การตรวจสอบข้อมูล

ณัฐกานต์ จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เมื่อระบบการคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเกิดความผิดพลาด จนส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ล่าสุด นายณัฐกานต์ ชูชนะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ทางภาครัฐเร่งดำเนินการตรวจสอบกรณี ณัฐกานต์ จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่เคยได้รับสิทธิแต่อยู่ๆ ก็ถูกตัดสิทธิไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง

ณัฐกานต์ จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่การถูกตัดสิทธิเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความผิดพลาดของฐานข้อมูลที่น่าตกใจ ตัวอย่างเช่น มีประชาชนรายหนึ่งถูกระบุว่าครอบครองรถจักรยานยนต์คันใหญ่ถึง 300 ซีซี ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาเป็นเพียงเจ้าของมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า เวฟธรรมดาๆ เท่านั้น หรือในบางกรณี ระบบยังแจ้งว่าประชาชนมีภาระหนี้สินผูกพันจากสินเชื่อส่วนบุคคลที่เจ้าตัวไม่เคยไปทำรายการมาก่อน สิ่งเหล่านี้สร้างทั้งความลำบากในการใช้ชีวิตและสร้างความวิตกกังวลเรื่องหนี้ทิพย์ให้กับผู้ถูกตรวจสอบอย่างไม่เป็นธรรม

นายณัฐกานต์จึงย้ำว่า ณัฐกานต์ จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ อย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลทบทวนระบบฐานข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ให้ประชาชนเป็นคนพิสูจน์สิทธิเพียงฝ่ายเดียว โดยมีข้อเสนอดังนี้:

  • เร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบให้เป็นปัจจุบัน
  • จัดตั้งช่องทางช่วยเหลือที่รวดเร็วสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลผิดพลาด
  • เพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุกในการประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการอุทธรณ์สิทธิให้ชัดเจนขึ้น

ทำไมรัฐต้องเร่งคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน?

การที่ระบบสวัสดิการมีข้อจำกัดจนคนเดือดร้อนจริงๆ ต้องตกหล่นจากการได้รับความช่วยเหลือ สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ยังคงมีอยู่ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระบบให้ทันสมัยและแม่นยำ เพื่อให้การจัดสรรสวัสดิการเข้าถึงผู้ที่สมควรได้รับอย่างแท้จริง การเร่งแก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนครั้งนี้จึงเป็นการรักษาความยุติธรรมทางเศรษฐกิจที่ประชาชนทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

ในฐานะประชาชน เราได้แต่หวังว่าเสียงสะท้อนจากคุณณัฐกานต์จะได้รับการตอบสนองโดยเร็ว เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังรอคอยความชัดเจนก่อนจะหมดเขตการอุทธรณ์ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ โปรดรีบตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการยื่นอุทธรณ์ตามช่องทางที่รัฐกำหนด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของท่านเองครับ

ที่มา – “ณัฐกานต์” จี้ รัฐคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการรัฐ

ประธาน กมธ.ศาสนาฯ ยืนยันไม่มีวาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน

ประธาน กมธ.ศาสนาฯ ยืนยันไม่มีวาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชนในจ.มุกดาหาร

จากกระแสข่าวลือที่แพร่กระจายไปทั่วโลกโซเชียลเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ เตรียมจะเข้ามาสอบวินัยพระธุดงค์ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในจังหวัดมุกดาหารนั้น ล่าสุด นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาไขข้อข้องใจและยืนยันอย่างชัดเจนว่า เรื่องการสอบสวนดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ประธาน กมธ.ศาสนาฯ ได้ชี้แจงว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ไม่เคยมีการบรรจุวาระเรื่องการสอบสวนทางวินัยพระภิกษุเข้าสู่การพิจารณาเลย การปล่อยข่าวเท็จเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้สังคมสับสน แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นระหว่างคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนอีกด้วย

ทำไมประธาน กมธ.ศาสนาฯ ยืนยันไม่มีวาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชนในจ.มุกดาหาร

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เราควรทราบว่าหน้าที่หลักของ กมธ.ศาสนาฯ คือการคุ้มครองและส่งเสริมศาสนา ไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินผิดถูกในทางคดีอาญาหรือวินัยสงฆ์ โดยนางธิวัลรัตน์ได้ย้ำประเด็นสำคัญไว้ดังนี้:

  • หน้าที่ตามกฎหมาย: เน้นดูแลอุปถัมภ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ไม่เกี่ยวกับการสอบสวน
  • ยืนยันความโปร่งใส: ข่าวลือที่เกิดขึ้นเป็นการบิดเบือนข้อมูลอย่างสิ้นเชิง
  • การแสดงความเสียใจ: คณะกรรมาธิการฯ เตรียมลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บและแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิต

ผลกระทบของการบิดเบือนข่าวสาร การได้รับข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการ สร้างความเสียหายต่อขวัญและกำลังใจของคณะสงฆ์อย่างมาก เราในฐานะผู้บริโภคสื่อควรตระหนักถึงความถูกต้องก่อนที่จะแชร์ข้อมูลออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นในสังคมชาวพุทธของเรา

ในมุมมองของเราเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของโซเชียลมีเดียว่า การตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนส่งต่อนั้นสำคัญเพียงใด การที่ "ประธาน กมธ.ศาสนาฯ ยืนยันไม่มีวาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชนในจ.มุกดาหาร" ถือเป็นการหยุดข่าวลือที่เป็นอันตรายต่อภาพลักษณ์วงการสงฆ์ได้อย่างทันท่วงที หากใครที่เคยแชร์ข่าวนี้ไปแล้ว เชื่อว่าการได้รับทราบข้อเท็จจริงในวันนี้จะช่วยคลายความกังวลใจให้กับพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศได้แน่นอน

ที่มา – “ประธาน กมธ.ศาสนาฯ” ยืนยันไม่มีวาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชนในจ.มุกดาหาร

กกต. สั่งสอบด่วน คลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวที่เป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย กรณีที่ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้ออกมาเผยแพร่คลิปวิดีโอแฉว่าพบเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของจังหวัดสมุทรปราการถูกนำไปใช้เป็นกระดาษรองแผงไข่ไก่ ทำให้กลายเป็นประเด็นคำถามตัวโตๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

กกต. สั่งสอบด่วน คลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ

เหตุการณ์ กกต. สั่งสอบด่วน คลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนไม่น้อย เพราะเอกสารดังกล่าวมีข้อมูลสำคัญอย่างเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งปรากฏอยู่ด้วย โดยทาง กกต. ได้ออกมาชี้แจงว่า เอกสารที่พบคือบัญชีรายชื่อแบบ ส.ส. 1/3 ซึ่งทางสำนักงานกำลังเร่งสืบหาต้นตอว่าหลุดรอดออกไปได้อย่างไร และกำชับให้สำนักงาน กกต. จังหวัดสมุทรปราการรายงานผลภายใน 48 ชั่วโมง

เปิดขั้นตอนการจัดการเอกสารรายชื่อจาก กกต.

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจกระบวนการทำงานและลดความกังวล ทาง กกต. ได้อธิบายถึงการจัดพิมพ์เอกสารออกเป็น 4 ชุด ดังนี้:

  • ชุดที่หนึ่ง: สำหรับนายทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น ใช้ตรวจสอบแก้ไขรายชื่อและเก็บเป็นหลักฐาน
  • ชุดที่สอง: ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยในวันเลือกตั้งเพื่อหมายเหตุการใช้สิทธิ
  • ชุดที่สาม: ใช้ปิดประกาศหน้าหน่วยเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ และต้องมีการเก็บกู้คืน
  • ชุดที่สี่: สำหรับนำไปติดประกาศประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม แม้ กกต. จะยืนยันว่าเอกสารที่พบไม่ใช่ชุดที่ใช้รับรองการมาแสดงตน แต่การปล่อยให้ข้อมูลส่วนบุคคลหลุดรอดไปในลักษณะนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ กกต. ต้องปรับปรุงระบบการจัดเก็บและทำลายเอกสารให้รัดกุมกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลในครั้งถัดไปจะมีความปลอดภัยมากกว่าเดิมหรือไม่ เพราะความมั่นใจของประชาชนคือหัวใจสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยครับ

ที่มา – กกต. สั่งสอบด่วน คลิป “ทนายอั๋น” แฉเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมุทรปราการ

กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ 5 เปิด ดันเมืองต้นแบบไร้โกง

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนกำลังจับตามองการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ สก. ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากคณะทำงาน “กกร. และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption” ที่ออกมาเขย่ากระแสสังคมด้วยการยื่นข้อเสนอ กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ “5 เปิด” ดันเมืองหลวงต้นแบบไร้โกง เพื่อหวังเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง

กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ “5 เปิด” ดันเมืองหลวงต้นแบบไร้โกง

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหาคนมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ เท่านั้น แต่คือโอกาสทองที่จะนำพา กทม. ไปสู่มาตรฐานใหม่ของการบริหารจัดการภาครัฐ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า ผู้สมัครทุกคนที่ต้องการคะแนนเสียงต้องกล้าที่จะนำข้อเสนอ “5 เปิด” ไปปรับใช้จริงเพื่อลดโอกาสในการทุจริต

รายละเอียดเจาะลึก 5 เปิด ยกระดับ กทม.

ข้อเสนอ กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ “5 เปิด” ดันเมืองหลวงต้นแบบไร้โกง มีกลยุทธ์ที่น่าสนใจดังนี้:

  • เปิดข้อมูล (Open Data): ข้อมูลโครงการต่างๆ ต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่อ่านง่ายและตรวจสอบได้
  • เปิดงบประมาณและจัดซื้อจัดจ้าง: ระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องเป็นระบบเปิด เชื่อมโยงเทคโนโลยี AI ตรวจสอบความผิดปกติ
  • เปิดการมีส่วนร่วม (Open Government): สร้าง Dashboard ให้ประชาชนติดตามการใช้เงินในระดับเขตได้แบบเรียลไทม์
  • เปิดสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง (Open Contracting): กางสัญญาตั้งแต่ TOR จนถึงวันส่งมอบงาน พร้อมใช้ข้อตกลงคุณธรรม
  • เปิดกระบวนการและบริหารความเสี่ยง: ลดดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ 100% เพื่อลดช่องว่างการเรียกรับสินบน

ด้าน นายมานะ นิมิตรมงคล ฝ่ายวิชาการของคณะทำงานฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือ “การเปิดอำนาจให้ประชาชน” หากผู้นำคนใหม่มีความตั้งใจจริงในการบริหารงานที่โปร่งใส เชื่อมโยงประชาชนเป็นศูนย์กลาง กทม. จะกลายเป็นเมืองตัวอย่างที่ไร้โกงได้อย่างแน่นอน

บทสรุปของการเคลื่อนไหวนี้คือเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ที่ต้องการเห็นการเมืองไทยเดินหน้าอย่างมีคุณภาพ เราในฐานะคนกรุงเทพฯ ควรใช้สิทธิเลือกตั้งให้คุ้มค่าที่สุด โดยเลือกคนที่จะนำข้อเสนอเหล่านี้ไปขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงเพื่อให้เมืองหลวงของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ “5 เปิด” ดันเมืองหลวงต้นแบบไร้โกง

“ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

ในยุคที่การบริหารงานภาครัฐต้องการความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาตอกย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงบประมาณของกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องดำเนินการตามระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด

“ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

การถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงนั้น นายชัชชาติมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการและระเบียบราชการ อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสสูงสุด กทม. ได้เร่งพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบ Digital เพื่อให้ภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงขั้นนำระบบ AI มาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการล็อกสเปกโครงการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

ก้าวสำคัญสู่การเป็นเมืองแบบ Digital Twin ที่ตรวจสอบได้จริง

สำหรับประเด็นการบริหารทรัพย์สินสาธารณะ นายชัชชาติยืนยันว่าปัจจุบัน กทม. ได้ทำฐานข้อมูลและแผนที่ดิจิทัลไว้อย่างเป็นระบบ โดยที่มาของประเด็น “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดลอยๆ แต่มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จริง ได้แก่:

