กัน จอมพลัง

ผบช.ตชด. ตอบปม “กัน จอมพลัง” มอบเสื้อเกราะ

จากกรณี “กัน จอมพลัง” ส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว และไม่อยากให้นำประเด็นนี้ไปสร้างความขัดแย้งจนทำให้กำลังพลเสียสมาธิในการปฏิบัติหน้าที่

ผบช.ตชด. ตอบปม “กัน จอมพลัง” ส่งมอบเสื้อเกราะ

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า บช.ตชด. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างดีในทุกปีงบประมาณ และก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เพิ่มกำลังพล ตชด. เข้าสนับสนุนพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกำชับให้ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และยานพาหนะของทุกหน่วยที่ลงพื้นที่

“อุปกรณ์เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนอยู่แล้วทุกปี แต่ปีนี้มีเหตุการณ์จริง ได้มีพี่น้องคนไทยมาช่วยสนับสนุนสิ่งของและบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องของขวัญและกำลังใจ ตชด. ปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้าแนว หยิบยื่นสิ่งที่มี ไม่เฉพาะ “กัน จอมพลัง” ที่มาบริจาคสิ่งของให้ ตชด. บางคนที่เป็นหมอ ได้ให้อุปกรณ์ห้ามเลือด บางคนที่มีอิฐหินปูนทราย สนับสนุนสร้างบังเกอร์ ใครที่มีงบสนับสนุนปรับปรุงฐานปฏิบัติการ ตชด. ที่มีทั้งสมาคมตำรวจ สมาคม รร.นรต. และ นรต.รุ่นต่างๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนเงินบริจาคช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวตำรวจ ตชด. ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่” ผบช.ตชด. กล่าว

ผบช.ตชด. ยังได้กล่าวขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกคนที่ร่วมแสดงพลังความสามัคคี และส่งความห่วงใยให้แก่เจ้าหน้าที่ ตชด. ที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวชายแดน ทำให้กำลังพลมีขวัญและกำลังใจในการรบ พร้อมทั้งยืนยันว่าสิ่งของและเงินบริจาคที่ได้รับมานั้น จะถูกนำไปปฏิบัติตามระเบียบราชการ โดยมีการจัดตั้งที่ทำการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตชด. ที่ กก.2 กฝ. อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารเหตุการณ์ และเป็นสถานที่สนับสนุนส่งกำลังบำรุงไปยังพื้นที่ต่างๆ ตามความจำเป็นเร่งด่วน

“กัน จอมพลัง” มอบเสื้อเกราะ: ตชด. ยันมีงบประมาณสนับสนุนอยู่แล้ว

“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความสามัคคีของคนไทยในชาติ เพื่อส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่ง ตชด. รับมอบหมายภารกิจในการบริหารเหตุการณ์ ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นประเด็นดราม่า ขอให้นึกถึงความสามัคคีของพี่น้องคนไทยที่ร่วมส่งกำลังใจให้กำลังพลทุกหน่วยอยู่แนวชายแดนเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติไทย” ผบช.ตชด. กล่าวย้ำ

เมื่อถูกถามถึงความถูกต้องของเอกสารการส่งมอบอุปกรณ์ ผบช.ตชด. ตอบว่า “เป็นเรื่องทางธุรกิจ จะต้องมีรายละเอียดเอกสารขอสนับสนุน รับมอบ และส่งมอบ ไม่อยากให้นำเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นขัดแย้ง ทำให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวหน้าเสียสมาธิ สิ่งของที่ได้มอบมาจากพี่น้องคนไทย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของส่วนตัวหรือเงินบริจาค เพื่อสนับสนุนภารกิจ ได้นำไปใช้เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ทุกนายมีขวัญกำลังใจดี”

พร้อมทั้งยืนยันว่า ผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนลงมาจากรัฐบาลตามวงรอบอยู่แล้ว และไม่ได้ขอรับบริจาคทุกสิ่งทุกอย่าง กรณี “กัน จอมพลัง” ส่งมอบเสื้อเกราะเป็นเพียงการแสดงน้ำใจของประชาชนเท่านั้น

  • ตชด. ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน
  • ยืนยันการใช้จ่ายโปร่งใส ตรวจสอบได้
  • ขอความร่วมมือไม่สร้างประเด็นขัดแย้ง

ถึงแม้ว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอยู่แล้ว แต่การที่ประชาชนอย่าง “กัน จอมพลัง” และภาคส่วนอื่นๆ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความห่วงใยที่คนไทยมีต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรค่าแก่การสนับสนุนต่อไป

ที่มา – ผบช.ตชด. ตอบปม “กัน จอมพลัง” ส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุน สนับสนุนแนวหน้า

สส.โตโต้ ชี้ บริจาคเสื้อเกราะ อาจผิดกฎหมาย

จากกรณีที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมเกี่ยวกับการบริจาคเสื้อเกราะให้กับหน่วยงานที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน ล่าสุด นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าเจตนาของการบริจาคจะเป็นไปในทางที่ดีก็ตาม

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ประเด็นเรื่อง “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการบริหารจัดการของรัฐบาลในด้านการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

“สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ

สส.ปิยรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า แม้ว่าการบริจาคเสื้อเกราะจะมีเจตนาที่ดี แต่ทั้งผู้ให้และผู้รับอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามกฎหมาย โดยอ้างอิงถึงพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต

“ไม่ว่าจะซื้อแถวคลองหลอด หรือ แอปส้ม แล้วมีแผ่นพลาสติกหรือแผ่นเหล็กบางๆไว้เล่น บีบีกัน หากกันกระสุน ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ ถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ ดังนั้นคนที่ซื้อ หรือจัดหาที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ได้ทำผิดกฎหมายไปแล้ว ทั้งคน และหน่วยงาน ที่ขอสนับสนุนเองก็ด้วย” นายปิยรัฐ กล่าว

ทำไมการบริจาคเสื้อเกราะถึงอาจผิดกฎหมาย?

