กองทัพภาคที่ 1

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธกัมพูชา ตรงข้ามหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพา ร่วมกับกองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติการทางอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.09 น. กกล.บูรพา ร่วมกับ ทอ. ได้ปฏิบัติการทางอากาศ จำนวน 2 ที่หมาย ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การทำลายศักยภาพทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลังอาวุธและกระสุน ซึ่งถือเป็นแหล่งสะสมยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ และระบบการสื่อสารป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศ

การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มักมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง การปฏิบัติการดังกล่าว จึงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบและปฏิกิริยาต่อการทำลาย 2 ที่หมาย

แม้ว่าทางกองทัพภาคที่ 1 จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศครั้งนี้ แต่คาดการณ์ว่า การทำลายคลังอาวุธและระบบการสื่อสารของฝ่ายกัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีสติและไม่ตื่นตระหนก จะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เปิดภาพ! ความเสียหายชายแดนสระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้วทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อฝ่ายกัมพูชายิง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนราษฎร พื้นที่เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้เราจะมาเปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ใส่พื้นที่ประชาชนไทย

กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา การโจมตีจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมาย ทำให้ความเสียหายกระจายเป็นวงกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21

รายงานจากกองทัพภาคที่ 1 ระบุถึงความเสียหายใน 2 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอตาพระยา และอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยิง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดของกัมพูชา

ความเสียหายในอำเภอตาพระยา

ในพื้นที่อำเภอตาพระยา ความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านเรือนของประชาชน และพื้นที่ไร่นาทางการเกษตร หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต เนื่องจากบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ไม่สามารถพักอาศัยได้ตามปกติ และพื้นที่ทางการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เกษตรกรหลายรายสูญเสียพืชผลทางการเกษตร ทำให้ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ

ความเสียหายในอำเภอโคกสูง

สำหรับอำเภอโคกสูง ความเสียหายค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง เสาไฟฟ้า รวมถึงบ้านเรือน และไร่นาของประชาชน ถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ทำให้การเดินทางสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก เสาไฟฟ้าที่ถูกยิงได้รับความเสียหาย ทำให้ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ ประชาชนไม่สามารถใช้ไฟฟ้าในการดำรงชีวิตประจำวันได้ตามปกติ นอกจากนี้ บ้านเรือนและไร่นาของประชาชนก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกับในอำเภอตาพระยา

รายละเอียดความเสียหายเพิ่มเติม:

  • ถนนคอนกรีตและถนนลาดยางหลายสายได้รับความเสียหาย
  • เสาไฟฟ้าในหมู่บ้านหักโค่น ทำให้ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่
  • บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย ทั้งหลังคา ผนัง และโครงสร้าง
  • พื้นที่ไร่นาทางการเกษตรถูกทำลาย พืชผลเสียหาย

สถานการณ์เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือน ไร่นา และทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่า การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตร การจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว และการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย และเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียและความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ใส่พื้นที่ประชาชนไทย

ทภ.1 แจ้ง: คนไทยติดค้างกัมพูชา ต้องคัดกรอง

กองทัพภาคที่ 1 แจ้งคนไทยติดค้างกัมพูชาเข้าประเทศ ต้องผ่านการคัดกรอง หากพบมีความผิด ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.68 รายงานข่าวจาก กองทัพภาคที่ 1 แจ้งข้อมูลคนไทยที่ไทยติดค้างกัมพูชา และต้องการจะเดินทางกลับเข้าประเทศ ต้องผ่านกระบวนการรับตัว และคัดกรอง ดังต่อไปนี้

1. ตรวจสอบ NRM (คัดแยกเหยื่อ) โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  • 1.1 ออกถูกต้องตามกฎหมาย (มี passport หรือ border pass ยังไม่หมดอายุ)
  • 1.2 ออกถูกต้องตามกฎหมาย (มี passport หรือ border pass แต่หมดอายุ)
  • 1.3 ออกนอกประเทศผิดช่องทาง

2. ตรวจสอบการกระทำความผิด (หมายจับ หรือ case ID) หรือไม่ โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองลึก

  • 2.1 มีความผิด ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • 2.2 ไม่มีความผิด ส่งตัวไปต่อที่ สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) โดยได้เลือกสถานที่ตั้งการคัดกรอง ไว้เพื่อพิจารณาเป็นที่ตั้ง ดังนี้
    • 2.2.1 มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร
    • 2.2.2 กองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน จังหวัดสระแก้ว
    • 2.2.3 สโมสรมณฑลทหารบกที่ 19 ต.ท่าเกษม อ.เมือง

โดยใช้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน ดังนี้

  • 1. ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
  • 2. สถานีตำรวจภูธรคลองลึก
  • 3. ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12
  • 4. อาสาสมัครรักษาดินแดน อำเภออรัญประเทศ
  • 5. กองร้อยควบคุมฝูงชน
  • 6. ตำรวจท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 09.30 น. คนไทยติดค้างกัมพูชากลุ่มหนึ่งประมาณ 100 คน ที่เข้าไปทำงาน ในฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ได้ทยอยเดินทางมาที่ด่านตม.กัมพูชา ฝั่งตรงข้ามด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อรอทางการกัมพูชา ผลักดันเพื่อกลับเข้าประเทศไทย คาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในประเทศไทยต่อไป.

