กัมพูชา

บิ๊กเล็กยันจีนหนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า

บิ๊กเล็กยันจีนหนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมกองทัพไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคน ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดแบบนี้ ข่าวสารเรื่องความมั่นคงของชาติยิ่งน่าจับตามอง โดยเฉพาะประเด็น “บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในหมู่ประชาชน วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบเป็นกันเอง ว่าประเด็นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง และส่งผลต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอย่างไร

“บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า

จากรายงานของนิวยอร์กไทมส์ที่ระบุว่าจีนส่งจรวดและกระสุนปืนใหญ่มายังกัมพูชาไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กเล็ก” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาชี้แจงทันทีว่า นี่เป็นข่าวเก่าและเปิดเผยมานานแล้ว จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรอง พบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 เดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจะบานปลายเสียอีก

“บิ๊กเล็ก” เน้นย้ำว่า การสนับสนุนอาวุธจากจีนให้กัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้นไทยและกัมพูชายังไม่มีความตึงเครียด แต่หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น จีนก็น่าจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ และจากข้อมูลข่าวกรองล่าสุด ไม่มีการส่งอาวุธเพิ่มเติมจากจีนไปยังกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นว่าการส่งอาวุธเกี่ยวข้องกับการซ้อมรบร่วมไทย-กัมพูชาหรือไม่ “บิ๊กเล็ก” ก็ยอมรับว่าอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไรน่ากังวลในตอนนี้ ฝั่งไทยยึดมั่นในสันติวิธี พยายามเจรจาทวิภาคี แต่กัมพูชาเองก็พร้อมรบเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ชายแดนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ

หลังจากเข้ารับตำแหน่งใหม่ “บิ๊กเล็ก” ได้ประชุมสภากลาโหมครั้งแรกในปีงบ 2569 และกำหนดนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาชายแดน โดยเน้นเสริมสร้างความพร้อมรบผ่านการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ จากเดิมที่เน้นป้องกัน ตอนนี้จะเปลี่ยนมาเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้กองทัพไทยมี “เขี้ยวเล็บ” ที่แหลมคม

แผนงานที่สานต่อจากรัฐบาลก่อนหน้า เช่น การของบกลางซื้อเครื่องกระสุนและยุทโธปกรณ์ กำลังเร่งรัดดำเนินการ โดยผ่อนผันหลักเกณฑ์ให้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาหลายเดือน ตอนนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบกว่า 800 ล้านบาทสำหรับภารกิจชายแดน รวมทั้งเบี้ยเลี้ยงกำลังพลและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ทหารไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ “บิ๊กเล็ก” ยังงงกับการถูกขุดคำพูดเก่าเรื่อง “เมืองคู่แฝด” ระหว่างสระแก้ว-บันเตียเมียนเจย ที่เคยเสนอเมื่อ 10 ก.ย. 2568 เพื่อให้กัมพูชาออกจากพื้นที่พิพาทอย่างบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว แต่ตอนนี้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสมช. แล้ว ส่วนตัวมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยเท่านั้น

แนวโน้มใช้กำลังและ MOU 2543

สำหรับการสร้างรั้วชายแดนและเดดไลน์ 10 ต.ค. 2568 หากต้องใช้กำลังผลักดัน “บิ๊กเล็ก” ยอมรับว่าอาจจำเป็น แต่ต้องขออนุมัติสมช. และดำเนินการตามกฎหมาย ส่วน MOU 2543 ที่เป็นประเด็นร้อน ยังไม่ตัดสินใจยกเลิก โดยเป็นเรื่องของสมช. หากยกเลิกก็จะมีกลไกอื่นทดแทน เช่น JBC หรือ GBC ที่ช่วยในการเจรจาแผนที่และเขตแดน

อีกประเด็นที่น่าประทับใจคือ การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับนายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในเหตุการณ์ปะทะ เช่น พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี และอื่นๆ รวมถึงเหรียญกล้าหาญสำหรับหน่วยต่างๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ

  • สรุปประเด็นสำคัญ: ข่าวจีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นเรื่องเก่า ไม่มีส่งเพิ่ม
  • ไทยเร่งเสริมกองทัพให้พร้อมรบ เชิงรุกมากขึ้น
  • ยึดสันติวิธี แต่พร้อมรับมือหากจำเป็น

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องชาติ แต่ก็หวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่สันติภาพ หากคุณสนใจข่าวความมั่นคงเพิ่มเติม สามารถติดตามบล็อกนี้ได้นะครับ หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ

ผบ.ทบ. ย้ำ มทภ.1-มทภ.2 เกาะติดชายแดน ชี้กัมพูชายั่วยุ

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โฆษกกองทัพบกเปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของฝั่งกัมพูชาในการสร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงชายแดนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกด้วย

ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์เสียงปืนยิงเข้ามาฝั่งไทยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 การตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบการใช้อาวุธใดๆ ไม่ว่าจะเป็นปืนเล็กหรือเครื่องยิงระเบิด ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กัมพูชาพยายามเน้นการสื่อสารไปยังสังคมโลก เพื่อสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย แต่เชื่อว่าทุกฝ่ายตระหนักถึงกลอุบายนี้ จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการตกหลุมพรางที่กัมพูชาวางไว้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกองทัพและกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงยุทธวิธีของกัมพูชาอย่างชัดเจน การใช้กิจกรรมเป็นตัวนำ เช่น การชุมนุมของชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อนำภาพเหตุการณ์ไปขยายผลในเวทีโลก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยใช้กำลังฝ่ายปกครองที่ไม่ใช่ทหารในการดูแล ทำให้กัมพูชาไม่สามารถนำไปโจมตีได้ นอกจากนี้ ชาวกัมพูชายังแสดงท่าทีก้าวร้าวและใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งฝ่ายไทยรับมือได้ดี และนำข้อเท็จจริงไปชี้แจงต่อประชาคมโลก เป้าหมายของกัมพูชาที่จะทำให้สังคมโลกมองไทยในแง่ลบจึงยังไม่สำเร็จ

กำชับทหารอดทนอดกลั้นในสถานการณ์ชายแดน

พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมสูงสุด และดูแลกำลังพลให้ดี เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ต้องใช้ความอดทนและอดกลั้นสูง ทหารไทยต้องรักษาความสงบเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์

สำหรับการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย มีความกังวลว่ากัมพูชาอาจยั่วเย้าสร้างสถานการณ์อีก แต่สถานการณ์ต้องติดตามวันต่อวัน โดยพิจารณาหลายองค์ประกอบ การเคลื่อนไหวของกัมพูชามีสองรูปแบบหลัก ในจังหวัดสระแก้วใช้มวลชนที่จัดตั้งอย่างเป็นระบบ ส่วนในกองทัพภาคที่ 2 เป็นการใช้อาวุธ รูปแบบอื่นๆ ยังไม่ชัดเจน

MOU 43 และปัญหาสะสมยาวนาน

เกี่ยวกับ MOU 43 ที่ทำไว้เมื่อปี 2543 ยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณา กองทัพยึดถือและปฏิบัติตาม แต่มีปัญหาการละเมิดกว่า 500 ครั้ง ซึ่งมักจบด้วยการประท้วง ไม่นำไปสู่การแก้ไขจริง การตัดสินใจยกเลิกหรือไม่ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร กองทัพสามารถทำงานได้ตามคำสั่งและกรอบกฎหมายอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราไม่เคยละเลย

ปัญหานี้สะสมมานานกว่า 20 ปี ฝ่ายปฏิบัติมีข้อมูลการละเมิดและทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการพูดคุยในระดับพื้นที่ แต่ไม่นำไปสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง จนปัญหาค้างคา หากฝ่ายนโยบายสอบถาม ฝ่ายความมั่นคงก็มีข้อมูลพร้อม แต่ต้องพิจารณาหลายส่วน

