กระทรวงการคลัง

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

“เลขาฯ กฤษฎีกา” ไม่มั่นใจ อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดี 112 “ทักษิณ” ไม่กระทบพักโทษหรือไม่ แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี สืบทรัพย์ให้มาเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่าการอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด คดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้ไม่สามารถขอพักโทษจากคดีสืบเนื่องจากชั้น 14 ได้จริงหรือไม่ ว่าไม่น่าจะถูกตัดสิทธิการพักโทษ แต่ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน จึงไม่กล้าตอบคำถาม เนื่องจากกังวลว่าอาจผิด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

ไม่แน่ใจกระทบพักโทษหรือไม่

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ในคดี 112 จะส่งผลให้ไม่สามารถขอพักโทษได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอยู่ และการขอพักโทษก็น่าจะได้ ก่อนย้ำว่าการตอบคำถามของตนเป็นการตอบที่ยังไม่ได้ดูข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่าการที่จะขอพักโทษได้ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ต้องรับโทษ ก่อนจะขอพักโทษ และขั้นตอนการพักโทษก็ไม่มีหลักเกณฑ์การจำคุกขั้นต่ำกว่านี้แล้ว

เมื่อถามว่าหากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า อันนี้ไปไกลแล้ว ตนชักงง ขอดูรายละเอียดก่อน และไม่กล้าตอบ เพราะอาจผิดพลาดได้

ขั้นตอนการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ที่ต้องขอศาล

ส่วนที่มีกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเช่นไร เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องทำอะไร แต่ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งจะสามารถยึดจากทรัพย์สินของนายทักษิณได้เลยหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่า ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาก็ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นหลักปกติ ไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่ง

ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดในการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่คลัง เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสืบทรัพย์ ซึ่งต้องถามรายละเอียดจากกรมบังคับคดี

ทำความเข้าใจขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และมีคำสั่งให้มีการชำระภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท กระบวนการหลังจากนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการคือการขอหมายบังคับคดีจากศาล ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ หลังจากนั้น กรมบังคับคดีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลย และดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในคดีนี้ จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการบังคับคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และความยากง่ายในการสืบทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี

ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กระบวนการบังคับคดีอาจมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การทำความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกระบวนการยุติธรรม

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป:

  • กระทรวงการคลังต้องขอหมายบังคับคดีจากศาล
  • กรมบังคับคดีดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้ตกเป็นของแผ่นดิน
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการสืบทรัพย์

การบังคับคดีเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากฎหมายและความยุติธรรมในสังคม การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – “เลขาฯ กฤษฎีกา” แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี

สหรัฐฯ คว่ำบาตรไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธ DKBA และผู้นำระดับสูง 4 คน รวมถึงบุคคลและบริษัทในไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ ซึ่งหลอกลวงชาวอเมริกันให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC) ประกาศแถลงการณ์ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทที่อยู่ในเมียนมาและประเทศไทย ฐานมีส่วนเกี่ยวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ DKBA และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของจีน ตั้งศูนย์สแกมในเขตชายแดนเมียนมา-ไทย เพื่อดูดเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนปลอม โดยรายได้ที่ได้จากศูนย์สแกมเหล่านี้ยังถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายและความรุนแรงของ DKBA

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของ OFAC ยังระบุถึงการคว่ำบาตร บริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด (ทรานส์เอเชีย) บริษัทในแม่สอด ประเทศไทย, บริษัท ทรอธ สตาร์ จำกัด (ทรอธ สตาร์) ในประเทศเมียนมา และนายชามู แสวง (Chamu Sawang) สัญชาติไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ หยู เจี้ยนจวิน (Yu Jianjun) ผู้อำนวยการของทรานส์เอเชีย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมจีน และได้ร่วมมือกับ DKBA และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อพัฒนาศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ด้วย

นาย จอห์น เค. เฮอร์ลีย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังฝ่ายข่าวกรองการเงินและการก่อการร้าย กล่าวว่า “เครือข่ายอาชญากรรมในเมียนมากำลังขโมยเงินจากชาวอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านสแกมออนไลน์ พร้อมทั้งค้ามนุษย์และสนับสนุนสงครามกลางเมืองในประเทศ เราจะใช้ทุกเครื่องมือเพื่อจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อปกป้องครอบครัวชาวอเมริกันจากการถูกหลอก”

การคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายแห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ FBI, กระทรวงยุติธรรม, หน่วยสืบราชการลับ (USSS) และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA)

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังได้ประกาศตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจ Scam Center Strike Force” เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีต่อศูนย์สแกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะใน เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติการหลักของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

การดำเนินการล่าสุดนี้ต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2025: คว่ำบาตร กองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNA) และผู้นำที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์และสแกมไซเบอร์

ในเดือนกันยายน 2025: คว่ำบาตรบริษัท 12 แห่งในกัมพูชาและเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวง

และในเดือนตุลาคม 2025: ร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร คว่ำบาตร Prince Group กลุ่มทุนใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งตั้งศูนย์สแกมและหลอกคนอเมริกัน–อังกฤษ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตัดขาดเครือข่ายการเงินของ Huione Group บริษัทในกัมพูชา ที่ใช้ฟอกเงินจาก แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ (DPRK) และแก๊งสแกมคริปโตในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 370,000 ล้านบาท จากการถูกหลอกโดยแก๊งสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นกว่า 66% จากปีก่อนหน้า โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยคือหลอกลงทุนในคริปโต/แพลตฟอร์มปลอม การใช้โปรไฟล์ปลอมจีบเหยื่อในออนไลน์ (romance scam) เพื่อสร้างความไว้ใจ และการชักชวนให้โอนเงินเข้า “เว็บไซต์ลงทุนปลอม” ที่จริงแล้วควบคุมโดยกลุ่มสแกมเอง.

สหรัฐฯ เอาจริง คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

สถานการณ์ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจคว่ำบาตรบริษัทและบุคคลในประเทศไทย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายให้กับชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องผลประโยชน์ของพลเมือง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตร

การที่ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรงอาจเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกรรมทางการเงินและการค้ากับต่างประเทศ นอกจากนี้ การคว่ำบาตรยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างจริงจังกับขบวนการสแกมออนไลน์ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติว่า การกระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ และจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องคว่ำบาตร?

  • เพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกันจากการถูกหลอกลวง
  • เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการสแกมออนไลน์
  • เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความถูกต้องในการทำธุรกิจ
  • เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องตระหนักถึงภัยร้ายของขบวนการสแกมออนไลน์ และร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายนั้นมีผลกระทบที่ร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถูกคว่ำบาตรและถูกดำเนินคดีได้

ที่มา – สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! รีบใช้

กระทรวงการคลังเผยโครงการ คนละครึ่งพลัส ยอดใช้จ่ายทะลุ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว! ย้ำเตือนอีกครั้งสำหรับ 2.9 แสนสิทธิที่ยังไม่ได้ใช้ รีบใช้จ่ายครั้งแรกก่อนถูกตัดสิทธิภายใน 5 ทุ่มวันนี้ (11 พ.ย. 68)

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่า จากจำนวนสิทธิทั้งหมด 20 ล้านสิทธิ มีประชาชนเริ่มใช้จ่ายแล้ว 19,701,063 คน แต่ยังมีสิทธิคงเหลือที่ยังไม่ได้เริ่มใช้จ่ายอีก 298,937 สิทธิ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น.)

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ คนละครึ่งพลัส แล้วแต่ยังไม่ได้กดใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือยังไม่ได้ทำรายการใช้จ่ายครั้งแรกกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ขอให้รีบใช้จ่ายภายในเวลา 23.00 น. ของวันนี้ (11 พ.ย. 2568) เพื่อไม่ให้สิทธิของท่านหมดอายุไปอย่างน่าเสียดาย โครงการนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงปลายปี

ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น. พบว่า ยอดการใช้จ่ายสะสมในโครงการ คนละครึ่งพลัส รวมทั้งสิ้น 30,276.94 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 15,334.35 ล้านบาท และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 14,942.59 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสะสมแล้วกว่า 19.70 ล้านคน จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 825,952 ร้านค้า และมีรายการใช้จ่ายสะสมกว่า 215.81 ล้านรายการ

นอกจากนี้ ยอดการใช้จ่ายผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) สะสมรวมอยู่ที่ 419.42 ล้านบาท โดยแบ่งตามแพลตฟอร์มดังนี้ Lineman มียอดสูงสุด 249.74 ล้านบาท, Grab 149.14 ล้านบาท, ShopeeFood 19.82 ล้านบาท และ Robinhood 711,316.97 บาท

นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เฉพาะวันนี้ (11 พ.ย. 68) มียอดใช้จ่ายรวม 593.14 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 568.47 ล้านบาท และผ่านบริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) อีก 24.67 ล้านบาท

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังยังคงติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของโครงการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ

คนละครึ่งพลัส คืออะไร และทำไมต้องรีบใช้?

คนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยรัฐจะช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของค่าสินค้าและบริการ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ทำให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง และร้านค้าก็มียอดขายเพิ่มขึ้น

ใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ต้องทำอย่างไร?

หากท่านเป็นหนึ่งใน 2.9 แสนสิทธิที่ยังไม่ได้เริ่มใช้จ่ายในโครงการ คนละครึ่งพลัส ขอให้รีบดำเนินการดังนี้:

  • ตรวจสอบสิทธิของท่านในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • เติมเงินเข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย
  • หาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส และใช้จ่ายก่อน 5 ทุ่มของวันนี้ (11 พ.ย. 68)

หากท่านไม่ใช้สิทธิภายในเวลาที่กำหนด สิทธิของท่านจะถูกตัด และท่านจะไม่สามารถใช้สิทธิในโครงการนี้ได้อีกต่อไป

อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านหมดอายุไปฟรีๆ รีบใช้จ่าย คนละครึ่งพลัส ก่อน 5 ทุ่มวันนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและประหยัดค่าใช้จ่ายของท่านเอง!

ที่มา – “คลัง” เผย “คนละครึ่งพลัส” เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน ย้ำ 2.9 แสนสิทธิ รีบใช้ก่อน 5 ทุ่มวันนี้

“พิพัฒน์” คุยลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ห่วงหนี้สาธารณะ

“พิพัฒน์” จ่อหารือกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ชี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ 2 กระทรวง แต่ต้องรออัยการสูงสุดให้คำตอบเรื่องคู่สัญญา ยอมรับกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ หวั่นทะลุเพดาน 70%

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปรับค่าบริการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ว่าจะมีการหารือใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือสายสีม่วงและสายสีแดง ที่จะครบสัญญาในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง ว่าหลังจากที่ครบกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน กระทรวงคมนาคมจะมีแนวทางอย่างไร ให้หารือกับกระทรวงการคลัง

ขณะที่ส่วนต่อขยายที่มีราคาสูงอยู่ในขณะนี้ ก็จะคุยกันเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ว่าการขึ้นรถไฟฟ้าทั้งหมด ในกรุงเทพมหานคร และชานเมือง จะมีแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้โดยสารได้อย่างไร และจะทำทันหรือไม่ในช่วง 4 เดือน ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ที่จะยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง จะหารือ และรีบทำให้ทัน แต่การที่จะทำให้ทันหรือไม่ทัน ไม่ได้ขึ้นแค่ 2 กระทรวง ยังเกี่ยวเนื่องกับอัยการสูงสุด ต้องให้คำตอบเกี่ยวกับคู่สัญญา ถ้าหากให้คำตอบได้เร็วก็ทำได้ทัน แต่หากช้าก็ต้องหาแนวทางว่า หากเสร็จสิ้นแล้วรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการ จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติอย่างไรบ้าง โดยตนยังไม่สามารถให้คำตอบในตอนนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้งบประมาณไปอุดหนุนในส่วนรถไฟฟ้าที่มีปัญหาหรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลคือการใช้ตั๋วร่วม ซึ่งต้องมีขั้นตอน เพราะขณะนี้ รฟม. มีเฉพาะสีม่วง และสีแดง จะมีสายอื่นๆ เช่น ของ BEM หรือ BTS ก็ต้องไปเจรจากับเจ้าของสัมปทาน โดยจะต้องไปหารือกับกระทรวงการคลังด้วย ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้กระทบกับหนี้สาธารณะ เพราะปัญหาของเราในขณะนี้คือความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ เนื่องจากใกล้จะเต็มเพดาน 70% แล้ว

“พิพัฒน์” คุยกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย กังวลหนี้สาธารณะทะลุเพดาน

จากกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการปรับลด ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องของภาระหนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องแบกรับ หากมีการเข้าไปอุดหนุนค่าโดยสาร

ทำไมต้องปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย?

