กรุงเตหะราน

ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน

ยานผิวน้ำไร้คนขับ (Unmanned Surface Vehicle – USV) หรือที่เรียกกันว่า “โดรนผิวน้ำ” กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เปลี่ยนแปลงการรบทางทะเล โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านนำมาใช้เพื่อเสริมกำลังในช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

ยานผิวน้ำไร้คนขับ USV

ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน

USV ถูกนำมาใช้ในภารกิจหลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์และประหยัดต้นทุน ในด้านการทหาร เช่น ลาดตระเวน (ISR), เฝ้าระวัง, ต่อต้านเรือดำน้ำ (ASW), กวาดทุ่นระเบิด และโจมตีแบบกามิกาเซ่ (Kamikaze USV) ส่วนพลเรือนใช้สำรวจใต้น้ำ วัดความลึก ค้นหา-กู้ภัย และตรวจสอบโครงสร้างนอกชายฝั่ง

USV การใช้งาน
USV อีกมุม

ประสิทธิภาพเด่นของยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV)

USV มีจุดเด่นเรื่องความทนทาน สามารถทำงานต่อเนื่องนานโดยไม่ต้องพักลูกเรือ ความคล่องตัวด้วยดีไซน์ลดแรงต้านน้ำ เช่น SWATH Hull และความคุ้มค่าที่ผลิตได้จำนวนมากสำหรับกลยุทธ์ฝูงโดรน

ระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์ดีเซล เบนซิน ไฟฟ้า/ไฮบริด หรือโซลาร์ ใบพัดหรือ Waterjet สำหรับน้ำตื้น ส่วนอาวุธติดตั้งปืนกล จรวด ขีปนาวุธ ตอร์ปิโด หรือหัวรบสำหรับโจมตีพลีชีพ

USV อิหร่าน

อิหร่านพัฒนา USV เพื่อรับมือศัตรูอย่างสหรัฐและอิสราเอล โดยใช้กลยุทธ์ไม่สมมาตร โจมตีฝูงผึ้งจากเรือสปีดโบ๊ทดัดแปลง

รุ่นเด่น: Ya Mahdi และ Bavar Series

Ya Mahdi ดัดแปลงจาก Bladerunner 51 ความยาว 10 เมตร เครื่องยนต์ Yamaha 200 แรงม้า x2 ความเร็ว 50-70 นอต หัวรบระเบิดพลีชีพ

Ya Mahdi

Bavar Series รัศมี 10-15 กม. ความเร็ว 80 กม./ชม. หัวรบ 2 กก. สำหรับรุ่นเล็ก

USV ระยะไกลส่งให้ฮูตี รัศมี 460 กม. Payload 250+ กก. นำทาง GPS + EO/IR

USV ระยะไกล
  • เครื่องยนต์: เบนซินนอกเรือหรือเจ็ท
  • ความเร็ว: 35-70 นอต
  • รัศมี: 10-450+ กม.
  • หัวรบ: 2-250+ กก.
  • ขนาด: 1.5-10 เมตร

สรุป ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางทะเล ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการนี้เพราะอาจกระทบการขนส่งน้ำมันโลก หากคุณชื่นชอบข่าวเทคโนโลยีทหาร แชร์บทความนี้และติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – ตัวตึงช่องแคบฮอร์มุซ ส่องยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) ของอิหร่าน

“ทรัมป์” ให้คะแนนสงครามอิหร่าน “15 เต็ม 10”

“ทรัมป์” ให้คะแนนสงครามอิหร่าน “15 เต็ม 10” ลั่นกวาดล้างผู้นำเตหะรานราบคาบ เป็นข่าวร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความพึงพอใจอย่างยิ่งต่อผลงานของกองทัพสหรัฐฯ ในปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ โดยให้คะแนนสูงลิ่วเกินเต็ม แสดงถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยมในการดำเนินยุทธศาสตร์ต่อต้านอิหร่าน

“ทรัมป์” ให้คะแนนสงครามอิหร่าน “15 เต็ม 10” ลั่นกวาดล้างผู้นำเตหะรานราบคาบ

ในที่ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรากำลังทำได้ดีมากในแนวหน้า” เมื่อถูกถามถึงคะแนนผลงาน เขาตอบทันทีว่า “15 เต็ม 10” พร้อมย้ำว่าสถานะของสหรัฐฯ แข็งแกร่งมาก ผู้นำระดับสูงของอิหร่านถูกกำจัดอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะใครขึ้นมาแทนก็ต้องพบจุดจบคือความตาย สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเด็ดขาดของทรัมป์ในการจัดการภัยคุกคามจากสาธารณรัฐอิสลาม