แผนสร้างรั้วชายแดนเพื่อความมั่นคง

ยอดบริจาคสำหรับกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ที่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงพระราชทานทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท ปัจจุบันทะลุ 100 ล้านบาทแล้ว การสร้างรั้วชายแดนจะแบ่งตามพื้นที่ โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีการลักลอบเข้าออกผิดกฎหมายและกระทบความมั่นคง เพื่อแสดงมาตรการต่อต้านสิ่งผิดกฎหมาย พื้นที่อื่นๆ ต้องรอกระบวนการ เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) รูปแบบรั้วอาจเป็นแบบถาวรหรืออิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่สรุปรายละเอียด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตยและความสงบสุข ด้วยการรับมืออย่างมืออาชีพและยึดหลักกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารและการทูตที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในเวทีโลก ไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือกับชาติเพื่อนบ้านให้มากขึ้น หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับประเด็นชายแดนนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายต่อไป

ที่มา – ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก

“ศรีญาดา” หวั่นเข้าใจผิด ไม่ต่อว่า “สีหศักดิ์”

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรง การอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ได้สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่างประเทศไทย ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงคำอภิปรายของตนเอง โดยย้ำว่า “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว แทนที่จะเป็นการกล่าวหาหรือวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ เธอชื่นชมในบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ที่สละเวลามาชี้แจงนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภา เธอเน้นย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้มีเจตนาเพื่อต่อว่าหรือกล่าวหาว่านายสีหศักดิ์ไปทะเลาะกับใคร แต่เป็นการแสดงความกังวลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจทำให้ประเทศไทยถูกมองในแง่ลบจากเวทีโลก

จากมุมมองของทันตแพทย์หญิงศรีญาดา การที่นายสีหศักดิ์ได้ขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของไทยนั้น เป็นการแสดงบทบาทที่แข็งแกร่งและเหมาะสม เธอชื่นชมการดำเนินการตอบโต้ที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แสดงความหวังให้ผู้นำรัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างคา

ข้อเสนอแนะเพื่อกดดันกัมพูชาและปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดายังเสนอแนะว่ารัฐบาลควรใช้วิธีทางการทูตเพื่อจำกัดประเด็นชายแดนให้เป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ หากสถานการณ์บานปลายเหมือนในเวที UN ก็ควรสนับสนุนการตอบโต้ที่เด็ดขาดของนายสีหศักดิ์ เธอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาประณามกัมพูชาอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้ากดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน และปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนไทย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน การฟอกเงินผ่านแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติทำให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถประสานงานได้ดี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เธอยินดีที่จะให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หากรัฐบาลเปิดรับฟังจากทุกพรรคการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

  • ชื่นชมบทบาทนายสีหศักดิ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก
  • กังวลเรื่องชายแดนและปัญหาทุ่นระเบิดที่ค้างคา
  • เรียกร้องให้กดดันกัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์และฟอกเงิน
  • เสนอให้รัฐบาลประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของนโยบายการต่างประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาภูมิภาคและภัยคุกคามทางไซเบอร์ การอภิปรายดังกล่าวช่วยให้สาธารณชนเข้าใจมากขึ้นว่าการเมืองไทยไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างพรรค แต่เป็นการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของทันตแพทย์หญิงศรีญาดาแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ ส.ส. ที่ไม่เพียงวิจารณ์แต่ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการทูตไทยได้อย่างแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ขอให้ไทยเปิดด่าน

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย ประธานวุฒิสภากัมพูชาโพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยร้องขอให้ไทยเปิดด่านพรมแดน พร้อมย้ำว่าหากไทยปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็จะไม่ตาย

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญเกี่ยวกับการปิดด่านพรมแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง

ในโพสต์ดังกล่าว ฮุน เซน ยืนยันว่ากัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดด่านพรมแดน โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ปิดด่านก่อน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของไทยที่จะต้องเปิดด่านเอง กัมพูชาจะไม่ลดตัวลงไปขอร้อง และแม้ว่าไทยจะปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็จะไม่เดือดร้อน เพราะจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ชาวกัมพูหันมาบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ฮุน เซน ยังกล่าวอีกว่า เขาไม่อยากจะออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งกำลังได้รับการแก้ไขภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตของทหารและพลเรือน และเพื่อรับประกันว่าทรัพย์สินของรัฐและเอกชนจะไม่ถูกทำลาย

จุดยืนที่ชัดเจนของกัมพูชา

ฮุน เซน กล่าวถึงเรื่องการเปิดด่านข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยอีกครั้ง ว่าในช่วงที่ผ่านมา มีการหารือกันมากมายในสังคม โดยเฉพาะจากผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ชาวกัมพูชา ในขณะที่บุคคลทางการเมือง, ผู้นำกองทัพ และเจ้าหน้าที่รัฐเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด

“แต่ดูที่ฝั่งไทย เราได้ยินเสียงมากมายจากคนทุกระดับในสังคม ตั้งแต่บนสุดยันล่างสุด พูดออกมาซ้ำๆ ว่าให้ปิดด่านต่อไป นับตั้งแต่กองทัพไทยปิดชายแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว เราเพียงแจ้งไปยังฝั่งไทยว่า ในเมื่อไทยเป็นฝ่ายปิดด่าน พวกเขาก็ควรเป็นฝ่ายที่เปิดมัน ไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากับกัมพูชา และเมื่อไทยเปิดด่านฝั่งพวกเขาแล้ว กัมพูชาจะเปิดด่านฝั่งตัวเองภายใน 5 ชั่วโมงต่อมา” ฮุน เซน กล่าว

ฮุน เซน ย้ำว่านี่คือจุดยืนที่กัมพูชายึดมั่นและจะไม่เปลี่ยนแปลง กัมพูชาจะไม่ลดตัวไปขอร้องให้ไทยเปิดด่านอีกครั้ง และต่อให้ไทยตัดสินใจที่จะปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย

นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ปิดด่าน เพราะเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าไทย ซึ่งส่งผลให้สินค้าภายในประเทศของกัมพูชามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ชาวกัมพูชาผู้รักชาติร่วมใจกันสนับสนุนและบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

ตลอด 3 เดือนที่ไม่มีสินค้านำเข้าจากไทย ตลาดของกัมพูชาก็ยังคงมีเสถียรภาพ มีสินค้าเพียงพอและอัตราเงินเฟ้อต่ำ และในแง่ของเศรษฐศาสตร์มหภาค การบริหารจัดการเศรษฐกิจก็ถือว่ามีประสิทธิภาพ

สำหรับเรื่องคำขอของญี่ปุ่น ซึ่งมีการลงทุนทั้งในไทยและกัมพูชา ที่ต้องการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยนั้น ญี่ปุ่นควรติดต่อกับฝ่ายไทย เพราะกัมพูชาได้ให้การอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

ฮุน เซน ยังได้เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาอดทน และปล่อยให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ด้วยสันติวิธีต่อไป โดยย้ำว่าไม่สามารถยุติสงครามด้วยสงครามได้

บทสรุปและข้อคิด

จากท่าทีที่แข็งกร้าวของฮุน เซน ทำให้เห็นได้ถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาที่จะพึ่งพาตนเอง และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การปิดด่านพรมแดนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจเป็นโอกาสให้กัมพูชาพัฒนาศักยภาพในการผลิตสินค้าภายในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของตนเองได้ในที่สุด สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีดังกล่าวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองอย่างไร และจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย ข้อความนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำประกาศ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศกัมพูชา

ที่มา – ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

ฮุน เซน ปัดข่าวเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ จริงหรือ?