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่าเสื้อเกราะกันกระสุนจัดเป็น “ยุทธภัณฑ์” หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาตามคำพิพากษาของศาลที่ผ่านมา เสื้อเกราะที่สามารถกันกระสุนได้ ไม่ว่าจะเป็นกระสุนชนิดใดก็ตาม จะถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ และการซื้อขายหรือบริจาคยุทธภัณฑ์จะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ นายปิยรัฐ ยังกล่าวถึงความบกพร่องของระบบราชการในการจัดหายุทธภัณฑ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า หากรัฐมีระบบการจัดหาที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ การบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอกก็คงไม่จำเป็น

“ความมั่นคงของชาติ ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นกิจกรรมการบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอก รัฐเองต้องมีระบบจัดหาให้เพียงพอ มีการตรวจรับ และอนุมัติที่โปร่งใส เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย” นายปิยรัฐ กล่าว

การที่หน่วยงานของรัฐรับยุทธภัณฑ์จากเอกชน โดยไม่มีการตรวจสอบ หรืออนุญาตตามระเบียบ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย ทำให้ประเด็น “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ ยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • ผู้บริจาค: อาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ผู้รับบริจาค: หน่วยงานของรัฐที่รับบริจาคโดยไม่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน: อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

ข้อเสนอแนะ

  • รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงระบบการจัดหายุทธภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • หน่วยงานของรัฐควรตรวจสอบระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนรับบริจาคยุทธภัณฑ์
  • ประชาชนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจกฎหมายก่อนทำการบริจาคยุทธภัณฑ์

ประเด็น “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุด การบริจาคด้วยความหวังดีอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายที่ไม่คาดฝันได้ จึงควรตรวจสอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการใดๆ

ที่มา – “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ

เชตวันถามกลาโหม ทำไมปล่อยระดมเงินบริจาค?

“เชตวัน” โต้ “รมช.กลาโหม” ปมเงินบริจาค “กัน จอมพลัง” ไม่ใช่เรื่อง “ทะเลาะกัน 2 คน” แต่คือการตรวจสอบงบประมาณ ถามถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาคจากประชาชนอยู่ได้ นี่คือคำถามสำคัญที่ ส.ส. เชตวัน เตือประโคน ยกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยต่อกระทรวงกลาโหม

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 จากกรณีการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับเรื่องกรรมาธิการการทหาร เชิญ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวช หรือกัน จอมพลัง และ พล.ท.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เข้าชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องการบริหารทรัพยากรของกองทัพในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งตอนหนึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องที่คนสองคนทะเลาะกัน กองทัพไม่เกี่ยว นั้น

นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคประชาชน และกรรมาธิการการทหาร กล่าวว่า ก่อนอื่นคงต้องถาม พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ท่านทราบหรือไม่ว่ามีหน่วยงานทหาร ในการกำกับดูแลของท่าน ทำหนังสือขอรับการสนับสนุนจากนายกัน จอมพลัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนยุทธภัณฑ์ทางทหาร ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันจากการที่นายกัน จอมพลัง นำหลักฐานซึ่งเป็นหนังสือนั้นมาแสดงต่อกรรมาธิการการทหารแล้ว พร้อมทั้งบอกด้วยว่า ไม่ได้มีแค่หน่วยงานเดียว หากแต่มีหลายหน่วยที่ทำหนังสือมาขอรับการสนับสนุน และ “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” ก็จะนำเงินที่ได้รับบริจาคมาจากประชาชนไปซื้อของ และนำไปส่งให้ตามที่หน่วยทหารเหล่านั้นต้องการ

“นี่จึงไม่ใช่เรื่องของการ ‘ทะเลาะกัน 2 คน’ และ ‘กองทัพไม่เกี่ยว‘ แต่เป็นการที่กองทัพต้องชี้แจงว่า แล้วงบประมาณมากมายมหาศาลที่กระทรวงกลาโหมได้รับในแต่ละปี ซึ่งเป็นเงินภาษีจากประชาชนนั้น ทำไมไม่ถูกใช้ไปกับภารกิจของหน่วยทหารเหล่านี้ ไม่เพียงพอหรืออย่างไร ทำไมถึงต้องขอรับการสนับสนุน ยิ่งจากการที่ พล.ท.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมายืนยันว่า ทางกองทัพมียุทธภัณฑ์เพียงพอ ถึงได้รับบริจาคเข้ามาของเหล่านั้นก็ไม่ได้ใช้ แล้วทำไมท่านจึงไม่มีนโยบายไปห้ามปรามหน่วยทหารเหล่านั้น ทำไมยังคงให้หน่วยขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ และก็ยังคงให้มูลนิธินี้ประชาสัมพันธ์ระดมเงินบริจาคจากประชาชนต่อไปอยู่ได้” นายเชตวัน กล่าว

