กระทรวงสาธารณสุข

นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว

เหตุการณ์ที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศในขณะนี้คือ นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเชื้อไข้หวัดนกหรือไม่ หลังจากศาสตราจารย์นายแพทย์ยงค์ ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงนี้ ทำให้ทุกคนหันมองไปที่กระทรวงสาธารณสุขว่าจะมีคำตอบอย่างไร

นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ แต่ผู้สื่อข่าวไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไปง่ายๆ ได้สอบถามถึงกรณีคุ้มเสือที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีเสือโคร่งและเสือดาวตายจำนวนมากถึง 72 ตัว นายกฯ อนุทินตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นคนดำเนินการเรื่องนี้” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังโยนความรับผิดชอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพโดยตรง

กรณีนี้เริ่มร้อนแรงหลังจาก หมอยงค์ โพสต์ข้อความเตือนถึงความเป็นไปได้ที่สัตว์ป่าจะได้รับเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถติดต่อข้ามสายพันธุ์ได้ ทำให้เกิดคำถามใหญ่หลวงว่ามนุษย์จะปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง

ไข้หวัดนกคืออะไร และเสี่ยงต่อมนุษย์แค่ไหน

ไข้หวัดนก หรือ avian influenza เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัส influenza type A โดยเฉพาะสายพันธุ์ H5N1 ที่เคยระบาดหนักในอดีต สัตว์ปีกน้ำ เช่น เป็ด ไก่ เป็นพาหะหลัก แต่พบการติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ป่าบ้าง หากเสือในคุ้มเสือเชียงใหม่ติดเชื้อจริง อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยร้ายแรง เพราะไวรัสนี้สามารถกลายพันธุ์และกระโดดสู่มนุษย์ได้ แม้โอกาสจะต่ำแต่ไม่ใช่เป็นศูนย์

อาการในสัตว์จะรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เลือดออกจากจมูก ตายกะทันหัน ซึ่งตรงกับรายงานเบื้องต้นจากคุ้มเสือเชียงใหม่ ทำให้ นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา

รมว.สธ. พัฒนา เผยกรมควบคุมโรคกำลังสอบสวน

ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ปฏิเสธให้สัมภาษณ์รายละเอียด แต่ยืนยันว่ากรมควบคุมโรคกำลังดำเนินการสอบสวนโรคอย่างเร่งด่วน โดยเก็บตัวอย่างจากสัตว์ที่ตาย สิ่งแวดล้อม และบุคลากรที่สัมผัส เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก พิษจากอาหาร หรือโรคอื่นๆ

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: ไข้หวัดนก H5N1 จากนกป่าหรือฟาร์มใกล้เคียง
  • พิษจากยาฆ่าหญ้าที่ปนเปื้อนในน้ำหรืออาหาร
  • โรคติดต่อจากสัตว์อื่นในคุ้มเสือ
  • สภาพอากาศ极端ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์ป่า และล้างมือบ่อยๆ หากมีไข้สูง ไอ จาม ควรรีบพบแพทย์ทันที

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทางคุ้มเสือได้เพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น ฆ่าเชื้อพื้นที่ และกักสัตว์ที่เหลือ ซึ่งเป็นมาตรการที่ดีแต่ต้องรอผลแล็บยืนยัน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม หรือ One Health ที่องค์การอนามัยโลกเคยเน้นย้ำ หากเป็นไข้หวัดนกจริง อาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ได้ ดังนั้นการติดตามผลสอบสวนจาก สธ. เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความเพื่อเตือนเพื่อนๆ กันนะครับ ติดตามอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – นายกฯ โยน สธ. แจงปมคุ้มเสือเชียงใหม่ตาย 72 ตัว เกี่ยวไข้หวัดนกหรือไม่ ขณะ รมว.สธ. เผยสอบสวนโรคอยู่

เหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย

เหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งคนร้ายใช้อาวุธปืนบุกเข้าไปจับตัวประกันนักเรียนและครู ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในที่สุด

เหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข สรุปผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ไว้อย่างชัดเจน โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 3 ราย แบ่งเป็น นักเรียนหญิงและผู้อำนวยการโรงเรียนที่ถูกยิงสาหัส 2 ราย และเด็กอีกคนที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุตกจากที่สูง รายละเอียดดังนี้

  • โรงพยาบาลหาดใหญ่: 1 ราย เป็นหญิง (ผู้อำนวยการโรงเรียน) ถูกยิงบริเวณทรวงอกและลำตัว ได้รับการผ่าตัดแล้ว และกำลังได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยหนัก (ICU)
  • โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์: 2 ราย
    – นักเรียนหญิงอายุ 14 ปี ถูกยิงบริเวณช่องท้อง กำลังเข้ารับการผ่าตัด
    – เด็กอีกคนที่ตกลงมาจากที่สูง ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า กำลังอยู่ระหว่างการตรวจรักษา

