กรมศิลปากร

คนร้ายลอบตัดเศียรพระพุทธรูป อายุกว่า 100 ปี ที่อยุธยา

เกิดเหตุสะเทือนใจขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อคนร้ายลอบตัดเศียรพระพุทธรูป อายุกว่า 100 ปี ที่อยุธยา แล้วทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ริมถนนนเรศวร หลังวัดมหาธาตุ ชาวบ้านที่พบต่างตกใจหนัก คาดว่าคนร้ายอาจเจออาถรรพ์หรือสิ่งลี้ลับจนไม่กล้านำกลับไป ขณะที่กรมศิลปากรกำลังเร่งตรวจสอบที่มาของเศียรพระนี้อย่างละเอียด

คนร้ายลอบตัดเศียรพระพุทธรูป อายุกว่า 100 ปี ที่อยุธยา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวบ้านในพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา พบเศียรพระพุทธรูปโบราณที่ถูกตัดใหม่เอี่ยม วางทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่บริเวณริมถนนนเรศวร ด้านหลังวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางประวัติศาสตร์อยุธยา พระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยโบราณสถานมากมาย การที่คนร้ายกล้าลอบตัดเศียรพระแบบนี้ สร้างความโกรธแค้นและหวาดกลัวให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก

นายชัชวาล ม่วงมา อายุ 59 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า เพื่อนของตนไปรดน้ำต้นไม้ตามปกติ ก่อนจะสะดุดพบเศียรพระวางทิ้งอยู่ใต้ต้นไม้ สร้างความตกใจกลัวจนรีบนำไปเก็บไว้ในเจดีย์ใกล้เคียง แล้วแจ้งให้ตนมาช่วยเป็นพยาน ร่องรอยการตัดยังสดชัด แสดงให้เห็นว่าคนร้ายเพิ่งลงมือไม่นาน ชาวบ้านเชื่อว่าคนร้ายตั้งใจขโมยไปขาย แต่ระหว่างทางอาจเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เช่น เจอผีหรืออาถรรพ์ขององค์พระ จนต้องทิ้งไว้ตรงนั้น

กรมศิลปากร อยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของเศียรพระ

นายไพฑูรย์ ผึ้งทอง อายุ 65 ปี เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที พบว่าเศียรพระนี้เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ อายุกว่า 100 ปี ทำจากหินทรายแบบแกะสลักสมัยอยุธยา แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าถูกตัดมาจากโบราณสถานไหน อาจเป็นจากวัดใกล้เคียงหรือสถานที่อื่นในอยุธยา เจ้าหน้าที่จะนำเศียรพระไปเก็บรักษาอย่างปลอดภัย พร้อมจัดทำประวัติศาสตร์และวิเคราะห์ทางโบราณคดี เพื่อใช้สืบหาที่มาและติดตามตัวคนร้ายต่อไป

ปัญหาการลักตัดเศียรพระพุทธรูปหรือโบราณวัตถุในประเทศไทย โดยเฉพาะอยุธยาและสุโขทัย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มักถูกส่งออกไปขายในตลาดมืดต่างประเทศ สร้างความเสียหายให้มรดกชาติอย่างประเมินค่าไม่ได้ อยุธยาเป็นเมืองเก่าที่มีพระพุทธรูปและสิ่งก่อสร้างโบราณนับพันองค์ การลักขโมยแบบนี้ไม่เพียงทำลายความสมบูรณ์ของโบราณสถาน แต่ยังกระทบจิตใจชาวพุทธที่เคารพศรัทธา

  • จุดพบเศียรพระ: ใต้ต้นไม้ริมถนนนเรศวร หลังวัดมหาธาตุ
  • ลักษณะ: หินทรายแกะสลัก อายุกว่า 100 ปี รอยตัดใหม่
  • การตอบสนอง: ชาวบ้านแจ้งเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรและตำรวจสืบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา
  • คาดการณ์: คนร้ายกลัวอาถรรพ์ ไม่กล้านำไปขาย
  • มาตรการ: เร่งตรวจสอบ DNA หินและฐานข้อมูลโบราณสถาน