สถานการณ์ล่าสุดในสงครามอิหร่าน

ความขัดแย้งขยายวงกว้าง โดยล่าสุดเรือดำน้ำสหรัฐฯ ยิงจมเรือรบอิหร่านนอกชายฝั่งศรีลังกา ทำให้การสู้รบลุกลามไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ นอกจากนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงโจมตีทางอากาศร่วมกัน โดยก่อนหน้านี้ได้สังหารอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านตั้งแต่วันเสาร์ เพนตากอนคาดว่าจะครอบครองน่านฟ้าอิหร่านได้เบ็ดเสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง

  • เรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา
  • การโจมตีทางอากาศสังหารผู้นำคาเมเนอี
  • คาดครอบครองน่านฟ้าอิหร่านเต็มรูปแบบ
  • กำจัดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ทรัมป์ยืนยันว่าการโจมตีจำเป็นเพราะอิหร่านใกล้ครอบครองนิวเคลียร์ “เมื่อคนบ้ามีอาวุธนิวเคลียร์ สิ่งเลวร้ายจะเกิด” เขากล่าว อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ถูกวิจารณ์ว่าขัดคำหาเสียงที่เคยสัญญาไม่เริ่มสงครามใหม่

บทบาทสหรัฐฯ หลังสงคราม

แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เผยว่าทรัมป์กำลังพิจารณาบทบาทของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบอิหร่านหลังภารกิจสิ้นสุด เธอปฏิเสธข่าวปลอมเรื่องสนับสนุนอาวุธให้ชาวเคิร์ดกบฏ แต่ยอมรับมีการพูดคุย นโยบายนี้คล้ายกรณีเวเนซุเอลที่สหรัฐฯ เจรจากับขั้วอำนาจเพื่อข้อตกลงน้ำมัน

สถานการณ์ “ทรัมป์” ให้คะแนนสงครามอิหร่าน “15 เต็ม 10” แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ กำลังก้าวสู่ชัยชนะ แต่คำถามคือหลังจากนี้จะจัดการอย่างไรเพื่อความมั่นคงระยะยาว การกำจัดผู้นำเตหะรานราบคาบอาจนำไปสู่ความว่างเปล่าในอำนาจที่ต้องเติมเต็มอย่างระมัดระวัง

จากมุมมองนักวิเคราะห์ นี่คือยุทธศาสตร์ “America First” ของทรัมป์ที่เน้นป้องกันภัยนิวเคลียร์ก่อน แต่เสี่ยงจุดชนวนสงครามกว้างขวางขึ้น โลกกำลังเฝ้าดูว่าสหรัฐฯ จะนำพาสันติภาพหรือไม่

คุณคิดอย่างไรกับการให้คะแนน “15 เต็ม 10” นี้? สหรัฐฯ จะชนะสงครามอิหร่านได้จริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “ทรัมป์” ให้คะแนนสงครามอิหร่าน “15 เต็ม 10” ลั่นกวาดล้างผู้นำเตหะรานราบคาบ

อิสราเอลโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ถล่มกรุงเตหะราน

อิสราเอลโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อกองทัพอิสราเอลยืนยันการเปิดปฏิบัติการรอบใหม่ โดยเน้นเป้าหมายที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารทั่วกรุงเตหะราน เสียงระเบิดดังสนั่นทั่วเมืองหลวงของอิหร่าน ทำให้ประชาชนหวาดกลัวและต้องอพยพจำนวนมาก

อิสราเอลโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ เน้นถล่มโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

วันที่ 4 มีนาคม 2569 กองทัพอิสราเอลประกาศอย่างเป็นทางการว่าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยมีเป้าหมายหลักคือฐานที่มั่นทางทหาร ศูนย์บัญชาการ และสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับกองทัพอิหร่านในกรุงเตหะราน แม้จะยังไม่เปิดเผยจุดเป้าหมายเฉพาะ แต่เจ้าหน้าที่อิสราเอลย้ำว่ารอบนี้จะรุนแรงและแม่นยำมากกว่าครั้งก่อน เพื่อทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ เพียงไม่กี่วัน กองทัพอากาศอิสราเอลเพิ่งเสร็จสิ้นการโจมตีครั้งใหญ่บริเวณทางตะวันออกของเตหะราน ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการสำคัญและหน่วยความมั่นคงภายใน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล สถานการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายปี โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

ผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ของอิสราเอล

องค์การสหประชาชาติรายงานว่า มีประชาชนกว่า 100,000 คนอพยพออกจากกรุงเตหะรานในช่วงสองวันแรกของการโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2569 ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่า 1,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียจากสงครามครั้งนี้ โรงพยาบาลในเตหะรานเต็มขั้น ขาดแคลนยาและอุปกรณ์การแพทย์ ขณะที่เศรษฐกิจอิหร่านได้รับผลกระทบหนักจากการถูกตัดเส้นทางขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย

  • โครงสร้างพื้นฐานทางทหารถูกทำลายเกือบ 70% ในพื้นที่เป้าหมาย
  • อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธกว่า 200 ลูก แต่ส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้น
  • ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น 15% จากความไม่แน่นอนในภูมิภาค
  • ชาติตะวันตกเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง แต่ยังไร้ผล

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า อิสราเอลโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ครั้งนี้เป็นกลยุทธ์เพื่อป้องกันภัยคุกคามนิวเคลียร์ โดยอิสราเอลเชื่อว่าอิหร่านใกล้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ ทำให้ต้องลงมือก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนด้านข่าวกรองและอาวุธแก่พันธมิตร ทำให้อิหร่านกล่าวหาว่าเป็นสงครามตัวแทน

ประวัติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน

ความตึงเครียดระหว่างสองชาติย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคปฏิวัติอิสลามในอิหร่านปี 1979 ที่อิหร่านเปลี่ยนจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์และต่อต้านอิสราเอล ล่าสุดในปี 2568 มีการแลกเปลี่ยนการโจมตีทางอากาศหลายครั้ง โดยอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่โรงงานผลิตขีปนาวุธและฐานทัพของกลุ่มฮูธีที่อิหร่านหนุนหลัง สถานการณ์นี้อาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หากไม่มีการแทรกแซงจากนานาชาติ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีของอิสราเอล โดยใช้โดรนและเครื่องบินรบรุ่นล่าสุดที่หลบหลีกระบบป้องกันอากาศยานของอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงมีกำลังพลจำนวนมากและพันธมิตรในภูมิภาค เช่น รัสเซียและจีน ที่อาจเข้ามาช่วยเหลือ

สุดท้ายแล้ว สถานการณ์ อิสราเอลโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ นี้เตือนใจให้โลกตระหนักถึงความเปราะบางของสันติภาพในตะวันออกกลาง คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ เน้นถล่มโครงสร้างพื้นฐานทางทหารทั่วกรุงเตหะราน

อิหร่านเลื่อนไว้อาลัยผู้นำ อิสราเอลโจมตีระลอก 11

อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด อิสราเอลเริ่มโจมตีระลอก 11 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรง เมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงเตหะราน ขณะที่อิหร่านต้องเลื่อนพิธีสำคัญ สงครามครั้งนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด อิสราเอลเริ่มโจมตีระลอก 11

เมื่อคืนวันที่ 4 มีนาคม 2569 กองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล หรือ IDF ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ว่าพวกเขาได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ทั่วกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน โดยมีเป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานทางทหารสำคัญๆ ของอิหร่าน แม้จะยังไม่เปิดเผยพิกัดที่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่ IDF สัญญาว่าจะอัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

รายงานจากผู้สื่อข่าวที่อยู่ในพื้นที่ บรรยายถึงเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วเมืองหลวง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวหลายครั้ง สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมืองเตหะรานจำนวนมาก นี่ถือเป็นการโจมตีระลอกที่ 11 แล้ว นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

รายละเอียดการโจมตีระลอกที่ 11 ของอิสราเอล

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการโจมตีในช่วงเช้าวันพุธ โดย IDF อ้างว่าสามารถทำลายทรัพย์สินทางทหารของอิหร่านหลายสิบรายการ โดยเฉพาะระบบขีปนาวุธวิถีโค้งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของอิหร่าน นอกจากนี้ ยังมีฐานยิงขีปนาวุธบางแห่งที่ถูกโจมตีในขณะที่กำลังเตรียมพร้อมใช้งานเพื่อตอบโต้ทางอิสราเอล