นายเชตวัน กล่าวด้วยว่า และอีกประเด็นที่สำคัญ การที่รัฐมนตรีตีกรอบให้ว่า “ทะเลาะกันสองคน” นั่นก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมหันต์ มีอคติหรือไม่ เพราะในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม น่าจะรู้ดีว่า คณะกรรมาธิการการทหาร หรือไม่ว่าจะคณะกรรมาธิการชุดไหน ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมือง ซึ่งการที่ท่านบอกว่า “ทะเลาะกันสองคน” ตีความเป็นอื่นไม่ได้เลย นอกจากการชี้นิ้วว่าฝ่ายหนึ่งคือนายกัน จอมพลัง และอีกฝ่ายหนึ่งคือพรรคประชาชน

“ผมก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีไปทำความเข้าใจเรื่องนี้เสียใหม่ ว่านี่คือการตรวจสอบของกรรมาธิการการทหาร ตามอำนาจหน้าที่ที่มี ซึ่งกองทัพเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วยแน่ๆ ในฐานะหน่วยรับงบประมาณ แต่ทว่ากลับไม่มีงบประมาณไปจัดหายุทธภัณฑ์ หรือสิ่งของจำเป็นกับทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ตามชายแดน เพื่อไม่ให้ประชาชนตั้งคำถามว่า แล้วเงินมันไปไหนหมด?”

“เชตวัน” ถาม กลาโหมถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาค

ประเด็นหลักที่นายเชตวันหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของกระทรวงกลาโหม และความจำเป็นในการระดมเงินบริจาคจากประชาชน หากทางกองทัพมียุทธภัณฑ์เพียงพอจริง เหตุใดจึงยังมีการขอรับการสนับสนุนจากภายนอก

ทำไมต้องตั้งคำถามเรื่อง “เชตวัน” ถาม กลาโหมถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาค

คำถามนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การตรวจสอบ แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ หากงบประมาณที่จัดสรรให้กองทัพไม่เพียงพอ หรือมีการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน

  • ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ
  • ความเพียงพอของยุทธภัณฑ์
  • ความจำเป็นในการระดมทุนบริจาค

การตั้งคำถามในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากกองทัพสามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ และความจำเป็นในการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

สรุปแล้ว ประเด็น “เชตวัน” ถาม กลาโหมถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาค ไม่ใช่แค่เรื่องของการตรวจสอบ แต่อาจนำไปสู่การปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณของกองทัพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของทหารชั้นผู้น้อยได้อย่างเหมาะสม

เราควรติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ามีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และงบประมาณของประเทศถูกใช้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใส

ที่มา – “เชตวัน” ถาม กลาโหมถ้ายุทธภัณฑ์มีเพียงพอ ทำไมปล่อยให้มีการระดมเงินบริจาค

กัน จอมพลัง แจงปมเกราะกันกระสุน

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ กัน จอมพลัง ล่าสุดได้ออกมาแสดงหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยการโชว์เอกสารจากหน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนแผ่นเกราะแข็งป้องกันกระสุน ระดับ IV กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง

นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง ได้โพสต์ภาพเอกสารที่ระบุว่าเป็นหนังสือจากหน่วยงานหนึ่งที่ส่งถึงมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ โดยมีเนื้อหาเป็นการขอรับการสนับสนุนแผ่นเกราะแข็งป้องกันกระสุน ระดับ IV โดย กัน จอมพลัง ได้เน้นย้ำเจตนาของตนว่าทำไปเพื่อช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่แนวหน้า

กัน จอมพลัง กล่าวว่า “ผมพูดกับพี่น้องทหารตำรวจที่รักเสมอ อะไรที่ทำให้ทหารกับตำรวจหน้าแนวปลอดภัยกับเข้าใกล้ชัยชนะในเวลานั้นผมทำหมด ผมอยากให้ทุกคนได้กลับบ้านไปเจอครอบครัวชุดเกราะเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเค้าได้จริง”

กัน จอมพลัง กับประเด็นเกราะกันกระสุน

ประเด็นเรื่องแผ่นเกราะกันกระสุนนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมาธิการการทหารได้เรียก กัน จอมพลัง เข้าไปชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งในระหว่างการชี้แจง กัน จอมพลัง ได้แสดงหลักฐานเป็นเอกสารจำนวน 250 แผ่น เพื่อยืนยันว่ามีการขอความอนุเคราะห์เสื้อเกราะจริง อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพได้ออกมาโต้แย้งว่าไม่เคยมีการขาดแคลนยุทธภัณฑ์และไม่เคยร้องขอจาก กัน จอมพลัง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนในสังคมและนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความจำเป็นในการสนับสนุนยุทธภัณฑ์จากภาคเอกชน ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าเป็นการช่วยเหลือที่น่ายกย่อง

ทำไมต้องเป็นเกราะกันกระสุนระดับ IV?