ผู้ก่อเหตุเป็นชายวัยประมาณ 18-19 ปี คาดว่ามีแรงจูงใจจากความไม่พอใจต่อครูคนหนึ่งที่ทำโทษน้องสาวของตน ส่งผลให้บุกเข้าโรงเรียนเพื่อตามหาครูคนนั้น แต่สุดท้ายถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้ทันเวลา โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในโรงเรียนและชุมชนใกล้เคียง

ผลกระทบจากเหตุยิงใน รร.พะตงฯ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลทางกายภาพให้กับผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางจิตใจต่อนักเรียน ครู และผู้ปกครองอย่างรุนแรง โรงเรียนซึ่งควรเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ กลับกลายเป็นจุดเกิดเหตุรุนแรง สะท้อนปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่ขาดการควบคุมอารมณ์

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการรักษาพยาบาลและบำบัดจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบระบบความปลอดภัยของโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

บทเรียนและมาตรการป้องกัน

จากเหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย นี้ เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติ โดยเฉพาะในสถานศึกษา หน่วยงานการศึกษาควรเพิ่มอบรมเรื่องการแก้ไขปัญหาให้ครูและนักเรียน รวมถึงติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดและประตูรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนากว่าเดิม

สังคมไทยต้องร่วมมือกันส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ สอนเด็กๆ ให้รู้จักควบคุมอารมณ์และหาทางออกที่ถูกต้องเมื่อเกิดปัญหา หวังว่าผู้บาดเจ็บทั้งหมดจะหายจากอาการป่วยโดยเร็ว และเจ้าหน้าที่จะสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อป้องกันในอนาคต

ติดตามความคืบหน้าของคดีและอาการผู้บาดเจ็บได้ที่เว็บไซต์ข่าวของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด ขอให้ทุกท่านระมัดระวังและช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – เหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย

เหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย

เกิดเหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 รายขึ้นที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคนร้ายบุกเข้าไปในโรงเรียนด้วยอาวุธปืน และก่อเหตุยิงใส่บุคลากรของโรงเรียน

เหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย

จากรายงานเบื้องต้น เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในโรงเรียน ทำให้เด็กนักเรียนและครูต่างพากันวิ่งหนีออกมาจ้าละหวัน ผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลานต่างแตกตื่น บางรายร้องไห้สะอึกสะอื้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กู้ภัย และหน่วยกู้ชีพรีบรุดเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุทันทีเพื่อควบคุมสถานการณ์และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

ผู้บาดเจ็บในเหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 รายประกอบด้วยนักเรียน 1 ราย และผู้บริหารโรงเรียนซึ่งคาดว่าเป็นผู้อำนวยการ 1 ราย ทั้งคู่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าคนร้ายจับบุคลากรและนักเรียนเป็นตัวประกัน โดยยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ยังคงตึงเครียด

สาเหตุเบื้องต้นของเหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย

จากการสอบสวน初步 เจ้าหน้าที่พบว่าคนร้ายน่าจะมีเป้าหมายหลักคือครูคนหนึ่งในโรงเรียน แต่เมื่อไม่พบตัวจึงเกิดความโมโหและก่อเหตายิงโดยประมาทไปทั่ว ล่าสุดเมื่อเวลา 17.40 น. ยังคงได้ยินเสียงปืนดังเป็นระยะๆ แสดงว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ตำรวจกำลังวางแผนเข้าปฏิบัติการเพื่อช่วยตัวประกันและจับกุมผู้ก่อเหตุ

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ

  • ช่วงบ่าย: คนร้ายบุกเข้าโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เริ่มยิงใส่บุคลากร
  • ทันทีที่เกิดเหตุ: นักเรียนและครูวิ่งหนี นักเรียน 1 รายและผอ.ถูกยิงสาหัส
  • 17.00 น.: เจ้าหน้าที่ตำรวจ กู้ภัย เข้าพื้นที่
  • 17.40 น.: เสียงปืนยังดังต่อเนื่อง ตัวประกันยังติดค้างภายใน

เหตุการณ์เหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 รายนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่เคยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ชาวบ้านใกล้เคียงต่างรวมตัวรอฟังข่าวคราวจากเจ้าหน้าที่ ขณะที่โรงเรียนใกล้เคียงได้สั่งปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านักเรียนบางส่วนหลบหนีได้สำเร็จ แต่บางส่วนยังติดอยู่ภายในโรงเรียนกับครูและบุคลากรอื่นๆ เจ้าหน้าที่กำลังเจรจากับผู้ก่อเหตุเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเพิ่มเติม เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ทุกโรงเรียนในประเทศไทยต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ติดตั้งกล้องวงจรปิด ฝึกซ้อมอพยพ และประสานงานกับตำรวจท้องถิ่นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญว่าความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้แต่ในสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุดอย่างโรงเรียน เราควรสนับสนุนให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาสังคมที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรงเหล่านี้

ติดตามความคืบหน้าของเหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 รายและข่าวสารอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในชุมชนของคุณ

ที่มา – เหตุยิงใน รร.พะตงฯ นักเรียน-ผอ. ถูกยิงสาหัส 2 ราย

อนุทินลั่น! ปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยว ภท.