  • เป้าหมายหลัก: โครงสร้างพื้นฐานทหารในกรุงเตหะราน
  • จำนวนระลอก: ระลอกที่ 11 นับตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569
  • ความสำเร็จล่าสุด: ทำลายระบบขีปนาวุธหลายสิบรายการ
  • ฐานยิงขีปนาวุธ: ถูกโจมตีขณะเตรียมยิง

เอฟฟี เดฟริน โฆษกของ IDF กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเย็นวันพุธว่า “เราโจมตีรัฐบาลนี้ด้วยแสนยานุภาพมหาศาล และเราไม่คิดที่จะหยุดพักเลยแม้แต่นาทีเดียว เรากำลังโจมตีเป้าหมายที่สำคัญและเปราะบางที่สุด และเราได้ทำลายเสถียรภาพของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง” คำพูดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอิสราเอลในการดำเนินการทางทหารต่อเนื่อง

อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศเลื่อนการจัดพิธีไว้อาลัยให้กับอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับออกไปอย่างไม่มีกำหนด เดิมกำหนดจัดในวันพุธและต่อเนื่อง 3 วัน แต่ต้องเลื่อนเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน โดยระบุว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมงาน คาเมเนอีถือเป็นบุคคลสำคัญที่ปกครองอิหร่านมานานกว่า 30 ปี การเลื่อนพิธีครั้งนี้อาจเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งที่กำลังรุนแรง

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทสนับสนุนอิสราเอล ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน อิหร่านตอบโต้ด้วยการขู่ออกขีปนาวุธ แต่ถูกป้องกันและโจมตีกลับอย่างหนัก

ผลกระทบจากการโจมตีและการเลื่อนพิธี

ชาวอิหร่านจำนวนมากต้องอพยพจากพื้นที่เสี่ยง เศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นสั่นคลอน และนานาชาติต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง แต่ยังไม่มีสัญญาณบวก

  • ผลต่อประชาชน: ความตื่นตระหนกและการอพยพ
  • เศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่ง ผลกระทบโลก
  • การทูต: การเรียกร้องหยุดยิงจากนานาชาติ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการโจมตีระลอก 11 นี้แสดงถึงกลยุทธ์ของอิสราเอลในการทำลายขีปนาวุธของอิหร่านให้สิ้นซาก เพื่อป้องกันการตอบโต้ในอนาคต ขณะที่การเลื่อนพิธีไว้อาลัยอาจเป็นสัญญาณว่าอิหร่านกำลังโฟกัสที่การป้องกันประเทศมากกว่า

สถานการณ์อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด อิสราเอลเริ่มโจมตีระลอก 11 นี้ ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางยิ่งเปราะบาง ผู้คนทั่วโลกรอคอยการเจรจาสันติภาพ สุดท้ายแล้ว สงครามไม่มีผู้ชนะ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด อิสราเอลเริ่มโจมตีระลอก 11

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉินนักศึกษาในอิหร่าน

สวัสดีครับทุกคน ในช่วงนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางร้อนระอุมาก โดยเฉพาะในอิหร่านและประเทศใกล้เคียง ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและการสู้รบ ทำให้หลายคนเป็นห่วง โดยเฉพาะนักศึกษากับบุคลากรไทยที่กำลังเรียนอยู่ที่นั่น วันนี้เรามีข่าวดีมาบอก ว่า รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แล้วนะครับ

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนให้ทุกมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด ตรวจสอบข้อมูลนักศึกษาและบุคลากรไทยที่ติดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงทันทีเลยครับ เพราะสถานการณ์การสู้รบในอิหร่านและตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนไทยประมาณหลายพันคน

จากข้อมูลล่าสุดที่ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศไทย พบว่านักศึกษาไทยกระจายตัวอยู่ในภูมิภาคนี้ดังนี้

  • อิหร่าน: 180 คน
  • อิสราเอล: 56 คน
  • จอร์แดน: 360 คน
  • อียิปต์: 3,400 คน
  • ซาอุดีอาระเบีย: 425 คน
  • เยเมน: 120 คน
  • อิรัก: 10 คน

ตัวเลขเหล่านี้ชัดเจนเลยว่ามีคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในอียิปต์ที่เยอะสุด กระทรวง อว. จึงกำลังรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเตรียมแผนช่วยเหลือให้ทันท่วงที