แผ่นเกราะแข็งป้องกันกระสุนระดับ IV คืออะไร ทำไมหน่วยงานถึงต้องการการสนับสนุนในระดับนี้? เกราะกันกระสุนมีหลายระดับ ซึ่งระดับ IV เป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุด สามารถป้องกันกระสุนปืนเล็กยาวที่มีความเร็วสูงได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการใช้งานในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การปะทะกับกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งการที่หน่วยงานขอรับการสนับสนุนในระดับนี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

กัน จอมพลัง ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เวลานี้ ทหาร ตำรวจ รบเสร็จแล้วสิ่งที่พวกเค้าควรได้คือดอกไม้ไม่ใช่ก้อนหิน” ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเสียสละ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจำเป็นในการสนับสนุนยุทธภัณฑ์

การออกมาแสดงหลักฐานของ กัน จอมพลัง ในครั้งนี้ถือเป็นการตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาต่างๆ และเป็นการยืนยันเจตนาในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ควรตระหนักคือการให้กำลังใจและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน แม้ว่าการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ จะมีความแตกต่างกัน แต่เป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาเหล่านั้น

ที่มา – “กัน จอมพลัง” โชว์เอกสารหน่วยงานขอรับสนับสนุน แผ่นเกราะแข็งป้องกันกระสุน ระดับ IV

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง! ปม กัน จอมพลัง ยกทรัพย์สิน

“ธรรมนัส” โบ้ย ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส แจง ตอนทำไม่ได้มาถาม บอก มือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด ยืนยัน ไม่เกี่ยวกับกล้าธรรม 

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โดยก่อนสัมภาษณ์ระบุกับผู้สื่อข่าวที่ถามเรื่องนี้ว่า “อีกแล้ว”

เมื่อถามถึงกรณีที่มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ระบุในข้อ 39 ว่าถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาเปลี่ยนไปแล้ว แล้วเวลาเขาทำก็ไม่มาถามเรา ไม่รู้เรื่องเลย   เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า กัน จอมพลัง ทำเองใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับตนเลย ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ทุกมูลนิธิก็ต้องระบุ เพราะอย่างมูลนิธิธรรมนัสก็ระบุเป็นวัดธาตุทอง ถ้ามีอะไรให้เป็นสมบัติของวัดไป

ตำหนิทำอะไรไม่ค่อยคิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัน จอมพลัง สามารถแก้ข้อบังคับของมูลนิธิข้อนี้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เขาแก้แล้ว แต่ตนไม่ทราบว่าเขาเปลี่ยนไปให้ใคร เมื่อถามอีกว่า ในส่วนของ ร.อ.ธรรมนัส จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า ส่วนของตนจบแล้วคืออะไร เมื่อถามย้ำว่า มีการเชื่อมโยงว่า กัน จอมพลัง เกี่ยวกับพรรค กธ. ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “มันจะถึงพรรคกล้าธรรมได้ไง ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของกัน มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

พ้อสื่อไม่ถามเรื่องชาวบ้านเดือดร้อน

เมื่อถามว่า ได้ยกหูคุยโทรศัพท์กับกัน จอมพลัง หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสร้อง “หูย” พร้อมกับกล่าวว่า ทุกวันนี้ต้องทำงานให้ชาวบ้าน วันๆ มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ มีเรื่องน้ำท่วมตรงนู้น ประชาชนเดือดร้อนตรงนี้ ไม่เคยถามตนถึงเรื่องพวกนี้เลย ทำให้ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า เพราะท่านเกี่ยวกับการเมือง ร.อ.ธรรมนัส จึงตอบว่า ไม่ใช่ เราต้องแยกงานกับการเมืองให้ออก อยากให้สื่อมวลชนถามว่า น้ำท่วมตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว น้ำกำลังจะลงใต้เตรียมพร้อมอะไร อยากให้ถามแบบนี้มากกว่า ถ้ามาถามว่ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ทำอะไร ตนจะไปรู้เรื่องของเขาได้อย่างไร

เตรียมลง ภูเก็ต ตรวจแก้น้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวจึงถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้เหลืออยู่กี่จังหวัด ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า ตอนนี้กำลังลงใต้ ล่าสุดที่ จ.ภูเก็ต ฝนตกหนักมาก ซึ่งตนจะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะร่องมรสุมกำลังจะเริ่มลงใต้ ให้ถามเรื่องนี้ดีกว่า ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ เมื่อถามว่า ในส่วนน้ำท่วมภาคกลางใกล้จบแล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มันใกล้จะหมดฤดูฝนแล้ว เข้าสู่ฤดูหนาว ก็ต้องไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวใต้ต่อ เพราะช่วงปีใหม่น้ำจะท่วมใต้ ก่อนจะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พอแล้วเนาะ” จากนั้นเดินขึ้นไปบนตึกบัญชาการ 1 ทันที

“ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ และข้อบังคับที่ระบุว่า หากมูลนิธิต้องเลิกล้ม ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า โดย ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ กัน จอมพลัง ในการเขียนข้อบังคับนั้น

“ธรรมนัส” ย้ำไม่เกี่ยวข้องกัน จอมพลัง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ กัน จอมพลัง และตนเองไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องนี้ว่า “มันน่าจะเป็นเรื่องมือใหม่หัดขับ ทำอะไรไม่ค่อยคิด”

นอกจากประเด็นเรื่องมูลนิธิ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความสนใจของสื่อมวลชน ที่มักจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางการเมืองมากกว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน และสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่มากกว่า

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นเรื่อง “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม แต่จากการสัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส ก็พอจะทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ และความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการพิจารณาข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสาธารณะ ต้องมีความระมัดระวังในการกระทำ และคำพูดของตนเอง เพราะทุกอย่างสามารถถูกนำไปเชื่อมโยง และขยายผลได้อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากหลายแหล่ง และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในสังคม เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง และโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาให้กับประชาชน

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่อง “กัน จอมพลัง” เขียนข้อบังคับยกทรัพย์สินให้มูลนิธิธรรมนัส ยันไม่เกี่ยวกธ.

