กระบี่

จับเจ๊หญิง วังมะปราง เอเย่นต์ยาบ้า พ้นคุก 12 ปี

ข่าวอาชญากรรมที่กำลังเป็นกระแสในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อตำรวจกระบี่ไล่ล่าจนจับกุม เจ๊หญิง วังมะปราง เอเย่นต์ยาบ้ารายใหญ่ได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเธอเพิ่งพ้นโทษคดียาเสพติดมาได้ไม่ถึงปี แต่เลือกหวนกลับสู่วงจรเดิม ส่งยาบ้าส่งตรงจากโรงงานชายแดนเชียงราย มาขายในพื้นที่กระบี่ ตรัง และใกล้เคียง เรื่องนี้สะท้อนปัญหายาเสพติดที่ยังรุนแรงในภูมิภาคนี้

จับ “เจ๊หญิง วังมะปราง” เอเย่นต์ยาบ้า กลางลานจอดรถห้างดัง

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ชุดสืบสวน สภ.อ่าวนาง ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ บุกจับกุมนางสาวพรัทพร หรือ เจ๊หญิง แสงศรีจันทร์ อายุ 55 ปี ชาววังมะปราง จ.ตรัง และนายเฉลิมพงษ์ วงษ์ประเสริฐ อายุ 39 ปี กลางลานจอดรถห้างสรรพสินค้าชื่อดังใน ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมืองกระบี่ ขณะทั้งคู่ขับรถกระบะนิสสันสีดำมาส่งยาบ้า 2,000 เม็ด ให้กับสายลับตามที่นัดหมายไว้

จับเจ๊หญิง วังมะปราง เอเย่นต์ยาบ้า

ขยายผลจากการจับกุมรายย่อย สู่เอเย่นต์ใหญ่

จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการนี้มาจากวันที่ 12 พ.ค. 2569 พ.ต.ท.วิทยา ทองคง รอง ผกก.สส.สภ.อ่าวนาง นำทีมจับนายสวัสดิ์ บุญฤทธิ์ อายุ 60 ปี นักค้ารายย่อยได้ที่บ้านใน ต.อ่าวนาง พร้อมยาบ้า 2 เม็ด จากนั้นขยายผลจับน.ส.ประทุม เหล่าเส็น อายุ 57 ปี และนายวุฒิพงษ์ บุญฤทธิ์ อายุ 26 ปี ที่บ้านเช่า ต.ไสไทย ได้ยาบ้า 1,071 เม็ด ทั้งหมดรับสารภาพว่ารับของมาจาก จับ “เจ๊หญิง วังมะปราง” เอเย่นต์ยาบ้า ชาวตรัง

พล.ต.ต.สุขเกษม นครวิลัย ผบก.ภ.จว.กระบี่ สั่งการให้ชุดสืบสวนซุ่มโจมตี จนจับคู่ผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางที่ซุกในช่องระหว่างเบาะรถ เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)”

ประวัติเจ๊หญิง: ติดคุก 12 ปี หวนค้ายาไม่เกรงกฎหมาย

จากการตรวจสอบพบว่า เจ๊หญิงเคยติดคุกคดียาเสพติดนาน 12 ปี พ้นโทษมาได้ไม่ถึง 1 ปี แต่กลับมารับงานจากเครือข่ายที่รู้จักกันในเรือนจำ เธอสารภาพว่า รับยาบ้าจาก “โรงงานผลิต” แนวชายแดน จ.เชียงราย ส่งให้ลูกค้าในตรัง กระบี่ สตูล ครั้งละจำนวนน้อยตามออเดอร์ โดยมีผู้ต้องหาชายขับรถช่วยเหลือ

  • วันที่ 12 พ.ค.: จับรายย่อยยาบ้า 2 เม็ด
  • ขยายผล: จับได้ 1,071 เม็ด
  • 13 พ.ค.: จับ “เจ๊หญิง วังมะปราง” เอเย่นต์ยาบ้า ได้ 2,000 เม็ด

เครือข่ายยาเสพติดในภาคใต้ยังคงซับซ้อน ตำรวจต้องทำงานหนักเพื่อตัดวงจรนี้ ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนระวังและแจ้งเบาะแสยาเสพติดในชุมชน

ปัญหายาเสพติดทำลายเยาวชนและครอบครัวจำนวนมาก การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ แต่ต้องมีมาตรการป้องกันระยะยาว เช่น การให้การช่วยเหลือผู้พ้นโทษ การรณรงค์ในโรงเรียน และความร่วมมือจากชุมชน หากปล่อยไว้ ยาบ้าจะไหลทะลักไม่หยุด

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยแชร์ข่าวเพื่อเตือนภัยยาเสพติดให้แพร่หลายยิ่งขึ้น สนับสนุนการทำงานของตำรวจด้วยการแจ้งเบาะาสู่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ที่มา – ส่งตรงจากโรงงาน จับ “เจ๊หญิง วังมะปราง” เอเย่นต์ยาบ้า พ้นคุกไม่นาน ติดมาแล้ว 12 ปี

นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสหนุ่มยาบ้าก่อนติดคุก

ในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวร้ายเกี่ยวกับยาเสพติด เรื่องราวของนายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำกลับกลายเป็นข่าวที่ทั้งน่าประหลาดใจและอบอุ่นหัวใจ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงด้านมนุษย์ของเจ้าหน้าที่รัฐและความรักที่มั่นคงของคู่รักท่ามกลางวิกฤต

นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำ

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกระบี่ ที่ออกไล่ล่าผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ โดยเป้าหมายหลักคือ “โดม เกาะกลาง” ชายหนุ่มจากบ้านเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ เจ้าหน้าที่สืบรู้ว่าเขาจะไปพบแฟนสาวที่หอพักในตัวเมืองกระบี่ จึงวางแผนดักจับ ส่งผลให้จับกุมได้พร้อมของกลางยาบ้า 399 เม็ด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีหมายจับค้างเก่าในคดีอาวุธปืน ทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรง

กระบวนการจดทะเบียนสมรสฉุกเฉิน

ระหว่างที่กำลังดำเนินคดี ผู้ต้องหาและแฟนสาวต่างยื่นขอจดทะเบียนสมรสทันที โดยฝ่ายหญิงยืนยันว่าจะรอให้แฟนหนุ่มรับโทษจนครบตามกฎหมาย และสัญญาว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันต่อไป นายปรีชา สอิ้งทอง นายอำเภอเมืองกระบี่ ไม่ปฏิเสธคำขอนี้ แต่กลับจัดพิธีจดทะเบียนสมรสให้อย่างเรียบร้อย ก่อนที่จะส่งตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายอำเภอปรีชา เปิดเผยกับสื่อว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งยาบ้าและยาเสพติดอื่นๆ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างบ้านเกาะกลาง ผู้ต้องหาถูกจับได้คาหนังคาเขากับของกลางชัดเจน และเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพื่อตัดเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนจากเรื่องราวความรักท่ามกลางคดียาเสพติด

หลายคนมองว่า แม้ “โดม” จะหลงผิดไปกับยาเสพติด แต่ความรักของแฟนสาวที่ยอมรับและรอคอย กลายเป็นแสงสว่างในชีวิตที่มืดมน เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้ต้องหาจดทะเบียนสมรสได้ หากไม่ขัดต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งช่วยให้คู่รักมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน แม้ฝ่ายชายจะต้องติดคุก

  • ของกลาง: ยาบ้า 399 เม็ด
  • คดีเพิ่มเติม: หมายจับอาวุธปืนค้างเก่า
  • สถานที่: หอพักตัวเมืองกระบี่
  • ผล: จดทะเบียนสมรสสำเร็จ ก่อนส่งเรือนจำ

ปัญหายาเสพติดในกระบี่ยังคงรุนแรง โดยข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระบุว่า จังหวัดนี้มีการจับกุมยาบ่ากว่าหลายหมื่นเม็ดต่อปี การปราบปรามต้องเข้มข้นขึ้น แต่เรื่องราวเช่นนี้ก็เตือนใจว่าทุกคนมีโอกาสแก้ตัว หากมีคนรักที่ยืนเคียงข้าง

สุดท้ายแล้ว เรื่องนายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำนี้ สอนให้เราคิดถึงคุณค่าของความรักและการให้โอกาส คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อกระจายเรื่องราวดีๆ นี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน!

ที่มา – นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำ

คาดคนร้ายเกิน 1 ฆ่าลุงสัปเหร่อ ขนศพ 20 กม. ราดกรด

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในจังหวัดกระบี่ เมื่อ คาดคนร้ายมีมากกว่า 1 ฆ่าลุงสัปเหร่อ ขนศพทิ้ง 20 กม. น้ำกรดราด หวังทำลายหลักฐาน ทำให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งสืบสวนคดีนี้อย่างเร่งด่วน ลุงสมพงษ์ ส่งแสง อายุ 70 ปี ซึ่งเป็นสัปเหร่อวัดปากน้ำ อำเภอปลายพระยา ถูกสังหารอย่างโหดร้ายในขนำสวนปาล์ม ก่อนศพจะถูกย้ายไปทิ้งในป่าลึก

คาดคนร้ายมีมากกว่า 1 ฆ่าลุงสัปเหร่อ ขนศพทิ้ง 20 กม. น้ำกรดราด หวังทำลายหลักฐาน

จากรายงานของตำรวจ คดีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยผู้ตายถูกลงมือสังหารด้วยการใช้ไม้หรือของแข็งทุบเข้าที่ศีรษะภายในขนำสวนปาล์ม หมู่ 4 ตำบลปลายพระยา จากนั้นคนร้ายได้ใส่ศพลงในถังน้ำมันพลาสติกขนาด 200 ลิตร เพื่อขนย้ายไปทิ้งในป่าข้างทางริมถนนเขาพนม-อ่าวลึก บ้านเขาแก้ว หมู่ 8 ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุกว่า 20 กิโลเมตร

พฤติกรรมสุดอำมหิตของคนร้ายไม่หยุดแค่นั้น โดยมีการราดน้ำกรดลงบนศพเพื่อเร่งให้ย่อยสลายและทำลายหลักฐาน ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณมือและเท้าของผู้ตายหลุดร่วงเมื่อศพถูกทิ้งไว้ 2-3 วัน ตำรวจพบขวดน้ำกรดในจุดเกิดเหตุด้วย ทำให้เชื่อว่าคนร้ายมีการวางแผนมาอย่างดี

สันนิษฐานคาดคนร้ายมีมากกว่า 1 คน จากพฤติกรรมขนศพไกล

ชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.อ.พิษณุ พ่วงพร้อม รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 8 และ พ.ต.อ.ณรงค์ ลักษณะวิมล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปลายพระยา ได้ประชุมเพื่อคลี่คลายคดี โดยโอนคดีมาจาก สภ.เขาพนม เนื่องจากจุดเกิดเหตุน่าจะอยู่ที่ขนำผู้ตาย

