การท่องเที่ยวไทย

อนุทิน ลุยซิดนีย์ เดินชมย่าน Thai Town พบปะชุมชนไทย

เชื่อว่าใครที่ได้ติดตามข่าวสารช่วงนี้ คงจะได้เห็นภาพบรรยากาศสุดอบอุ่นเมื่อ อนุทิน ลุยซิดนีย์ เดินชมย่าน Thai Town พบปะชุมชนไทย กันอย่างใกล้ชิด โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและออสเตรเลียได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ

อนุทิน ลุยซิดนีย์ เดินชมย่าน Thai Town พบปะชุมชนไทย พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์

การเดินทางไปเยือนนครซิดนีย์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการดูงานทั่วไป แต่เป็นการให้ความสำคัญกับคนไทยในต่างแดน โดยมีท่านนายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น การที่ อนุทิน ลุยซิดนีย์ เดินชมย่าน Thai Town พบปะชุมชนไทย ทำให้เห็นถึงพลังของคนไทยในต่างแดนที่ช่วยกันสร้างชื่อเสียงผ่านร้านอาหารและศิลปวัฒนธรรม

จุดแข็งของ Thai Town ในซิดนีย์

  • เป็นศูนย์กลางของอาหารไทยรสชาติแท้ๆ ที่ชาวออสซี่ต่างหลงรัก
  • เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านงานเทศกาลอย่าง Sydney Lunar Festival
  • มีการสนับสนุนจากภาครัฐท้องถิ่นในการสร้างแลนด์มาร์กสำคัญ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้แวะชิมอาหารไทยร้านดังอย่าง Doodee King ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่ชาวต่างชาติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าอาหารไทยคือซอฟต์พาวเวอร์ที่มีอิทธิพลมหาศาลจริงๆ ครับ การที่ท่านผู้นำลงไปเดินพูดคุยและถ่ายรูปกับคนไทยในย่านนั้น ทำให้เห็นเลยว่าคนไทยไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก เราก็ยังมีความรักและความผูกพันต่อกันเสมอ

ทางด้านโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เสริมว่า ย่าน Thai Town แห่งนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากกระแสในสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยในต่างแดนที่จะขยายธุรกิจและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก การผลักดันให้ย่านนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าติดตามต่อเป็นอย่างยิ่ง

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริงแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่มันคือการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนไทยที่ไปสร้างตัวในต่างแดน หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นย่าน Thai Town ในหลายๆ เมืองทั่วโลกเติบโตขึ้นไปอีกนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ลุยซิดนีย์ เดินชมย่าน “Thai Town”พบปะชุมชนไทย

นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างจับตามอง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น โดย นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม กับสิ่งที่คนร้ายกลุ่มนี้ได้ทำไว้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติ

นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม

เหตุการณ์ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียสองพี่น้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีการฆาตกรรมคนไทยอีก 3 ศพ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในฐานะผู้นำประเทศว่า ท่านรับทราบถึงความโกรธแค้นของประชาชนและมีความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน แม้ในฐานะนายกฯ จะไม่สามารถพูดระบายอารมณ์ได้เหมือนประชาชนทั่วไป แต่ท่านยืนยันว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายจัดการให้ถึงที่สุด

มาตรการเด็ดขาดจากภาครัฐ

นายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดทำสำนวนคดีอย่างรอบคอบ เพื่อส่งฟ้องผู้ต้องหาให้ได้รับโทษสูงสุด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติกระทำความผิดซ้ำซาก นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

  • เร่งรัดกระบวนการสอบสวนให้รวดเร็วและแม่นยำ
  • อำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตชาวต่างชาติ
  • ขยายผลตรวจสอบกรณีมีการแอบอ้างป้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับการท่องเที่ยวไทย

ความพยายามของรัฐบาลในการจัดการคดีนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญในการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ท่านนายกฯ ได้ย้ำว่า การกระทำของคนร้ายไม่ใช่แค่การพรากชีวิตคน แต่เป็นการทำลายชื่อเสียงของประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมของศาลโดยเร็วที่สุด

