การตรวจสอบงบประมาณ

KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามกับการทำงานขององค์กรตรวจสอบภาครัฐกันอยู่บ้าง วันนี้เรามีประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจล่าสุดมาฝากครับ โดยล่าสุด KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส” ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนมุมมองของสังคมต่อกลไกการตรวจสอบการทุจริตในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส”

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 2,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าแม้ประชาชนจะยอมรับในความสามารถหลักของทั้งสองหน่วยงาน แต่ความเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นธรรมนั้นยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข โดยเฉพาะความกังวลเรื่องการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อการทำงานของ ป.ป.ช. และ สตง.

ผลการสำรวจระบุชัดเจนว่าประชาชนต้องการให้องค์กรเหล่านี้ลงมาตรวจสอบงบประมาณที่ใกล้ตัวมากที่สุด โดยเฉพาะ:

  • งบประมาณโครงการท้องถิ่นและเทศบาล (31.5%)
  • การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ถนน และรถไฟ (27.8%)
  • งบสวัสดิการและเงินช่วยเหลือประชาชน (11.0%)

การที่ตัวเลขรวมกว่า 59.3% ของกลุ่มตัวอย่างต้องการให้เน้นตรวจสอบงบประมาณท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐานนั้น สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและส่งผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยตรง

นอกเหนือจากเรื่องงบประมาณแล้ว การที่ KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส” ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า แม้ตัวหน่วยงานจะมีศักยภาพในการปราบโกง แต่การทำงานที่ดูเหมือนมีอคติหรือถูกครอบงำได้นั้น ทำให้คะแนนความเชื่อมั่นในด้านความเป็นอิสระลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะในด้านการปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองที่ประชาชนให้คะแนนน้อยมาก

ในมุมมองของผู้เขียน ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการทำงานที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ องค์กรเหล่านี้ไม่เพียงต้องเก่งในเชิงเทคนิค แต่ต้องทำให้สังคมรู้สึกได้ว่ากฎหมายนั้นเป็นกลางสำหรับทุกคนจริงๆ การกู้คืนศรัทธาจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทั้ง ป.ป.ช. และ สตง. ต้องเร่งปฏิรูปเพื่อสร้างความโปร่งใสในระยะยาว

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการตรวจสอบขององค์กรเหล่านี้? อย่าลืมคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ

ที่มา – KPI Poll เผยผลสำรวจประชาชนเชื่อมั่นประสิทธิภาพ “ป.ป.ช.-สตง.” แต่ยังกังขา “ความเป็นอิสระ-โปร่งใส”

รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ เพื่อความโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส หลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการนำงบประมาณในส่วนของการรักษาพยาบาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงว่า งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มีการกระจายตัวไปยังหน่วยบริการประเภทต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เช่น โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง การตรวจสอบในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการยกระดับธรรมาภิบาลให้ดียิ่งขึ้น

รายละเอียดการตรวจสอบงบประมาณบัตรทอง

เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ สปสช. จัดทำข้อมูลเชิงลึกภายใน 7 วัน โดยประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทราบมีดังนี้:

  • งบประมาณที่กล่าวถึงถูกกระจายไปสู่หน่วยบริการจริง เพื่อรองรับภาระงานรักษาพยาบาล
  • ไม่มีการนำงบบัตรทองไปใช้จัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ตามที่ถูกกล่าวหา
  • หากมีการจัดงานในโรงพยาบาล จะใช้เพียงงบประมาณเงินบำรุงตามระเบียบที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
  • รัฐบาลพร้อมเปิดรับการตรวจสอบทุกขั้นตอนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ

รัฐบาลยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยมีความเข้มแข็ง รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส อย่างจริงจัง โดยไม่มีนโยบายปกป้องผู้กระทำผิด พร้อมปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระงานจริงของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนกว่า 47 ล้านคนมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด

ในมุมมองของเรา การที่รัฐบาลออกมาแสดงความชัดเจนและเปิดช่องให้มีการตรวจสอบงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรมถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนคือหัวใจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เราสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนติดตามผลการตรวจสอบในอีก 7 วันข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่โปร่งใสและสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่ายครับ

ที่มา – รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจทันที เมื่อมีข่าวว่า สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนถึงความผิดปกติและความไม่ปลอดภัยในการก่อสร้างบังเกอร์ที่ควรจะเป็นที่มั่นใจให้กับเหล่าทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ชายแดน แต่มันกลับกลายเป็นโครงสร้างที่ดูเปราะบางเกินกว่าจะป้องกันอะไรได้

สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยผ่านการแถลงข่าวที่รัฐสภา โดยตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพและมาตรฐานของการสร้างบังเกอร์ในพื้นที่ชายแดนจันทบุรีและตราด ว่าแท้จริงแล้วมันมีความปลอดภัยจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ

เปิด 3 ข้อสงสัยจากการตรวจสอบโครงการ

จากการลงพื้นที่และได้รับข้อมูลเบื้องต้น ทาง สส.พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตหลัก 3 ประเด็นที่ทำให้การก่อสร้างบังเกอร์ดังกล่าวถูกจับตามอง:

  • ความเสี่ยงต่อชีวิต: วัสดุที่ใช้เป็นเพียงแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปบางๆ และใช้ไม้ค้ำยัน ซึ่งไม่น่าจะรองรับแรงกระแทกจากกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดได้จริง
  • คุณภาพที่ไม่คุ้มค่า: โครงสร้างที่พบดูไม่สอดคล้องกับมาตรฐานวิศวกรรมทหารที่ควรจะเป็น และเสี่ยงพังถล่มลงมาได้ง่ายโดยเฉพาะในฤดูฝน
  • ความโปร่งใสของงบประมาณ: พบส่วนต่างราคาที่น่าสงสัย โดยมีการอนุมัติงบ 50,000 บาทต่อหลัง แต่กลับมีการสั่งทำจริงในราคาเพียง 35,000 บาท ซึ่งเมื่อรวม 90 หลังแล้ว ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐโดยภาคประชาชนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย หากมีการทุจริตหรือการสร้างงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ผลกระทบที่ตามมาอาจหมายถึงชีวิตของทหารที่ต้องไปนอนอยู่ในบังเกอร์เหล่านั้น

ในฐานะประชาชนเราควรติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ของการทำงานเชิงรุกในการตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ว่าจะสามารถดำเนินการให้โปร่งใสและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนได้อย่างไรบ้าง รวมถึงต้องมีการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบว่ามีการทุจริตจริง เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อสวัสดิภาพของทหารชายแดนอย่างแท้จริง

ที่มา – สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส

ถือเป็นข่าวดีของชาวกรุงเทพมหานคร เมื่อสภากรุงเทพมหานครได้มีมติเห็นชอบร่างข้อบังคับใหม่ที่สำคัญ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของสภาฯ ไปสู่ยุคใหม่ที่เน้นความตรวจสอบได้มากขึ้น โดยประเด็นหลักที่หลายคนให้ความสนใจคือ สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลการทำงานให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจน

สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส

การปรับปรุงข้อบังคับการประชุมในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ สก.พรรคประชาชน ที่ต้องการให้ทุกขั้นตอนการตัดสินใจในระดับคณะกรรมการเป็นไปอย่างโปร่งใส โดยร่างดังกล่าวได้รับการเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 40 เสียง ต่อการงดออกเสียง 4 เสียง ทำให้ในอนาคตเราจะได้เห็นการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการต่างๆ ของสภา กทม. ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมติดตามการทำงานของตัวแทนของท่านได้อย่างใกล้ชิด

ก้าวต่อไปกับการผลักดันถ่ายทอดสด กมธ.งบ 70

นอกจากนี้ ทางพรรคประชาชนยังได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะ สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยตั้งเป้าจะผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดสดในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณปี 2570 ต่อไป เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนกรุงเทพฯ รวมถึงมีการเตรียมเสนอผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้มีความรอบด้านมากที่สุด

สำหรับแผนการดำเนินงานของ สก.พรรคประชาชน หลังจากนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 อย่างเข้มข้นในวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้
  • การเปิดโอกาสให้ สก. หน้าใหม่ทั้ง 16 คน นำเสนอความต้องการของพี่น้องประชาชนในแต่ละเขตพื้นที่
  • เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “Hack งบประมาณ” ในวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เพื่อวิเคราะห์และตรวจสอบงบประมาณร่วมกัน

ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สภาท้องถิ่นให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนและหลักธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูลผ่านการถ่ายทอดสดไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความโปร่งใส แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนเมืองหลวงว่า สภา กทม. พร้อมที่จะทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของทุกคนอย่างตรงไปตรงมาครับ