“กัน” แจงดราม่า “ไอซ์” อคติ พร้อมให้เช็กเส้นเงิน

“กัน” แจงประเด็นดราม่า “ไอซ์” อคติ พร้อมให้เช็กเส้นเงิน ยืนยันไม่ได้ลากมาแขวน มอง “ไอซ์” อคติ ย้ำคนที่สนับสนุนหลักเรื่องเงินบริจาคคือ “แฟนคลับ” ไม่ใช่ “ธรรมนัส” พร้อมให้ตรวจสอบเส้นเงิน

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ซึ่งตอนนี้กำลังลงพื้นที่ชายแดน โฟนอินเข้ามาในรายการ เพื่อพูดคุยและชี้แจงในประเด็นที่มีดราม่ากับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาออกมาตั้งคำถามในหลายๆ ประเด็น

ทั้งนี้ ไอซ์ รักชนก ได้ยืนยันว่า ขอบคุณแทนพี่น้องทหาร ที่มี กัน จอมพลัง ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ แต่ส่วนตัวคิดว่า สิ่งที่ควรเรียกร้องคือ เงินเดือน และค่าเสี่ยงภัยของทหารที่อยู่ชายแดน เพราะเงินที่โอนเข้าบัญชีจริงๆ ประมาณ 4,000 บาท เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าเงินเดือนจริงมาก แต่ก็ยอมรับว่า กัน จอมพลัง ทำดีมากในเรื่องที่เกิดเหตุฉับพลัน และก็มีหลายคน หรือสังคมสงเคราะห์ที่อยากจะช่วยแบบนี้ แต่ไม่ได้รับโอกาส หรือมีแบ็ก ที่จะได้สนับสนุนให้เข้าไปอยู่แนวหน้าแบบ กัน จอมพลัง รวมถึงเงินสนับสนุนด้วย ซึ่งความยินดีก็ส่วนหนึ่ง แต่ก็อยากให้ประชาชนมองเรื่องนี้อย่างรอบด้าน

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนไม่พอใจหรือไม่ ที่ “กัน จอมพลัง” เหน็บแนมพรรคประชาชน ไอซ์ รักชนก บอกว่า ตนให้ข้อมูลที่รอบด้านกับประชาชน ซึ่งการที่กัน จอมพลัง ลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้านชายแดน ก็พบว่า คะแนนนิยมของกัน สูงขึ้นมาก และต้องขอบคุณ นายธรรมนัส ที่ช่วยซัพพอร์ตเงินทอง อาหาร สิ่งของ ทรัพยากรต่างๆ รวมถึงเป็นแบ็กให้กัน จอมพลัง เข้าไปประสานงานติดต่อกับส่วนราชการต่างๆ ได้อย่างสะดวก

สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง กัน จอมพลัง และนายธรรมนัส นั้น ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยมีคนทราบ หรือพอรู้ผิวเผิน จนตัวเองออกมาเปิดเผย พร้อมบอกด้วยว่า เสียดายที่ไม่ได้มาเจอหน้า กัน จอมพลัง เพราะก่อนหน้านี้ก็เห็นไปออกหลายรายการ รวมถึงรายการที่จับนักสิทธิ มาขึงพืดกลางรายการ

ในส่วนของ กัน จอมพลัง ซึ่งโฟนอินเข้ามา เผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับไอซ์ ซึ่งน้อยครั้งที่จะไปออกรายการ ใครอยากคุยส่วนใหญ่จะโฟนอิน เพราะตอนนี้งานชายแดนสำคัญกว่า อยู่ตรงนี้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาอยู่ ส่วนที่ไอซ์บอกว่า เอาคนมาขึงพืดกลางรายการนั้น มองว่าไอซ์อคติ

ด้าน ไอซ์ บอกว่า เบื้องต้น กัน ต้องยอมรับก่อนว่า การออกรายการในวันนั้น เป็นการนำนักสิทธิออกมาขึงพืด เสียบประจานให้คนทั้งประเทศปาก้อนหินใส่ ด้วยคำดูถูก เหยียดหยาม แม้พิธีกรจะออกมาขอโทษแล้ว แต่กัน และผู้ร่วมรายการ อีกคนก็ยังไม่ได้ออกมาขอโทษ ทำให้เกิดกระแสความเกลียดชัง คนด่าคนไทยด้วยกัน บางคนบอกจะไปตามเอาชีวิตพ่อของเขา

