การดําเนินคดี

อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน

อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงมหาดไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาพูดถึงกระแสข่าวการปรับทัพข้าราชการขนานใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยท่านยืนยันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การ “รีเซ็ต” กระทรวง แต่อย่างใด

หากพูดถึงการที่ อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน นั้น นายอนุทินต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า เป้าหมายหลักคือการทำให้การบริหารงานภายในกระทรวงมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นไปที่การประเมินศักยภาพของข้าราชการให้เหมาะสมกับหน้างานในช่วงเวลานั้นๆ มากกว่าการล้างไพ่ เพื่อให้งานของรัฐบาลเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

เหตุผลเบื้องหลังการปรับทัพครั้งนี้

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการจัดทัพใหม่ คือความกังวลเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการโกงสอบราชการท้องถิ่นที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง ท่านย้ำว่าหลักการทำงานนับจากนี้ต้องชัดเจนและตรวจสอบได้ ดังนี้:

  • ยึดหลักความถูกต้อง: ใช้หลักการจัดการเชิงรุกแบบเดียวกับการยึดพื้นที่รัฐที่ถูกบุกรุก คือหลักฐานต้องชัดและการตรวจสอบต้องเข้มข้น
  • ความรวดเร็วในการจัดการ: เห็นได้ชัดจากการใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ในการค้นหาความจริงและเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งทางอาญาและวินัย
  • ไม่มีระบบพวกพ้อง: ท่านย้ำหนักแน่นว่ารัฐบาลนี้ไม่มีการแบ่งแยก “สิงห์แดง” หรือ “สิงห์ดำ” เพราะรัฐบาลมีแค่สี “แดง ขาว น้ำเงิน” เท่านั้น

สำหรับการตั้งคำถามว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ นายอนุทินมองว่าประเด็นนี้ไม่สำคัญเท่ากับ “ความเหมาะสม” หากใครทำดี รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าใครกระทำผิดกฎระเบียบ รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปราบปรามและหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอย่างเด็ดขาด นี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้ที่เน้นความโปร่งใสเป็นหลัก

เรียกได้ว่าความเคลื่อนไหวของ อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนใจข้าราชการทุกคนให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก และเป็นการยืนยันว่าทุกตำแหน่งมีไว้เพื่อขับเคลื่อนประเทศ หากข้าราชการคนไหนทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลสำหรับการโยกย้ายแน่นอน ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนแบบนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการน้ำดีได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้าย ขรก.ให้เหมาะสมกับงาน ไม่แบ่งสีสิงห์

“วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของบิดา คือ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โกเกียรติ” เกี่ยวกับประเด็น “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. หลังจากมีการกล่าวอ้างทำนองว่าหากการฮั้ว สว. ครั้งนี้สำเร็จ ลูกชายของเขาจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับครอบครัวเลียงประสิทธิ์เป็นอย่างมาก

“วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. เพื่อเรียกคืนความเป็นธรรม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีพยานในคดีดังกล่าวพาดพิงถึงคุณพ่อของรัฐมนตรีช่วยฯ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดีลตำแหน่งทางการเมือง นายวรศิษฎ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความกังขาว่า “ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ” พร้อมย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรมต่อทั้งตัวเขาและบิดาอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีเพื่อปกป้องเกียรติยศและพิสูจน์ความจริงว่าไม่ได้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ ในเรื่องการฮั้ว สว. ดังที่ถูกกล่าวอ้าง

เปิดใจรัฐมนตรีช่วยฯ ต่อประเด็น “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว.