“อนุทิน” ลั่นปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย ไม่หวั่นกระทบคะแนนเสียง บอกมืออาชีพพอ เรื่องราวของปมการปลด นพ.สุภัทร กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการ ออกมาแนะนำนายกฯให้กระทรวงสาธารณสุข หยุดการปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงการเลือกตั้ง เพราะจะมีผลเสียมากกว่าผลดีว่า ตนไม่ได้รับรู้รับทราบเรื่องพวกนี้ ตนออกจากกระทรวงสาธารณสุขมาหลายปีแล้ว สอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็บอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีเรื่องของการเมือง ตนคิดว่าอาจารย์ปริญญาที่บอกว่าให้เราถอยเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อาจารย์ปริญญาก็เป็นอาจารย์ ก็น่าจะทราบและมีความรู้ทางด้านกฎหมายดีว่าตรงไหนที่ฝ่ายการเมืองทำได้ ตรงไหนทำไม่ได้

นายอนุทิน กล่าวว่า ยิ่งตอนนี้เราเป็นรัฐบาลยิ่งไปมีความเกี่ยวข้องอะไรไม่ได้ใหญ่เลย ตนไม่เคยข้องแวะข้องเกี่ยวหรือไม่ได้ไปสั่งการใดๆ ในเรื่องของงานประจำ ที่ไม่ใช่นโยบายที่จะให้ปลดข้าราชการจำเพาะเจาะจง แบบนี้ให้ไม่ได้อยู่แล้วมันผิดอยู่แล้ว

นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายที่บอกว่าให้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชนทั่วไป อันนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลตน ตนถึงได้ใช้คำว่าปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ผู้สื่อข่าวต้องอย่าลืมด้วยตนดำเนินแนวทางนี้มาตลอด มันถึงสามารถดำเนินคดีกับทุกคนที่ทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งล่าสุดมีการจับกุมระดับผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วย ที่ไปมีส่วนร่วมกับการขุดบิตคอยน์ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมีรายงานมาตนก็รับทราบ ใครผิดใครถูกก็ดำเนินการเต็มที่

เมื่อถามว่านายกฯ ไม่ห่วงว่าจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทย ลดลงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ตนจะไปห่วงได้อย่างไร มันเป็นความพยายามที่จะนำไปเกี่ยวโยงมากกว่า คนที่นำไปเกี่ยวโยงก็คือคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่เกี่ยวเลย พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คุมกระทรวงสาธารณสุขมา 2 ปีกว่าแล้ว เพิ่งเข้าไปแค่ 3 เดือน ถ้าจะว่าไปแล้วสืบสวนสอบสวนข้าราชการกระทำผิดอะไรใดๆ ที่จะต้องเข้าออกสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งกว่าจะเข้าออกได้ต้องดูว่ามันเกิดขึ้นสมัยไหน ไม่ใช่ทำได้ภายใน 3-4 เดือน แล้วอยู่ดีๆ จะมาบอกว่าคนที่จะต้องไปสั่งห้ามไม่ให้เข้าแล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไร

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า อย่าเอามานับญาติหรือข้องแวะอะไรกับตนเลย ตนแม้ว่าออกมาจากกระทรวง 3 เดือน ถามปลัดฯ ถามอธิบดีได้เลยว่าเคยเห็นหน้าตนไหม เคยต้องมารายงานหรือมาติดต่ออะไรกับตนไหม ไม่มีเลย ตนกลับมาอีกที 3 เดือนหลังจากนั้นตนก็มาทำหน้าที่ของตน โดยทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สำหรับตนมืออาชีพอยู่แล้วไม่ต้องห่วงหรอก

อนุทินย้ำ ปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย

จากกระแสข่าวการปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ นายอนุทินได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด และเป็นการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

ทำไมนายอนุทินถึงยืนยันว่าปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย?

นายอนุทินให้เหตุผลว่าตนเองไม่ได้อยู่ในกระทรวงสาธารณสุขมาเป็นเวลานานแล้ว และการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมองว่าเรื่องนี้เป็นความพยายามของฝ่ายตรงข้ามที่จะนำไปโยงกับการเมืองเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง

ประเด็นการปลด นพ.สุภัทร ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และถึงแม้ว่านายอนุทินจะออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยังคงมีผู้ที่สงสัยในความโปร่งใสของการดำเนินการในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ยืนยันว่าตนเองมีความเป็นมืออาชีพและจะไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่า ปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยวกับภูมิใจไทย โดยตรงตามที่นายอนุทินกล่าว แต่ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับคะแนนเสียงของพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ การที่ประชาชนมองว่าเรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคภูมิใจไทยได้

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินยังคงมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของตนเองและเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคมากนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยและนักการเมืองทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า ปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยวกับภูมิใจไทย และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไรต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย ไม่หวั่นกระทบคะแนนเสียง บอกมืออาชีพพอ

ปชน. ยัน! หมอสุภัทร ยังเป็นผู้สมัคร สส.

พรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า “หมอสุภัทร” ยังมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส. พร้อมเดินหน้าต่อสู้ในทุกวิถีทางหากพบว่าการปลดจากตำแหน่งนั้นไม่เป็นธรรม

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการปลดนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ออกจากราชการ ซึ่งปัจจุบันท่านได้ลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในนามพรรคประชาชน เขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคประชาชนจึงได้ออกแถลงการณ์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว

ปชน. ยัน! หมอสุภัทร ยังเป็นผู้สมัคร สส.

พรรคประชาชนขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ณ ขณะนี้ “หมอสุภัทร” ยังมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคในจังหวัดสงขลา เขต 2 อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ตราบใดที่ศาลฎีกายังมิได้มีคำสั่งให้พ้นจากสถานะดังกล่าว

หาก สธ. สั่งปลด หมอสุภัทร ปชน. พร้อมสู้

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังยืนยันอีกว่า หากกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งให้ “หมอสุภัทร” ยังมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส. พ้นจากราชการด้วยเหตุแห่งความผิดทางวินัย พรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทรเอง จะดำเนินการต่อสู้ในทุกช่องทางที่มี ทั้งในกระบวนการภายในของระบบราชการ ในกระบวนการของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสงขลา และในกระบวนการทางศาลอย่างเต็มที่ โดยจะยึดมั่นในข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางบรรทัดฐานไว้

พรรคประชาชนมีความเห็นว่า หากการออกคำสั่งปลดนายแพทย์สุภัทรออกจากราชการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความเป็นธรรม และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ออกคำสั่งมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งให้นายแพทย์สุภัทรได้รับความเสียหาย ไม่สามารถดำรงสถานะเป็นผู้สมัคร สส. ได้ต่อไป พรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทรก็จะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อรักษาความยุติธรรมในระบบราชการ รักษาสิทธิอันชอบธรรมของนายแพทย์สุภัทร และรักษาสิทธิของประชาชนผู้ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งให้นายแพทย์สุภัทรเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรในจังหวัดสงขลา เขต 2

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “หมอสุภัทร” ยังมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส. เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของหลักการและความถูกต้องที่เราต้องรักษาไว้ การปล่อยให้มีการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการและกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม

ดังนั้น การต่อสู้ของพรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทรในครั้งนี้ จึงเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาหลักการและความถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมภายใต้กฎหมาย

ที่มา – ปชน. ยืนยัน “หมอสุภัทร” ยังมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส. ลั่นสู้ถึงที่สุดหากถูกปลดไม่เป็นธรรม

“เท้ง” เชื่อ “หมอสุภัทร” ไม่มีเจตนาทุจริต ย้ำไม่โหวตนายกฯ ภท.

“เท้ง ณัฐพงษ์” เชื่อ “หมอสุภัทร” ไม่มีเจตนาทุจริต ไม่ขอตอบเป็นเกมการเมือง ขอคนไทยช่วยสอดส่อง เชื่อผู้สมัครพรรคประชาชนไม่เสียสมาธิ ย้ำจุดยืนไม่ร่วมพรรคกล้าธรรม-ไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย

วันที่ 27 มกราคม 2569 ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หรือ หมอสุภัทร ผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ถูกมติที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.) ปลดออกจากราชการ ว่า ส่วนตัวขอยืนยันว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองเป็นจุดยืนของพรรคประชาชนที่ต้องอยู่สูงกว่ากฎหมาย และพรรคประชาชนมีกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้น สำหรับกรณีของ นพ.สุภัทร อยากจะชวนทุกคนดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเราก็เห็นชัดแล้วว่า นพ.สุภัทร เป็นแกนนำนายแพทย์ชนบทที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในกรุงเทพฯ ช่วงโควิด-19

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง เราก็เห็นกันอยู่ว่าเหตุการณ์หน้างาน การปฏิบัติตามระเบียบราชการอาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 และไม่สามารถรู้ได้ว่าจะต้องใช้ ATK ปริมาณเท่าไหร่ ในเหตุการณ์วิกฤติที่เกิดเฉพาะหน้า ส่วนตัวคิดว่าสิ่งหนึ่งของคนที่อาสาจะมาทำงานเป็นตัวแทนของประชาชนคือความกล้าหาญ ไม่ต้องมานั่งกลัวเรื่องระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่า ณ ตอนนั้นเป็นอย่างไร จนทำให้มีอุปสรรคติดขัดไปทั้งหมดและไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