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อมีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในประเทศกัมพูชา ล่าสุด สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่าไม่มีการเตรียมการที่จะยึดทรัพย์ ทักษิณ แต่อย่างใด และยังเน้นย้ำว่าทั้งคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีทรัพย์สินในกัมพูชา

ฮุน เซน ยัน ไม่มีการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชา

สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เพื่อชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าท่านได้เห็นรายงานข่าวเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินของ ฯพณฯ ทักษิณในกัมพูชา และการเตรียมอายัดทรัพย์สินเหล่านั้น ซึ่งไม่เป็นความจริง

“ถึงแม้ว่าผมกับ ฯพณฯ ทักษิณจะมีปัญหากันมาก่อน แต่ผมต้องรับผิดชอบในการรักษาไว้ซึ่งความสุจริตและเกียรติของ ฯพณฯ ทักษิณ” สมเด็จฯ ฮุน เซน กล่าว

นอกจากนี้ ท่านยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทั้ง ฯพณฯ ทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ถือครองทรัพย์สินหรือแหล่งเงินได้ใดๆ ในกัมพูชา”

เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ยกตัวอย่างว่า เมื่อครั้งที่ ฯพณฯ ทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ เดินทางมาเยือนกัมพูชา พวกท่านใช้รถยนต์ส่วนตัวของท่านเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณทักษิณไม่ได้มีทรัพย์สินใดๆ ในกัมพูชา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็น ยึดทรัพย์ ทักษิณ

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ท่านไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับธุรกิจใดๆ กับ ฯพณฯ ทักษิณ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนตัวหรือของครอบครัว

ท่านยังได้กล่าวว่า หากข้อมูลดังกล่าวมีต้นตอมาจากกัมพูชา ท่านขอให้ยุติเรื่องนี้ในทันที เนื่องจากประเทศกัมพูชาต้องรักษาศักดิ์ศรีและหลีกเลี่ยงการสร้างหรือเผยแพร่เรื่องราวที่เป็นเท็จและทำให้เข้าใจผิด

“แต่หากเรื่องนี้มีต้นตอมาจากประเทศไทย ก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการไทยในการจัดการ” สมเด็จฯ ฮุน เซน ระบุทิ้งท้าย

สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมักจะมีความซับซ้อน และข่าวลือต่างๆ ก็สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การที่ผู้นำประเทศออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความกระจ่างในประเด็นที่ละเอียดอ่อน

จากคำยืนยันของสมเด็จฯ ฮุน เซน ทำให้เราทราบว่าข่าวลือเรื่องการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย และอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จฯ ฮุน เซน และ ฯพณฯ ทักษิณ จะเคยมีช่วงเวลาที่ตึงเครียด แต่การออกมาปกป้องเกียรติยศและความสุจริตของอีกฝ่าย ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรอบด้าน และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือหรือข้อมูลที่บิดเบือน

โดยสรุปแล้ว ข่าวเรื่องการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชาไม่เป็นความจริง และทั้งคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีทรัพย์สินใดๆ ในประเทศกัมพูชา

ที่มา – “ฮุน เซน” ปัดข่าวเตรียมยึดทรัพย์ “ทักษิณ” ลั่นไม่มีทรัพย์สินในกัมพูชา

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ย้ำความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความเห็นต่างในโลกโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินงานด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดนและการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จะมีการหารือกันในเรื่องนโยบายที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ซึ่งรวมถึงเรื่องการปิด-เปิดด่านด้วย โดยจะต้องพิจารณาจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ก่อน และดูว่าทางกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องมาเป็นอันดับแรก และจะต้องพิจารณามาตรการอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคง

“เรื่องนี้ต้องคุยกันก่อน และย้ำว่าดูจากผลการประชุม GBC ที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ปฏิบัติหน้าที่รมว.กลาโหม ไปร่วมประชุมมา ต้องดูว่าเขามีการปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ แต่โดยทั่วไปผลการประชุมก็ออกมาดีอยู่ที่การปฏิบัติ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความกังวลและไม่อยากให้มีการเปิดด่าน แต่การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน

“ตนคิดว่าเราต้องมาดูกันก่อนว่าสิ่งที่คุยกัน เขาจะปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีประเด็นที่สร้างสรรค์หลายเรื่อง และสุดท้ายคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่” นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา มักมีปัญหาว่าทางกัมพูชาไม่ค่อยยอมรับผลการประชุมทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือ RBC แต่นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ทุกอย่างดูเป็นไปด้วยดี และหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทางกัมพูชา

“เราก็หวังว่าอย่างนั้น ความจริงใจเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายสีหศักดิ์กล่าว

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไปคือแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ ว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างไร การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งต้องอาศัยการเจรจา การทำความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังโซเชียลฯ ไม่เห็นด้วย ย้ำยึดความปลอดภัยประชาชน

กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโช รับเที่ยวบินแรก

สนามบินนานาชาติเตโช ในกรุงพนมเปญ ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว ด้านนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวยกย่องว่า นี่คือ “ประตูสู่โลกใบใหม่ของกัมพูชา”

สนามบินนานาชาติเตโช ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของกัมพูชา ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยสนามบินแห่งนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกันดาลและตาแก้ว และจะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมกัมพูชาสู่ประชาคมโลก

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่มาถึงคือ สายการบินแอร์แคมโบเดีย เที่ยวบินที่ K6 611 เดินทางมาจากประเทศจีน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเครื่องบินได้ผ่านพิธีต้อนรับด้วยอุโมงค์น้ำอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งมีนายเมา ฮาวันนัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการบินพลเรือน และนายฮวต ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

ผู้โดยสารทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของชาวกัมพูชา ด้วยการแสดงศิลปะพื้นบ้าน ระบำผ้าขาวม้า การคล้องพวงมาลัยดอกไม้ และของที่ระลึก ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ต่อภาคการบินและการท่องเที่ยวของประเทศ

ด้านนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีต่อการเปิดตัวสนามบินนานาชาติเตโช โดยกล่าว ยกย่องสนามบินนานาชาติเตโชให้เป็นประตูสู่โลกใบใหม่ของกัมพูชา และจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ โดยฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

สื่อกัมพูชาระบุว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 16,250 ไร่ ในเขตกันดาลสตุง จังหวัดกันดาล และบางส่วนของเขตบาตี จังหวัดตาแก้ว ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร

หนึ่งในจุดเด่นของท่าอากาศยานแห่งนี้คือการจัดระดับเป็นท่าอากาศยานระดับ 4F ซึ่งเป็นระดับสูงสุดด้านการบินระหว่างประเทศ ด้วยการจัดระดับนี้ ท่าอากาศยานแห่งนี้สามารถรองรับอากาศยานได้ทุกประเภท รวมถึงอากาศยานขนาดใหญ่อย่างแอร์บัส A380 และโบอิ้ง 747

ในระยะแรก ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี และรองรับสินค้าได้ 26,000 ตัน.

กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน

การเปิดตัวสนามบินนานาชาติเตโช ถือเป็นก้าวสำคัญของกัมพูชาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ สนามบินแห่งใหม่นี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและสินค้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมุ่งมั่นในการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก

ทำไมสนามบินนานาชาติเตโชถึงสำคัญ?

  • ยกระดับการท่องเที่ยว: คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: สนามบินระดับ 4F ช่วยให้กัมพูชาสามารถรองรับเที่ยวบินจากทั่วโลก
  • สร้างงาน: การก่อสร้างและการดำเนินงานของสนามบินจะสร้างโอกาสการจ้างงานจำนวนมาก
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: การขนส่งสินค้าและการค้าจะเติบโตขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องการเดินทางไปกัมพูชา สนามบินนานาชาติเตโช จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สะดวกสบายและทันสมัย และคาดว่าจะมีการเพิ่มเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังพนมเปญในอนาคตอันใกล้นี้ เตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และสำรวจความงดงามของกัมพูชาได้เลย!

