กระทรวงการคลัง

เจาะลึกงบฯไร้อนาคตปี 70 หนี้ทะลุ 70% เตือน 5 ปีแตะ 80%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างดุเดือด โดยขนานนามว่าเป็น “งบฯไร้อนาคต” เนื่องจากมองว่าโครงสร้างงบประมาณปีนี้สะท้อนถึงปัญหาที่หมักหมมมานาน และรัฐบาลยังไม่สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับประเทศได้

สถานการณ์งบฯไร้อนาคตปี 70 ที่น่ากังวล

เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์มองว่างบประมาณฉบับนี้เป็นงบฯไร้อนาคต คือการที่งบลงทุนถูกตัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ที่ทำได้เพียงแค่ประคับประคองงบประจำและการใช้หนี้เก่าเท่านั้น ทำให้ประเทศขาดแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

เปิดปมหนี้สาธารณะทะลุ 70% ชี้ชัดอีก 5 ปีเสี่ยงแตะ 80%

นอกจากเรื่องของงบลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนคือตัวเลขหนี้สาธารณะ คุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่าหากรวมภาระหนี้ตามมาตรา 28 แห่งกฎหมายวินัยการเงินการคลังเข้าไปด้วย หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันได้ทะลุเพดาน 70% ไปแล้ว และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า มีโอกาสสูงที่หนี้สาธารณะจะพุ่งกระฉูดไปแตะระดับ 80% หรือ 90% ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของคนไทยทั้งประเทศ

  • วิกฤตงบลงทุน: งบลงทุนลดลง -13.1% ขณะที่งบบุคลากรและงบอุดหนุนกลับเพิ่มสูงขึ้น
  • ความล่าช้าด้านการปฏิรูป: การจัดเก็บภาษีต่อ GDP ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้สวัสดิการประชาชนไม่ทั่วถึง
  • การลงทุนที่ไม่ชัดเจน: งบประมาณด้าน AI หรือดิจิทัลถูกมองว่าเป็นการวิ่งตามกระแสโดยขาดกลยุทธ์สร้างมูลค่าที่แท้จริง

ในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ สิ่งที่รัฐบาลนำเสนอภายใต้แนวคิด 5T นั้น ดูเหมือนจะห่างไกลจากความจริง เนื้อในของ งบฯไร้อนาคต ฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการทำงบประมาณฐานศูนย์หรือการมุ่งเป้าที่แท้จริง แต่มันคือการใช้งบประมาณแบบ “หาเช้ากินค่ำ” ที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากรัฐบาลยังไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ และปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มและยากที่จะก้าวข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า จะสร้างอนาคตให้ประเทศได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การใช้จ่ายที่ไร้ทิศทางอย่างที่เป็นอยู่

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ตั้งชื่องบประมาณปี70 “งบฯไร้อนาคต” ปูดหนี้สาธารณะทะลุ70% อีก5 ปีหวั่นทะลุ80%

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อัปเดตเดือนกรกฎาคม 2569 ได้รับสิทธิค่าอะไรบ้าง

สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาพบกันอีกครั้งสำหรับการอัปเดตสิทธิประโยชน์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใครที่เป็นผู้ถือบัตรและกำลังสงสัยว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อัปเดตเดือนกรกฎาคม 2569 ได้รับสิทธิค่าอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันแบบเน้นๆ เพื่อให้ทุกท่านไม่พลาดทุกสิทธิที่ควรได้รับครับ

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อัปเดตเดือนกรกฎาคม 2569 ได้รับสิทธิค่าอะไรบ้าง

ทางกรมบัญชีกลางได้ออกมาแจ้งรายละเอียดการจ่ายสวัสดิการสำหรับเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งผู้ที่มีสิทธิโครงการปี 2565 ทุกคนจะยังคงได้รับสิทธิผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดตามปกติ โดยแบ่งรอบการโอนเงินและวงเงินดังนี้ครับ