อยากให้ทุกคนมองด้วยความเป็นธรรมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับ นพ.สุภัทร เป็นไปด้วยเหตุผลเบื้องหลังอะไร หากคิดว่าสิ่งที่ นพ.สุภัทร เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติ ณ ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ระเบียบอาจจะเปิดช่องให้นำมาสู่การกลั่นแกล้งกัน ตนก็อยากให้ช่วยกันดูว่าการทำหน้าที่ที่ผ่านมาของ นพ.สุภัทร ใช้ช่องทางที่ตนเองมี จนประชาชนได้รับการแก้ไขเยียวยา แต่กลับมาต้องรับผิด

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการเมือง เพราะเกิดในช่วงการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดสงขลาอย่างเข้มข้น เป็นการสกัดหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ตนก็อยู่ในสถานะที่วันหนึ่งหากผลสอบออกมาแล้วจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อจัดการคนภายใน ตนก็ต้องดำเนินการอย่างจริงจังเช่นกัน จึงขอสงวนความเห็นว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ แต่ย้ำว่าหลักการใช้อำนาจจะต้องมีความกล้าหาญ และสามารถพูดกับ นพ.สุภัทร ได้เลย เพราะครั้งหนึ่งตนก็เคยทำงานกับหน่วยแพทย์ชนบท และเข้าไปตรวจ ATK ให้กับประชาชนในพื้นที่ของตนเองที่วัดม่วง เขตบางแค ถึง 5,000 คน ก็ถือว่าช่วยปัญหาได้เยอะ จึงมั่นใจว่า ณ ตอนนั้นสิ่งที่ นพ.สุภัทร และแพทย์ชนบททำ มีเจตนาที่อยากจะช่วยเหลือประชาชน ส่วนจะถูกจะผิดในรายละเอียด หรือมีความตั้งใจในการทุจริตหรือไม่นั้น ส่วนตัวลึกๆ ของตนเองไม่เชื่อ แต่การกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ วันนี้ยังตอบไม่ได้ แต่อยากให้ทุกคนใช้สายตาสอดส่องดูแล

เมื่อถามว่าให้กำลังใจ นพ.สุภัทร อย่างไร หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่า นพ.สุภัทรไม่ได้เสียสมาธิ และเป็นคนที่ทำงานหนักมาโดยตลอด วันนี้ยังคงหาเสียงในพื้นที่อย่างเต็มที่ พรรครวมถึงตนเองก็เข้าใจดี และตนก็ขอเรียกร้องทุกคนดูกระบวนการที่เหลือ และคงไม่อยากเห็นคนที่ตั้งใจเข้ามาทำงานช่วยเหลือประชาชนหนีความกล้าหาญพยายามใช้อำนาจที่มีตามระเบียบราชการทุกอย่าง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน แต่กลับถูกนำมากลั่นแกล้งกัน

“เท้ง” เชื่อ “หมอสุภัทร” ไม่มีเจตนาทุจริต ย้ำ ปชน. ไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย

สำหรับประเด็นที่ นพ.สุภัทร บอกว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นการสกัดขาของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนจะยังสามารถร่วมกับพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า จุดยืนในการร่วมรัฐบาลเคยพูดไปแล้วว่าไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมและไม่สามารถโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยได้ ส่วนโจทย์ที่เหลือของพรรคประชาชนเราจำเป็นจะต้องได้เสียงที่มากพอเพื่อที่จะตั้งรัฐบาล เพื่อกำกับทิศทางของพรรคร่วมรัฐบาลได้ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ตราบใดที่ประชาชนให้ความไว้วางใจพรรคมากเพียงพอ เสียงของเราเข้มแข็งเพียงพอ เราปฏิเสธรัฐมนตรีสีเทาได้ หรือหากใครมีประวัติสีเทาเราสั่งให้ออกจากตำแหน่งได้ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นจุดยืนที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว.

ทำไม “เท้ง” ถึงเชื่อว่า “หมอสุภัทร” ไม่มีเจตนาทุจริต

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการทำงานในสถานการณ์วิกฤต และความสำคัญของการพิจารณาเจตนาในการทำงานเพื่อส่วนรวม การตัดสินใจทางการเมืองควรคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “เท้ง” เชื่อ “หมอสุภัทร” ไม่มีเจตนาทุจริต ย้ำ ปชน. ไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย

“พิธา” ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง





“พิธา” ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง

“พิธา” เดินสายช่วยพรรคประชาชนหาเสียง ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง พร้อมส่งใจถึงหาดใหญ่ให้ “หมอสุภัทร” ยังมีสิทธิชิง สส.สงขลา พร้อมปลุกใจผู้สมัคร สส. อย่าเสียสมาธิกับเกมทำลาย คิดการใหญ่ใจต้องนิ่ง