ที่มา – สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ดันต่อถ่ายทอดสด กมธ.งบ 70

ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ

ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ

การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาชนโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ กว่าที่หลายคนคิด แม้รัฐบาลจะพยายามปรับลดงบประมาณในหลายจุดไปบ้างแล้ว แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดรายโครงการ กลับพบความไม่สมเหตุสมผลซ่อนอยู่มากมาย

พบโครงการซ้ำซ้อนและราคาครุภัณฑ์ผิดปกติ

จากการตรวจสอบพบว่าโครงการด้านดิจิทัลโดยเฉพาะเรื่อง Cloud กลางของภาครัฐ มีความซ้ำซ้อนอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กระทรวงดีอีได้รับงบเพิ่มขึ้นเพื่อทำระบบกลาง แต่หน่วยงานอื่นๆ กลับยังคงของบแยกเพื่อซื้อหรือเช่าบริการ Cloud เอง ซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนอย่างไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ยังพบรายการครุภัณฑ์ราคาแพงเกินจริง เช่น เก้าอี้สำนักงานราคาตัวละ 15,000 บาท หรืออุปกรณ์สำรองไฟราคาหลักแสน ทำให้ต้องมีการจับตาเป็นพิเศษว่าทำไมราคาสินค้าเหล่านั้นถึงพุ่งสูงเกินความจำเป็น

  • งบ Cloud กลางกับความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน
  • ปัญหาการของบประมาณในหน่วยงานบริการประชาชน
  • การจัดหลักสูตรอบรมราคาสูงแต่ไร้ประสิทธิภาพจริง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือโครงการโซลาร์บาดาลมูลค่า 6,500 ล้านบาท ซึ่งถูกมองว่ามีความเสี่ยงจะซ้ำรอยปัญหาทุจริตในอดีต ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ โดยเฉพาะเมื่อมีการตัดงบกรมชลประทาน แต่กลับเทงบกลางมหาศาลมาลงในโครงการขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งสะท้อนถึงการจัดลำดับความสำคัญที่อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องความล่าช้าของโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย และรายได้นอกงบประมาณจากการอบรมที่ยังคงเป็นข้อกังขา

บทสรุปและการตรวจสอบจากภาคประชาชน

การอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการสื่อสารให้สังคมได้รับทราบว่าเงินภาษีของคนไทยกำลังจะถูกนำไปใช้ในทิศทางใด การที่คุณศิริกัญญาออกมาเปิดเผยข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงการค้านผลงานรัฐบาล แต่เป็นกระบอกเสียงให้เราทุกคนช่วยกันเฝ้ามอง เพื่อให้แน่ใจว่า ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ จะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้คุ้มค่ามากที่สุด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ควรถูกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมากกว่าการละลายไปกับโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ชี้งบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่ ยังเจอโครงการซ้ำซ้อนเพียบ

“ภาวุธ” ขอโทษวิจารณ์ AI Pass ขอบคุณที่ช่วยดึงสติ

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเห็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองช่วงนี้ กรณีที่ “ภาวุธ” ขอโทษวิจารณ์ AI Pass หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการรับฟังความคิดเห็นและการปรับตัวของนักการเมืองในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

เหตุการณ์ “ภาวุธ” ขอโทษวิจารณ์ AI Pass เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในมุมมองของตนเองต่อโครงการ AI Pass ซึ่งในตอนแรกนั้นดูเหมือนจะเน้นไปที่การวิจารณ์ระบบบริการมากกว่าการมุ่งเน้นการตรวจสอบงบประมาณอย่างเข้มงวด ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกับเพื่อนสมาชิกในพรรคและประชาชน จนนำไปสู่การทักท้วงจากหลายฝ่าย รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคเดียวกัน

ทำไมการ “ภาวุธ” ขอโทษวิจารณ์ AI Pass ถึงได้รับความสนใจ?