มาตรการเร่งด่วนที่กำลังดำเนินการ

ไม่รอช้าครับ สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งได้รับคำสั่งให้ประสานงานใกล้ชิดกับนักศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ 24 ชม. และร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศไทย รวมถึงสถานทูตไทยในแต่ละประเทศ เพื่อวางแผนดูแลความปลอดภัย แผนอพยพฉุกเฉิน และการเดินทางกลับไทยหากจำเป็น

รมว.อว. เน้นย้ำว่า “หากสถานการณ์เลวร้ายลง เราพร้อมดำเนินการตามแผนฉุกเฉินทันที โดยให้ความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง” นี่คือคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลย

ทำไมสถานการณ์ตะวันออกกลางถึงกระทบนักศึกษาไทย?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมนักศึกษาไทยถึงไปเรียนที่นั่นเยอะ จริงๆ แล้ว ภูมิภาคตะวันออกกลางมีมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการแพทย์ วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในอียิปต์และซาอุดีอาระเบีย ที่มีทุนการศึกษาดีๆ และโอกาสฝึกงานระดับโลก แต่ด้วยความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ปีนี้เกิดการปะทะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอิหร่านที่ตึงเครียดกับอิสราเอล

กระทรวง อว. จึงไม่นิ่งนอนใจ กำชับให้ทุกคนรายงานตัว สื่อสารผ่านไลน์กลุ่มหรือแอปเฉพาะ เพื่อให้ช่วยเหลือได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังแนะนำให้นักศึกษาติดต่อสถานทูตเป็นประจำ หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และเตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม

คำแนะนำสำหรับครอบครัวและนักศึกษาที่กังวล

ถ้าคุณมีคนใกล้ชิดอยู่ที่นั่น ลองเช็คข้อมูลกับมหาวิทยาลัยตัวเองดูนะครับ สามารถติดต่อ hotline กระทรวง อว. หรือกรมการกงสุลได้เลย 24 ชม. นอกจากนี้ ควรติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกเกินไป

ในมุมมองของผม สถานการณ์แบบนี้เป็นบททดสอบว่ารัฐบาลไทยจะดูแลคนของตัวเองได้ดีแค่ไหน ดีใจที่เห็นการเคลื่อนไหวเร็วแบบนี้ หวังว่าทุกคนจะปลอดภัยและกลับบ้านได้ไวๆ นะครับ สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้ เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายถึงคนที่ต้องการ และติดตามข่าวอัปเดตจากเราต่อไป!

ที่มา – รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

กรมธุรกิจพลังงาน เตือนประชาชนห้ามกักตุนน้ำมัน

ในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กำลังเป็นกระแสข่าว ทำให้หลายคนเริ่มกังวลเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการ供应 กรมธุรกิจพลังงาน เตือนประชาชนห้ามกักตุนน้ำมัน ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศยังเพียงพอต่อความต้องการ ไม่ต้องตื่นตระหนก หากมีการกักตุนจำนวนมาก อาจผิดกฎหมายและเสี่ยงอันตรายได้

กรมธุรกิจพลังงาน เตือนประชาชนห้ามกักตุนน้ำมัน อย่าตื่นตระหนก

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ได้ออกมาให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยย้ำว่า ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมัน เพราะระบบการบริหารจัดการพลังงานของไทยยังคงแข็งแกร่ง ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศเพียงพอรองรับความต้องการได้อย่างดี

การกักตุนน้ำมันในปริมาณมากไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากวิธีการจัดเก็บที่ไม่ถูกต้อง เช่น การรั่วไหลหรือไฟไหม้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน กรมธุรกิจพลังงานจึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำมันอย่างมีสติ

คำแนะนำจากกรมธุรกิจพลังงานสำหรับประชาชน

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนเพื่อความปลอดภัย โดยสรุปดังนี้

  • เติมน้ำมันลงในถังยานพาหนะของตัวเองเท่านั้น อย่านำถังหรือภาชนะอื่นไปเติมที่ปั๊ม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
  • หากจำเป็นต้องใช้ภาชนะบรรจุ เช่น เกษตรกรหรือผู้ประกอบการ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสถานีบริการน้ำมัน
  • ใช้พลังงานอย่างประหยัด ลดการสิ้นเปลืองที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคา
  • เชื่อมั่นในระบบสำรองน้ำมันของประเทศที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงานยังสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเร่งกระจายสินค้าให้ทั่วถึง รับประกันว่าประชาชนจะไม่ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน ดีเซล หรือก๊าซหุงต้ม