  • ระบบแผนที่แสดงโครงการโครงสร้างพื้นฐานและจุดขุดเจาะสาธารณูปโภคทั่วกรุง
  • ฐานข้อมูลถังดับเพลิงและหัวจ่ายน้ำดับเพลิงในชุมชนเพื่อความปลอดภัย
  • การจัดทำบันทึกข้อมูลอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่กว่า 16,400 แห่ง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน
  • การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อความโปร่งใสแบบ real-time

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาไปสู่แนวคิด “Digital Twin” หรือการจำลองเมืองในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้เห็นภาพรวมของเมืองและสถานะทรัพย์สินทั้งหมดแบบครบวงจร ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารจัดการงบประมาณและการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในฐานะประชาชน เราถือเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยสอดส่องดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจาก กทม. ไม่เพียงแค่เพิ่มความโปร่งใส แต่ยังเป็นเครื่องมือให้ชาวกรุงเทพฯ ได้รับรู้ถึงความเป็นไปของเมืองผ่านปลายนิ้วสัมผัส การที่ “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการเมืองท้องถิ่นที่จะสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนร่วมกัน

ที่มา – “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

รู้ทันก่อนสูญเงิน! เตือนแฟนบอลไทย ระวังมิจฉาชีพช่วงบอลโลก

กระแสความตื่นเต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แฟนบอลทั่วประเทศต่างตั้งตารอที่จะเชียร์ทีมโปรดลงสนาม แต่ท่ามกลางความสุขเหล่านี้ มิจฉาชีพก็ไม่เคยหยุดนิ่งและพร้อมที่จะฉวยโอกาสจากความใจร้อนหรือความตื่นเต้นของแฟนบอลเสมอ วันนี้เราจึงต้องมารู้ทันก่อนสูญเงิน! เตือนแฟนบอลไทย ระวังมิจฉาชีพช่วงบอลโลก หลอกเล่นพนันออนไลน์–ส่งลิงก์เถื่อนดูบอลกันก่อนที่จะสายเกินไป

รู้ทันก่อนสูญเงิน! เตือนแฟนบอลไทย ระวังมิจฉาชีพช่วงบอลโลก หลอกเล่นพนันออนไลน์–ส่งลิงก์เถื่อนดูบอล

หลายคนอาจเคยได้รับข้อความเชิญชวนผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเห็นโฆษณาที่อ้างว่าเป็นการดูบอลฟรีความละเอียดสูง แต่เบื้องหลังเหล่านั้นอาจแฝงไปด้วยมัลแวร์ที่พร้อมจะดูดข้อมูลทางการเงินของคุณ รัฐบาลได้ออกมาแจ้งเตือนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของเว็บพนันออนไลน์และการหลอกขายตั๋วปลอม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ที่แฟนบอลต้องระวัง

วิธีป้องกันตัวจากกลโกงของมิจฉาชีพ

เพื่อให้การเชียร์บอลโลกของคุณเป็นไปอย่างปลอดภัย เรามีหลักการง่ายๆ ที่เรียกว่า 4 ไม่ เพื่อให้คุณมั่นใจและปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ดังนี้:

  • ไม่กดลิงก์: ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่ได้รับผ่าน SMS หรือข้อความส่วนตัวเด็ดขาด เพราะนั่นอาจคือช่องทางในการติดตั้งไวรัส
  • ไม่เชื่อ: อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่ดูดีเกินจริง เช่น ดูบอลฟรีไม่มีโฆษณา หรือการทายผลบอลเพื่อรับรางวัลใหญ่
  • ไม่รีบ: ก่อนตัดสินใจโอนเงินไม่ว่ากรณีใดๆ ตั้งสติให้มั่นและตรวจสอบที่มาของเพจหรือร้านค้าให้ชัดเจน
  • ไม่โอนเงิน: อย่าโอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือบัญชีที่มาจากการชักชวนให้เล่นพนันออนไลน์

นอกจากนี้ ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ทางภาครัฐได้ร่วมมือกับศูนย์ AOC สายด่วน 1441 ในการปิดกั้น URL ที่ผิดกฎหมายไปแล้วนับแสนรายการ เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง การเชียร์บอลให้สนุกและปลอดภัยที่สุด คือการเลือกรับชมผ่านช่องทางที่ได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการเท่านั้น