ตำรวจมุ่งปมชิงทรัพย์ โดยผู้ต้องสงสัยหลักคือชายอายุ 34 ปี ชาวจังหวัดนราธิวาส ซึ่งอยู่กับผู้ตายคนสุดท้ายช่วงเย็นวันที่ 30 เมษายน เวลาก่อเหตุคาดว่าอยู่ระหว่าง 18.00 น. วันที่ 30 เมษายน ถึงเที่ยงวันที่ 1 พฤษภาคม เนื่องจากเพื่อนผู้ตายมาหาแล้วไม่พบตัว แต่เจอร่องรอยต่อสู้

เหตุผลที่ คาดคนร้ายมีมากกว่า 1 เพราะการขนศพไกล 20 กม. โดยใส่ถัง 200 ลิตร อาจทำคนเดียวไม่ได้ จุดทิ้งศพเป็นจุดเปลี่ยวระหว่างภูเขา ซึ่งเคยเป็นจุดทิ้งศพหลายครั้งในอดีต

ภาพศพสัปเหร่อที่ถูกพบในป่า

ศพถูกพบเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 ก่อนเที่ยง โดยก่อนหน้านั้นวันที่ 3 พฤษภาคม มีรถกระบะประสบอุบัติเหตุลงข้างทางตรงจุดนั้น เจ้าของรถกลิ่นเหม็นเน่าแรง ก่อนพบศพที่เคยเผาศพให้ปู่ของเขา ชาวบ้านเชื่อว่านี่เป็นสัญญาณลึกลับ

  • ร่องรอยสำคัญ: รอยต่อสู้ในขนำและรอบๆ
  • วิธีสังหาร: ทุบหัวด้วยไม้หรือของแข็ง
  • การขนย้าย: ถัง 200 ลิตร ขน 20 กม.
  • อำพราง: ราดน้ำกรด พบขวดในที่เกิดเหตุ
  • ผู้ต้องสงสัย: ชาย 34 ปี จากนราธิวาส

คดีนี้สะท้อนถึงความโหดร้ายของอาชญากรในพื้นที่ห่างไกล ที่ใช้จุดเปลี่ยวอำพรางศพ ตำรวจกำลังเร่งติดตามผู้ต้องหาเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

คุณคิดว่าคนร้ายจะถูกจับได้เมื่อไหร่? ติดตามข่าวอัปเดตคดีฆ่าลุงสัปเหร่อ และแบ่งปันบทความนี้เพื่อให้ทุกคนระวังตัวมากขึ้น

ที่มา – คาดคนร้ายมีมากกว่า 1 ฆ่าลุงสัปเหร่อ ขนศพทิ้ง 20 กม. น้ำกรดราด หวังทำลายหลักฐาน

ล่าคนร้ายฆ่าโหดสัปเหร่อวัย 70 หลังพบชิ้นส่วนศพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงคดีสะเทือนขวัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศ นั่นคือ ล่าคนร้ายฆ่าโหดสัปเหร่อวัย 70 ในจังหวัดกระบี่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ซึ่งตำรวจกำลังเร่งไล่ล่าคนร้ายที่ลงมือสุดโหด ทิ้งชิ้นส่วนศพริมถนนและย้ายศพเข้าไปในป่า คาดว่ามูลเหตุมาจากการชิงทรัพย์เงินสดหลายหมื่นบาท เรื่องนี้ชวนขนลุกมากๆ เลยนะครับ

ล่าคนร้ายฆ่าโหดสัปเหร่อวัย 70

ทุกอย่างเริ่มต้นจากเมื่อเวลา 11.00 น. ร.ต.อ.อรรถวุฒิ พัฒน์คง รอง สว.สอบสวน สภ.เขาพนม จ.กระบี่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนพบชิ้นส่วนมนุษย์ริมถนนสายกอตง-เขาแก้ว หมู่ 8 ต.หน้าเขา อ.เขาพนม เจ้าหน้าที่รีบรุดไปตรวจสอบทันที พร้อม พ.ต.อ.เจนภพ บุตรกินรี ผกก.สภ.เขาพนม ชุดสืบสวน จนท.พิสูจน์หลักฐาน และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิประชาสันติสุขกระบี่

พบชิ้นส่วนมนุษย์ริมถนนและศพในป่า

ที่เกิดเหตุในป่าริมถนน พบชิ้นส่วนเนื้อส่วนมือและเท้าในสภาพเน่าเปื่อยกระจายเกลื่อน นอกจากนี้ยังมีของใช้ตกอยู่ เช่น ผ้าขาวม้า นาฬิกาติดผนังบ้าน กระดาษจดชื่อสำหรับทำพิธีทางศาสนา ปากกา และป้ายทะเบียนรถ จยย. ขมพ 383 นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังค้นหาเข้าไปในป่าลึกประมาณ 300 เมตร

ที่นั่นพบศพผู้ชายนอนคว่ำหน้า เน่าเปื่อย คาดตายมา 2-3 วัน สภาพไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงวอร์ม มีเสื้อเชิ้ตสีขาวมัดที่ขาทั้งสองข้าง ศีรษะถูกมัดด้วยเสื้อยืด และมีใบไม้ปิดทับ ชันสูตรเบื้องต้นพบร่องรอยถูกทุบด้วยของแข็งที่ศีรษะด้านซ้ายจนกะโหลกยุบ สุดโหดจริงๆ