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ลงพื้นที่ปราศรัยที่ลานน้ำพุ สตาร์พลาซ่า อ.เมือง จ.ระยอง ท่ามกลางประชาชนที่มารับฟังการปราศรัย โดยย้ำถึงความสำคัญของ จ.ระยอง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมประกาศแผนผลักดันให้พรรคดูแล 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากอุตสาหกรรม และดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ระยอง อย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน นายพิธา ยังกล่าวถึงบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่หาดแม่รำพึง เมื่อ 4 ปีก่อน และอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด เมื่อ 10 ปีก่อน ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของผลกระทบที่ไม่ควรเกิดซ้ำ ยืนยันว่าพรรคประชาชนต้องการทำงานเชื่อมโยงทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งก่อนที่พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงจากชาวระยองกว่า 230,000 คะแนน หรือร้อยละ 53 ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด จึงมั่นใจว่าการส่งผู้สมัครครบทั้ง 5 เขตในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนได้จริง หากได้รับความไว้วางใจ

พิธา ที่ระยอง

พิธา พบปะประชาชน

สำหรับกระแสการรวมตัวของกลุ่มการเมืองท้องถิ่น หรือบ้านใหญ่ นายพิธา ระบุว่าไม่กังวล เพราะพรรคประชาชนเน้นการทำงานของทีมผู้สมัครและการลงพื้นที่พบประชาชนเป็นหลัก เชื่อว่าหากประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างถล่มทลายเหมือนครั้งที่ผ่านมา จะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองว่าใครเหมาะสมที่สุด ก่อนย้ำว่า พรรคประชาชนไม่กังวลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล มั่นใจว่าคะแนนเสียงที่ได้รับจะมากพอจนทำให้พรรคอันดับ 2 ไม่สามารถตั้งรัฐบาลแข่งได้ พร้อมเชิญชวนประชาชนชาวระยอง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อสนับสนุนพรรคประชาชนและผู้สมัครในพื้นที่

ต่อมา นายพิธา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) พิจารณาความผิดทางวินัยของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หรือ หมอสุภัทร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน ว่า ขอส่งกำลังใจจากระยองไปที่หาดใหญ่ เข้าใจว่ากระบวนการยังไม่ถึงที่สิ้นสุด นพ.สุภัทร ยังมีสิทธิ์ในการลงสมัคร สส. เป็นตัวแทนให้กับคนสงขลาได้อย่างเต็มที่

“พิธาขอส่งกำลังใจให้คุณหมอสุภัทรเดินหน้าเต็มที่ ตอนนี้ดังทั่วประเทศแล้ว มีสิทธิได้ สส.ในสงขลาให้กับพรรคประชาชนแน่นอน”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ห่วงหรือไม่ว่าจะเกิดกรณีแบบนี้อีก นายพิธา ตอบว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองไทย อย่าเสียสมาธิ หากจะให้ส่งข้อความในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลถึงเพื่อนๆ พรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่า หน้าใหม่ อย่าเสียสมาธิ ทำตามแผนทั้งแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติของตัวเองที่พยายามทำมา คิดการใหญ่ใจต้องนิ่ง.

ป้ายหาเสียง

บรรยากาศหาเสียง

ประชาชนให้ความสนใจ

“พิธา” ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง

ทำไม “พิธา” ถึงให้ความสำคัญกับระยอง?

การที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ความสำคัญกับการผลักดันแผน 3 กระทรวงเพื่อดูแลระยองนั้น แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาและความท้าทายที่จังหวัดระยองกำลังเผชิญอยู่ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพของประชาชน การมีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชนในพื้นที่ได้

นโยบาย “พิธา” ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง จะช่วยอะไรได้บ้าง?

นโยบาย “พิธา” ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม ปัญหาสุขภาพของประชาชน และผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยอง โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับจังหวัดระยอง

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรม
  • กระทรวงอุตสาหกรรม: ควบคุมและกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์: ดูแลและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษและปัญหาสุขภาพ

อนาคตของระยองกับนโยบาย “พิธา” ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง

หากนโยบาย “พิธา” ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง ประสบความสำเร็จ จะส่งผลให้จังหวัดระยองกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ มีสภาพแวดล้อมที่ดี ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง และเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของระยอง หากประชาชนชาวระยองให้ความไว้วางใจพรรคประชาชนและผู้สมัครในพื้นที่ ก็มีโอกาสที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – “พิธา” ชูแผน 3 กระทรวงดูแลระยอง ส่งกำลังใจ “หมอสุภัทร” ขอผู้สมัคร ปชน. อย่าเสียสมาธิ

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ ย้อนเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

“อนุทิน” โวปราบสแกมเมอร์ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้าน ฉุน พวกจีนเทา-สับปะรังเค ลักไฟใช้ทำรัฐสูญ 2 พันล้าน ตอกกลับเพื่อไทย ถ้าทำงานห่วยจริง ให้ย้ายจาก มท. คุม สธ. ดูแลประชาชนทำไม