เมื่อถามถึงประเด็นทางการเมืองว่าเรื่องนี้เป็นการดิสเครดิตกันหรือไม่ นายวรศิษฎ์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างประเด็นขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื่น พร้อมกันนี้ยังมีประเด็นเรื่องหลักฐานที่ทางฝ่ายค้านอ้างว่ามีเพียงแค่ 5% เท่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีช่วยฯ ได้ฝากเตือนไปยังผู้กล่าวหาว่า:

  • หากมีหลักฐานจริง ไม่ต้องนำมาโชว์ผ่านสื่อ
  • ให้นำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง
  • กระบวนการทางกฎหมายทำงานอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าความจริงจะไม่เปิดเผย

นายวรศิษฎ์มองว่าเรื่องการฮั้ว สว. เป็นวาทกรรมทำนองนี้ที่มีคนพยายามสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในที่ประชุมหรือกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา

จากการสัมภาษณ์ดูเหมือนว่า นายวรศิษฎ์ค่อนข้างมั่นใจในความบริสุทธิ์ของครอบครัวเลียงประสิทธิ์ และมองว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายแจ้งความดำเนินคดีจะช่วยให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้น ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว การกล่าวหาโดยขาดหลักฐานชัดเจนย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเมือง การที่ผู้ถูกกล่าวหาเลือกใช้ช่องทางกฎหมายจึงเป็นทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อหน้าสาธารณชน

ที่มา – “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. หลังอ้างถ้าฮั้ว สว. สำเร็จลูกจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในเรื่องการตรวจสอบที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยล่าสุด “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวต่อสู้ในชั้นศาลอย่างเต็มกำลังหลังจากถูกคู่กรณีฟ้องร้อง

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ท่านตั้งใจจะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อท่านได้รับหมายศาลในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องท่านในข้อหาหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่าการเดินทางไปในครั้งนี้มีความสำคัญมากเพื่อให้ทนายความเห็นพื้นที่จริงก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง

เปิดใจทำไม “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

ในการให้สัมภาษณ์ ท่านได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่น่าสนใจว่า แม้จะได้รับหมายศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นี้ แต่ท่านได้แจ้งทางศาลไปอย่างชัดเจนว่าไม่มีความประสงค์ที่จะทำการไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด เพราะต้องการพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อหน้าศาลมากกว่า โดยท่านเตรียมพานคณะทนายความลงพื้นที่ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด

สิ่งที่น่าสนใจคือการเตรียมตัวของท่านในครั้งนี้ มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • เตรียมลงพื้นที่บุรีรัมย์เพื่อดูพื้นที่จริงกับทนายความ
  • เตรียมขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล
  • เตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการซักค้านในวันไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2569

หลายคนมองว่าการที่ “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนนี้ เรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ที่คงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาในทิศทางไหน

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสในที่ดินของรัฐเป็นสิทธิที่ประชาชนเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เราคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ ที่พลิกโฉมคดีนี้ได้หรือไม่

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตนเองถูกพาดพิงจากนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ เกี่ยวกับการมีรายชื่อเชื่อมโยงกระบวนการฮั้ว สว. โดยนายทรงศักดิ์ยืนยันว่าเรื่องนี้มีความไม่เหมาะสมและเตรียมเอาผิดทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยประกาศเสียงแข็งว่า พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท ทันทีหลังจากที่ทีมกฎหมายรวบรวมหลักฐานเสร็จสิ้น

การตัดสินใจเข้าแจ้งความครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากนายทรงศักดิ์มองว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอออกมานั้นเข้าข่ายองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท ทำให้ชื่อเสียงของตนได้รับความเสียหาย นายทรงศักดิ์ได้ระบุชัดเจนว่า ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายเร่งถอดคำพูดและตรวจสอบเนื้อหาที่นายยิ่งชีพได้นำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อหาหลักฐานที่แน่ชัดก่อนจะเดินทางไปดำเนินคดีที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน

รายละเอียดการดำเนินการทางกฎหมายของ ทรงศักดิ์ ทองศรี

สำหรับการเดินทางไปแจ้งความในครั้งนี้ นายทรงศักดิ์ต้องการแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง โดยประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณี พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท มีดังนี้:

  • ทีมกฎหมายกำลังตรวจสอบทุกถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาผ่านสื่อสารมวลชนและโซเชียลมีเดีย
  • เตรียมความพร้อมในการรวบรวมเอกสารและหลักฐานประกอบการฟ้องร้องดำเนินคดี
  • เลือกสถานีตำรวจในจังหวัดบึงกาฬเป็นสถานที่แจ้งความ เพื่อความสะดวกและเป็นพื้นที่ที่แสดงถึงความชัดเจนในฐานะที่เป็นภูมิลำเนาของตน