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังวางแผนเพิ่มกล้องวงจรปิดและเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังรอบโบราณสถานสำคัญ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้รัฐบาลเข้มงวดกว่านี้ เพราะอยุธยาไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นจิตวิญญาณของชาติไทย

เหตุการณ์คนร้ายลอบตัดเศียรพระพุทธรูป อายุกว่า 100 ปี ที่อยุธยานี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องร่วมกันอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม หากคุณพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยหรือมีข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรหรือตำรวจทันที เพื่อปกป้องสมบัติชาติของเราไว้ให้ลูกหลาน

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องอาถรรพ์ที่ยังฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งอาจเป็นเครื่องมือช่วยปกป้องโบราณวัตถุได้ทางหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่าคือการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้คนร้ายกล้าลองดีอีก

ที่มา – คนร้ายลอบตัดเศียรพระพุทธรูป อายุกว่า 100 ปี ที่อยุธยา กรมศิลปากร อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ไทย-สวิส มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้นคืนไทย

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เมื่อ ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ สิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้จะได้กลับบ้านเกิด เพื่อรับการตรวจสอบ อนุรักษ์ และขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติอย่างถูกต้อง

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

พิธีในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย โดยมีนางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบิร์น เป็นผู้รับมอบแทนประเทศไทย ส่วนฝั่งสวิส มีนางฟาเบียนน์ บารากา หัวหน้าหน่วยงานเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ จากสำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์รัฐสวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส เป็นผู้มอบ โบราณวัตถุทั้ง 11 ชิ้นนี้มาจากผู้ครอบครองชาวสวิสที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งสมัครใจส่งคืนด้วยความเคารพต่อประวัติศาสตร์ไทย

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

แหล่งกำเนิดโบราณวัตถุจากบ้านเชียง

เบื้องต้นเชื่อว่าโบราณวัตถุเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก บ้านเชียงเป็นหลักฐานสำคัญของอารยธรรมยุคสัมฤทธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พบเครื่องปั้นดินเผ่ หินขัด และเครื่องมือที่บ่งบอกถึงสังคมโบราณที่เจริญรุ่งเรืองเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน การที่โบราณวัตถุหลุดรอดออกนอกประเทศมักเกิดจากการค้าขายผิดกฎหมาย แต่ครั้งนี้ผู้ครอบครองเลือกทางที่ถูกต้องด้วยการส่งคืนอย่างสมัครใจ

นอกจากผู้แทนจากทั้งสองประเทศแล้ว ยังมีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศไทยสวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส และชุมชนไทยในสวิตเซอร์แลนด์มาร่วมเป็นสักขีพยาน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความภาคภูมิใจ

พิธีมอบโบราณวัตถุจากสวิสคืนไทย

ความสำคัญของการคืนโบราณวัตถุและความร่วมมือไทย-สวิส

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ถือเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันดีระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในด้านวัฒนธรรม สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในการอนุรักษ์มรดก และการมีหน่วยงานเฉพาะทางอย่างสำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์ฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านการค้าของผิดกฎหมาย

หลังพิธี สถานทูตไทยจะเร่งส่งโบราณวัตถุเหล่านี้กลับประเทศไทยทันที เพื่อมอบให้กรมศิลปากรตรวจสอบทางวิชาการ อนุรักษ์ และขึ้นทะเบียน จากนั้นอาจนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนทั้งไทยและต่างชาตได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันยาวนานของเรา

บทบาทของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์

  • ตรวจสอบอายุและแหล่งที่มาโดยละเอียด
  • ฟื้นฟูสภาพโบราณวัตถุให้สมบูรณ์
  • ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ
  • วางแผนจัดแสดงเพื่อการศึกษา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จในการเรียกคืนโบราณวัตถุจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป เหตุการณ์ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นี้ เป็นอีกก้าวสำคัญที่ยืนยันถึงความรับผิดชอบร่วมกันของนานาชาติในการปกป้องมรดกวัฒนธรรม