ทภ.1 แจ้ง: คนไทยติดค้างกัมพูชา ต้องคัดกรอง

สถานการณ์คนไทยติดค้างกัมพูชาที่ต้องการเดินทางกลับประเทศไทยเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง กองทัพภาคที่ 1 ได้วางมาตรการคัดกรองอย่างเข้มงวดเพื่อดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กระบวนการนี้มีความละเอียดอ่อนและครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเดินทางกลับประเทศของคนไทยจะเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม

ขั้นตอนการคัดกรองคนไทยติดค้างกัมพูชา

ขั้นตอนการคัดกรองแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ การตรวจสอบเอกสารและการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ขั้นตอนแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะทำการตรวจสอบเอกสารการเดินทาง เช่น หนังสือเดินทาง (passport) หรือบัตรผ่านแดน (border pass) เพื่อยืนยันตัวตนและความถูกต้องของเอกสาร หากเอกสารหมดอายุหรือไม่ถูกต้อง จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด

ในส่วนของการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.คลองลึก จะทำการตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีหมายจับหรือมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมหรือไม่ หากพบว่ามีประวัติอาชญากรรม จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย การคัดกรองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและการรักษาความปลอดภัยของประชาชน

สำหรับผู้ที่ไม่มีความผิด จะถูกส่งตัวไปยัง สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เพื่อรับการดูแลและให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษา การช่วยเหลือด้านการเงิน และการจัดหางาน เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

สถานที่ที่ใช้ในการคัดกรองได้แก่ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว, กองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน จังหวัดสระแก้ว และสโมสรมณฑลทหารบกที่ 19 ซึ่งแต่ละสถานที่ได้รับการจัดเตรียมเพื่อให้เหมาะสมกับการคัดกรองและการให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยติดค้างกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการคัดกรองประกอบด้วย ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, สถานีตำรวจภูธรคลองลึก, ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12, อาสาสมัครรักษาดินแดน อำเภออรัญประเทศ, กองร้อยควบคุมฝูงชน และตำรวจท่องเที่ยว การทำงานร่วมกันของหน่วยงานเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้กระบวนการคัดกรองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน

การเดินทางกลับประเทศไทยของคนไทยติดค้างกัมพูชาจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีมาตรการช่วยเหลือและดูแลที่เหมาะสม การคัดกรองจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทย

การดำเนินการคัดกรองอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้เราสามารถดูแลคนไทยที่ต้องการกลับประเทศได้อย่างเหมาะสม และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ร่วมกันเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเดินทางกลับบ้านเกิดนะครับ

ที่มา – ทภ.1 แจ้งคนไทยติดค้างกัมพูชา ต้องคัดกรองก่อนเข้าประเทศ พบมีความผิดถูกดำเนินคดี

กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ปฏิบัติการเชิงรุกตอบโต้การคุกคาม โดยการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งป้อมปืนกลและสะสมอาวุธที่ใช้โจมตีฝ่ายไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานสำคัญจาก กกล.บูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ถึงปฏิบัติการดังกล่าว การตัดสินใจใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนนี้ มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานในการยิงอาวุธวิถีโค้งและเป็นแหล่งสะสมอาวุธที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย

กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา

การปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกล.บูรพา ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การตอบโต้ด้วยความเด็ดขาดเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ากองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นที่ก่อเหตุร้าย หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดปฏิบัติการ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน

จากรายงานของหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 พบว่า บ่อนกาสิโนดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับแนวชายแดน และมีการใช้เป็นที่กำบังในการยิงโจมตีข้ามแดนเข้ามายังฝั่งไทย ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในความเสี่ยง การทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มผู้ไม่หวังดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ผลจากการยิงทำลายด้วยปืนใหญ่รถถัง ทำให้บ่อนกาสิโนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ป้อมปืนกลและแหล่งสะสมอาวุธถูกทำลาย ซึ่งเป็นการลดขีดความสามารถในการโจมตีของกลุ่มผู้ไม่หวังดีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมที่จะตอบโต้หากมีการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงเกิดขึ้นอีก

ปฏิบัติการ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและชื่นชมจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดและจริงจังของกองทัพในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบบริเวณชายแดน หลายคนเชื่อว่าการตอบโต้ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนได้