ตัวผู้ตายคือใคร

ต่อมาญาติจาก อ.ปลายพระยา เดินทางมาดูศพและยืนยันว่าเป็นนายสมพงษ์ ส่งแสง อายุ 70 ปี อยู่บ้านหมู่ 4 ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ผู้ตายทำสวนปาล์มยาง และเป็นสัปเหร่อให้วัดปากน้ำ หายตัวไปตั้งแต่กลางดึก 30 เม.ย. พร้อมรถ จยย.พ่วงข้างที่ป้ายทะเบียนตรงกับที่พบ

นางประเพียร ส่งแสง อายุ 62 ปี น้องสาวผู้ตาย ยืนยันจากรอยสักที่เท้าซ้าย ขาผิดรูปขวา และฟันเหลือ 3-4 ซี่ พี่ชายเป็นคนดี รักใคร่ของชาวบ้าน ช่วยงานวัดทั้งพิธีศพ พิธีพระ และเผาศพ

  • ก่อนหายตัว: มีคนงานชายอายุ 30 กว่าปี เพิ่งรับเข้าทำสวนปาล์ม ขอยืมเงิน 300 ได้ 500 บาท แต่ผู้ตายไล่เพราะเสพยาบ้า
  • กลับมาขายถังน้ำ 200 ลิตร 300 บาท
  • เช้าวันที่ 1 พ.ค. หายไป ญาติค้นหา แจ้งความ สภ.ปลายพระยา พบบ้านรื้อค้น คราบเลือด

มูลเหตุคาดชิงทรัพย์ เพราะผู้ตายพกเงินสดไม่ต่ำกว่า 5 หมื่น จากขายปาล์มและงานวัด ไม่ชอบฝากธนาคาร กำลังสร้างบ้าน

ผู้ต้องสงสัยและพฤติกรรมคนร้าย

พ.ต.อ.เจนภพ สันนิษฐานคนร้ายคือคนงานที่เพิ่งรับเข้าประมาณ 1 เดือน ฆ่าที่บ้าน ย้ายศพด้วยรถ จยย.ทิ้งริมทาง เช้าวันพบมีชาวบ้านเห็นชายนั่งตรงนั้น แต่ไม่เอะใจ ต่อมาเจอกลิ่นคาว ลงดูพบชิ้นส่วน คาดคนร้ายย้อนกลับย้ายศพเข้าป่า ชิ้นส่วนหลุด ตำรวจเร่งล่า คาดคนจาก 3 จังหวัดใต้

คดี ล่าคนร้ายฆ่าโหดสัปเหร่อวัย 70 นี้สะท้อนปัญหาความไม่ปลอดภัยในชุมชนชนบท โดยเฉพาะการรับคนงานแปลกหน้าเพื่อนๆ ควรตรวจสอบประวัติให้ดี อย่าประมาท แม้จะช่วยเหลือคนยากไร้แต่ต้องมีขอบเขต เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราระวังตัวมากขึ้น

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่เว็บเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้คนอื่นๆ ด้วยนะครับ ถ้ามีข้อมูล线索 ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที!

ที่มา – ล่าคนร้ายฆ่าโหดสัปเหร่อวัย 70 หลังพบชิ้นส่วนมนุษย์ริมถนน-เจอศพในป่า คาดฆ่าชิงทรัพย์

พบศพ “หนุ่มสวนปาล์ม” ถูกยิงดับคากระบะ จ.กระบี่

พบศพ “หนุ่มสวนปาล์ม” ถูกยิงดับคากระบะ จ.กระบี่ กลายเป็นข่าวร้ายที่สร้างความสะเทือนใจให้ชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญริมถนนเซ้าท์เทิร์นซีบอร์ด ตำรวจเร่งสืบสวนเพื่อหาคนร้ายที่ลงมือโหดร้ายครั้งนี้

พบศพ “หนุ่มสวนปาล์ม” ถูกยิงดับคากระบะ จ.กระบี่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 เมษายน 2569 ร.ต.ท.ธวัชชัย ชุมพล รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบคนถูกยิงเสียชีวิตในรถกระบะที่จอดอยู่ริมถนนเซ้าท์เทิร์นซีบอร์ด ฝั่งเข้า จ.กระบี่ หมู่ 8 ต.ปลายพระยา เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วย พ.ต.อ.ณรงค์ ลักษณะวิมล ผู้กำกับการ สภ.ปลายพระยา ชุดสืบสวนจาก สภ.ปลายพระยา ภ.จ.กระบี่ และตำรวจภูธรภาค 8 รวมถึงเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและแพทย์โรงพยาบาลปลายพระยา รีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

ที่จุดเกิดเหตุ พบรถกระบะ มิตซูบิชิ ไตรตัน ตอนครึ่ง สีเทา ทะเบียน บจ 1763 กระบี่ จอดดับเครื่องอยู่ริมถนน ท้ายรถมีทะลายปาล์ม 1 ทะลาย ซึ่งบ่งชี้ถึงอาชีพของผู้เสียชีวิต ที่เบาะคนขับพบศพของ นายเฉลิมชัย ขวัญบุศบงศ์ อายุ 49 ปี ชาวต.คีรีวง อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ อาชีพรับจ้างทำสวนปาล์ม สภาพนอนฟุบก้มกับประตูรถด้านคนขับ โดยประตูฝั่งนั้นลดกระจกลง มีรอยกระสุนปืนยิงที่กระจกหน้ารถ 2 รู และไฟหน้ารถ 1 รู ห่างออกไปประมาณ 10 เมตร พบปลอกกระสุนปืนลูกซองตกอยู่ 1 ชิ้น

สภาพศพและหลักฐานสำคัญจากการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าศพถูกยิงด้วยปืนลูกซองเข้าบริเวณอกซ้าย 1 แผล และรักแร้ซ้าย 1 แผล คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมงเพราะร่างกายเริ่มมีอาการแข็ง ในรถยังพบเม็ดลูกปรายกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 9 ตกอยู่ 2 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้เพื่อตรวจสอบต่อไป อาวุธปืนลูกซองที่ใช้ก่อเหตุน่าจะเป็นปืนลูกซองธรรมดา ที่นิยมใช้ในพื้นที่ชนบท

คำให้การจากพยานใกล้เคียง

ชาวบ้านพยานใกล้จุดเกิดเหตุเล่าว่า ช่วงประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา ได้ยินเสียงสุนัขเห่าดังและนานผิดปกติ จึงออกมาดู พบไฟรถกระบะจอดอยู่ริมถนน และเห็นแสงคล้ายไฟฉายคาดศีรษะ จากนั้นได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด แต่ตอนนั้นคิดว่าเป็นการยิงเล่นในสวนปาล์มใกล้ๆ จนกระทั่งเช้ามาเห็นรถยังจอดอยู่ คิดว่าเจ้าของนอนหลับ แต่เมื่อเข้าใกล้พบศพ จึงแจ้งตำรวจทันที

ปมเหตุที่ตำรวจคาดเดาในคดีพบศพ “หนุ่มสวนปาล์ม” ถูกยิงดับคากระบะ จ.กระบี่

เบื้องต้น ตำรวจยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าคนร้ายน่าจะรู้จักกับผู้ตายเป็นอย่างดี อาจมีการจอดรถคุยกันก่อนลงมือยิง คาดว่าน่าจะเกิดจากปัญหาขัดแย้งส่วนตัว เช่น เรื่องหนี้สิน ชู้สาว หรือข้อพิพาทในสวนปาล์ม เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบประวัติผู้ตายว่ามีพฤติกรรมอะไรที่อาจเป็นชนวนเหตุ รวมถึงไล่กล้องวงจรปิดตามเส้นทางเพื่อหาเบาะแสรถคนร้ายและตัวผู้ต้องสงสัย

จังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสวนปาล์มจำนวนมาก ชาวสวนมักเผชิญปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ผลผลิต หรือแรงงาน เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวมากขึ้น ตำรวจภูธรภาค 8 สั่งการให้เพิ่มกำลังสืบสวน เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

มาตรการป้องกันตัวสำหรับชาวสวนปาล์ม

  • หลีกเลี่ยงการจอดรถคนเดียวในที่เปลี่ยวยามค่ำคืน
  • แจ้งญาติหรือเพื่อนเมื่อออกไปทำงานดึก
  • ติดตั้งกล้อง Dash Cam ในรถเพื่อเก็บหลักฐาน
  • รายงานข้อพิพาทกับตำรวจก่อนลุกลาม

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ชาวบ้านในพื้นที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในยามวิกาลที่มองไม่เห็นผู้ร้ายได้ง่าย

ในฐานะนักติดตามข่าวอาชญากรรม ผมเชื่อว่าคดีนี้จะคลี่คลายได้เร็วหากกล้องวงจรปิดช่วยได้ ตำรวจต้องเร่งจับกุมเพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้ตายและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเบาๆ ทาง สภ.ปลายพระยา ได้เลย หรือติดตามอัปเดตคดีนี้กับเราต่อไป

ที่มา – พบศพ “หนุ่มสวนปาล์ม” ถูกยิงดับคากระบะจอดริมถนน จ.กระบี่ ตำรวจเร่งหาเบาะแสคนร้าย

อุทยานฯ พบปะการังฟอกขาวกลับมาอีก น้ำทะเลร้อน 32°C

อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ รายงานข่าวร้ายสำหรับคนรักทะเล เมื่อพบปะการังฟอกขาวกลับมาอีกครั้ง หลังอุณหภูมิน้ำทะเลพุ่งสูงถึง 32 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ในวงกว้าง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน 2569 จากการลงสำรวจของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการใต้น้ำ ทำให้ทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ปะการังฟอกขาว เกิดจากอะไร

ปะการังฟอกขาวเป็นปรากฏการณ์ที่ปะการังสูญเสียสาหร่ายโซแซนเทลเล (zooxanthellae) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยร่วมกันและให้สีสันกับปะการัง เมื่อน้ำทะเลร้อนเกินไป สาหร่ายเหล่านี้จะถูกขับออก ทำให้ปะการังขาวซีดและอาจตายได้ สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ และมลพิษจากมนุษย์ ในกรณีนี้ อุณหภูมิน้ำทะเลที่ 32 องศาฯ ถือว่าน่ากังวลมาก เพราะเกินเกณฑ์ปกติที่ปะการังทนได้