รายละเอียดวงเงินสิทธิประโยชน์ประจำเดือนกรกฎาคม 2569

  • วันที่ 1 กรกฎาคม 2569: รับวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1,000 บาท, ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาท และวงเงินค่าเดินทางระบบขนส่งมวลชน 750 บาท (ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้)
  • วันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2569: สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย จะได้รับเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือ 100 บาทต่อเดือน โดยจะโอนเข้าบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์ไว้
  • วันที่ 20 กรกฎาคม 2569: ผู้พิการจะได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาท เป็นการสมทบกับเบี้ยพื้นฐานเดิม 800 บาท

หลายคนอาจมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อัปเดตเดือนกรกฎาคม 2569 ได้รับสิทธิค่าอะไรบ้าง ในส่วนของรายละเอียดการโอนเงินนั้นจะมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้รับสิทธิ ดังนั้นขอให้ตรวจสอบบัญชีธนาคารหรือสถานะการผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนให้เรียบร้อยเพื่อที่เงินจะได้เข้าไม่สะดุดนะครับ

หากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้งานหรือปัญหาการรับเงิน สามารถติดต่อไปยัง Call Center กรมบัญชีกลางที่เบอร์ 0 2270 6400 ในเวลาทำการเพื่อสอบถามข้อมูลโดยตรงครับ สำหรับใครที่ยังไม่ได้อัปเดตข้อมูลหรือมีปัญหาการเข้าใช้งานบัตร แนะนำให้รีบดำเนินการตรวจสอบสิทธิผ่านหน้าเว็บไซต์ทางการ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองให้ครบถ้วนในทุกๆ เดือนครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคน แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

ที่มา – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อัปเดตเดือนกรกฎาคม 2569 ได้รับสิทธิค่าอะไรบ้าง

เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ เข้าย้อนหลังสูงสุด 400 บาท

มีข่าวดีสำหรับพ่อแม่พี่น้องผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยครับ เพราะล่าสุดมีการประกาศจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ เข้าย้อนหลังสูงสุด 400 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพให้ดีขึ้น โดยเงินส่วนนี้จะถูกจ่ายให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ตามโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ใครกำลังรอข่าวนี้อยู่ มาเช็กรายละเอียดกันให้ชัดเจนครับว่าเงินเข้าวันไหนและเราเข้าข่ายได้รับสิทธิ์หรือไม่

เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ เข้าย้อนหลังสูงสุด 400 บาท ใครได้รับบ้าง

ตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุ ได้อนุมัติแนวทางการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพรายละ 100 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่มีนาคมถึงมิถุนายน 2569 ซึ่งรวมแล้วเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ เข้าย้อนหลังสูงสุด 400 บาท ตามเงื่อนไขของช่วงเวลาที่ได้รับสิทธิ์ ดังนี้ครับ

  • เกิดก่อน 1 มีนาคม 2509 ได้รับครบ 4 เดือน รวม 400 บาท
  • เกิดระหว่าง 1-31 มีนาคม 2509 ได้รับ 3 เดือน รวม 300 บาท
  • เกิดระหว่าง 1-30 เมษายน 2509 ได้รับ 2 เดือน รวม 200 บาท
  • เกิดระหว่าง 1-31 พฤษภาคม 2509 ได้รับ 1 เดือน รวม 100 บาท

ตารางการโอนเงินและช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์

สำหรับการโอนเงินเข้าบัญชีจะแบ่งออกเป็น 3 รอบหลักในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยยึดตามวันเดือนปีเกิดของผู้มีสิทธิ์ ดังนี้ครับ

  • รอบที่ 1: โอน 13 กรกฎาคม 2569 สำหรับผู้ที่เกิดก่อน 1 มกราคม 2497
  • รอบที่ 2: โอน 14 กรกฎาคม 2569 สำหรับผู้ที่เกิดระหว่าง 1 มกราคม 2497 – 31 ธันวาคม 2503
  • รอบที่ 3: โอน 15 กรกฎาคม 2569 สำหรับผู้ที่เกิดระหว่าง 1 มกราคม 2504 – 31 พฤษภาคม 2509