ถึงแม้ว่าปฏิบัติการทางทหารอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางสถานการณ์ แต่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการสร้างความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดที่ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายหันมาทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนและการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือและการเจรจาอย่างเปิดอก อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในอนาคต

การที่ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวในการกระทำผิดกฎหมายหรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมายต่างๆ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา ที่ตั้งป้อมปืนกลและสะสมอาวุธใช้โจมตีฝ่ายไทย

ทบ. เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารเสียชีวิต

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นที่จับตามอง ล่าสุด กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าและสรุปความสูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ว่า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน (7-8 ธ.ค. 68) มีกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บถึง 18 นาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

สรุปเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

สรุปรายละเอียดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว:

วันที่ 7 ธันวาคม 2568: บาดเจ็บ 2 นาย

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): ถูกยิงที่ขาซ้าย
  • พลทหาร พรชัย จำปาจูม (กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6): โดนแรงอัดกระสุนปืนเล็ก

วันที่ 8 ธันวาคม 2568: เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 13 นาย

พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก

  • จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): เสียชีวิต
  • พลทหาร ยุทธภูมิ ปริปุรณะ (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า
  • พลทหาร พีรวัส ตะเพียนทอง (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง
  • จ.ส.อ. นภา เถื่อนไพล (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): ถูกโจมตีจากอาวุธยิงสนับสนุน มีอาการแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ธนวัฒน์ แก้วหาญ (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ดำรง มูลสาร (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก

พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า

  • ส.อ. ธรรมวัฒน์ ศรีหมอก (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดที่ต้นขาทั้งสองข้าง
  • ส.อ. ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดบริเวณต้นขาทั้งสองข้าง
  • พลทหาร วิรัก อรุณประสิทธิชัย (กองพันจู่โจม): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวา

บริเวณฐานเนิน 527

  • อส.ทพ. สนิท หวังลาภ (กรมทหารพรานที่ 23): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ
  • พลทหาร ศรายุทธ พินิจภาระ (กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารราบที่ 1): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ

พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

  • พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น (กองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 20): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่พระร่วง

  • พลทหาร กิตติโชติ ศรีสุลัย (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่ปราสาทคนา

  • ส.อ. สมเกียรติ กาละพันธ์ (กองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6): โดนแรงระเบิดจาก RPG

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1

  • ส.อ. นพชัย คลังแสง (ร.112): ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณปาก และมีอาการแน่นหน้าอก
  • ส.อ. ธีรวัฒน์ วงด้วง (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อจากแรงระเบิด
  • จ.ส.อ. สิรวิชญ์ อะมะมูล (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ บริเวณสะโพกจากแรงระเบิด

สถานการณ์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นายนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายหายโดยเร็ว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทบ. เผย เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

กองทัพภาคที่ 1 เผย กัมพูชายิง AK-47 ก่อนถูกโต้ตอบ

กรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มใช้อาวุธก่อน ด้วยการยิงปืนเล็กยาว AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด ก่อนที่ฝ่ายไทยจะทำการตอบโต้เพื่อระงับสถานการณ์

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ จต.ส.34-35 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดังนี้:

  • เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.10 น. ได้เกิดเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนยิงมาจากฝั่งกัมพูชา
  • คาดการณ์ว่าอาวุธที่ใช้คือปืนเล็กยาว AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด
  • กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ของไทยได้ทำการยิงเตือน และตอบโต้เหตุการณ์
  • การปะทะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง
  • ไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายไทย

กองทัพภาคที่ 1 เน้นย้ำว่า การตอบโต้ของฝ่ายไทยเป็นไปตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด โดยเป็นการใช้มาตรการตอบโต้เมื่อสถานการณ์มีความจำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตและรักษาอธิปไตยของชาติ การใช้อาวุธตอบโต้เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยกำลังพลได้ยิงตอบโต้ไปยังทิศทางที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมา ด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบต่อพลเรือน และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การตอบโต้ได้ยุติลงทันทีเมื่อภัยคุกคามจากฝั่งตรงข้ามสิ้นสุดลง

กองทัพภาคที่ 1 เผย กัมพูชายิง AK-47 ก่อนถูกโต้ตอบ

รายละเอียดเพิ่มเติมจากกองทัพภาคที่ 1 เกี่ยวกับเหตุการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าจะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด กองทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง และมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาและประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ความโปร่งใสในการรายงานเหตุการณ์ของกองทัพภาคที่ 1 เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยลดความเข้าใจผิด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจ และลดความขัดแย้ง การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการค้าขายชายแดน สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และลดโอกาสในการเกิดความขัดแย้งได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่ง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 1” เผย “กัมพูชา” ใช้ปืนเล็ก AK-47 ยิงมา 30 นัด ก่อนถูกไทยโต้กลับ