การปรับลดค่า ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย นั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำในชีวิตประจำวัน การที่ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาสูงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวก็มีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของงบประมาณและการเจรจากับผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเอกชน การหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนกับการรักษาสภาพทางการเงินของรัฐบาลและผู้ประกอบการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย
    • ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ: การใช้งบประมาณอุดหนุนค่าโดยสารอาจทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น
    • การเจรจากับผู้ให้บริการเอกชน: ต้องมีการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นธรรมและไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย
    • ความยั่งยืนทางการเงิน: ต้องมีมาตรการที่ทำให้การปรับลดค่าโดยสารมีความยั่งยืนในระยะยาว

การหารือระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาแนวทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวและสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน

สถานการณ์หนี้สาธารณะที่ใกล้จะเต็มเพดาน 70% เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การตัดสินใจในเรื่องนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศ

ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข

เพื่อให้การปรับลด ค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน รัฐบาลอาจพิจารณาแนวทางต่างๆ ดังนี้:

  1. การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ: การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้า เช่น การใช้ระบบตั๋วร่วมที่ทันสมัย การปรับปรุงระบบการจัดเก็บรายได้ และการลดต้นทุนในการดำเนินงาน
  2. การหารายได้จากแหล่งอื่น: การหารายได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่การเก็บค่าโดยสาร เช่น การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีรถไฟฟ้า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และการเก็บภาษีจากธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการมีรถไฟฟ้า
  3. การปรับโครงสร้างค่าโดยสาร: การปรับโครงสร้างค่าโดยสารให้มีความเป็นธรรมและเหมาะสมกับระยะทางในการเดินทาง เช่น การกำหนดอัตราค่าโดยสารตามช่วงเวลา หรือการให้ส่วนลดสำหรับผู้ที่ใช้บริการเป็นประจำ

การแก้ปัญหาเรื่องค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาค่ารถไฟฟ้าแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การปรับลดค่าโดยสารไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมืองหลวง

ที่มา – “พิพัฒน์” คุยกระทรวงการคลัง หาแนวทางปรับลดค่ารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย กังวลหนี้สาธารณะทะลุเพดาน

สหรัฐฯ ตัด Huione Group ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศตัดกลุ่มบริษัท Huione Group ของกัมพูชาออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าบริษัทนี้เป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน และเป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินโลก การตัดสินใจครั้งนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อ Huione Group และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ร่วมกันจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พลเมืองสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผ่านการหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน

FinCEN ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายใต้มาตรา 311 ของกฎหมาย USA PATRIOT Act เพื่อตัดกลุ่ม Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทบริการทางการเงินที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้ทำการฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงและการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลให้แก่ผู้กระทำความผิดทางไซเบอร์มานานหลายปีแล้ว

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงข้ามชาติได้สร้างความเสียหายแก่พลเมืองอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในไม่กี่นาที”

“กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องชาวอเมริกันด้วยการปราบปรามแก๊งหลอกลวงจากต่างประเทศ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร กระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้นำในการดำเนินความพยายามเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากอาชญากรผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านี้ต่อไป”

ทั้งนี้ ตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Huione Group ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์ฝีมือเกาหลีเหนือ และเพื่อองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (TCO) กลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก่อเหตุหลอกลวงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) และการหลอกลวงอื่น ๆ

ที่สำคัญคือ Huione Group ได้ฟอกเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายเป็นมูลค่าอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2564 ถึงมกราคม 2568 และจากเงินผิดกฎหมายมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ดังกล่าว Huione Group ได้ฟอกเงินสกุลเงินดิจิทัลมูลค่าอย่างน้อย 37 ล้านดอลลาร์ ที่มาจากการโจรกรรมไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ

ด้วยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะถูกห้ามไม่ให้เปิดหรือรักษาบัญชีตัวแทน (correspondent accounts) ให้แก่หรือในนามของ Huione Group และต้องดำเนินการตามสมควรเพื่อไม่ให้ดำเนินการธุรกรรมสำหรับบัญชีตัวแทนของสถาบันธนาคารต่างประเทศในสหรัฐฯ หากธุรกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ Huione Group เพื่อป้องกันไม่ให้ Huione Group เข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยทางอ้อม

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้กำหนดให้กลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว และได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างครอบคลุม ต่อเป้าหมาย 146 ราย ภายใน Prince Group ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา นำโดย เฉิน จื้อ พลเมืองกัมพูชา

เครือข่ายนี้ดำเนินกิจการอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและบุคคลอื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีศูนย์หลอกลวงมากมายในกัมพูชา

กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

ทำไมสหรัฐฯ ถึงตัด Huione Group ออกจากระบบการเงิน?