ขณะที่ กัน จอมพลัง ชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เราพยายามอธิบายในมุมมองของชาวบ้านว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมีความรู้สึกทั้งสองฝ่าย ซึ่งเมื่อนักสิทธิพูด ผมก็หยุด ผมฟัง ไม่ได้ทำต่อ ซึ่งผมอยู่หน้างานก็จะรู้ว่ามีภารกิจอะไรบ้าง แต่เราเปิดทั้งหมดไม่ได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่ไปนั่งอยู่ในรายการที่ไม่มีอีกฝ่ายเป็นการขึงพืด งั้นการที่ไอซ์นำรูปตนไปขึ้นก็เท่ากับขึงพืด ให้เอฟซีมาด่าตนเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ วันนี้ครอบครัวของน้องน้ำโขง ถูกจรวดพุ่งลงมาที่บ้าน จึงมีคำถามไปถึงนักสิทธิว่า แล้วทำไมเด็กเราถึงไม่ออกมาเรียกร้อง นักสิทธิเขาก็บอกว่า แต่เราส่ง F-16 ไปทำความเสียหายที่ฝั่งกัมพูชามากเช่นเดียวกัน แต่ตนก็เลยขอแสดงความคิดเห็นบ้างว่า จริงๆ แล้วปฏิบัติการของเราเป็นปฏิบัติการทางทหาร ที่ไม่เหมือนของกัมพูชา ซึ่งเขายิงใส่พลเรือนเรา เพราะคิดว่าไทยจะหยุดยิง แต่ไม่ใช่ มันกลับสร้างความโกรธให้เรา นอกจากนี้เมื่อกัมพูชาเสริมกำลัง เจ้าหน้าที่ก็ต้องส่งอาวุธไปทำลายตามจุดต่างๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีพลเรือนของกัมพูชาเสียชีวิตเลย

นอกจากนี้ กัน ยังยืนยันด้วยว่า ไม่เคยสั่งให้แฟนคลับออกไปล่าแม่มด แต่กลับบอกว่าไม่สนับสนุนความรุนแรง ไม่ใช่อะไรๆ ก็ผม

ไอซ์ พูดเสริมว่า “จุดศูนย์กลางของจักรวาลเลยตอนนี้” ก่อนที่จะบอกว่า ตัวเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุผลของ คุณอังคณา นีละไพจิตร กลับเห็นว่าเราก็ควรตอบโต้กัมพูชาแบบถึงพริกถึงขิงเช่นเดียวกันในสิ่งที่เขาทำกับประเทศไทย แต่มาตรการจะเป็นอย่างไร ต้องมาดูความช้า เร็ว หนัก เบา เพราะตอนนี้ไทยกำลังได้เปรียบ ไม่อย่างนั้นอาจไปเพลี่ยงพล้ำบนเวทีโลก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ต้องการ

ทั้งนี้ กัน จอมพลัง ได้ตั้งคำถามถึงไอซ์ว่า โกรธตนหรอ ที่ข่าวของพรรคประชาชน เกี่ยวกับนายเบน สมิธ ซึ่งถูกแฉว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจเกี่ยวกับการฟอกเงินผิดกฎหมาย และเครือข่ายสแกมเมอร์ โดนกลบด้วยข่าวเปิดซาวน์หลอนที่ชายแดน โดย ไอซ์ ระบุว่า ขอโทษนะคะ นี่ไม่ใช่ข่าวของพรรคประชาชน แต่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ

กัน จอมพลัง บอกว่า ผมแฟร์ๆ ถ้าอยากจะทำข่าวอะไรที่เป็นประโยชน์ บอกตนได้ ตนช่วยส่งข่าวให้ได้ ซึ่งตนยืนยันได้ว่าไม่รู้ว่าเขามีปฏิบัติการอะไรกัน แต่ตนมีคิวที่จะทำเรื่องนี้กันอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะไปเปิดเสียง ซึ่งตนมีคลิป มีหลักฐาน มันคนละเรื่อง ไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะตอนที่อยู่ชายแดนไม่ได้มอนิเตอร์อะไรเลย

นอกจากนี้ ไอซ์ยังตั้งคำถามว่า นายธรรมนัสเป็นผู้สนับสนุนหลักของคุณกันใช่ไหม ซึ่ง กัน ยืนยันว่า คนสนับสนุนหลักของตนเป็นเอฟซี คุณธรรมนัสไม่เคยเอาเงินให้เลย แต่ถ้าช่วยประสาน ผมคอนเฟิร์ม ผมยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์

เมื่อไอซ์ถามว่า ถ้าตรวจสอบเส้นเงินของคุณกัน? กัน จอมพลัง ตอบทันที เอาเลยครับ

“กัน” แจงประเด็นดราม่า “ไอซ์” อคติ พร้อมให้เช็กเส้นเงิน

“กัน” พร้อมให้เช็กเส้นเงิน หลัง “ไอซ์” มองอคติ

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้น “กัน จอมพลัง” ได้ออกมา “กัน” แจงประเด็นดราม่า “ไอซ์” อคติ พร้อมให้เช็กเส้นเงิน โดยยืนยันความบริสุทธิ์ใจและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อแสดงความโปร่งใสในการทำงานเพื่อสังคม

“กัน” แจงประเด็นดราม่า “ไอซ์” อคติ พร้อมให้เช็กเส้นเงิน เป็นการตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาและความสงสัยที่เกิดขึ้นในสังคม การออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกข้อกล่าวหา

การที่ กัน จอมพลัง ออกมา “กัน” แจงประเด็นดราม่า “ไอซ์” อคติ พร้อมให้เช็กเส้นเงิน นั้น ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นการยืนยันว่าการทำงานของเขามีความโปร่งใสและตรวจสอบได้เสมอ การเปิดเผยข้อมูลและให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน จึงเป็นการตอบคำถามและความกังวลของประชาชนได้อย่างตรงจุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินจะเป็นอย่างไร และจะมีข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรต่อไป