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการทำงาน เพื่อให้ความยุติธรรมบังเกิดแก่ผู้สูญเสียอย่างแท้จริง เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินคือพื้นฐานสำคัญที่สุดของสังคมไทย

ที่มา – นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม

“สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวคราวที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับทิศทางใหม่ของประเทศกันมาบ้าง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ได้ออกมาแถลงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการผลักดัน “สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในทศวรรษหน้า วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าแนวคิดนี้จะส่งผลดีอย่างไรต่อพวกเราทุกคนครับ

“สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

การท่องเที่ยวในยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการพาคนไปดูสถานที่สวยๆ อีกต่อไป แต่รัฐบาลมองว่านี่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงทุกอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทั้งร้านอาหาร เกษตรกรรม สุขภาพ ไปจนถึงดิจิทัล การที่ “สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในครั้งนี้ เป็นการปรับวิธีคิดครั้งใหญ่จากเดิมที่เน้นขายสถานที่ มาเป็นการขาย “ประสบการณ์” ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ยกระดับการท่องเที่ยวไทยด้วยพลังของคนในท้องถิ่น

เป้าหมายหลักที่รัฐบาลวางไว้นั้นน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการเน้นกระจายรายได้สู่เมืองรอง แทนที่จะให้นักท่องเที่ยวไปกองรวมกันอยู่ที่หัวเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คึกคักขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย อาหารไทย หรือสินค้าหัตถกรรมประจำถิ่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนเป็นเงินเข้ากระเป๋าคนในชุมชนได้โดยตรง

รัฐบาลยังเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ หากเราสามารถเพิ่มมูลค่าต่อนักท่องเที่ยวหนึ่งคนได้มากขึ้น แทนที่จะเน้นแต่จำนวนปริมาณเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยก็น่าจะเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกว่าที่ผ่านมา

แนวทางในการยกระดับมีดังนี้:

  • เน้นการเพิ่มมูลค่าต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น
  • กระจายโอกาสและเม็ดเงินรายได้สู่เมืองรองและชุมชนต่างๆ
  • แข่งขันกันด้วยมาตรฐานคุณภาพและการบริการ ไม่ใช่เพียงแค่ราคาถูก
  • สร้างการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และคนในพื้นที่แบบบูรณาการ

ในมุมมองของผม แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เพราะเมื่อภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในฐานะพาร์ทเนอร์ตัวจริงในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว เราก็จะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการท่องเที่ยวเกิดขึ้นอีกเพียบแน่นอนครับ มาช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีและสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” ชู“เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ดันเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวความสำเร็จครั้งใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปเยือนเฉยๆ นะครับ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าประเทศไทยกำลังขยับตัวสู่ยุคใหม่ ผ่านแนวคิด จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เน้นการสร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกันอย่างยั่งยืน

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

การเดินทางในครั้งนี้ท่านนายกฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ในงานประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC 2026) โดยชูแนวคิดการใช้ AI เพื่อคุ้มครองประชาชนและสร้างความรุ่งเรืองร่วมกัน ซึ่งความร่วมมือที่เกิดขึ้นครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

สรุปไฮไลท์ความสำเร็จในการเปิดประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

  • การลงทุนครั้งใหญ่: เอกชนจีนยักษ์ใหญ่ตบเท้าเตรียมขยายการลงทุนในไทยสูงถึง 70,000 ล้านบาท สร้างงานให้คนไทยกว่าหมื่นอัตรา!
  • ยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ทั้ง AI, EV, พลังงานสะอาด รวมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ ที่ไทยจะได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีมากกว่าแค่การรับจ้างผลิต
  • ความมั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่: ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงผ่านกลไก 2+2 และการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและการค้า

ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง แทนที่จะเป็นเพียงแค่ฐานการผลิตแบบเดิมๆ การเดินหน้า จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล ครั้งนี้ถือเป็นการปูพรมให้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ไหลเข้าสู่บ้านเราอย่างจริงจัง ผ่านทั้ง 15 ข้อตกลงความร่วมมือที่ลงนามกันไว้

ในส่วนของภาคเอกชนไทย ท่านนายกฯ ยังได้นำทัพ “ทีมไทยแลนด์ พลัส” เชื่อมความสัมพันธ์กับ CEO ชั้นนำกว่า 150 ท่าน เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยได้ไปลงทุนในจีน และดึงนักลงทุนจีนให้มาปักหลักที่ไทยมากขึ้น ถือเป็นโมเมนตัมที่ดีมากที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจฐานรากและกำลังคนของเราครับ

สำหรับผมมองว่า ความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวยหรือนักธุรกิจ แต่คือโอกาสของน้องๆ รุ่นใหม่ที่จะได้พัฒนาทักษะ Upskill ในเทคโนโลยีขั้นสูง หากภาครัฐสามารถเปลี่ยนข้อตกลงบนกระดาษให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้จริง เชื่อเหลือเกินว่าประเทศไทยจะพลิกโฉมเป็นฮับดิจิทัลในอาเซียนได้อย่างแน่นอนครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับก้าวสำคัญครั้งนี้? มาร่วมแชร์ความเห็นกันได้นะครับ!

ที่มา – จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

ททท. สบช่องยุโรปเดือด 40 องศาฯ อัดแคมเปญดึงต่างชาติหนีร้อนเที่ยวหน้าฝนไทย

ททท. สบช่องยุโรปเดือด 40 องศาฯ อัดแคมเปญดึงต่างชาติหนีร้อนเที่ยวหน้าฝนไทย

ในช่วงที่ภูมิภาคยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรงจนอุณหภูมิพุ่งสูงปรี๊ดแตะระดับ 40 องศาเซลเซียส นี่ถือเป็นโอกาสทองที่ ททท. ต้องรีบคว้าไว้ โดยการประกาศเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกภายใต้แคมเปญ ททท. สบช่องยุโรปเดือด 40 องศาฯ อัดแคมเปญดึงต่างชาติหนีร้อนเที่ยวหน้าฝนไทย เพื่อเปลี่ยนวิกฤตสภาพอากาศสุดโหดให้กลายเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจในประเทศไทย

เสน่ห์หน้าฝนเมืองไทยที่นักท่องเที่ยวต้องหลงรัก

ทำไมยุโรปถึงควรมาไทยตอนนี้? คำตอบก็คือธรรมชาติของเราที่กำลังเบ่งบานและเขียวชอุ่มในช่วงฤดูฝน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ชูแนวคิด Blooming & Bright เพื่อขายจุดเด่นของอากาศที่สดชื่น เย็นสบายหลังสายฝน ซึ่งแตกต่างจากความร้อนระอุในยุโรปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้การเลือกเดินทางมาเที่ยวในช่วง Shoulder Season ยังช่วยให้นักท่องเที่ยวประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าไฮซีซั่นแบบเท่าตัว ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้คุ้มค่าและพิเศษกว่าที่เคย

ทางด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้สั่งการให้สำนักงานในยุโรปทั้ง 7 แห่ง เร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ว่าไทยคือจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง การดำเนินกลยุทธ์ ททท. สบช่องยุโรปเดือด 40 องศาฯ อัดแคมเปญดึงต่างชาติหนีร้อนเที่ยวหน้าฝนไทย ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่หาลูกค้าใหม่ แต่ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยที่มาได้ตลอดทั้งปี

  • เพลิดเพลินกับธรรมชาติสีเขียวขจีที่สวยงามที่สุดในช่วงหน้าฝน
  • สัมผัสบรรยากาศความเงียบสงบ ไม่แออัดเหมือนช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปกติ
  • ประหยัดงบค่าที่พักและตั๋วเครื่องบินด้วยราคาสุดคุ้ม
  • ได้รับบริการระดับพรีเมียมจากผู้ประกอบการชั้นนำของไทย