สถานการณ์น้ำมันไทยท่ามกลางวิกฤติตะวันออกกลาง

แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก แต่ไทยมีกลไกป้องกันที่ดี โดยมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพียงพอใช้ได้นานหลายเดือน ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายควบคุมราคาให้สมเหตุสมผล ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

การที่ กรมธุรกิจพลังงาน เตือนประชาชนห้ามกักตุนน้ำมัน ครั้งนี้ เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ หากทุกคนร่วมมือกัน ไม่เกิดการกดดันระบบ ก็จะช่วยรักษาความมั่นคงด้านพลังงานได้ยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์แบบนี้เป็นโอกาสให้เราทบทวนพฤติกรรมการใช้พลังงาน ลองหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าหรือประหยัดน้ำมันมากขึ้น เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนกว่า ติดตามข่าวพลังงานและนโยบายรัฐเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – กรมธุรกิจพลังงาน เตือนประชาชนห้ามกักตุนน้ำมัน ยืนยันมีเพียงพอต่อความต้องการ

กทท. ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม

ในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ หลายคนกังวลว่าต้นทุนการขนส่งสินค้าจะพุ่งสูงขึ้น แต่ กทท. ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม อย่างเป็นทางการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ชี้แจงว่าบริการทุกท่าเรือยังคงปกติ ไม่ว่าจะส่งออกหรือนำเข้าสินค้า ก็ยังใช้ค่าบริการเดิม ไม่มีขึ้นราคาแม้แต่นิดเดียว

กทท. ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งทางทะเลของไทยในตอนนี้ แม้จะมีผันผวนในตลาดพลังงานและเส้นทางเดินเรือสากล แต่ กทท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่า กทท. ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม ท่าเรือทั้งหมดภายใต้การดูแลของ กทท. ยังเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง รองรับเรือเข้า-ออกและขนถ่ายสินค้าอย่างต่อเนื่อง

ท่าเรือหลัก 5 แห่งที่ กทท. รับผิดชอบ ได้แก่:

  • ท่าเรือกรุงเทพ: จุดสำคัญสำหรับสินค้าภาคกลาง
  • ท่าเรือแหลมฉบัง: ท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุด รองรับเรือขนาดใหญ่
  • ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน: ประตูสู่อาเซียนทางเหนือ
  • ท่าเรือเชียงของ: เชื่อมต่อลาวและจีน
  • ท่าเรือระนอง: ทางออกสู่อ่าวเบงกอลและอินเดีย

เตรียมแผนรับมือศึกตะวันออกกลางอย่างไร

กทท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ประสานงานกับสายเรือ ตัวแทนเรือ และผู้ประกอบการท่าเทียบเรืออย่างใกล้ชิด โดยใช้ระบบติดตามเรือแบบเรียลไทม์ (Real-time Vessel Tracking) เพื่อตรวจสอบเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ หากมีเรือต้องเปลี่ยนรอบหรือเส้นทาง กทท. สามารถปรับท่าเทียบเรือและทรัพยากรได้ทันที ไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ ยังมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจน เพื่อรักษาความเสถียรภาพของระบบโลจิสติกส์ทางน้ำ

โครงสร้างพื้นฐานของไทยมีความพร้อมสูง ทั้งระบบบริหารจัดการท่าเรือที่ทันสมัย และความร่วมมือกับภาคเอกชน ทำให้สามารถรับมือความผันผวนระดับโลกได้ดี ความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการให้บริการคือหัวใจสำคัญ กทท. จึงให้ความสำคัญสูงสุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก

ปัจจุบัน ยังไม่พบผลกระทบต่อการนำเข้า-ส่งออกสินค้าใดๆ อัตราค่าภาระ ค่าบริการทุกรายการยังคงเดิม ผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์นี้ กทท. จะเฝ้าระวังต่อเนื่อง และแจ้งข้อมูลอัปเดตล่าสุดทันทีหากมีการเปลี่ยนแปลง