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวง ถึงความรู้สึกที่เจอหลากหลายสถานการณ์ในช่วงนี้ รวมถึงเรื่องการอนุทินโวปราบสแกมเมอร์ โดยถามกลับว่าตอนนี้มีอะไรที่ถาโถม พร้อมถามต่อเรื่องการปราบสแกมเมอร์ว่าเคยมีใครเคยยึดทรัพย์และเงินทีเดียวหมื่นล้านบาท เคยมีใครประกาศชื่อ คนที่อยู่เมืองไทยมานานและมีเครือข่าย ซึ่งที่ผ่านมาทุกคนเงียบกันหมด มีรัฐบาลไหนที่ทำได้แบบนี้ ตนประกาศรายชื่อสแกมเมอร์และเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ บ้าน ที่ดิน เรือยอชต์ หุ้น รถ 386 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่ออายัดเสร็จแล้วก็มาถามว่าทำไมไม่ดำเนินคดี เพราะคนถามไม่รู้เรื่อง การอายัดต้องไปดำเนินคดีต่อตามขั้นตอน

ขณะเดียวกันก็ยังมีการจับเครื่องขุดบิดคอยน์ มูลค่า 3-4 พันล้านบาท ซึ่งคนเหล่านี้นอกจากจะทำความชั่ว ก่อให้เกิดความเสียหาย ก่ออาชญากรรมในประเทศ และยังมีการลักไฟใช้ เสียหายไปแล้วประมาณ 2 พันล้านบาท ไม่เคยมีรัฐบาลไหนไปดูแล โดยเมื่อวานนี้ (4 ธันวาคม 2568) ตนได้เชิญผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้ามาพูดคุยและให้ไปดำเนินการ ก็จะได้เห็นอีกว่ามีขาใหญ่อะไรอีกหรือไม่ที่ลักไฟใช้

“ขนาดไอ้พวกจีนเทา ไอ้จีนสับปะรังเคพวกนี้มันยังใช้ ขนาดมันเป็นคนต่างชาติ มันยังแอบใช้ไฟของคนไทยได้ แล้วขาใหญ่ประเทศไทยมีหรือเปล่าก็ต้องดู มันจะเกิดการขยายผลมากมาย นี่แหละครับ 2 เดือน ทำงานกันหมดทุกคน”

ทางด้านมาตรการเดินหน้าเชิงรุกในการปราบสแกมเมอร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็จะดำเนินการไปเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างสแกมเมอร์ที่ข้ามฝั่งเข้ามาในประเทศไทยหลังจากถูกทรมาน และเหยียบกับระเบิดไปแล้ว ก็ถูกจับไปได้อีก 1 คน ส่วนเรื่องการเมืองก็ไม่มีอะไร การที่มาบอกว่าตนถูกปรับออกจากกระทรวงมหาดไทยเพราะทำงานช้า ไม่มีประสิทธิภาพ เขาคงลืมอ่านโพลไป ในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจาก 2 คนนี้ตนก็เป็นลำดับ 2 พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ลำดับ 2 เลย ซึ่งตนได้ลำดับที่ 2 โดยทิ้งลำดับที่ 3 ห่างด้วย

ฉะนั้นเวลาพูดก็พูดไปเรื่อย คนไม่รู้เรื่อง คิดอะไรไม่ได้ก็โทษโน่นโทษนี่ไปก่อน แต่ของตนชัดเจน และหากห่วยจริง การที่ขอมหาดไทยคืนและย้ายตนไปอยู่สาธารณสุข ถ้าห่วยจริง ไม่มีประสิทธิภาพจริง คนที่ขอให้ออกจากมหาดไทย ที่รับผิดชอบความมั่นคง จะเอาคนห่วยๆ ไปดูแลชีวิตประชาชนจะไม่ยิ่งหนักไปกว่าเดิมหรือ ฉะนั้นไม่ได้ห่วย เพราะท่านก็บอกว่าทำงานได้ดี ทุกคนก็ชม เมื่อถามว่าคะแนนเต็ม 10 ให้ตัวเองเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี หัวเราะก่อนบอกว่า “เดี๋ยวหาว่าคุย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีที่นางสาวแพทองธาร แชร์โพสต์สตอรี่อินสตาแกรม พร้อมข้อความ “เอ๊า” หลังมีการเสนอข่าวต้องออกจากมหาดไทยเพราะไม่ให้สัญชาติ นายเบน สมิธ ว่า ท่านรู้เรื่องดีหมด เวลาที่คุยกันก็มีนายกฯ อิ๊งค์ ทุกครั้ง และมีนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นด้วย ก็อย่าลืมว่าไม่ได้ถูกปลด และพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การที่มาบอกว่าตนทำงานช้า มันจับโกหกได้หลายอย่าง เพราะคะแนนโพลตนก็มาที่ 2 ซึ่งดีแล้ว โชคดีที่ไม่มาที่ 1 ถ้าทำงานไม่ดีจริงก็คงไม่ปรับไปอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลชีวิตของประชาชน การเอาคนไม่ได้เรื่องไปดูแลชีวิตประชาชน เท่ากับคนแต่งตั้งแย่ ตนจึงคิดว่าคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนั้น รอให้คนที่อยู่ในการพูดคุยมาให้ข้อมูล ให้คนที่รู้เรื่องออกมาให้ข้อมูลดีกว่า ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องอย่าไปฟัง เพราะเขามาไม่ถึง.