นอกจากตลาดฝั่งยุโรปแล้ว ทาง ททท. ยังไม่ละเลยตลาดท่องเที่ยวอื่นๆ โดยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมแบบ B2B เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในภาพรวมให้เติบโตตามเป้าหมาย แม้โลกจะมีความท้าทายจากสถานการณ์การเมืองหรือภัยธรรมชาติ แต่ด้วยความยืดหยุ่นของภาคการท่องเที่ยวไทย เรามั่นใจว่าไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในใจคนทั่วโลก

สรุปแล้ว หากใครที่อาศัยอยู่ในยุโรปและกำลังมองหาทางรอดจากอากาศร้อนจัด การเก็บกระเป๋าบินมาสัมผัสความเขียวขจีของเมืองไทยถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในตอนนี้ อย่าปล่อยให้ฤดูกาลผ่านไปโดยไม่ได้พักผ่อนอย่างมีความสุข รีบจองตั๋วมาดื่มด่ำกับบรรยากาศ Amazing Thailand กันเถอะครับ

ที่มา – ททท. สบช่องยุโรปเดือด 40 องศาฯ อัดแคมเปญดึงต่างชาติหนีร้อนเที่ยวหน้าฝนไทย

สุรศักดิ์ ใช้เวที TTM+ 2026 สร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวไทยเพิ่มอีก 5,000 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีในวงการท่องเที่ยวมาอัปเดตกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเผยถึงความสำเร็จในการผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวผ่านงานใหญ่อย่าง Thailand Travel Mart Plus หรือ สุรศักดิ์ ใช้เวที TTM+ 2026 สร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวไทยเพิ่มอีก 5,000 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคักขึ้นอีกครั้งหลังจากเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้านครับ

สุรศักดิ์ ใช้เวที TTM+ 2026 สร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวไทยเพิ่มอีก 5,000 ล้าน

ภายในงาน TTM+ 2026 ครั้งนี้ ททท. ได้ระดมผู้ซื้อจากทั่วโลกกว่า 58 ประเทศ รวม 429 ราย เข้ามาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งมีการนัดหมายจับคู่ธุรกิจถึง 15,000 นัด! นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการสร้างโอกาสให้กับชุมชนและผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อกระจายรายได้หมุนเวียนให้ไปถึงมือคนไทยอย่างทั่วถึงครับ

กลยุทธ์ชูจุดเด่นท่องเที่ยวไทยไปสู่ระดับโลก

นอกจากงาน TTM+ แล้ว ทางรัฐบาลยังได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ “สองประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง” ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นภูฏาน ลาว และเมียนมา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าสู่ภูมิภาคมากขึ้น ส่วนในด้านของ ททท. ก็ได้ชูแนวคิด “Healing is the New Luxury” เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและมาตรฐาน BCG เพื่ออัปเกรดสินค้าการท่องเที่ยวไทยให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียมอย่างยั่งยืน โดย สุรศักดิ์ ใช้เวที TTM+ 2026 สร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวไทยเพิ่มอีก 5,000 ล้าน เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายภาพรวมที่ตั้งไว้

หากเรามาดูสถิติช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 14.03 ล้านคน โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่:

  • นักท่องเที่ยวจีน (อันดับ 1): เติบโตขึ้นถึง 18.4%
  • นักท่องเที่ยวมาเลเซีย: ยังคงเป็นกลุ่มหลักแม้ตัวเลขจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย
  • นักท่องเที่ยวอินเดีย: เติบโตอย่างมีนัยสำคัญที่ 7.9%
  • นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดใหม่พรีเมียม: เช่น โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคีร์กิซสถาน