ทำไมข้อมูลนี้สำคัญต่อผู้ประกอบการ

สำหรับธุรกิจที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเล ข่าวดีนี้ช่วยให้วางแผนได้มั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน การที่ กทท. ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม หมายถึงต้นทุนโลจิสติกส์ยังคงเสถียร ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกได้ หากคุณเป็นเจ้าของกิจการส่งออก ลองเช็คตารางเรือล่าสุดที่เว็บไซต์ กทท. เพื่อเตรียมการล่วงหน้า

เคล็ดลับสำหรับผู้ใช้บริการ:

  • ติดตามข่าวสารเส้นทางเดินเรือผ่านระบบเรียลไทม์ของ กทท.
  • ประสานงานกับตัวแทนเรือเพื่อปรับแผนหากจำเป็น
  • ใช้ประโยชน์จากท่าเรือแหลมฉบังสำหรับสินค้าขนาดใหญ่
  • สำรองแผนทางเลือกสำหรับท่าเรือทางเหนือและใต้

สรุปแล้ว สถานการณ์ตะวันออกกลางอาจสร้างความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมของ กทท. ผู้ประกอบการไทยสามารถมั่นใจได้เต็มที่ การขนส่งทางทะเลยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง หากคุณมีประสบการณ์หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับท่าเรือ สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรืออ่านเคล็ดลับโลจิสติกส์เพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมยิ่งขึ้น

ที่มา – การท่าเรือฯ ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม เตรียมแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง

ผู้ประกอบการรถโดยสารวอนรัฐคุมราคาน้ำมันสงคราม

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ผู้ประกอบการรถโดยสารวอนรัฐคุมราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนหลักที่คิดเป็น 35-40% ของการดำเนินธุรกิจ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาจต้องลดจำนวนเที่ยววิ่ง ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารทั่วไป

ผู้ประกอบการรถโดยสาร วอนรัฐคุมราคาน้ำมัน

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัย 21 จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด ได้ออกมาเปิดเผยถึงปัญหาที่ผู้ประกอบการรถโดยสารกำลังเผชิญ จากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นลิตรละ 4-5 บาท ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นภาระหนักสำหรับอุตสาหกรรมนี้

ปกติแล้ว ต้นทุนการประกอบการรถโดยสารก็สูงกว่าค่าโดยสารที่เรียกเก็บจากผู้โดยสารอยู่แล้ว โดยผู้ประกอบการต้องแบกรับราคาน้ำมันในอัตราที่เท่ากับประชาชนทั่วไป ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ หากราคายังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจะต้องสำรวจจำนวนเที่ยววิ่งทั้งหมด เพื่อเสนอต่อกรมการขนส่งทางบก ขอปรับลดเที่ยวให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้น

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถโดยสาร วอนรัฐคุมราคาน้ำมัน

น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักที่ใหญ่ที่สุดในการดำเนินธุรกิจรถโดยสารประจำทาง เมื่อราคาพุ่งขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อกำไรและความสามารถในการแข่งขัน หากต้องลดเที่ยววิ่ง จะทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเส้นทางสายหลักอย่างนครราชสีมา-กรุงเทพฯ หรือเส้นทางเหนือ-อีสาน ผู้โดยสารอาจต้องรอคิวนานขึ้น หรือหันไปใช้วิธีการเดินทางอื่นที่แพงกว่า

  • ต้นทุนน้ำมันเพิ่ม 10% จากราคาขึ้นล่าสุด
  • อาจลดเที่ยววิ่งหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
  • ไม่มีมาตรการ补贴ราคาน้ำมันสำหรับผู้ประกอบการ

บริษัท นครชัย 21 จำกัด ให้บริการเส้นทางนครราชสีมา-กรุงเทพฯ วันละ 58 เที่ยวทั้งขาไปและขากลับ ขณะที่บริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด ครอบคลุมเส้นทางเหนือ อีสาน และภาคกลาง เช่น นครราชสีมา-เชียงใหม่, นครราชสีมา-แม่สาย, นครราชสีมา-มุกดาหาร และนครราชสีมา-นครสวรรค์ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ประชาชนพึ่งพา