ผลกระทบจากการสำรวจล่าสุด

จากการสำรวจพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร บริเวณเกาะเสม็ด ในเขตตำบลอ่าวนาง เจ้าหน้าที่พบว่าปะการังมีชีวิตเริ่มซีดจางถึง 20% และบางส่วนฟอกขาวแล้ว ปะการังหลายชนิดได้รับผลกระทบ เช่น ปะการังโขด ปะการังเขากวาง ปะการังสมอง ปะการังดาว และโดยเฉพาะปะการังใบร่องหนามที่ฟอกขาวทั้งกอ นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างหอยมือเสือ ปะการังอ่อน และพรมทะเล ก็เริ่มซีดจางเช่นกัน สถานการณ์นี้คล้ายกับปีที่แล้วที่กระบี่เคยเจอวิกฤตรุนแรง และบางพื้นที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

มาตรการป้องกันจากอุทยานฯ

เพื่อลดผลกระทบ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี ได้ลงมือทันที โดยติดตั้งทุ่นแนวเขตบริเวณอ่าวปูหยาและเกาะปอดะ เก็บขยะในแนวปะการังได้กว่า 25 กิโลกรัม และนำลอบดักสัตว์น้ำออกจากพื้นที่ การเหล่านี้ช่วยป้องกันไม่ให้ระบบนิเวศถูกทำลายซ้ำtezซ้อน แต่เจ้าหน้าที่ยังต้องเฝ้าติดตามต่อเนื่อง เพราะอุณหภูมิน้ำยังสูงและอาจยืดเยื้อ

  • เก็บขยะทะเลกว่า 25 กก.
  • ติดตั้งทุ่นป้องกันการบุกรุก
  • นำเครื่องมือดักปลาออก
  • สำรวจแนวปะการังทุกสัปดาห์

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวไม่เพียงกระทบความสมบูรณ์ของทะเล แต่ยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวของกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำชื่อดัง หมู่เกาะพีพีดึงดูดนักท่องเที่ยวนับล้านคนต่อปี หากปะการังตายจำนวนมาก รายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลง และระบบนิเวศทั้งหมดจะเสียสมดุล สัตว์ทะเลอย่างปลาหลากหลายชนิดจะหายไปตามไปด้วย

วิธีช่วยเหลือจากประชาชน

เราทุกคนสามารถช่วยได้ โดยปฏิบัติตามแนวทางง่ายๆ เช่น ไม่สัมผัสปะการัง ไม่ทิ้งขยะพลาสติก ลดการใช้พลังงานเพื่อชะลอโลกร้อน เลือกทัวร์ดำน้ำที่รับผิดชอบ และสนับสนุนนโยบายอนุรักษ์ทะเล นักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากอุณหภูมิลดลง ปะการังบางส่วนอาจฟื้นตัวได้ภายใน 1-2 ปี แต่ต้องไม่มีปัจจัยรบกวนเพิ่ม

สถานการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั่วโลก กระบี่ซึ่งเป็นอัญมณีของไทย ต้องได้รับการปกป้องอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นความงามใต้ทะเลอาจสูญหายไปตลอดกาล ในฐานะนักเขียนที่ชื่นชอบทะเล ผมเชื่อว่าเราต้องร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? แชร์ประสบการณ์ดำน้ำที่กระบี่หรือไอเดียช่วยเหลือในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อร่วมอนุรักษ์ทะเลไทย!

ที่มา – อุทยานฯ พบ “ปะการังฟอกขาว” กลับมาอีกครั้ง หลังอุณหภูมิน้ำพุ่ง 32 องศาฯ

วุ่นทั้งลำ ตร.คุมตัวหนุ่มพูด “ระวังระเบิด” บนเครื่องบิน

เกิดเหตุวุ่นวายสุดๆ เมื่อ วุ่นทั้งลำ ตร.คุมตัวหนุ่มพูด “ระวังระเบิด” บนเครื่องบิน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตรวจสอบกันยกใหญ่ สุดท้ายพบว่าเป็นแค่คำพูดเล่นๆ แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนบนเครื่องไปไม่น้อย

วุ่นทั้งลำ ตร.คุมตัวหนุ่มพูด “ระวังระเบิด” บนเครื่องบิน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 17.20 น. ที่ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ สายการบินเส้นทางกระบี่-สุวรรณภูมิกำลังเตรียมตัวทะยานขึ้นฟ้า แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเพราะผู้โดยสารชายคนหนึ่ง อายุ 45 ปี ชาวจังหวัดชลบุรี พูดคำว่า “ระวังระเบิด” ขณะที่พนักงานต้อนรับช่วยเก็บกระเป๋าเดินทางของเขาใส่ชั้นวางเหนือศีรษะ

รายละเอียดคือ ผู้ต้องสงสัยถือกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่อง วางบนชั้น แล้วพนักงานเข้ามาช่วยเลื่อนให้เข้าที่ เขากลับพูดว่า “เลื่อนดีๆ นะ ระวังระเบิด” พนักงานได้ยินชัด ถามย้ำ เขายังพูดซ้ำอีกครั้ง! คำพูดนี้เข้าข่ายต้องห้ามบนอากาศยานชัดๆ พนักงานเลยรีบรายงานกัปตันทันที กัปตันสั่งระงับการบินทันควัน นำเครื่องจอดที่เกต แล้วอพยพผู้โดยสารทั้งลำลงจากเครื่อง รวมทั้งขนสัมภาระออกมาทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ EOD เข้าตรวจสอบยกเครื่อง