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว

วันที่ 3 พ.ย.2568 กองทัพภาคที่ ๑ โดยกองกำลังบูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ยังคงเดินหน้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยบ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว ตามแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงต้องสงสัย เพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกิน

เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ล่าสุด ที่ บ.หนองหญ้าแก้ว หน่วยเฉพาะกอจที่ 12 (ฉก.12) โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ร่วมกับ TMAC โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 จัดชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดพร้อมชุดเครื่องจักร สำรวจและสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ E ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ต.ค.68 ปัจจุบันได้พื้นที่ปฏิบัติการสะสม 18,905 ตร.ม. คิดเป็น 9.20 % (จากพื้นที่ 205,405 ตร.ม.) และยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิด

เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ส่วนในพื้นที่ บ.หนองจาน เริ่มดำเนินการเมื่อ 30 ต.ค.68 สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ A ไปแล้ว 11,219 ตร.ม. คิดเป็น 35.06 % (จากพื้นที่ 32,000 ตร.ม.) และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น (30 ต.ค.68) ก่อนประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้มีที่ทำกิน

กองทัพภาคที่ ๑ เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

นอกจากนี้ กกล.บูรพา โดย กองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงดำเนินการก่อสร้างหลุมหลบภัยและบังเกอร์ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์”กองทัพบก ในพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ปัจจุบันได้ดำเนินการตามแผนเร่งด่วน เป็นหลุมภัยประชาชน 3 จุด และบังเกอร์ 10 จุด มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 40 % และดำเนินการตามแผนเร่งด่วนที่ 2 คือ การสร้างหลุมหลบภัยประชาชน 3 หลุมและบังเกอร์ 62 จุด มีความคืบหน้าประมาณ 6%

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao
กองทัพภาคที่ ๑ เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ ๑ พร้อมอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ในการลงพื้นที่สำรวจแนวเส้นชายแดนและดูแลความปลอดภัยในการร่วมสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ตามแนวทางข้อตกลงของคณะกรรมการ GBC ในการจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และยืนยันความพร้อมในทุกมิติ ในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย

ตามข่าวก่อนใครได้ที่ playkhao.com

กองทัพภาค 1 ยัน! ไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามที่มีกระแสข่าวลือออกมา ทำให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลใจ และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 สร้างความสับสนให้กับประชาชนในพื้นที่ ล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว

ทางเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว แต่อย่างใด และยังคงยึดถือปฏิบัติตามนโยบายเดิมในการควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่า กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว แต่การค้าขายและการสัญจรระหว่างประเทศยังคงเป็นไปตามกลไกปกติผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

  • การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • การขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย
  • การค้ามนุษย์
  • การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การที่ กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว เป็นการยืนยันว่ามาตรการควบคุมชายแดนยังคงมีความสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามกฎหมายและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนต่อไป

ที่มา – กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เกี่ยวกับการกำหนดปักหมุดชั่วคราว เพื่อกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น พร้อมเริ่มสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลือ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ดังนี้

สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จ.สระแก้ว ฝ่ายไทย บ.หนองจาน มีมวลชนและกลุ่มสื่อมวลชน ประมาณ 20-35 คน ปักหลักทำกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ไม่พบบุคคลสำคัญในพื้นที่ ส่วน บ.หนองหญ้าแก้ว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ส่วนฝั่งตรงข้ามฝ่ายกัมพูชา จนท.ทหาร และตำรวจ ยังคงมีการตรึงกำลังและจัดกำลังเฝ้าระวังสลับเปลี่ยนเวรยามอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด ในส่วนของมวลชนชาวกัมพูชา ยังคงพบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ สถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ

การปฏิบัติการที่สำคัญ สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญ ระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น โดยวานนี้ (24 ต.ค.68) กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการกกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ถือเป็นการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย ทั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อยืนยันพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภารกิจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน 2) จัดกำลังร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ได้เริ่มดำเนินการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ของบ้านหนองหญ้าแก้ว (พื้นที่ E) โดยชุดตรวจค้นและชุดเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิด GCS 200 ผลการปฏิบัติในวันนี้ ได้พื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,268 ตร.ม. ยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผน อีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จะยังคงเดินหน้าในภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนได้ทำกิน ตลอดจนเดินหน้าสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก ตามแผนที่กำหนด พร้อมยืนยันความพร้อมในทุกมิติเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินของไทยอย่างดีที่สุด

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว มีความสำคัญอย่างไร?

การดำเนินการของ กกล.บูรพา ในการเตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การวางหลักเขตแดนชั่วคราวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน แต่ยังเป็นการยืนยันอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

ที่มา – กกล.บูรพา ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านหนองจาน- หนองหญ้าแก้ว เตรียมปักหมุดชั่วคราว

Scroll to top