บ้านเชียงไม่ใช่แค่แหล่งโบราณคดี แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถของบรรพบุรุษไทยที่พัฒนาอารยธรรมก่อนใครในภูมิภาค การได้คืนโบราณวัตถุเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มช่องว่างในพิพิธภัณฑ์ของเรา และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศสามารถนำสิ่งมีค่ากลับบ้านได้ หากทุกฝ่ายมีจิตสำนึก หากคุณชื่นชอบเรื่องประวัติศาสตร์และโบราณคดี อย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และแชร์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการปกป้องมรดกชาติของเราด้วยนะครับ

ที่มา – ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

“ซาบีดา” ตรวจความพร้อมก่อสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง

ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ ณ ท้องสนามหลวง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การตรวจสอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาโบราณราชประเพณีไทยให้คงอยู่อย่างงดงาม

“ซาบีดา” ตรวจความพร้อมก่อสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง

การลงพื้นที่ของ “ซาบีดา” ในครั้งนี้ มีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกรมศิลปากรร่วมด้วย โดยมุ่งตรวจสอบความเรียบร้อยของพื้นที่ ขณะที่กำลังขยายแบบและเตรียมพื้นสำหรับก่อสร้างพระเมรุมาศ พระเมรุมาศนี้ถูกออกแบบตามหลักโบราณราชประเพณี ผสานศิลปกรรมไทยที่สะท้อนพระราชจริยวัตรและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านต่อพสกนิกรชาวไทย

รายละเอียดการเตรียมการก่อสร้างพระเมรุมาศ

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันความพร้อมในทุกขั้นตอน เพื่อให้การก่อสร้างพระเมรุมาศดำเนินไปอย่างประณีตและสมพระเกียรติ กำหนดการเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 จากนั้นจะกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป พระเมรุมาศนี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี แต่ยังเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอกที่รวบรวมช่างฝีมือชั้นนำของชาติ

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นประเพณีสำคัญที่แสดงถึงความเคารพยิ่งต่อพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงมีพระราชกรณียกิจน数ไม่ถ้วนเพื่อประชาชนชาวไทย การก่อสร้างพระเมรุมาศจึงต้องพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตั้งแต่โครงสร้างหลักที่สูงตระหง่าน ลงไปถึงลวดลายประดับที่งดงามตามแบบฉบับไทยโบราณ นายอลงค์กรณ์ กาญจนะคูหะ ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม และทีมสถาปนิกได้ร่วมตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกส่วนสมบูรณ์แบบ

ความสำคัญของโบราณราชประเพณีไทย

โบราณราชประเพณีในการก่อสร้างพระเมรุมาศมีมาตั้งแต่อดีตราชวงศ์ไทย เพื่อถวายพระเกียรติยศแก่พระองค์ผู้ล่วงลับ พระเมรุมาศสำหรับสมเด็จพระพันปีหลวงจึงถูกออกแบบให้สะท้อนพระราชปณิธานในด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาประเทศ การตรวจความพร้อมของ “ซาบีดา” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษามรดกชาติให้ยั่งยืน

  • การออกแบบตามโบราณราชประเพณีอย่างเคร่งครัด
  • ใช้ช่างฝีมือไทยชั้นนำ
  • ผสานศิลปกรรมที่สื่อถึงพระราชกรณียกิจ
  • กำหนดการก่อสร้างที่ชัดเจนและเร่งด่วน

ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้าติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างนี้ ด้วยความจงรักภักดีและความภาคภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบ เช่น ราชวัฏฐาน และมณฑปต่างๆ ที่จะช่วยให้พระราชพิธีสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

การเตรียมพระราชพิธีครั้งนี้ไม่เพียงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นโอกาสให้ทุกคนร่วมอนุสรณ์พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทย สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเป็นแบบอย่างในด้านพระราชจริยวัตรที่งดงาม ทำให้พระเมรุมาศชิ้นนี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์นิรันดร์

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการถวายพระเกียรติยศแก่พระองค์ท่าน

ที่มา – “ซาบีดา” ตรวจความพร้อมก่อสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง

บวรศักดิ์คาดพระเมรุมาศเสร็จ ต.ค. 69

“รองนายกฯ บวรศักดิ์” ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง เห็นชอบให้กรมศิลปากรออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้าง คาดงานทั้งหมดแล้วเสร็จ ต.ค. 69

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานกรรมการฯ และนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการฯ เข้าร่วมการประชุมด้วย

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแผนการดำเนินงาน ดังนี้ 1.แผนการดำเนินงานการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ งานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มอบหมายให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้าง รวมทั้งงานออกแบบภูมิทัศน์และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. 69 และจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนต.ค. 69

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.แผนการดำเนินงานการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบ มอบหมายให้กรมศิลปากร ร่วมกับกรมสรรพาวุธทหารบก กรมอู่ทหารเรือ กระทรวงกลาโหม ดำเนินงาน ได้แก่ งานซ่อมสงวนรักษาโครงสร้างช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน โดยกรมสรรพาวุธทหารบก งานทำความสะอาดพื้นผิวราชรถ ราชยาน ด้วยกระบวนการงานทางวิทยาศาสตร์ โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร งานบูรณะซ่อมแซมงานตกแต่งศิลปกรรมและประณีตศิลป์ โดย สำนักช่างสิบหมู่ งานจัดทำเชือกลากราชรถ โดยกองเรือพระราชพิธี กองทัพเรือ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยคาดว่างานทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือนต.ค. 69 โดยเป็นไปอย่างถูกต้องตามโบราณราชประเพณี สวยงามและสมพระเกียรติยศทุกประการ

“บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุมาศสำหรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้มีการประชุมและวางแผนงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและสมพระเกียรติยศสูงสุด โดย “บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ

รายละเอียดแผนการดำเนินงานการจัดสร้างพระเมรุมาศ

จากที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้มีการมอบหมายให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการออกแบบและประมาณราคาค่าก่อสร้าง รวมถึงการออกแบบภูมิทัศน์และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยมีเป้าหมายให้การออกแบบแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 ตามที่ “บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

นอกจากนี้ ยังมีแผนการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบ ซึ่งมอบหมายให้กรมศิลปากร ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานซ่อมสงวนรักษาโครงสร้างช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน ทำความสะอาดพื้นผิวราชรถ ราชยานด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ บูรณะซ่อมแซมงานตกแต่งศิลปกรรมและประณีตศิลป์ และจัดทำเชือกลากราชรถ โดยมีเป้าหมายให้งานทั้งหมดแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2569 เช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกอย่างพร้อมสำหรับงานพระราชพิธี

การดำเนินงานทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติยศและถูกต้องตามโบราณราชประเพณี การที่ “บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69 จึงเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของทุกฝ่ายในการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้

การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดสร้างพระเมรุมาศและงานบูรณปฏิสังขรณ์ต่างๆ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การใส่ใจในรายละเอียดและความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน จะส่งผลให้งานที่ออกมามีความงดงามและสมพระเกียรติยศอย่างสูงสุด สมกับความเคารพและเทิดทูนที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ที่มา – “บวรศักดิ์” คาดดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จอย่างสมพระเกียรติยศ ต.ค. 69

ครม. มอบกรมศิลปากรจัดสร้างพระเมรุมาศ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรดูแลรับผิดชอบรูปแบบ พิธีการ และการจัดสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงมติ ครม. ที่เห็นชอบตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต โดยมีรายละเอียดดังนี้

รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่งต่อการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และได้มีมติให้ดำเนินการดังนี้:

  1. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
  2. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไปขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
  3. ขอความร่วมมือสถานบันเทิง และสถานบริการต่าง ๆ งดหรือลดกิจกรรมเพื่อความบันเทิง ตามความเหมาะสม เป็นระยะเวลา 30 วัน

เพื่อให้การดำเนินการจัดพระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นไปอย่างสมพระเกียรติตามโบราณขัตติยราชประเพณี จึงให้มีการดำเนินการ ดังนี้:

  1. เปิดให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 08.00 น. ถึง เวลา 12.00 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง
  2. มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับไปดำเนินการแต่งตั้ง คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นองค์ที่ปรึกษา รวมทั้งให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เช่น ฝ่ายอำนวยการจัดงานพระราชพิธี ฝ่ายจัดการพระราชพิธี ฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้าง ราชรถ พระยานมาศ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย และแจ้งส่วนราชการให้จัดข้าราชการไปร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม เป็นเวลา 100 วัน เป็นประจำทุกวัน
  3. มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม (กรมศิลปากร) ดูแลรับผิดชอบในเรื่องรูปแบบ พิธีการ และการจัดสร้างพระเมรุมาศ โดยขอรับพระราชวินิจฉัยจากองค์ที่ปรึกษาตามข้อ (2) ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุมาศนี้ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแสดงออกถึงความเคารพและอาลัย
  4. มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจัดผลัดเวรเฝ้า ฯ ของคณะรัฐมนตรี ไปเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทุกวันตลอดระยะเวลาของพระราชพิธี
  5. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครจัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อให้ประชาชนร่วมในการถวายสักการะแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  6. มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์รับไปดำเนินการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่อง และประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศในการจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษด้วย

ครม. มอบกรมศิลปากรดูแลรับผิดชอบรูปแบบ พิธีการ และจัดสร้างพระเมรุมาศ

ความสำคัญของการมอบหมายกรมศิลปากรจัดสร้างพระเมรุมาศ

การที่ ครม. มอบหมายให้กรมศิลปากรดูแลรับผิดชอบรูปแบบ พิธีการ และการจัดสร้างพระเมรุมาศ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจในความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของกรมศิลปากรในการดำเนินการเกี่ยวกับงานศิลปะและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ การจัดสร้างพระเมรุมาศ ถือเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เพื่อให้การจัดสร้างเป็นไปอย่างสมพระเกียรติและถูกต้องตามโบราณราชประเพณี

การดำเนินการของกรมศิลปากรในการจัดสร้างพระเมรุมาศ จะต้องมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด รวมถึงการขอพระราชวินิจฉัยจากองค์ที่ปรึกษา เพื่อให้การจัดสร้างเป็นไปตามพระราชประสงค์และมีความถูกต้องตามหลักโบราณราชประเพณี

การจัดสร้างพระเมรุมาศ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างสิ่งปลูกสร้าง แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความอาลัยรักของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกด้วย

ดังนั้น การที่กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานสำคัญนี้ จึงถือเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ต้องดำเนินการด้วยความตั้งใจและความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้การจัดพระราชพิธีพระศพเป็นไปอย่างสมพระเกียรติและเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

การติดตามความคืบหน้าในการจัดสร้างพระเมรุมาศ และการมีส่วนร่วมในการถวายความอาลัย ถือเป็นหน้าที่ของพสกนิกรชาวไทยทุกคนที่พึงกระทำ

ที่มา – ครม. มอบกรมศิลปากรดูแลรับผิดชอบรูปแบบ พิธีการ และจัดสร้างพระเมรุมาศ

สแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล

ความคืบหน้าการสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล หลังการพังถล่ม พบพระพุทธรูปปางเปิดโลก 2 องค์ กรมศิลปากรเร่งดำเนินการเคลียร์พื้นที่อย่างระมัดระวัง

จากเหตุการณ์พระธาตุโนนตาล อายุ 123 ปี ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระธาตุ หมู่ 9 ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ได้พังทลายลงมาทั้งองค์ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สร้างความเสียใจแก่พุทธศาสนิกชน เนื่องจากพระธาตุแห่งนี้เป็นพระธาตุโบราณคู่บ้านคู่เมือง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากร

นายวรวิทย์ พิมพนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ได้สั่งการให้กั้นพื้นที่รอบองค์พระธาตุเป็นเขตหวงห้าม เพื่อรอการตรวจสอบและสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล รวมถึงสิ่งของมีค่าที่ประชาชนนำมาถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของการพังทลาย

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณ ได้หารือร่วมกับผู้นำชุมชนและกรรมการวัดพระธาตุ เพื่อวางแผนการค้นหาของมีค่าที่อยู่ในซากอิฐพระธาตุ โดยเน้นย้ำให้ผู้ที่พบเห็นวัตถุโบราณห้ามแตะต้อง และให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่สวมถุงมือเข้าไปดำเนินการแทน