สาเหตุที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสังคม เพราะแสดงให้เห็นถึง:

  • การกล้าเปิดใจยอมรับฟังความเห็นต่างจากคนในพรรคเดียวกัน
  • การให้ความสำคัญกับเป้าหมายสูงสุดคือผลประโยชน์ของประชาชน
  • ความพร้อมในการแก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อพิสูจน์ผลงานผ่านการทำงานที่หนักขึ้น

คุณภาวุธได้ออกมายอมรับตรงไปตรงมาว่า ตนอาจจะโฟกัสที่เรื่องตัวระบบมากเกินไปจนทำให้สาระสำคัญเรื่องความโปร่งใสของงบประมาณดูพร่าเลือนไป ซึ่งคำขอโทษนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้งภายในพรรค แต่ยังเป็นการดึงสติให้ตนเองกลับมาโฟกัสกับหน้าที่หลัก คือการตรวจสอบรัฐบาลอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามที่ได้รับความไว้วางใจมา

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร ผมมองว่านี่คือตัวอย่างที่ดีของวุฒิภาวะทางการเมืองครับ เราไม่ได้ต้องการนักการเมืองที่ไม่เคยพลาด แต่เราต้องการคนที่ยอมรับความผิดพลาดแล้วแก้ไขอย่างรวดเร็ว เพื่อให้โครงการที่มีผลกระทบกับงบประมาณแผ่นดินและชีวิตประชาชนได้รับความรอบคอบสูงสุด เราคงต้องคอยติดตามดูกันต่อไปครับว่า ผลการตรวจสอบโครงการ AI Pass หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และการทำงานของทีมงานในพรรคจะเข้มข้นขึ้นแค่ไหน

ที่มา – “ภาวุธ”ขอโทษวิจารณ์ AI Pass ลั่น ขอบคุณที่ช่วยดึงสติ พร้อมน้อมรับทุกคำตักเตือน

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทยและพิรุธงบรายจ่าย

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมภาษีของพวกเราถึงดูเหมือนไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่เท่าที่ควร? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ถึงประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองที่คนไทยทุกคนควรรู้เพื่อร่วมกันตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดินครับ

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

จากการเปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” คุณณัฐพงษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างงบประมาณไทยเปรียบเสมือนวงจรที่ยากจะเปลี่ยนแปลง โดยพบว่ารายจ่ายลงทุนนั้นถูกจำกัดไว้เพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด หรือประมาณ 21% เท่าเดิมมาตลอดหลายปี ทำให้เราขาดเม็ดเงินที่จะนำไปพัฒนาอนาคตของประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริต และการจัดทำนโยบายที่มุ่งเน้นเพียงคะแนนนิยมระยะสั้นมากกว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวอีกด้วย

เปิดปมวิกฤต: ทำไม ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

นอกจากปัญหาภาพรวมแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายงบประมาณรายหัว โดยในขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับงบสูงถึง 22,493 บาทต่อคน แต่พื้นที่ภาคอีสานกลับได้รับเพียง 5,517 บาทต่อคนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการงบประมาณปัจจุบันยังห่างไกลจากความเท่าเทียม ทั้งที่ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเรานั้นสูงพอๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้รัฐกลับต่ำกว่ามาก

บทเรียนสำคัญจากกิจกรรมนี้คือ:

  • งบประมาณไทยยึดติดกับฐานเดิมจากอดีต ไม่มีการทำ Zero-Based Budgeting อย่างแท้จริง
  • โครงการส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่ออนาคต
  • มีความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยตาเหยี่ยวของประชาชนในการตรวจสอบ

คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแค่ติง แต่ได้เตรียมเสนอการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราอย่ามองว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องไกลตัวครับ ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากหยาดเหงื่อของเราควรถูกใช้ไปเพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างคุ้มค่าที่สุด มาช่วยกันจับตาดูความผิดปกติรายโครงการและส่งเสียงเรียกร้องความโปร่งใสไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

“ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

เป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ. หวังตรวจสอบความโปร่งใสของงบประมาณแผ่นดิน งานนี้บอกเลยว่าทำเอาชาวเน็ตและประชาชนตัวน้อยๆ อย่างเราต้องหันมาจับตามองบทบาทของคณะกรรมาธิการการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ กันอย่างใกล้ชิด

“ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นที่อาคารรัฐสภา เมื่อนางสาวรักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ในฐานะประธาน กมธ. ได้ออกมาเปิดเผยความไม่โปร่งใสของหลายหน่วยงานรัฐที่ดูจะมีพฤติกรรม “ปกปิด” ข้อมูลสำคัญ แทนที่จะให้ความร่วมมือในการเปิดเผยรายละเอียดคำของบประมาณประจำปี เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติช่วยตรวจสอบตามหน้าที่ การกระทำดังกล่าวสร้างคำถามตัวโตๆ ว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องตื่นตระหนกกับการถูกตรวจสอบขนาดนี้