จากนั้น สภ.เหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่การท่า ประสานทีม EOD หรือหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ เข้าตรวจสอบเครื่องบินทั้งลำ ไล่เช็คกระเป๋าทุกใบแบบละเอียดยิบ ใช้เวลาหลายชั่วโมง สุดท้ายไม่พบวัตถุต้องสงสัยสักชิ้น! แต่ก็วุ่นวายกันไปแล้ว

ตำรวจจึงคุมตัวชายคนนี้มาสอบสวนที่สถานี พบว่าเขายอมรับสารภาพเต็มปากว่า พูดเล่นด้วยความคึกคะนองเท่านั้น ไม่มีเจตนาร้ายจริงๆ แต่กฎหมายไม่เกรงใจนะครับ

ข้อกล่าวหาหนักตาม พ.ร.บ.เดินอากาศ

ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหา “แจ้งข้อความหรือส่งข่าวสารซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ และการนั้นเป็นเหตุหรือน่าจะเป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ในท่าอากาศยาน หรือผู้ที่อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินตื่นตกใจ” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เล่นใหญ่จริงๆ

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ เคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่ผู้โดยสารล้อเล่นเรื่องระเบิด หรือเครื่องบินจะตก ส่งผลให้เที่ยวบินดีเลย์ ผู้โดยสารเดือดร้อน เสียเวลา เสียเงิน

  • สิ่งที่ห้ามพูดบนเครื่องบิน: คำว่า “ระเบิด”, “บอมบ์”, “เครื่องบินจะตก”, “มีปืน”
  • ห้ามล้อเล่นเรื่องอาวุธหรือภัยคุกคาม
  • ห้ามพกของต้องห้ามโดยไม่แจ้ง
  • ปฏิบัติตามคำสั่งลูกเรือเสมอ

เพื่อความปลอดภัยของทุกคน การบินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก คำพูดเล่นๆ อาจถูกเข้าใจผิดเป็นภัยจริงได้ โดยเฉพาะในยุคที่ความมั่นคงเป็นประเด็นใหญ่

เป็นบทเรียนดีๆ สำหรับนักเดินทางทุกคนว่า คิดก่อนพูด โดยเฉพาะบนเครื่องบิน ถ้าคุณเคยเจอเหตุการณ์วุ่นๆ แบบนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างสิครับ จะได้เตือนใจกัน!

ที่มา – วุ่นทั้งลำ ตร.คุมตัวหนุ่มพูด “ระวังระเบิด” บนเครื่องบิน เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบกันวุ่น

กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

ในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความตึงเครียด กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร อย่างชัดเจน เพื่อคลายความกังวลของประชาชน กรณีเครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกาลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เมื่อไม่นานมานี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนจำนวนมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่

กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

วันที่ 8 เมษายน 2567 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าการลงจอดของอากาศยานสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นเพียงภารกิจปกติประจำ ไม่ได้มีความหมายทางการทหารที่ซ่อนเร้นใดๆ ภารกิจหลักคือการสับเปลี่ยนกำลังพล (Personnel Rotation) และการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ (Medical Evacuation: MEDEVAC) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการอยู่เสมอ

การดำเนินการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะในโครงการฝึกซ้อมร่วม Cobra Gold ซึ่งเป็นการซ้อมรบประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความพร้อมรบและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพทั้งสองชาติ

ขั้นตอนการขออนุญาตและการประสานงานที่รัดกุม

ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ยื่นขออนุญาตทางการทูต (Diplomatic Clearance) ผ่านช่องทางปกติอย่างครบถ้วน และได้รับอนุมัติจากหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหมและการบินพลเรือน นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ หน่วยความมั่นคง ท่าอากาศยาน และหน่วยสนับสนุนอื่นๆ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

  • ไม่กระทบต่อการบินพลเรือนหรือความปลอดภัยของประชาชน
  • ปฏิบัติตามระเบียบทุกประการ
  • อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยอย่างใกล้ชิด

กองทัพอากาศย้ำชัดว่าการอนุญาตให้ลงจอดใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกประเทศ ไม่ใช่กรณีพิเศษ และไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งใดๆ ในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ในทะเลจีนใต้หรือปัญหาชายแดน

ประโยชน์ของความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ ต่อความมั่นคง

ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยให้ไทยได้รับเทคโนโลยีและการฝึกอบรมทหารอากาศที่ทันสมัย แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรในภูมิภาค การลงจอดที่กระบี่จึงเป็นตัวอย่างของการบูรณาการกำลังที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยไม่กระทบต่ออธิปไตยของชาติไทย ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าทุกการตัดสินใจคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก

ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจายง่าย การชี้แจงจากหน่วยงานราชการอย่างกองทัพอากาศจึงมีความสำคัญยิ่ง ช่วยลดความตื่นตระหนกและส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความโปร่งใสของกองทัพไทยในการสื่อสารกับประชาชน

สรุปแล้ว กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร เป็นเพียงกิจกรรมปกติที่ยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองชาติ หากคุณสนใจข่าวด้านความมั่นคงและการทูต แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อเท็จจริง หากมีข้อสงสัย สามารถแสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลยครับ

ที่มา – กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

นักท่องเที่ยวช็อก งูเห่าเลื้อยผ่านคอชั้น 2 โรงแรม

ประสบการณ์สุดหลอนที่ไม่มีใครอยากเจอ! นักท่องเที่ยวชาวไทยแทบช็อกตาย เมื่อกำลังนอนพักผ่อนอย่างสบายใจในโรงแรมชั้น 2 ที่จังหวัดกระบี่ จู่ๆ ก็มี งูเห่าเลื้อยผ่านคอ ไปแบบเฉียดฉิว เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังในโลกโซเชียล ทำให้หลายคนที่กำลังวางแผนเที่ยวกระบี่ต้องคิดหนัก

งูเห่าเลื้อยผ่านคอ: เหตุการณ์สุดขวัญผวาชั้น 2 โรงแรมกระบี่

เรื่องราวเริ่มต้นจากโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่แชร์คลิปวิดีโอสุดสะพรึง โดยเล่าว่า “ประสบการณ์หลอนสุด เราได้มาพักโรงแรมแห่งหนึ่งที่กระบี่ เหตุเกิดเวลาประมาณตี 5 แฟนเราลุกออกจากห้องแล้วร้องไห้ตะโกนบอกว่ามามีงู งูอยู่บนที่นอนบนหัว ตอนแรกเรานอนอยู่ก็นึกว่ามีผีทะลุออกจากกำแพง แต่มาฟังดีๆ บอกว่างู งูเห่าเลื้อยผ่านคอ ไป งูเห่าตัวสีดำ แล้วโรงแรมจะมีงูได้ไง สรุปให้ภาพเล่าเรื่อง” คลิปดังกล่าวมียอดวิวหลักแสน ทำให้ชาวเน็ตพูดถึงไม่หยุด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูล) นายสุธี แนวหาด หรือ บังฉา เจ้าหน้าที่กู้ชีพอบต.อ่าวนาง ผู้เข้าไปจัดการเหตุการณ์ เผยว่าได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมในตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ ช่วงตี 5 ของวันที่ 27 มีนาคม มีงูเข้าไปในห้องพักนักท่องเที่ยวชั้น 2

งูเห่าเลื้อยผ่านคอ ได้อย่างไรในห้องพักชั้นสูง?

เมื่อทีมกู้ภัยไปถึง ก็ค้นหาอยู่นานจนพบงูซ่อนใต้เตียง เป็นงูเห่าสีดำ ยาวประมาณ 40-45 เซนติเมตร มีท่าทีดุร้ายมาก จึงจับใส่กระสอบแล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ นักท่องเที่ยวเจ้าห้องเล่าว่า กำลังนอนหลับสนิท รู้สึกถึงอะไรเย็นๆ เลื้อยผ่านคอ พอสะดุ้งตื่นมาก็เห็นงูชัดๆ รีบกรีดร้องเรียกพนักงานทันที

ส่วนที่มาของงู คาดว่าเลื้อยขึ้นมาทางบันไดแล้วลอดช่องว่างระหว่างประตูกับพื้น ซึ่งมีขนาดราว 4 เซนติเมตร ง่ายดายสำหรับงูขนาดนี้ จังหวัดกระบี่เป็นพื้นที่ธรรมชาติเขียวขจี มีงูหลายชนิดอาศัยอยู่โดยเฉพาะงูเห่า ซึ่งเป็นงูพิษร้ายแรง สามารถทำให้เสียชีวิตได้หากถูกกัด เนื่องจากพิษประสาท

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่งูบุกโรงแรม แต่ส่วนใหญ่เกิดในห้องชั้น 1 เท่านั้น การที่ขึ้นมาถึงชั้น 2 แบบนี้ถือเป็นกรณีหายาก แต่เตือนใจให้โรงแรมและนักท่องเที่ยวต้องระวังมากขึ้น

เคล็ดลับป้องกันงูเข้าห้องพักโรงแรม

เพื่อความปลอดภัยในการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ธรรมชาติอย่างกระบี่ นักท่องเที่ยวควรทำตามเคล็ดลับเหล่านี้:

  • ตรวจสอบห้องพักก่อนเข้า: ดูใต้เตียง หลังม่าน ตู้เสื้อผ้า และช่องประตู ใช้ไฟฉายส่องให้ทั่ว
  • ปิดช่องว่างทุกจุด: ใช้เทปหรือผ้าปิดช่องใต้ประตู หน้าต่างให้สนิท
  • อย่าทิ้งอาหารในห้อง: กลิ่นอาหารดึงดูดสัตว์เลื้อยคลาน
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที: หากสงสัยมีงู อย่าจับเองเพราะอันตราย
  • เลือกโรงแรมมาตรฐาน: อ่านรีวิวและตรวจสอบระบบป้องกันแมลง/สัตว์

นอกจากนี้ โรงแรมควรติดตั้งตาข่ายหรือยาไล่งูรอบพื้นที่ และอบรมพนักงานให้รู้วิธีรับมือ โครงการท่องเที่ยวกระบี่ต้องเน้นความปลอดภัยมากขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี

เหตุการณ์ งูเห่าเลื้อยผ่านคอ นี้เป็นบทเรียนราคาแพง อย่าประมาทแม้แต่ชั้นสูง การท่องเที่ยวต้องมากับการเตรียมตัว หวังว่าจะไม่มีใครต้องเจอแบบนี้อีก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ประสบการณ์หลอนของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ นักเดินทาง吧!

ที่มา – นักท่องเที่ยวแทบช็อก เล่านาทีนอนพักอยู่ชั้น 2 โรงแรม จู่ๆ “งูเห่า” เลื้อยผ่านคอ

Scroll to top