ตัวเลขที่น่าจับตาในปีนี้ คือสัดส่วนผู้ซื้อหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นถึง 41.7% แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันที่ใครๆ ก็อยากมาเยือน แม้จะมีปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันหรือเศรษฐกิจโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผมเชื่อว่าด้วยความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชน จะทำให้เป้าหมายรายได้ 1.55 ล้านล้านบาทในปีนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและกระจายรายได้สู่ชุมชน นับเป็นแนวทางที่ถูกต้องและยั่งยืนที่สุดครับ สำหรับใครที่อยู่ในภาคบริการหรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ช่วงเวลานี้คือโอกาสที่ดีที่สุดในการปรับปรุงบริการและสร้างความประทับใจ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนเมืองไทยซ้ำอีกครั้งครับ

ที่มา – สุรศักดิ์ ใช้เวที TTM+ 2026 สร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวไทยเพิ่มอีก 5,000 ล้าน

กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% โครงการไทยช่วยไทยพลัส

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดว่าทิศทางเศรษฐกิจบ้านเราในปีนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ได้ออกมาประกาศข่าวดีด้วยการกกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้ามาช่วยกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี ถือเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความท้าทายระดับโลกครับ

กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

การปรับเป้าหมายในครั้งนี้ถือเป็นการขยับตัวที่น่าสนใจ โดยทางคุณผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยได้ชี้แจงว่า นอกจากผลพวงจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ตัวเลขการส่งออกในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยผลักดันให้ตัวเลขภาพรวมขยายตัวได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะดูดีขึ้น แต่เอกชนยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบ K-shaped ที่อาจทำให้การเติบโตไม่กระจายตัวเท่าที่ควร

เจาะลึกความท้าทาย: เมื่อ กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังพอไหม?

แม่ว่าจะมีแรงหนุนจากโครงการภาครัฐ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสี่ยงด้านพลังงานโลกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ เอกชนไทยตอนนี้ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางและหันไปหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงกว่าเดิม นี่คือบทสรุปสิ่งที่ภาคเอกชนกำลังเร่งดำเนินการ:

  • เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบและพลังงาน
  • สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและส่งเสริมแผนพัฒนาไฟฟ้า PDP2026
  • ปรับโครงสร้างการส่งออกให้สามารถลงลึกถึงภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
  • ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างจ้างงานคนไทย

สถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา ทั้งเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีความผันผวนสูง ในมุมมองของผม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การเติบโตของตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ธุรกิจ SME และแรงงานในประเทศสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ การเร่งปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ และการนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในระดับฐานราก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและทั่วถึงมากกว่าแค่หวังพึ่งมาตรการกระตุ้นเพียงครั้งคราวครับ

ที่มา – กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ หวังไร้การเมืองแทรกแซง

ในฐานะที่วงการกีฬาไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงการสรรหาบุคลากรที่จะเข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนวงการกีฬาไทย โดยเฉพาะการ จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ นายก้องศักดิ์ ยอดมณี ที่ใกล้จะครบวาระในปี 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่คนรักกีฬาทุกคนต้องให้ความสนใจ

จับตา ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ เพื่ออนาคตกีฬาไทย

การสรรหาผู้บริหารระดับสูงของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในครั้งนี้ นายวัชรพลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลอดจากการเมืองแทรกแซง เพื่อให้ได้คนที่มีความสามารถจริงๆ เข้ามานั่งเก้าอี้บริหาร โดยมีเป้าหมายหลักคือการประสานงานกับทุกสมาคมกีฬาและภาคเอกชนได้อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทัพนักกีฬาไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล

ความท้าทายที่รออยู่สำหรับ ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่

ปัญหาเรื่องงบประมาณและการขาดโอกาสในการพัฒนานักกีฬาเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข การมีผู้นำที่เปิดกว้างและมีวิสัยทัศน์ระดับโลกจะช่วยให้ไทยสามารถดึงการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติเข้ามาจัดในบ้านเราได้มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องพัฒนาทักษะนักกีฬา แต่ยังเป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอีกด้วย