รายชื่อหน่วยงานที่มีปัญหา

สำหรับรายชื่อกระทรวงที่ถูก “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ. ได้แก่:

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
  • กระทรวงพลังงาน
  • กระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีบางหน่วยงานที่ให้ข้อมูลแบบ “ขอไปที” จนไม่สามารถนำไปพิจารณาได้จริง หรือบางกระทรวงที่ส่งมาแล้วก็กลับไปดึงเรื่องขอเอกสารคืนอย่างมีพิรุธ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันอาจมีรอยรั่วที่มากกว่าที่เราคิด

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคืองบกลาง ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักที่รัฐบาลเลือกใช้แทนการตั้งงบประมาณปกติ “ไอซ์” ได้ยกตัวอย่างดราม่าจอมเจ็ตสกีที่หาดใหญ่ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการที่ท้องถิ่นขอไปแต่ถูกปัดตก แล้วไปอนุมัติงบผ่านช่องทางงบกลางนั้น คือความล้มเหลวของการจัดการงบประมาณที่ไร้ความโปร่งใสและไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างถาวร

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันกดดันและเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านี้เปิดเผยข้อมูลออกมาให้หมด อย่าให้ภาษีของพวกเราต้องกลายเป็นงบประมาณที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ เพราะความโปร่งใสคือรากฐานสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยและการบริหารบ้านเมืองที่ดี หากรัฐบาลไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ควรมีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธการให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบแทนประชาชน

ที่มา – “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อมีการพยายามโยงชื่อของ สก. พรรคประชาชน หรือพรรคส้มเดิม เข้าไปพัวพันกับกระแสข่าวลือเรื่องการฮั้วเงินทอน ล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ออกมาเปิดใจชัดเจนว่า เขาเป็นคนจุดประเด็นเรื่องการทุจริตงบ กทม. นี้มาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว พร้อมยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปคือความโปร่งใส ไม่ใช่การหาเสียงแบบสาดโคลนใส่กัน

เปิดเบื้องหลัง วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

นายวิโรจน์อธิบายว่า ตนได้ออกมาตีแผ่กลโกงเรื่อง ‘งบแปรญัตติ’ มาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 โดยพบกระบวนการตัดงบประมาณอย่างไม่มีเหตุผลเพื่อนำไปต่อรองกับผู้ว่าฯ และล็อกสเปกผู้รับเหมาเครือข่ายตนเอง หากพรรคส้มเป็นตัวการทุจริตเสียเอง ตนคงไม่นำความลับเหล่านี้ออกมาแฉแต่แรก การที่ สส. ศุภณัฐ ร่วมตั้งข้อสังเกตเรื่องทุจริตเครื่องออกกำลังกาย จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าพรรคของเรายืนหยัดต่อสู้กับคอร์รัปชันอย่างแท้จริง

หากพิจารณาถึงความจริงจังในการปราบทุจริต นายวิโรจน์เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานดังนี้:

  • การปรับระบบงบประมาณ: ต้องทำให้อุดช่องโหว่การโกง ไม่ว่าใครจะเป็นผู้บริหารก็ไม่สามารถทุจริตได้
  • ความโปร่งใสในสภา กทม.: สก. ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ไม่ใช่ผู้แสวงหาผลประโยชน์
  • การคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา: สก. ที่มีคุณภาพเปรียบเสมือน CFO ที่ซื่อตรง ช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างคุ้มค่า

ในอีกมิติหนึ่ง นายวิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน เพราะนโยบายของพรรคคือการทำงานอย่างสร้างสรรค์ การนำเรื่องเก่ามาตีปี๊บใส่ร้ายโดยปราศจากหลักฐาน คือพฤติกรรมของการเมืองยุคเก่าที่ประชาชนชาว กทม. ไม่พึงปรารถนา และเชื่อมั่นว่าในวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้ ชาวเมืองหลวงจะมีวิจารณญาณที่เพียงพอในการตัดสินใจลงคะแนนให้กับผู้ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว การปราบทุจริตไม่ใช่แค่การพูดให้ดังในช่วงหาเสียง แต่คือการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้จริง เราอยากเชิญชวนให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเพื่อกำหนดอนาคตของ กทม. ร่วมกันครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ยันแฉทุจริตงบ กทม. ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว หยุดสาดโคลนกล่าวหา สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

Scroll to top