ข้อควรระวังคือเรื่องของการผูกบัญชีพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน หากท่านยังไม่ได้ดำเนินการ ควรรีบติดต่อธนาคารหรือจัดการผ่านแอปพลิเคชันภายในเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดการรับเงินโอนในรอบดังกล่าวครับ

ช่องทางการรับเงินจะโอนผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารที่ท่านได้แจ้งความยินยอมไว้ หรือบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หากท่านใดโอนไม่สำเร็จไม่ต้องตกใจครับ เพราะทางกรมบัญชีกลางจะมีกำหนดการโอนซ้ำอีกครั้งในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางบัญชีที่รับเงินเบี้ยยังชีพปกติ หรือบัญชีที่ท่านได้แจ้งไว้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิทธิ์ของท่านจะส่งถึงมืออย่างครบถ้วนแน่นอน

นอกจากนี้ หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถโทรสอบถามได้โดยตรงที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 02-109-2345 หรือ Call Center กรมบัญชีกลาง 02-270-6400 ในเวลาทำการนะครับ การเตรียมตัวให้พร้อมและตรวจสอบสิทธิ์ให้ถูกต้องก่อนวันโอนเงิน จะช่วยให้การรับเงินสงเคราะห์ในปีนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นครับ

ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่มาตรการช่วยเหลือนี้ยังคงครอบคลุมและดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคนครับ

ที่มา – เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ เข้าย้อนหลังสูงสุด 400 บาท เงินเข้าวันไหน ใครบ้างมีสิทธิ

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยมองว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาคอย่างจริงจัง กลับกลายเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยมาก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าเม็ดเงินเหล่านั้นถูกหั่นเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ซึ่งนายกรณ์มองว่ารัฐบาลปล่อยให้กระทรวงต่างๆ เร่งรีบเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจนงบประมาณถูกใช้ไปเกือบหมด ทำให้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้กลายเป็นเพียงสิ่งที่ไร้น้ำหนัก

เหตุผลเบื้องหลังการแก้เขินและแก้ต่างทางการเมือง

นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าการเดินหน้า กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ ในรูปแบบนี้ มีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่ 2 ประการหลัก คือ:

  • แก้เขิน: รัฐบาลเคยประกาศต่อรัฐสภาว่าจะทำ หากไม่ดำเนินการก็จะถูกสังคมกดดัน
  • แก้ต่าง: เพื่อใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เห็นว่าได้ใช้เม็ดเงินปกติเต็มที่แล้วก่อนจะไปออก พ.ร.ก. กู้เงิน

หลายฝ่ายต่างตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลในอดีตยังสามารถโอนงบประมาณได้มากกว่านี้หลายเท่าตัว การที่รัฐบาลชุดนี้ทำได้เพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.2% ของงบประมาณทั้งหมด จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่านี่คือความพยายามเต็มที่แล้วจริงหรือ? หรือเป็นเพียงการเปิดทางเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจำนวนมหาศาลกันแน่

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้กล่าวเตือนรัฐบาลว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่ต้องหาทางออกด้วยการกู้เงิน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับประมาณการ GDP สูงขึ้น และสถานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในเกณฑ์ดี การนำเงินจำนวน 10,300 ล้านบาทที่ได้มานั้นไปใช้แบบเร่งรีบโดยไม่มีแผนรองรับกรณีที่ไม่สามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ อาจจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสสำคัญที่ควรจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ว่าการที่ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การโปร่งใสและการจัดงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากกว่าการเล่นเกมการเมือง

ที่มา – “กรณ์” ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ หั่นงบเหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 หวังแก้วิกฤตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์บ้านเมืองกันหน่อยครับ กับประเด็นร้อนที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเข้าสภาฯ สำหรับนายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างทันท่วงทีครับ