หากคุณพบเบาะแสหรือสงสัยว่าตัวเองกำลังถูกหลอกลวง อย่าลังเลที่จะแจ้งสายด่วน 1441 ทันที การรู้เท่าทันกลโกงจะช่วยให้แฟนบอลไทยทุกคนสามารถสนุกกับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในกระเป๋าหายครับ

ที่มา – รู้ทันก่อนสูญเงิน! เตือนแฟนบอลไทย ระวังมิจฉาชีพช่วงบอลโลก หลอกเล่นพนันออนไลน์–ส่งลิงก์เถื่อนดูบอล

CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI

ในยุคที่เทคโนโลยี AI ก้าวกระโดดไปไกล มิจฉาชีพเองก็ปรับตัวเก่งขึ้นจนน่ากลัวครับ ล่าสุดทาง CIB ได้จัดกิจกรรมดีๆ ร่วมกับน้องๆ นิสิตนักศึกษาในโครงการ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ เพื่อให้น้องๆ ได้เตรียมรับมือกับภัยออนไลน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ จาก ปอท. ได้ย้ำเตือนว่าภัยไซเบอร์ในปัจจุบันนั้นซับซ้อนมาก วันนี้เราจะมาเจาะลึก 6 กลโกงที่ทุกคนควรรู้เพื่อให้เท่าทันมิจฉาชีพยุคใหม่กันครับ

6 กลโกงที่ต้องรู้เท่าทัน

  • การซื้อขายออนไลน์: ต้องระวังการสั่งซื้อโดยตรงกับมิจฉาชีพผ่านเพจ Facebook ควรเลือกผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ Escrow จะปลอดภัยกว่า
  • การแอบอ้างหน่วยงานรัฐ: มิจฉาชีพมักโทรมาสร้างสถานการณ์ให้เราตกใจ หากสงสัยให้วางสายแล้วโทรเช็กกับหน่วยงานนั้นโดยตรง
  • การหลอกสมัครงาน: งานที่รายได้ดีเกินจริงมักเป็นกับดัก อย่าโอนเงินค่ามัดจำเด็ดขาด
  • การลงทุนเกินจริง: อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนสูงๆ ที่โอนไวในช่วงแรก เพราะนั่นคือกลลวงดึงให้เราลงทุนเพิ่ม
  • ฟิชชิงลิงก์ (Phishing): ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่อ้างว่ามาจากธนาคารหรือหน่วยงานราชการ
  • การหลอกบริการต่างๆ: ตรวจสอบบริการก่อนโอนเงินทุกครั้งเพื่อความสบายใจ

หัวใจสำคัญคือการมีสติครับ ทุกครั้งที่ทำธุรกรรมออนไลน์ อยากให้ทุกคนยึดหลัก CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ เป็นเข็มทิศในการเตือนใจ การตรวจสอบก่อนโอนเงินเพียงไม่กี่นาที สามารถช่วยให้คุณรอดพ้นจากการสูญเสียเงินก้อนโตได้ หากใครที่กำลังสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตัวจากการถูกมิจฉาชีพหลอก สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตจากทางตำรวจสอบสวนกลางได้ตลอดเวลาครับ มาร่วมกันเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ไปด้วยกัน เพื่อสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ

ครม.ไฟเขียว เคลียร์ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่

เชื่อว่าหลายคนกำลังเฝ้ารอข่าวดีเกี่ยวกับความช่วยเหลือจากทางภาครัฐ ล่าสุดมีข่าวอัปเดตสำคัญที่น่าสนใจมากครับ เมื่อ ครม.ไฟเขียว เคลียร์ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดเริ่มภายใน 1 เดือน เพื่อเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูลและคัดกรองผู้มีสิทธิให้มีความแม่นยำและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สำหรับใครที่เคยพลาดโอกาสหรือต้องการทบทวนสิทธิ นี่ถือเป็นโอกาสทองที่ต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดครับ

รายละเอียด ครม.ไฟเขียว เคลียร์ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดเริ่มภายใน 1 เดือน

จากการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา ทางกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายให้นำโปรเจกต์นี้กลับมาปัดฝุ่นใหม่ โดยเน้นการตรวจสอบที่เข้มงวดกว่าเดิมเพื่อให้เงินงบประมาณจากภาษีประชาชนถูกส่งไปถึงมือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรรู้ดังนี้ครับ:

สรุปเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจลงทะเบียน

  • รายได้เฉลี่ยต่อปีต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตามเกณฑ์มาตรฐาน
  • การคัดกรองรอบนี้จะเข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนของรายชื่อ
  • กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา จะไม่สามารถลงทะเบียนในรอบนี้ได้
  • มีการประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ขั้นตอนการลงทะเบียนทำได้สะดวกและทั่วถึงมากขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรอบนี้ถึงทำกันอย่างรวดเร็ว คำตอบคือรัฐบาลต้องการเร่งเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ ซึ่งการที่ ครม.ไฟเขียว เคลียร์ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดเริ่มภายใน 1 เดือน นี้ ถือเป็นความตั้งใจของทางภาครัฐที่อยากให้ผู้มีสิทธิทุกคนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียมและไร้รอยต่อครับ

สำหรับช่วงเวลาที่จะเปิดให้ลงทะเบียนนั้น คาดว่าจะอยู่ในกรอบเวลาประมาณ 1 เดือนหลังจากนี้ ซึ่งระหว่างนี้ผมแนะนำให้เพื่อนๆ เตรียมเอกสารที่จำเป็นไว้ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน หรือเอกสารยืนยันรายได้ เพื่อให้เมื่อถึงเวลาเปิดระบบจริงๆ จะสามารถกดลงทะเบียนได้อย่างรวดเร็วและไม่พลาดโอกาสสำคัญไปครับ

ในส่วนของความเห็นส่วนตัว ผมมองว่าการปรับปรุงระบบให้เข้มงวดและเปิดโอกาสใหม่แบบนี้เป็นเรื่องดีครับ เพราะเป็นการยืนยันตัวตนใหม่ให้ตรงกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน และช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการรับสวัสดิการได้ดีขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารจากช่องทางหลักของกระทรวงการคลังไว้นะครับ เพราะรายละเอียดเชิงลึกจะมีการประกาศออกมาอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันเปิดระบบจริง

ที่มา – ครม.ไฟเขียว เคลียร์ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดเริ่มภายใน 1 เดือน

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงทางการเมืองล่าสุด เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยการอภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทยที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโดยภาคประชาชนครับ

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ของภาครัฐกว่า 1,276 โครงการ รวมงบประมาณมหาศาลถึง 4,271 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการวิเคราะห์จากระบบพบว่าโครงการเหล่านี้วนเวียนอยู่กับบริษัทเอกชนเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งหลายโครงการยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความจำเป็นและอาจมีลักษณะการถือหุ้นไขว้หรือบริจาคเงินให้พรรคการเมืองเป็นนัยยะสำคัญ

เจาะลึกความโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐให้เข้าใกล้เกณฑ์ OECD มากขึ้น การที่ อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ จะช่วยให้ประชาชนเห็นช่องโหว่ของการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงที่เรามักพบเห็นในกระทรวงสำคัญอย่าง อว., ศธ. และ ดีอี โดยแพลตฟอร์มนี้จะมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้:

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของผู้บริหารบริษัทเอกชน
  • วิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ AI ที่ภาครัฐอ้างว่าเพื่อประชาชน
  • สืบค้นความสอดคล้องของ TOR กับมาตรฐานสากล
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสความผิดปกติ

ในฐานะฝ่ายค้าน การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการข้อมูลถือเป็นวิธีที่แยบยลและสามารถตรวจสอบได้จริงจังมากกว่าการใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียว เพราะระบบสามารถดึงเอาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของบริษัทต่างๆ ออกมาให้เห็นได้อย่างรวดเร็ว พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำว่าจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหากพบการกระทำที่ส่อถึงทุจริตอย่างร้ายแรง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำไม่ใช่การของบประมาณมาทำโครงการ AI ราคาแพง แต่คือการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้โดยตรง หวังว่าในอนาคตอันใกล้ แพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องเงินภาษีของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” นำร่องตรวจ “โครงการ AI ภาครัฐ”พบวนแค่ 3 กลุ่มบริษัท

Scroll to top