ก่อนหน้านี้ ในช่วงเย็นของวันที่ 12 ตุลาคม ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อสำริด พร้อมสร้อยคอทองคำ และเหรียญเงินโบราณจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.ท่าอุเทน

ในช่วงเช้าของวันที่ 13 ตุลาคม การค้นหาได้ดำเนินต่อไป และพบพระพุทธรูปโบราณปางเปิดโลกจำนวน 2 องค์ พร้อมด้วยพระพิมพ์ปางสมาธิ และพระแกะสลักในเนื้อหินใส ซึ่งจะมีการตรวจสอบความเก่าแก่ก่อนนำไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.ท่าอุเทน เช่นกัน

นายธนภัทร จิตสุทธิผล เปิดเผยว่า งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมานั้น เดิมทีเป็นงบประมาณสำหรับการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่เนื่องจากพระธาตุได้พังทลายลงมา จึงได้รายงานให้อธิบดีกรมศิลปากรทราบแล้ว สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างใหม่นั้น คาดว่าจะต้องรอในปีงบประมาณ 2570

การดำเนินการสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล ยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง โดยจะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อวางแผนการเคลื่อนย้ายเศษอิฐองค์พระธาตุไปยังที่ที่เหมาะสม

สาเหตุหลักของการพังทลายของพระธาตุ เกิดจากการก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นเปลือกรอบ และมีโพรงดินอยู่ตรงกลาง เมื่อมีน้ำซึมเข้าไปสะสม ทำให้เกิดแรงดันและเกิดการระเบิดจากภายในได้

นอกจากนี้ ที่ตั้งขององค์พระธาตุที่อยู่ติดถนน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนสะสม จนเกิดรอยร้าวและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

นายสันติชัย ศิริญาติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ต.โนนตาล เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้เกิดรอยร้าวขนาดเล็ก แต่ในช่วงปี 2567-2568 รอยร้าวดังกล่าวได้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มีน้ำซึมเข้าไปภายในองค์พระธาตุ

นายมานิตย์ ภะวะ ชาวบ้านหมู่ 9 ต.โนนตาล กล่าวถึงความรู้สึกเสียใจต่อการพังทลายขององค์พระธาตุ และต้องการให้กรมศิลปากรเร่งดำเนินการก่อสร้างองค์ใหม่ขึ้นมาโดยเร็ว

สแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล

ความสำคัญของการสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล

การสแกนหาวัตถุโบราณใต้ซากพระธาตุโนนตาล ไม่เพียงแต่เป็นการค้นหาสิ่งของมีค่าทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติอีกด้วย วัตถุโบราณที่ค้นพบอาจนำไปสู่การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชุมชนโนนตาล รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรมในอดีต

นอกจากนี้ การค้นพบวัตถุโบราณยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจและความผูกพันให้กับคนในชุมชน และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมต่อไป

การพังทลายของพระธาตุโนนตาลเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้เราได้หันกลับมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมของเราให้ดีที่สุด เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อไป

ที่มา – เดินหน้าสแกนหาวัตถุโบราณ ใต้ซาก “พระธาตุโนนตาล” หลังพังถล่มลงมาทั้งองค์

รัฐสภาจัดพิธีบวงสรวงอัญเชิญ ร.7 องค์ใหม่

“ไชยา พรหมา” นำ สส.-สว. ทำพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์ใหม่ ขนาด 4 เท่าของพระองค์จริง ประดิษฐานหน้าอาคารรัฐสภา

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 20 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายไชยา พรหมา รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นประธานในพิธีรัฐสภาจัดพิธีบวงสรวงอัญเชิญ ร.7 องค์ใหม่ ประดิษฐานบนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา โดยมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว., นายชวนหลีก หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่านพรรคเพื่อไทย, น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และข้าราชการรัฐสภาร่วมพิธีด้วย