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

เหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องเสนอเรื่องนี้เข้าสภาฯ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวนสูง ทำให้งบกลางที่ตั้งไว้เดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ ทั้งนี้ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อย้ายงบจากรายการที่ยังไม่ได้ใช้หรือสามารถชะลอได้ มาไว้ในงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินนั่นเองครับ

รายละเอียดการโอนงบประมาณในคราวนี้

การโอนงบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดงบที่จำเป็นนะครับ แต่เป็นการดึงงบจากรายการที่ยังไม่มีโครงการผูกพัน หรือโครงการที่ล่าช้ากว่ากำหนด เช่น:

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาหรือฝึกอบรมที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • รายจ่ายลงทุนที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้
  • รายการงบประมาณที่หน่วยงานเห็นว่าสามารถชะลอไว้ก่อนได้โดยไม่เสียหาย

รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกนำไปใช้ในจุดที่วิกฤตต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

หากเรามองในมุมของความคล่องตัว ต้องยอมรับว่าการมีเม็ดเงินสำรองไว้ในมือช่วยให้รัฐบาลบริหารงานได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง การที่ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะนำงบประมาณที่โอนมานี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพื่อให้เงินภาษีของเราเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเดือดร้อนในยามวิกฤตให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

ธปท. ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ FOREX

ธปท. ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ FOREX

เป็นประเด็นที่ใครหลายคนต้องรีบทำความเข้าใจด่วนครับสำหรับเรื่องของการลงทุนในตลาดเงิน เพราะล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ธปท. ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ FOREX ซึ่งถือเป็นการเตือนภัยครั้งสำคัญให้กับประชาชนที่สนใจการเทรดเงินตราต่างประเทศ เพราะการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินอย่างร้ายแรง

สรุปชัดเจน: การเทรด FOREX ในไทยผิดกฎหมายหรือไม่?

คำตอบคือผิดครับ! กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การประกอบธุรกิจซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นมีความผิด โดยมีโทษทั้งปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ยิ่งไปกว่านั้น หากมีการชักชวนให้คนอื่นร่วมลงทุนเพื่อเก็งกำไร จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ซึ่งมีโทษหนักถึงจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับสูงถึง 1,000,000 บาทเลยทีเดียว

หากคุณสงสัยว่าทำไมช่วงนี้ถึงมีการกวาดล้างแพลตฟอร์มเหล่านี้มากขึ้น นั่นเพราะว่าทาง ธปท. ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินผ่านระบบ Payment Gateway อย่างเข้มงวดครับ เพราะผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบที่มาของเงิน (KYM) หากพบความผิดปกติ ทาง ธปท. มีอำนาจสั่งให้ระงับการให้บริการหรือเพิกถอนใบอนุญาตได้ทันที

  • อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อที่อ้างว่าเทรด FX ได้กำไรมหาศาล
  • ตรวจสอบรายชื่อสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากเว็บไซต์ทางการของ ธปท. เท่านั้น
  • หากพบเบาะแสการทุจริตหรือการชักชวนให้ลงทุนผิดกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1213

นอกจากนี้ ในกรณีของการชำระเงินผ่านระบบ QR Code ของ Alipay หรือ WeChat Pay ที่มีการนำบัญชีส่วนบุคคลไปใช้รับชำระเชิงพาณิชย์ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประสานงานให้มีการระงับบัญชีไปแล้วกว่า 5,000 บัญชี เพื่อป้องกันการฟอกเงินและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศครับ

สรุปแล้ว การลงทุนใดๆ ที่ดูดีเกินจริง หรืออ้างว่าทำธุรกิจ FX โดยไม่มีใบอนุญาตจากธนาคารกลาง คือความเสี่ยงที่คุณควรหลีกเลี่ยงให้ไกลเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการถูกฉ้อโกงและไม่ทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวครับ ควรศึกษาและลงทุนผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจะปลอดภัยต่อเงินในกระเป๋าของคุณมากกว่า