ความชัดเจนของนายทรงศักดิ์ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่วิจารณ์การทำงานว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหากใครที่นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนหรือเข้าข่ายการหมิ่นประมาท ก็พร้อมที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายปกป้องเกียรติยศและชื่อเสียงของตนเองอย่างแน่นอน

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ประชาชนควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ทุกอย่างตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

“ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย

“ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาประกาศกร้าวเตรียมเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) หลังจากที่นายยิ่งชีพได้นำข้อมูลเก่าเกี่ยวกับการเลือก สว. มาเปิดเผยซ้ำในงานเสวนา จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ “ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย จนกระทบต่อภาพลักษณ์ของต้นสังกัดอย่างรุนแรง

เปิดปมเหตุความขัดแย้งทางการเมือง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพได้เข้าร่วมกิจกรรมเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)” ซึ่งมีการหยิบยกข้อมูลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีมากล่าวอ้างอีกครั้ง ทำให้ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานทั่วไป แต่เป็นการขุดคุ้ยเรื่องเก่าที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

นายภราดรได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชื่อเสียงขององค์กรพรรค โดยยืนยันว่าการที่ “ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย นั้น เป็นสิทธิ์ที่พรรคต้องปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองจากข้อมูลที่ถูกตีความให้เกิดความเข้าใจผิด

  • นายภราดรชี้แจงว่าไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปากตามที่หลายฝ่ายกังวล
  • ยืนยันว่าพรรคได้รับความเสียหายจากข้อมูลดังกล่าว
  • กำลังหารือทีมกฎหมายเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเห็นต่อกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาเตือนไม่ให้มีการฟ้องเพื่อปิดปากประชาชน นายภราดรได้ตอบสวนกลับทันทีว่า ไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก แต่เป็นการปกป้องเกียรติของพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับความเสียหายจากการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว และย้ำว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การฟ้องร้องในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการปกป้องสิทธิ์ของนักการเมืองและพรรคการเมือง คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางการเมืองในอนาคตหรือไม่ สำหรับใครที่ติดตามสถานการณ์นี้ “ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะมีใครถูกฟ้องเพิ่มอีกหรือไม่

ที่มา – “ภราดร” ลั่นฟ้องแน่ หลัง “ยิ่งชีพ” ทำพรรคภูมิใจไทย เสียหาย

นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีการดำเนินคดีทางกฎหมาย โดยมีหัวข้อหลักคือ นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ต่อคำร้องขอของผู้อำนวยการ iLaw ที่พยายามให้ยุติการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ได้โพสต์ข้อความวิงวอนขอให้กลุ่มนักการเมือง 9 ราย รวมไปถึงพรรคภูมิใจไทย ยุติการดำเนินคดีหมิ่นประมาทหรือการแจ้งความในพื้นที่ห่างไกล หลังจากที่มีการกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนายกรัฐมนตรีนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องของการใจกว้างหรือไม่ แต่มันคือการรักษาสิทธิ์ตามกฎหมายของตนเอง

ทำไม นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด ถึงเป็นประเด็น?

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินมีความชัดเจนมาก ท่านย้ำว่าการที่เขาจะดำเนินคดีหรือไม่นั้น เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมตามกฎหมายของตนเองเมื่อได้รับความเสียหายจากการถูกกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้สิทธิ์ฟ้องร้องถือเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่การสั่งการเป็นกลุ่มก้อน
  • นายกรัฐมนตรียืนยันว่าตนเองเป็นคนใจกว้าง แต่ต้องปกป้องชื่อเสียงจากการถูกพาดพิง
  • มีการฝากเตือนสติว่า ก่อนจะพูดหรือกระจายข้อมูลใดๆ สู่สาธารณะ ควรพิจารณาให้รอบคอบ

