีคำตัดสิน

เสี่ยงต้องคืนเงิน 5 ล้านล้านบาท

รัฐบาลทรัมป์กำลังกังวลว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว มาตรการภาษีถูกศาลสูงสุดตีตก กระทรวงการคลังจะต้องถูกบังคับให้คืนเงินภาษีส่วนเกินที่เก็บจากผู้นำเข้า โดยนับจนถึงแค่เดือนกรกฎาคม รายได้จากภาษีส่วนเกินก็พุ่งแตะ 1.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.1 ล้านล้านบาทแล้ว มากกว่าที่รัฐบาลคาดไว้

กระทรวงยุติธรรมเตือนว่า การแพ้คดีนี้จะหมายถึง “ความพินาศทางการเงิน” (financial ruin) สำหรับสหรัฐฯ เป็นการเตือนที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ภาษีศุลกากรได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของสหรัฐฯ มาแค่ไหน

“ในสถานการณ์เช่นนั้น ผู้คนจะถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้าน, ตำแหน่งงานนับล้านจะหายไป ชาวอเมริกันผู้ทำงานหนักจะสูญเสียเงินเก็บ และแม้แต่ประกันสังคมกับประกันสุขภาพก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย” รองอัยการสูงสุด ดี. จอห์น ซอเออร์ กับผู้ช่วยอัยการสูงสุด เบรตต์ ชูเมต ระบุในจดหมายที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์

“พูดสั้นๆ คือ ผลที่ตามมาทางเศรษฐกิจจะเลวร้าย แทนที่จะเป็นความสำเร็จอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา
ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา

อำนาจต่อรองของทรัมป์จะลดลง

คำตัดสินของศาลสูงสุดยังเสี่ยงทำให้ข้อต่อรองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของนายทรัมป์หมดความหมาย ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้เรื่องภาษีขู่ประเทศที่แข็งข้อให้ยอมทำข้อตกลงการค้าตามที่เขาต้องการ อย่างที่เห็นกับสหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

หากไม่มีเครื่องมือนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐบาลต่างชาติอาจจะชะลอการทำตามสัญญา, ขัดขืนข้อเรียกร้องจากสหรัฐ หรือการพยายามกลับไปใช้ข้อตกลงฉบับเก่า และนายทรัมป์อาจต้องเป็นฝ่ายเจรจาจากตำแหน่งที่เสียเปรียบ ไม่ได้เหนือกว่าอีกต่อไป

ตัดสินกันที่ศาลสูงสุด

โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลสูงสุด โดยโจมตีคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ว่า เลือกข้างทางการเมือง และเตือนว่า คำตัดสินนี้อาจทำลายสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง

“หลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองที่ไม่สนใจและไม่ฉลาดได้รับอนุญาตให้ใช้กำแพงภาษีพวกเรา และตอนนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากศาลสูงสุด เราจะใช้ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศเรา และทำให้อเมริการ่ำรวย, แข็งแกร่ง และทรงอำนาจอีกครั้ง!” นายทรัมป์ระบุว่าบน Truth Social

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินดังกล่าวด้วยมติ 7 ต่อ 4 ซึ่งความเห็นต่างที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดช่องทางทางกฎหมายให้นายทรัมป์มากขึ้น เช่นผู้พิพากษาบางคนโต้แย้งว่า อำนาจการตั้งกำแพงภาษีในภาวะฉุกเฉินไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น
มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น

ทรัมป์ยังมีตัวเลือกอื่น

ถึงแม้ว่าศาลสูงสุดจะขัดขวางเขาไม่ให้ใช้ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (IEEPA) ในการบังคับใช้มาตรการภาษีของเขา นายทรัมป์ก็ยังมีตัวเลือกอื่น ถึงแม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่าก็ตาม

เขายังมีกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act) ที่อนุญาตให้ตั้งกำแพงภาษีไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน กับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วยมากๆ

นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ 232 ของกฎหมายการขยายการค้าปี 1962 (Trade Expansion Act) ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีบังคับใช้กำแพงภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเคยใช้มาก่อนกับสินค้าจำพวกเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม และยานยนต์ แต่จำเป็นต้องมีการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ก่อน ไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันที

เครื่องมือเหล่านี้ไม่ครอบคลุม และรุนแรงเท่ากับที่นายทรัมป์กำลังทำอยู่ และอาจชะลอความสามารถของเขาในการบีบให้รัฐบาลต่างชาติยอมอ่อนข้อให้

หนทางข้างหน้า

ในระยะสั้น ภาษีของนายทรัมป์จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ส่วนในระยะกลาง ศาลสูงสุดจะเป็นผู้ตัดสินว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขตเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดโลกหรือไม่

หากทรัมป์แพ้คดี อเมริกาอาจต้องเผชิญทั้งการคืนเงินภาษีก้อนโต และการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ว่าพวกเขาจะเจรจาทางการค้าอย่างไร

สำหรับตอนนี้ ธุรกิจสหรัฐฯ, ประเทศคู่ค้า และผู้บริโภคจะยังคงติดอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอน รอคอยวันที่ภาษี “วันประกาศอิสรภาพ” ของนายทรัมป์สร้างยุคสมัยใหม่แห่งอำนาจทางการค้าของประธานาธิบดี หรือวันที่ภาษีถูกตีตกโดยศาลสูงสุด จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์? คำถามนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

Scroll to top