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ ย้อนเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ จริงหรือ?

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ จนสามารถยึดและอายัดทรัพย์ได้เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การอนุทินโวปราบสแกมเมอร์นั้น เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง

สิ่งที่นายอนุทินกล่าวอ้างถึงการดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์นั้น มีข้อมูลสนับสนุนจากหลายแหล่ง เช่น ข่าวการจับกุมผู้กระทำความผิด การยึดทรัพย์สิน และการดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม การประเมินประสิทธิภาพของการปราบปรามสแกมเมอร์ จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น จำนวนผู้เสียหายที่ได้รับการช่วยเหลือ มูลค่าความเสียหายที่ลดลง และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของภาครัฐ

ถึงแม้ว่าการปราบปรามสแกมเมอร์จะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง แต่การออกมากล่าวอ้างถึงความสำเร็จโดยที่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนได้ ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถประเมินผลการทำงานของภาครัฐได้อย่างถูกต้อง

การออกมาโต้ตอบกับพรรคเพื่อไทยของนายอนุทิน ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การที่นายอนุทินออกมาตอบโต้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อข้อกล่าวหาที่ว่าตนเองทำงานไม่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การตอบโต้ทางการเมือง ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

การอนุทินโวปราบสแกมเมอร์ จะเป็นจริงหรือไม่อย่างไรนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่เราควรทำในฐานะประชาชนคือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองข้อมูล และสนับสนุนการทำงานของภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” โวปราบสแกมเมอร์ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้าน ตอกกลับเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

สธ. ยันข้อมูลยอดตายน้ำท่วม จบที่ “ใบมรณบัตร”

จากกรณีที่ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล เปิดเว็บไซต์ “หักพาล.คอม” เพื่อให้ประชาชนแจ้งข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม ภาคใต้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาตอบโต้ ยืนยันว่าข้อมูลยอดตายน้ำท่วมที่แท้จริง ต้องอิงตาม “ใบมรณบัตร” เท่านั้น

สธ. ยันข้อมูลยอดตายน้ำท่วม จบที่ “ใบมรณบัตร”

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ข้อมูลที่กระทรวงฯ แถลงเป็นข้อเท็จจริง และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยใบมรณบัตรจากญาติผู้เสียชีวิต ดังนั้นจึงไม่กังวลต่อการดำเนินการของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังเน้นย้ำว่า การเปิดเว็บไซต์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อข้อมูลของกระทรวงฯ เพราะหลักฐานการเสียชีวิตที่ถูกต้องแม่นยำ จะต้องออกโดยกรมการปกครอง ผ่านกระบวนการชันสูตรตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุเวลาและสาเหตุการเสียชีวิตอย่างชัดเจน

“หากญาติผู้เสียชีวิตมาแจ้งข้อมูลกับเว็บไซต์ดังกล่าวเฉย ๆ จะเอามาเป็นข้อมูลที่แน่นอนไม่ได้ เพราะการจะบอกว่าใครสักคนเสียชีวิตก็มีกระบวนการทั้งทางกฎหมายและนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขทำกระบวนการเหล่านี้ให้ครบถ้วน” นายพัฒนากล่าว

กระทรวงสาธารณสุขยืนยันกระบวนการตรวจสอบยอดตายน้ำท่วมที่โปร่งใส

กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดสายด่วนเพื่อให้ประชาชนแจ้งข้อมูลผู้สูญหายหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่พบตัวเลขผู้เสียชีวิตที่สูงถึงหลักพันตามที่มีการรายงานข่าว คาดการณ์ว่าเมื่อรวมจำนวนผู้เสียชีวิตในทุกจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้แล้ว ตัวเลขจะไม่สูงถึงพันคน

เมื่อถามถึงเจตนาของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ในการดำเนินการดังกล่าว นายพัฒนาตอบว่าตนเป็นแพทย์ มีหน้าที่รักษาผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องติดตามตรวจสอบเว็บไซต์ และยืนยันว่าตัวเลขยอดตายน้ำท่วมยังคงเป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานไปก่อนหน้านี้

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียและความยากลำบากให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อป้องกันการสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกในสังคม

กระทรวงสาธารณสุขจึงขอเน้นย้ำว่า ข้อมูลยอดตายน้ำท่วมที่ถูกต้องและเป็นทางการ จะต้องอิงตามใบมรณบัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการที่เชื่อถือได้เท่านั้น

การยืนยันข้อมูลยอดตายน้ำท่วมจากกระทรวงสาธารณสุขโดยอิงจากใบมรณบัตรถือเป็นหลักการที่สำคัญในการจัดการข้อมูลในสถานการณ์วิกฤต เพื่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลรัฐ

ดังนั้นการมีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น

ที่มา – สธ. เมิน “โจ๊ก” เปิดเว็บ “หักพาล.คอม” แจ้งยอดตายน้ำท่วม ยันข้อมูลจบที่ “ใบมรณบัตร”

Scroll to top