ความน่าสนใจของกรณีนี้คือการที่นักการเมืองกล้าออกมาปกป้องสิทธิ์ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ผ่านการใช้ช่องทางกฎหมายปกติ ซึ่งในทางหนึ่งก็เป็นการเตือนให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อคำพูดและการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองว่าทุกการกระทำมีผลทางกฎหมายเสมอ

ในมุมมองของผม การที่ผู้บริหารประเทศยืนหยัดรักษาสิทธิ์ของตนเองอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งการเมืองหรือภาคประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรับรู้ข่าวสาร หากเราทุกคนหันมาตั้งหลักก่อนพูดหรือวิจารณ์ด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ปัญหาการฟ้องร้องเหล่านี้ก็จะลดน้อยลงไปเอง

ที่มา – นายกฯ ยันฟ้อง “ยิ่งชีพ” ตามสิทธิ์ บอกก่อนพูดทำไมไม่คิด

รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสำคัญและดำเนินการ รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช ได้สำเร็จ หลังจากที่ผู้ต้องหารายนี้พยายามหลบหนีความผิดจากคดีฉ้อโกงประชาชนที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายณัฐภาพงศ์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ “นายก ภา” ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ในการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยแอบอ้างว่าตนเองมี “โควตาพิเศษ” สามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้าทำงานได้จริง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมากยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อแลกกับตำแหน่งงาน

เบื้องลึกเส้นทางการหนีคดี รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

หลังจากที่ผู้เสียหายจำนวนมากพบว่าตนเองไม่ได้รับการบรรจุตามคำกล่าวอ้าง จึงได้รวมตัวกันแจ้งความดำเนินคดีในหลายท้องที่ จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาโดยศาลจังหวัดสตูลถึง 3 หมายในคดี “ฉ้อโกง” เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการติดตามสืบสวนผู้ต้องหาตามหมายจับจากตำรวจภูธรภาค 9 จึงได้กระจายกำลังติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งสืบทราบข้อมูลสำคัญว่านายกภาได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่หอพักในจังหวัดนครราชสีมา

เมื่อตรวจสอบพิกัดเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจบุกเข้าชาร์จและดำเนินการ รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช ได้ที่ห้องพักชั้น 2 ของหอพักแห่งหนึ่ง โดยในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่:

  • เงินสดจำนวนกว่า 1,230,500 บาท
  • เอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีจำนวน 2 แผ่น

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการหลอกลวงประชาชนผ่านกระบวนการสอบบรรจุข้าราชการ ซึ่งมักจะใช้ความไม่รู้หรือความอยากได้ตำแหน่งมาเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกนำตัวไปบันทึกจับกุมที่ สภ.โพธิกลาง ก่อนจะส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.ควนกาหลง ต่อไป

ในมุมมองของความยุติธรรม ทางเจ้าหน้าที่ฝากเตือนประชาชนว่า ตำแหน่งงานข้าราชการไม่สามารถซื้อขายได้ด้วยเงิน การอ้างโควตาพิเศษมักเป็นเพียงอุบายการฉ้อโกง หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที อย่าตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายมาทำลายอนาคตของผู้อื่น

ที่มา – รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มไอลอว์ได้มีการเปิดเผยรายชื่อบุคคลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ฮั้ว” เลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของนายทรงศักดิ์รวมอยู่ด้วย ทำให้นายทรงศักดิ์ต้องออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

นายทรงศักดิ์ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อหน้าสื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการดังกล่าว พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการนำชื่อมาพาดพิงทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นในฐานะบุคคลที่ได้รับผลกระทบ “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้แก่ตนเองและพรรคภูมิใจไทย

เหตุผลที่ต้องใช้กฎหมายจัดการข้อครหา

เมื่อถูกถามว่าการเปิดรายชื่อดังกล่าวเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ รองนายกฯ ทรงศักดิ์ระบุว่าตนไม่ต้องการด่วนสรุปเจตนาของกลุ่มผู้เปิดเผยข้อมูล แต่ยอมรับว่าในฐานะนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการวิจารณ์นั้นก้าวก่ายจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ การปกป้องสิทธิส่วนบุคคลจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