โดยนายไชยาและพล.อ.สวัสดิ์ ถวายพวงมาลัยและโปรยดอกไม้ที่พระบาทของพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ จากนั้นปักธูปที่เครื่องบวงสรวงพร้อมโปรยดอกไม้ จากนั้นนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าโหรพราหมณ์ สำนักพระราชวัง อ่านโองการพร้อมให้ประธานในพิธีโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่โต๊ะเครื่องบวงสรวง วางพานประดับพุ่มดอกไม้ และจุดธูป เทียน เครื่องทองน้อย กระทั่งเวลา 09.00 น. จึงใช้รถเครนใหญ่ยกพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นประดิษฐานบนพระที่นั่งพุดตานเป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ใหม่นี้ ทางสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้ออกแบบให้มีขนาด 4 เท่าของพระองค์จริง ความสูงจากยอดพระชฎา จนถึงพื้นของพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ 7.7 เมตร ทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุย ทรงพระชฎามหากฐินปักขนนกการเวก หรือ ปักษาสวรรค์ ซึ่งเครื่องราชศิราภรณ์ประเภทชฎา มีศักดิ์สูงรองจากพระมหาพิชัยมงกุฎ โดยมีความแตกต่างจากพระองค์เดิม คือมีพระที่นั่งกระจังใบเทศ 12 ใบ ฐานสองชั้นประดับรายรอบด้วยเทพพนม 21 องค์ พญาครุฑ 24 ตน

โดยการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เป็นการสร้างให้คล้ายกับภาพเมื่อวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรไทย 10 ธ.ค. พ.ศ. 2475 ซึ่งระหว่างทำพิธีมีฝนโปรยปรายเล็กน้อยตลอดการทำพิธี

รัฐสภาจัดพิธีบวงสรวงอัญเชิญ ร.7 องค์ใหม่

การรัฐสภาจัดพิธีบวงสรวงอัญเชิญ ร.7 องค์ใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความเคารพและความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

รายละเอียดเกี่ยวกับพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 องค์ใหม่

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่นี้ มีความพิเศษหลายประการ ทั้งในด้านขนาดที่ใหญ่ถึง 4 เท่าของพระองค์จริง และรายละเอียดของเครื่องทรงที่งดงามวิจิตรบรรจง สะท้อนถึงพระเกียรติยศและความสำคัญของพระองค์ นอกจากนี้ การออกแบบให้คล้ายกับภาพเมื่อครั้งพระราชทานรัฐธรรมนูญ ยังเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกด้วย

พิธีรัฐสภาจัดพิธีบวงสรวงอัญเชิญ ร.7 องค์ใหม่นี้ มีความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง การที่พิธีเกิดขึ้นท่ามกลางสายฝนโปรยปรายเล็กน้อย อาจเป็นนิมิตหมายที่ดี แสดงถึงความชุ่มเย็นเป็นสุขที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน

การรัฐสภาจัดพิธีบวงสรวงอัญเชิญ ร.7 องค์ใหม่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนใจให้เราทุกคนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และร่วมกันรักษาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

ที่มา – รัฐสภา จัดพิธีบวงสรวง-อัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 องค์ใหม่ประดิษฐานหน้าอาคาร

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ปัดฝุ่นโต๊ะทำงานยุค “ลุงตู่” นำมาใช้ปฏิบัติหน้าที่ หลังถูกเก็บเข้ากรุสมัย “เศรษฐา-แพทองธาร” หันหน้าทิศตะวันออก เสริมงานปัง

วันที่ 16 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. เวลา 16.25 น. รถ 6 ล้อ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้ทยอยขนเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานในส่วนของทีมงานนายกฯ มายังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นของเดิมที่เก็บไว้บ้านพิษณุโลก หลังรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปลี่ยนใหม่ โดยนำชุดเฟอร์นิเจอร์มาเอง และใช้จนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และได้ขนย้ายออกหมดแล้ว

ขณะที่ โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรีได้ถูกนำมาไว้ที่ห้องทำงานนายกฯ ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่ใช้ตั้งแต่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และมาเปลี่ยนรัฐบาลนายเศรษฐา และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยโต๊ะนายกฯได้จัดให้หันหน้าไปทางทิศเดิมคือทิศตะวันออก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

กลายเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองเมื่อมีการเปิดเผยว่านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำโต๊ะทำงานเก่าแก่ที่เคยใช้ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ทำเนียบรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย แต่ยังจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงนัยยะทางการเมืองและเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยอีกด้วย

ทำไม “อนุทิน” ถึงเลือกใช้โต๊ะทำงานตัวเก่า?

เหตุผลหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความเชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ย โดยมีการกล่าวอ้างว่า โต๊ะทำงานตัวดังกล่าวถูกจัดวางให้หันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศที่เป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ย เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าในการทำงาน นอกจากนี้ การที่โต๊ะทำงานตัวนี้เคยถูกใช้งานโดยนายกรัฐมนตรีหลายท่านก่อนหน้านี้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นายกฯ อนุทินรู้สึกมั่นใจและสบายใจที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งก็มองว่า การนำโต๊ะทำงานเก่ากลับมาใช้ อาจเป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐบาล หรืออาจเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่ออดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยใช้โต๊ะตัวนี้มาก่อน ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม การตัดสินใจของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยกับการทำงาน

  • ทิศทางของโต๊ะทำงาน: การหันหน้าไปทางทิศตะวันออกถือเป็นทิศมงคล
  • ตำแหน่งของโต๊ะทำงาน: ควรอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นประตูได้
  • ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย: โต๊ะทำงานที่สะอาดและเป็นระเบียบจะช่วยเสริมสร้างสมาธิและความคิดสร้างสรรค์

ผลกระทบต่อการทำงานของนายกฯ อนุทิน

การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่จะ “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในฮวงจุ้ย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการทำงานของท่านได้ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลดีต่อการบริหารประเทศชาติมากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุด การเลือกใช้โต๊ะทำงานของนายกฯ อนุทิน ไม่ว่าจะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร ก็เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ควรได้รับการเคารพ และเราในฐานะประชาชนก็ควรให้ความสำคัญกับการทำงานและนโยบายของรัฐบาลมากกว่าเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

ที่มา – “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” เสริมงานปัง

กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาท


กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

กรมศิลป์ยืนยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม และใช้วิจารณญาณก่อนแชร์ข้อมูล

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด โดยเฉพาะเรื่อง “กรมศิลปากรอนุญาตให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารได้เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” ซึ่งรองลงมาคือข่าวลือเรื่องการจับสายลับกัมพูชา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดในสังคม

นายอนุกูลย้ำว่า กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่เคยมีนโยบายหรืออนุญาตให้มีการทำลายโบราณสถานใดๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร การทำลายโบราณสถานเป็นการละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน แม้จะมีความสามารถในการบูรณะให้ใกล้เคียงของเดิมได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของสถานที่ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างร้ายแรง

กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร

ข่าวลือที่ว่ากรมศิลปากรมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กรมศิลปากรยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าว การรักษาโบราณสถานเป็นหน้าที่สำคัญที่กรมศิลปากรให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา โบราณสถานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสมบัติของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของโลก การทำลายโบราณสถานจึงเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ และขัดต่อหลักการอนุรักษ์สากล

ผลกระทบของการเผยแพร่ข่าวปลอมเรื่องนโยบายทำลายปราสาท

การเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเข้าใจผิดของประชาชน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนานาชาติ การบิดเบือนข้อมูลและความจริงเกี่ยวกับโบราณสถานสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

โบราณสถานแต่ละแห่งมีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน การอนุรักษ์จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการรักษาคุณค่าทางจิตใจและเรื่องราวที่สืบทอดกันมา การทำลายโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการทำลายความทรงจำและเอกลักษณ์ของชาติ

การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์โบราณสถานเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวสารที่ถูกต้องจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความร่วมมือในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อ
  • อย่าแชร์ข้อมูลที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง
  • ใช้สติและวิจารณญาณในการตัดสินใจ

ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีความถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัย การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ต่อ คือหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองดิจิทัล

ที่มา – กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

Scroll to top