การเปิด สนามบินนานาชาติเตโช ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งชาวกัมพูชาและนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของกัมพูชาในระยะยาว

ที่มา – กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาเหลือ 4.8% เศรษฐกิจจะรอดไหม

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572 สถานการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาส่อแววไม่สดใส เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และประชาชนชาวกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามคือ รัฐบาลกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่ IMF ออกมาเตือนถึงปัญหาคอร์รัปชัน และความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า กัมพูชาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หากต้องการที่จะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อะไรคือสาเหตุที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชา?

สาเหตุหลักๆ ที่ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ได้แก่:

  • ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก
  • ข้อพิพาทชายแดนกับไทย
  • ปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาในต่างแดนที่ลดลง
  • ปัญหาหนี้เอกชนสูงและหนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง

รัฐบาลกัมพูชาต้องทำอย่างไร?

IMF ได้แนะนำให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการดังนี้:

  1. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต
  2. ปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจด้วยการปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส
  3. ลงทุนในทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน
  4. ใช้นโยบายการคลังอย่างเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน
  5. มีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ

การดำเนินการตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้กัมพูชาสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน เป็นสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาต้องตระหนักและเร่งแก้ไขโดยด่วน

การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่กัมพูชาต้องเผชิญ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการปราบปรามคอร์รัปชันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากกัมพูชาต้องการที่จะหลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนและสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชน

ที่มา – IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

สลด! หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา

เกิดเหตุสลด หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเปิดเผยว่า คดีนี้อาจมีปมเหตุจากเรื่องรักสามเส้า

เจสสิก้า คาเรียด ฮอปกินส์ วัย 34 ปี พบเสียชีวิตในกองเลือด มีบาดเเผลถูกแทงหลายเเห่ง ที่สวนสาธารณะเเห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 ส.ค.) ร่างของเธอถูกพบเมื่อเวลาประมาณ 23.40 น. ในเขตจ็อมการ์มอน โดยเธอถูกแทงที่ลำคอเเละส่วนอื่นของร่างกาย

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคือ กิดิกิลา งานดา กลอดี้ หญิงชาวคองโก วัย 33 ปี ได้ที่ร้านทำผม ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2.4 กิโลเมตร และมีภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นขณะเจ้าหน้าที่นำตัวเธอออกจากร้านในสภาพใส่กุญเเจมือ

หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา

ชวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจกรุงพนมเปญ ยืนยันการจับกุม เเละกล่าวว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า สาเหตุการสังหาร หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา มาจากความขัดเเย้งส่วนตัวจากเรื่องชู้สาว เเละตำรวจใช้เวลาสืบสวน 17 ชั่วโมงก่อนจับกุมผู้ก่อเหตุ

ผู้เสียชีวิต หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา มาจากเมืองฮาร์เพนเดนในเเคว้นฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ เเต่เชื่อว่าอาศัยอยู่ในบ้านเช่าในพื้นที่ชรอยชังวาร์ในพนมเปญ

การตอบสนองจากสถานทูต

กระทรวงการต่างประเทศเเละเครือจักรภพอังกฤษ ได้ออกเเถลงการณ์ว่า “เรากำลังให้การสนับสนุนครอบครัวของหญิงชาวอังกฤษที่เสียชีวิตในกัมพูชา เเละกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด”

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งส่วนตัว และความสำคัญของการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ การเสียชีวิตของหญิงชาวอังกฤษในครั้งนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถมอบความยุติธรรมให้กับเธอเเละครอบครัวได้

ที่มา – หญิงอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตในกัมพูชา คาดปมรักสามเส้า

Scroll to top