  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาคมกีฬาต่างๆ
  • ผลักดันการจัดอีเวนต์กีฬาระดับโลกในไทย
  • บริหารงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

นอกจากประเด็นกีฬาแล้ว นายวัชรพลยังได้กล่าวถึงงานใหญ่ที่ชาวโคราชรอคอย นั่นคือ “มหกรรมพืชสวนโลก 2573” ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอีสานอย่างมหาศาล แต่ยังคงเป็นห่วงในเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ต้องเร่งมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความพร้อมของประเทศไทย

ในมุมมองของผม การที่เราจะยกระดับกีฬาไทยได้จริง เราต้องเริ่มจากการเลือกคนเข้ามาทำงานด้วยความโปร่งใส ปราศจากวาระซ่อนเร้นทางการเมือง และให้โอกาสผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เพราะกีฬาคือตัวแทนของความภาคภูมิใจในชาติ และเมื่อเรามีผู้กุมบังเหียนที่ดี กีฬาไทยก็จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอน

ที่มา – “วัชรพล” แนะจับตา “ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่” หวังไร้การเมืองแทรกแซง ได้คนมีความสามารถ

“อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

“อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

กลายเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้านได้ไม่น้อยเลยครับ เมื่อ “อ.เชน” หรือคุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ใช้เวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ พาครอบครัวเดินทางไปร่วมงานประเพณี “บุญบั้งไฟบ้านโพน (บุญบั้งไฟแพรวา) ประจำปี 2569” ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ งานนี้บอกเลยว่าเป็นกันเองสุดๆ เพราะท่านรองนายกฯ พร้อมครอบครัวได้สวมชุดผ้าไหมแพรวาที่งดงามมาร่วมงาน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผ้าไทยท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจผ่านงานบุญบั้งไฟแพรวา

นอกจากจะได้เห็นบรรยากาศความสนุกสนานแล้ว “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์ ยังแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า ประเพณีบุญบั้งไฟไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องความเชื่อหรือศรัทธาของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็น “เครื่องจักรทางเศรษฐกิจ” ที่สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับพี่น้องในท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล โดยรัฐบาลพร้อมที่จะจับมือกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อผลักดันผ้าไหมแพรวาให้โด่งดังไปไกลในระดับโลกอีกด้วย

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยหลังจากลั่นฆ้องเปิดงาน “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์ ยังจัดเต็มด้วยการลงไปร่วมฟ้อนรำกับชาวผู้ไทยบ้านโพน สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

ทัวร์พิพิธภัณฑ์สิรินธร อัปเกรดความรู้สายวิทย์

หลังจากเสร็จภารกิจงานบุญ อ.เชน ยังเปลี่ยนโหมดคุณพ่อพาลูกๆ ไปตะลุย “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อสัมผัสซากดึกดำบรรพ์และเรียนรู้เรื่องราวของไดโนเสาร์ยักษ์ โดยมีดร.ศิตะ มานิตกุล นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดังมาให้ความรู้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งเรื่องการค้นพบ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอ็นซิส” ซึ่งเป็นไดโนเสาร์คอยาวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นกิจกรรมครอบครัวที่ส่งเสริมด้านการศึกษาได้ดีเยี่ยมจริงๆ ครับ

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในไทย
  • ผลักดันสินค้าท้องถิ่นสู่ระดับสากล
  • ใช้กิจกรรมเชิงครอบครัวสร้างแรงบันดาลใจ

ถือเป็นทริปวันหยุดที่ครบเครื่องทั้งเรื่องงานและการสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านการเรียนรู้จริงๆ ครับ ใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวกาฬสินธุ์ ลองแวะไปสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไหมแพรวาและชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์กันดูนะครับ รับรองว่าคุณจะได้ทั้งความสุขและความรู้อย่างแน่นอน

ที่มา – “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

Scroll to top