ที่มา – “กัน” แจงประเด็นดราม่า ปมนักสิทธิมอง “ไอซ์” อคติ พร้อมให้ตรวจสอบเส้นเงิน

“กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจง

“กัน จอมพลัง” เตรียมเคลียร์! เตรียมพบ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัย ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้โกรธ และพร้อมน้อมรับทุกคำแนะนำจากทุกฝ่าย ยินดีที่มีคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงาน

จากกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงการทำงานของ “กัน จอมพลัง” ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินบริจาค หรือเรื่องบริษัทต่างๆ ล่าสุด นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้ออกมาเปิดเผยว่า จะขอชี้แจงทุกประเด็นในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 ผ่านรายการของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยจะชี้แจงเพียงครั้งเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้กันไปมาที่อาจจะนำไปสู่ประเด็นอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ “กัน จอมพลัง” ยังกล่าวอีกว่า รู้สึกดีที่มีคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงานของตนเอง

เมื่อถูกถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้แจงได้ในทุกประเด็น “กัน จอมพลัง” ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ผมยินดี การที่กัน จอมพลังออกมาอยู่ตรงนี้ถ้าไม่มั่นใจคงไม่มา” พร้อมทั้งยืนยันว่าทุกคำถาม รวมถึงเรื่องการรับงานจากกระทรวงเกษตรฯ จะได้รับคำตอบอย่างชัดเจนในวันจันทร์ที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

สำหรับประเด็นเรื่องรถของทีมงานกัน จอมพลังที่เป็นป้ายแดงและมีการเปลี่ยนรถอยู่บ่อยครั้ง “กัน จอมพลัง” ขอให้รอฟังคำชี้แจงในวันจันทร์เช่นกัน เพื่อที่จะได้เตรียมข้อมูลมาชี้แจงให้ละเอียดและครบถ้วนในทุกประเด็น

ในส่วนของคำแนะนำจาก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานของ “กัน จอมพลัง” โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือชายแดนไทย-เขมร ที่อาจจะเกินขอบเขตรัฐไปหรือไม่นั้น “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองเคารพป๋าชูวิทย์ และพร้อมน้อมรับทุกคำแนะนำ หากมีสิ่งใดที่ตนเองทำไม่เหมาะสมก็จะปรับปรุงแก้ไขตามที่ป๋าชูวิทย์แนะนำ

นอกจากนี้ “กัน จอมพลัง” ยังกล่าวถึงกรณีที่ ไอซ์ รักชนก ได้ส่งเสียงถึงตนเองว่าอยากให้เป็นฮีโร่ชายแดนในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และออกมาแฉขบวนการดังกล่าวว่า หากมีข้อมูล ตนเองก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือและพร้อมที่จะแฉขบวนการดังกล่าวอย่างเต็มที่ หากคุณไอซ์มีข้อมูลก็สามารถส่งมาให้ตนเองได้เลย

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า การที่ “กัน จอมพลัง” ส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลโดยใช้คอนเน็กชั่นส่วนตัวนั้น เป็นสิ่งที่เกินขอบเขตหรือไม่ “กัน จอมพลัง” ตอบว่า ตนเองยินดีที่จะช่วยเหลือทุกเรื่อง และพร้อมที่จะช่วยในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสแกมเมอร์หรือคอลเซ็นเตอร์ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะไม่ได้ออกมาพูดถึง แต่ก็ยังคงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตนเองจะทำได้

“กัน จอมพลัง” ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงานของตนเอง เพราะอย่างน้อยก็เป็นโอกาสให้ตนเองได้พิสูจน์ตัวเอง แสดงความชัดเจนให้ทุกคนเห็นว่าตนเองไม่ได้หลีกเลี่ยงหรือหลบซ่อน พร้อมที่จะให้ทุกคนตรวจสอบ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีคนคอยให้คำแนะนำและระวังหลังให้

“กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก”

เมื่อถูกถามว่า คุณไอซ์ได้พยายามติดต่อมาสอบถามก่อนถึงวันจันทร์ “กัน จอมพลัง” ตอบว่า ขอให้เป็นวันจันทร์เลยดีกว่า เพราะทุกคำพูดของตนเองต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าทุกคนคงอยากเห็นตนเองและคุณไอซ์ทำงานร่วมกัน จึงพยายามที่จะไม่พูดหรือทำอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น และยินดีที่จะเจอกันในวันจันทร์ พร้อมทั้งยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้โกรธคุณไอซ์ และไม่รู้ว่าจะโกรธไปทำไม

สำหรับสาเหตุที่มีคนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของตนเองในช่วงนี้นั้น “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ก็พร้อมที่จะรับฟังทุกคำแนะนำจากทุกๆ คน ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นผิดพลาดตรงไหนบ้าง และจะนำคำแนะนำเหล่านั้นไปปรับปรุงแก้ไข

“กัน จอมพลัง” ลดบทบาทตัวเอง

ทั้งนี้ “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองพยายามที่จะลดบทบาทของตัวเองลง เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และถึงแม้ว่าจะลดบทบาทลง แต่ก็มั่นใจว่าแฟนคลับจะเข้าใจและยังคงให้การสนับสนุนตนเองต่อไป เพราะตนเองยังคงทำงานอย่างเต็มที่และทำจริง และไม่อยากที่จะพูดอะไรที่เป็นการอวยตัวเอง