  • การปรึกษาทีมกฎหมายพรรคเพื่อดำเนินการภาพรวม
  • การตรวจสอบข้อกฎหมายว่าคำกล่าวอ้างมีองค์ประกอบความผิดหรือไม่
  • การรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีหากพบการหมิ่นประมาท

นายทรงศักดิ์ยังกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่มีชื่อปรากฏในลักษณะเดียวกัน เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ตามมาตรฐานของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองระดับสูงแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิผ่านช่องทางกฎหมายแทนการเผชิญหน้าด้วยวาทกรรม ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงกระทำได้ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงที่รอบด้านและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ประเด็นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการติดตามข่าวสารการเมืองในยุคดิจิทัลที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองและรอคอยข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรมแทนการด่วนตัดสินจากกระแสสังคม

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เล็งใช้กฎหมายดำเนินคดีปกป้องสิทธิ หลังถูกพาดพิง

“ปกรณ์” ลั่นตั้งใจมาโกงสอบท้องถิ่น ไม่ควรเป็นข้าราชการ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีข่าว “ปกรณ์” ลั่นตั้งใจมาโกงสอบท้องถิ่น ไม่ควรเป็นข้าราชการ หลังจากที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาเปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่สร้างความตกตะลึงให้กับหลายภาคส่วน

สถานการณ์ล่าสุด: “ปกรณ์” ลั่นตั้งใจมาโกงสอบท้องถิ่น ไม่ควรเป็นข้าราชการ

ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 ทางคณะกรรมการได้ตรวจสอบพบร่องรอยการทุจริตที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะความบกพร่องของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เรียกว่า “ไอทีริส” (ITRIS) ซึ่งพบว่าผลคะแนนของตัวผู้เข้าสอบในบางจุดมีความไม่สมเหตุสมผลและไม่ตรงกันอย่างชัดเจน นายปกรณ์ได้เน้นย้ำอย่างหนักแน่นถึงบรรทัดฐานของคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่รับใช้ประชาชนว่า ผู้ที่มีเจตนาทุจริตตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาสอบ ย่อมไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเป็นข้าราชการที่ดี

มุมมองต่อประเด็น “ปกรณ์” ลั่นตั้งใจมาโกงสอบท้องถิ่น ไม่ควรเป็นข้าราชการ

ปัญหาการทุจริตสอบไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่การที่ระดับรองนายกรัฐมนตรีออกมาแสดงจุดยืนที่เด็ดขาดเช่นนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำความสะอาดระบบราชการให้โปร่งใส โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจนดังนี้:

  • การอุดช่องโหว่: เร่งปรับปรุงระบบไอทีและกระบวนการตรวจสอบเพื่อระบุจุดเปราะบาง
  • การดำเนินคดี: ส่งต่อข้อมูลให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานยุติธรรมเพื่อลงโทษตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด
  • ความร่วมมือร่วมใจ: ทั้งกระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัย และเอกชน กำลังผนึกกำลังเพื่อกวาดล้างขบวนการโกงสอบ

เป็นที่น่าจับตามองว่าความคืบหน้าในการรายงานผลต่อนายกรัฐมนตรีทุกๆ 10 วันนั้น จะสามารถเปิดโปงขบวนการทุจริตที่อาจซ่อนตัวอยู่ได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากปล่อยให้คนเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาในระบบราชการได้ ก็จะเป็นตราบาปต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐในอนาคต

บทเรียนในครั้งนี้คือการตอกย้ำว่า ความซื่อสัตย์สุจริตควรเป็นคุณสมบัติลำดับแรกของข้าราชการไทย หากเราต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เราจำเป็นต้องสร้างระบบคัดเลือกคนที่มีทั้งความรู้และความดีเข้าสู่ระบบราชการอย่างแท้จริง การปราบปรามทุจริตในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงโทษ แต่คือการกู้คืนเกียรติยศของข้าราชการไทยให้กลับมาสง่างามอีกครั้ง

ที่มา – “ปกรณ์” ลั่นตั้งใจมาโกงสอบท้องถิ่น ไม่ควรเป็นข้าราชการ

Scroll to top