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินนั้นมีเหตุผลสำคัญ คือการป้องกันการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ การที่ Huione Group เป็นศูนย์กลางในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้สหรัฐฯ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องระบบการเงินของตนเองและพลเมืองของตน

  • การฟอกเงิน: Huione Group มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางการเงิน
  • การฉ้อโกงข้ามชาติ: กลุ่มบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและคนอื่นๆ ทั่วโลก
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การดำเนินการนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินและปกป้องพลเมืองของตนเอง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • Huione Group จะไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ ได้โดยตรงหรือโดยอ้อม
  • สถาบันการเงินที่ทำธุรกิจกับ Huione Group อาจถูกลงโทษ
  • การดำเนินการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ Huione Group

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้อาจมีข้อจำกัด เนื่องจาก Huione Group อาจพยายามที่จะหาช่องทางอื่นในการฟอกเงิน ซึ่งอาจต้องมีการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้มีการใช้ระบบการเงินของตนเพื่อการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ และจะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตร

ที่มา – กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

ในยุคที่การเงินส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับประชาชนชาวไทย การมีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออมเงินถือเป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย ล่าสุด สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สำนักงานสลากฯ) ได้ประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการคืนเงินให้ผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการออม โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปชัดเจนในสัปดาห์หน้า

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ผู้ที่ซื้อสลาก L6 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งเป็นรูปแบบดิจิทัลที่สะดวกและปลอดภัย หากไม่ถูกรางวัล ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนบางส่วนในรูปแบบเงินออม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออมเงินมากขึ้น แทนที่จะมองว่าการซื้อสลากเป็นเพียงการเสี่ยงโชคเท่านั้น

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยระบุว่าสำนักงานสลากฯ พร้อมรับนโยบายจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ การหารือกับปลัดกระทรวงการคลังได้ดำเนินมาหลายครั้งแล้ว และในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องสัดส่วนการคืนเงินที่ชัดเจน โดยจะนำเสนอต่อบอร์ดสลากฯ เพื่ออนุมัติ ก่อนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามเพื่อเดินหน้าต่อไป

กำหนดการคืนเงินจะอยู่ในกรอบ 4 เดือน ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โครงการนี้มาจากสัดส่วนรายได้ของสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ 17% ซึ่งเป็นส่วนของค่าบริหารจัดการและจำหน่าย โดยปกติแล้ว รายได้จากการขายสลากจะแบ่งเป็น 60% สำหรับรางวัล, 23% ส่งเข้ารัฐ, และ 17% สำหรับบริหารจัดการ

รายละเอียดสัดส่วนเงินคืนและการบริหารจัดการ

ในส่วนของ 17% นี้ จะถูกแบ่งย่อยอีก โดย 12-14% เป็นส่วนลดให้ตัวแทน มูลนิธิ และองค์กรต่าง ๆ ส่วนที่เหลือ 3-5% เป็นค่าดำเนินการของสำนักงานสลากฯ เช่น ค่าเงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น สำนักงานสลากฯ จะนำเงินจากส่วนนี้มาคืนให้ประชาชนในรูปแบบเงินออม อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงตัวชี้วัดที่กำหนดให้ต้องนำเงินคืนส่งรัฐอีกส่วนหนึ่ง โดยแต่ละปี สำนักงานสลากฯ มีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาท และนำส่งรัฐ 7,000 ล้านบาท

พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนดชัดเจนว่าส่วน 23% ที่ส่งเข้ารัฐไม่สามารถนำไปใช้อย่างอื่นได้ ดังนั้น การพิจารณาจะเน้นที่ส่วน 17% เท่านั้น ปัจจุบัน ยอดขายสลากดิจิทัลอยู่ที่ 27 ล้านใบต่องวด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้น หากโครงการนี้เดินหน้า จะช่วยให้ผู้ซื้อสลากดิจิทัลมีแรงจูงใจมากยิ่งขึ้นในการซื้อผ่านช่องทางดิจิทัล