การที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาเปิดใจในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะปรับปรุงการทำงานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น การพบปะกับ “ไอซ์ รักชนก” ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ชี้แจงทุกข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับทุกฝ่าย

ที่มา – “กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจงทุกประเด็น ยืนยันไม่โกรธ

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

“สส.ไอซ์” วอน “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อ “สส.ไอซ์” หรือ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแชร์ข้อความของ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่แท็กหา “กัน จอมพลัง” หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ เพื่อขอความช่วยเหลือให้เข้ามาจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในประเทศไทย โดยระบุว่า แม้แต่เสียงของพวกตนก็ไม่ดังพอที่จะไปถึง “อนุทิน-ธรรมนัส”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เมื่อ น.ส.รักชนก ได้แชร์ข้อความของนายรังสิมันต์ ที่ระบุว่า “ผมอยากเชิญชวนผู้รักชาติ ช่วยกันตามหาคุณอนุทิน (อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) หายไปไหน ทำไมไม่จัดการแก๊งสแกมเมอร์ ถามหาคุณธรรมนัส (ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ว่าจะรับผิดชอบอย่างไรกับการปกป้องนายเบน สมิธ (เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) อินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลายช่วยใช้พลังตรงนี้กดดันรัฐบาลให้เร่งปราบ รับรองสะเทือนถึงพนมเปญ”

พร้อมกันนั้น น.ส.รักชนก ได้แท็กไปยัง กัน จอมพลัง พร้อมข้อความว่า “พี่กัน ได้โปรดช่วยประเทศนี้จากสแกมเมอร์ด้วยเถอะนะคะ เรารักชาติ และหวงแหนผลประโยชน์ของประเทศนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้นายกฯ อนุทิน หรือ คุณธรรมนัส ไม่ได้ยินเสียงพวกเราแล้วขอแรงพี่ด้วย ช่วยประเทศนี้ที”

งานนี้ กัน จอมพลัง ก็ไม่รอช้า ตอบกลับข้อความดังกล่าวทันทีว่า “ยินดีครับคุณไอซ์ และ ทีมงานพรรคประชาชน ผมขับเคลื่อนเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่ FC ผมเคยปล่อยตัวจากสะพานเมื่อปีที่ผ่านมาและเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ผม ผมได้ทำงานร่วมกับตำรวจ สอท. และช่วยประชาสัมพันธ์ตลอดว่าวิธีดูสายคอลเซนเตอร์อย่างไรและเป็น 1 อินฟลูเอนเซอร์ ผลักดันงานรีบโอนโจรยิ้ม ถ้าพรรคประชาชนอยากเอาเรื่องนี้ผมยินดีช่วยอย่างยิ่ง แต่หวังว่านักสิทธิจะไม่ออกมาขัดอะไรนะครับ และอยากให้ทำอย่างจริงจังไม่ใช่พูดแล้วไม่ได้ทำอะไรเราเสียเวลาเปล่า อยากให้ทำจริงๆครับ เพราะเรื่องกล้องริมชายแดนคราวที่แล้วคุณโรมและทีมงานพรรคประชาชนไปชายแดนกันเยอะเลยและบอกต้องติดที่ริมชายแดนสุดท้าย มูลนิธิ กันจอมพลัง เป็นคนติดครับถ้าจริงจังผมพร้อมเลยครับ”

“สส.ไอซ์” วอน “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือ การที่ สส. จากพรรคประชาชน หันมาขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกอย่าง กัน จอมพลัง เพื่อแก้ไขปัญหาที่พวกเขามองว่ารัฐบาลยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน การที่ สส. ไอซ์ ออกมาวอนขอความช่วยเหลือจาก กัน จอมพลัง นั้น บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของ กัน จอมพลัง ในการจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและการหลอกลวง

ทำไมต้อง “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมต้องเป็น กัน จอมพลัง? อะไรคือสิ่งที่ทำให้ สส.ไอซ์ และ สส.โรม มองว่า กัน จอมพลัง คือคนที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้? คำตอบอาจอยู่ที่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ กัน จอมพลัง ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมและการช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงความกล้าที่จะออกมาเปิดโปงและต่อสู้กับผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ การที่ กัน จอมพลัง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมาก ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ สส. เหล่านี้ หันมาขอความช่วยเหลือ เพราะเล็งเห็นว่า กัน จอมพลัง สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังได้

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ กัน จอมพลัง อาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ดังที่ กัน จอมพลัง เองได้กล่าวไว้ว่า “แต่หวังว่านักสิทธิจะไม่ออกมาขัดอะไรนะครับ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า อาจมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีการของ กัน จอมพลัง และอาจออกมาขัดขวางการทำงานของเขา

ความท้าทายในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีหลายมิติ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การที่ สส.ไอซ์ และ สส.โรม ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า นักการเมืองเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทน ความมุ่งมั่น และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ “สส.ไอซ์” แชร์ข้อความ “โรม” แท็กหา “กัน จอมพลัง” เพื่อให้ช่วยไทยจากสแกมเมอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไปจากสังคมไทย

ที่มา – “สส.ไอซ์” แชร์ข้อความ “โรม” แท็กหา “กัน จอมพลัง” บอกช่วยไทยจากสแกมเมอร์ด้วย

Scroll to top