ที่มา – ธปท. ยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ FOREX ชี้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ทั้งจำและปรับ

ศาลรธน. นัดลงมติ 9 ก.ค. นี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์ทางการเมืองกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นร้อนแรงล่าสุดเกี่ยวกับ ศาลรธน. นัดลงมติ 9 ก.ค. นี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทิศทางการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับ

ศาลรธน. นัดลงมติ 9 ก.ค. นี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ ส.ส. จำนวน 133 คน ได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อส่งเรื่องให้ตรวจสอบความชอบธรรมของพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน พ.ศ. 2569 ว่าการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ซึ่งทางศาลรัฐธรรมนูญก็ได้พิจารณาแล้วว่าคดีนี้มีข้อกฎหมายเพียงพอ จึงกำหนดวันตัดสินออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหลายฝ่ายต่างรอลุ้นผลคำวินิจฉัยกันอย่างจดจ่อ

รายละเอียดและประเด็นสำคัญของคดี

สำหรับสาระสำคัญในการพิจารณาเรื่อง ศาลรธน. นัดลงมติ 9 ก.ค. นี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นั้น มีประเด็นหลักๆ ที่ต้องติดตามดังนี้ค่ะ:

  • การตรวจสอบความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. ตามมาตรา 172
  • ความถูกต้องตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญในอำนาจของฝ่ายบริหาร
  • ผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดินและการจัดการวิกฤตพลังงานในอนาคต

หากถามถึงความเห็นส่วนตัว ผมมองว่านี่คือบทพิสูจน์สำคัญของหลักนิติธรรมในบ้านเรา เพราะไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ย่อมส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทิศทางพลังงานของประเทศ การที่ ศาลรธน. นัดลงมติ 9 ก.ค. นี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการบริหารงานของรัฐบาลอยู่ในกรอบกติกาที่วางไว้หรือไม่ เราคงทำได้เพียงรอลุ้นผลการวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้เวลา 09.00 น. ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นเช่นไร

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารนี้อย่างมีสติ และมองมุมกว้างว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ความโปร่งใสของงบประมาณ 4 แสนล้านบาทเป็นเรื่องของเงินภาษีพวกเราทุกคน ดังนั้นการตรวจสอบโดยสถาบันตุลาการจึงเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยครับ

ที่มา – ศาลรธน. นัดลงมติ 9 ก.ค. นี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์

เชื่อว่าหลายคนที่เคยต้องไปติดต่อราชการเพื่อขอเอกสารสำคัญต่างๆ คงจะทราบดีถึงความเหนื่อยล้า ทั้งการเสียเวลาเดินทาง การต่อคิว รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะ แต่ล่าสุดถือเป็นข่าวดีของคนไทยทุกคนครับ เมื่อ กรมธนารักษ์ ได้ประกาศยกระดับบริการสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า "D-Value" ซึ่งเป็นระบบบริการขอใบรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์

การเปิดตัว กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์ ในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความโปร่งใสให้แก่ประชาชน โดยหัวใจสำคัญคือการที่ท่านไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงสำนักงานธนารักษ์พื้นที่อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงิน การจำนอง หรือการทำสัญญาต่างๆ ข้อมูลราคาประเมินที่สำคัญจะถูกส่งตรงถึงมือท่านผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมาตรฐานการรับรองถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมต้องใช้งาน D-Value จากกรมธนารักษ์

นอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้ว บริการ กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์ ยังช่วยให้ประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาอย่างเห็นได้ชัด โดยจุดเด่นที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • ใช้งานง่าย: เพียงแค่มีแอปพลิเคชัน ThaiD หรือ เป๋าตัง ก็สามารถยืนยันตัวตนได้ทันที
  • ไร้รอยต่อ: มีระบบแผนที่ดาวเทียมที่สามารถค้นหาที่ดินหรือห้องชุดได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลขที่โฉนดแม่นยำตั้งแต่แรก
  • ไม่มีค่าใช้จ่าย: บริการนี้ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกัน
  • รวดเร็ว: ใช้เวลาเพียง 10 นาที เอกสารรับรองก็จะถูกส่งเข้าอีเมลของท่านทันที