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐจากผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการรถโดยสารวอนรัฐคุมราคาน้ำมัน โดยเสนอให้มีมาตรการเฉพาะสำหรับกลุ่มรถโดยสาร เช่น ควบคุมราคาน้ำมันให้กับผู้ประกอบการโดยตรง หรือปรับลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์อะไหล่รถโดยสาร เพื่อลดต้นทุนโดยรวม นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาปรับค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบขนส่งสาธารณะต่อปัจจัยภายนอก หากรัฐบาลสามารถแทรกแซงได้ทันท่วงที จะช่วยรักษาบริการเดินทางราคาประหยัดให้กับประชาชนได้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางเป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐควรมีกองทุนสำรองน้ำมันหรือนโยบายพลังงานทางเลือก เช่น ส่งเสริมรถโดยสารไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในอนาคต นี่คือโอกาสให้ภาครัฐและผู้ประกอบการร่วมมือกัน สร้างความมั่นคงให้ระบบขนส่ง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและขนส่งเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้ประกอบการรถโดยสาร วอนรัฐคุมราคา “น้ำมัน” หลังปรับขึ้นราคาจากสถานการณ์สงคราม

ปลัด มท. สั่งด่วนกำกับราคาสินค้าพลังงานตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่เว้น! ล่าสุด ปลัด มท. สั่งด่วนทุกจังหวัด กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-พลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและสินค้าจำเป็นที่อาจผันผวนจากความขัดแย้ง เช่น สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง ส่งผลโดยตรงต่อไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกว่า 80% หากไม่เตรียมพร้อม ประชาชนอาจเจอราคาน้ำมันแพงขึ้น สินค้าอุปโภคก็ตามไปด้วย

ปลัด มท. สั่งด่วนทุกจังหวัด กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-พลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันที่ 3 มีนาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งเร่งดำเนินการทันที เน้นย้ำถึงการเตรียมแผนรองรับผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน สถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด โดยเฉพาะพลังงานและสินค้าอาหาร ทำให้ราคาพุ่งชั่วคราว รัฐบาลจึงออกมาตรการเข้มเพื่อรักษาเสถียรภาพ

3 มาตรการหลักที่ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดต้องทำ

ปลัด มท. สั่งการชัดเจน 3 มาตรการ เพื่อให้การกำกับดูแลราคาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดช่องโหว่ให้พ่อค้าฉวยโอกาส โดยสรุปดังนี้

  • มาตรการที่ 1: แจ้งหน่วยงานในพื้นที่บริหารจัดการราคาสินค้าและบริการ ป้องกันการฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ และราคาพลังงานอย่างน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ ตรวจสอบใกล้ชิดปั๊มน้ำมันและตลาดสด
  • มาตรการที่ 2: สร้างการรับรู้ประชาชน ไม่ให้ตื่นตระหนก โดยประชาสัมพันธ์ว่าสินค้ายังมีเพียงพอในสต็อก รัฐบาลดูแลค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย วิทยุชุมชน และป้ายประชาสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นว่าราคาจะเป็นธรรม
  • มาตรการที่ 3: กำกับดูแลส่วนราชการในจังหวัดให้ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัด รวมถึงประสานงานระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมการค้าภายใน สำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อรายงานสถานการณ์ real-time

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอเป็นศูนย์กลางรับแจ้งร้องเรียน หากประชาชนพบการขึ้นราคาผิดปกติหรือกักตุน สามารถแจ้งได้ทันทีทางโทรศัพท์ 1567 หรือแอปพลิเคชันดำรงธรรม

ปลัดมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด

มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยควบคุมราคา แต่ยังแสดงถึงความรวดเร็วของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตโลก ในอดีตไทยเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง แต่ด้วยการกำกับที่ดี สามารถควบคุมได้ไม่ให้ลุกลาม ปัจจุบันไทยมีสต็อกน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองกว่า 45 วัน และสินค้าอุปโภคในคลังเอกชนเพียงพอ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลน

สำหรับประชาชน แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงการกักตุนเองเพราะอาจทำให้ราคาพุ่งตามอุปสงค์ หากพบปัญหาราคาแพง โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อให้รัฐบาลจัดการได้รวดเร็ว

เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไทยตื่นตัวสูง มาตรการ ปลัด มท. สั่งด่วนทุกจังหวัด กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-พลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง นี้จะช่วยให้ประชาชนอุ่นใจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็น่าจะกลับเข้าที่ในเร็ววัน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแจ้งเบาะแสราคาผิดปกติได้เลย!

ที่มา – ปลัด มท. สั่งด่วนทุกจังหวัด กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค-พลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

Scroll to top