สำหรับคำถามที่ว่าการดำเนินโครงการนี้จะทำให้ต้องเพิ่มราคาสลากหรือไม่ พันโท หนุน ยืนยันว่ายังไม่จำเป็น เนื่องจากราคาสลากปัจจุบันยังเกิน 80 บาทอยู่แล้ว หากเพิ่มเป็น 100 บาท รางวัลจะเพิ่มตาม แต่สำนักงานสลากฯ เคยทำแบบสอบถามและเห็นว่ายังไม่ควรขยายราคาในตอนนี้

ประโยชน์ของโครงการต่อการออมของประชาชน

โครงการคืนเงินสำหรับสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัลนี้ ไม่ได้มุ่งแข่งขันกับหวยเกษียณของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) แต่เป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้ประชาชนสามารถออมได้ทั้งสองช่องทาง หลักการเบื้องต้นคือ เงินคืนจะถอนได้เมื่ออายุ 55 ปี ส่วนผู้ที่อายุ 56 ปีขึ้นไป สามารถออมเพิ่มได้อีก 5 ปี ซึ่งช่วยเสริมสร้างวินัยการออมในระยะยาว

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังช่วยลดปัญหาการขายสลากเกินราคา เนื่องจากการซื้อผ่านเป๋าตังจะควบคุมราคาได้ที่ 80 บาท และเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขาย ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์สำนักงานสลากฯ หรือแอปเป๋าตัง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การซื้อสลากไม่ใช่แค่การลุ้นรางวัล แต่กลายเป็นเครื่องมือในการออมเงินที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน หากคุณกำลังมองหาทางเลือกการออมใหม่ ลองพิจารณาการซื้อสลากดิจิทัลดูสิ อาจช่วยให้คุณมีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ติดตามข่าวสารนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

เอกนิติสั่งทีม! หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย

“เอกนิติ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง สั่งปลัดกระทรวงการคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก หลังถูกจับตาเป็นเงินสีเทา พร้อมดำเนินการทันทีหลังแถลงนโยบาย

วันที่ 22 กันยายน 2568 จากกรณีที่มีเงินทุนปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งถูกจับตาเป็นเงินสีเทา ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการกระทรวงการคลัง ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานต่างๆ แล้ว

“ปลัดกระทรวงการคลังได้ตั้งทีมมาศึกษาเรื่องนี้แล้ว เพื่อตอบโจทย์การเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นว่า ตกลงเงินมาจากตรงไหน จะได้เกาให้ถูกที่คัน แก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยหลังจากที่ถวายสัตย์ฯ และมีการแถลงนโยบายเสร็จ ก็จะดำเนินการเรื่องนี้ทันที”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับที่มาของเงินทุนจำนวนมหาศาลนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

เงินทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยอย่างผิดปกติ อาจมีแหล่งที่มาจากหลากหลายช่องทาง ทั้งการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การหลีกเลี่ยงภาษี หรือการทำธุรกิจสีเทา การตรวจสอบที่มาของเงินทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน หรือเป็นที่พักพิงของธุรกิจผิดกฎหมาย

การที่นายเอกนิติ สั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน เพื่อตรวจสอบที่มาของเงินปริศนาไหลเข้าไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

เอกนิติสั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย

ทำไมต้องตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนา?

การตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนาที่ไหลเข้าประเทศไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ป้องกันการฟอกเงิน: เงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย มักจะถูกนำมาฟอกเพื่อให้ดูเหมือนว่าได้มาอย่างถูกต้อง การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน
  • รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: เงินทุนที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน: การที่ประเทศไทยมีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
  • บังคับใช้กฎหมาย: การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การดำเนินการตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนาไหลเข้าไทยอย่างรวดเร็วและโปร่งใส จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยในระยะยาว

การที่นายเอกนิติ สั่งการให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ทันทีหลังจากการแถลงนโยบาย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

อนาคตของการตรวจสอบเอกนิติสั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทยจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

โดยรวมแล้ว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนา ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย ถูกจับตาเงินสีเทา

Scroll to top