ขั้นตอนการใช้งานนั้นง่ายสุดๆ เริ่มจากเข้าสู่เว็บไซต์ที่ official ของกรมธนารักษ์ จากนั้นเลือกเมนู D-Value ระบบจะให้ท่านยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD หรือเป๋าตัง เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล จากนั้นค้นหาที่ดินหรือห้องชุดที่ต้องการผ่านแผนที่ดาวเทียม หรือกรอกข้อมูลเลขที่โฉนด หลังจากตรวจสอบรายการและกดยืนยัน อีเมลของท่านก็จะมีเอกสารสำคัญที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องอิเล็กทรอนิกส์ส่งให้ภายในไม่กี่นาทีครับ

ผมมองว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ของกรมธนารักษ์ไม่เพียงแต่จะช่วยลดขั้นตอนราชการเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าภาครัฐไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เข้าสู่ยุคที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง หากคุณมีที่ดินหรือกำลังวางแผนทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ผมแนะนำให้ลองเข้าไปใช้งานระบบนี้ดูนะครับ เพราะมันจะเปลี่ยนภาพจำเรื่องการติดต่อราชการที่น่าเบื่อไปอย่างสิ้นเชิง

ที่มา – “กรมธนารักษ์” เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “D-Value” ขอใบรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินออนไลน์

ปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค

ข่าวดีสำหรับคนเดินทาง! ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังได้ร่วมมือกันปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาพื้นที่สนามบินให้ดียิ่งขึ้น บอกเลยว่างานนี้ผู้โดยสารอย่างเราได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะสนามบินจะมีร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์มากขึ้นอย่างแน่นอน

ปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการรัฐครั้งใหญ่ เพื่อให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) สามารถบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบินทั้ง 28 แห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องติดขัดเรื่องขั้นตอนยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งเป้าหมายคือการผลักดันรายได้ปีละ 600 ล้านบาท เพื่อนำกลับมาพัฒนาสนามบินและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตตามนโยบาย Airport for Regional Development

รายละเอียดการปล่อยเช่าพื้นที่และผลตอบแทนที่จะได้รับ

นอกจากจะมีมาตรการปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค แล้ว ยังมีการปรับเกณฑ์สัญญาเช่ากับเอกชนให้ยาวขึ้นสูงสุดถึง 30 ปี เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • พื้นที่ภายในอาคาร: เช่าได้สูงสุด 10 ปี (ร้าน Duty Free ได้สูงสุด 15 ปี)
  • พื้นที่ภายนอกอาคารไม่เกิน 2 ไร่: เช่าได้สูงสุด 20 ปี
  • พื้นที่ภายนอกอาคารเกิน 2 ไร่ขึ้นไป: เช่าได้สูงสุด 30 ปี

ด้วยสัญญาที่ยาวขึ้นนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนสร้างร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือศูนย์บริการใหม่ๆ ได้อย่างมั่นใจ ซึ่งจะเปลี่ยนสนามบินภูมิภาคให้กลายเป็นจุดเช็คอินและศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดนั้นๆ ได้อย่างแท้จริงครับ

ในฐานะนักเดินทาง ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีมาก เพราะหลายครั้งที่เราไปสนามบินต่างจังหวัด เรามักจะพบแค่ความเงียบเหงาหรือตัวเลือกที่จำกัด แต่ถ้าเอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่ได้เต็มที่ เราจะเห็นความคึกคักมากขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าของดีประจำจังหวัดอีกด้วย ถือเป็นการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ ครับ

ที่มา – ปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค

Scroll to top