การฟอกเงิน

“ธรรมนัส” ปัดไม่เกี่ยวคดี “เบน สมิธ” เหตุคดีเกิดก่อนรู้จักกัน

“ธรรมนัส” ปัดไม่เกี่ยวคดี “เบน สมิธ” เหตุคดีเกิดก่อนรู้จักกัน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูงในวงการการเมืองและคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนต่อสื่อมวลชน สร้างความฮือฮาให้กับสาธารณชน

“ธรรมนัส” ปัดไม่เกี่ยวคดี “เบน สมิธ” เหตุคดีเกิดก่อนรู้จักกัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กำลังเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ สื่อมวลชนได้สอบถามถึงกรณีที่ตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับนายเบน สมิธ ชาวต่างชาติและภรรยา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและสมคบฟอกเงิน คดีนี้มีมูลค่าความเสียหายสูงถึงกว่า 1,000 ล้านบาท โดยทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงนักธุรกิจต่างชาติมาร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ต และธุรกิจพลังงาน

พื้นหลังคดี “เบน สมิธ” และความเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่

คดีของเบน สมิธ เริ่มต้นจากการตรวจสอบพบหลักฐานที่ชัดเจนว่า มีการหลอกลวงนักลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ถูกดึงดูดด้วยโครงการลงทุนสุดหรูหรา ร.อ.ธรรมนัส ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ธรรมนัส” ปัดไม่เกี่ยวคดี “เบน สมิธ” เหตุคดีเกิดก่อนรู้จักกัน เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะมีความสัมพันธ์ใดๆ กับบุคคลนี้ เมื่อสื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีส่วนเกี่ยวข้อง ร.อ.ธรรมนัส ตอบสั้นๆ ว่า “มันจะเกี่ยวอะไร” ก่อนขึ้นรถและปิดประตูทันที สร้างภาพลักษณ์ที่เด็ดขาดและไม่ยอมให้เกิดความคลุมเครือ

กระแสข่าวดังกล่าวแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่กำลังมีโครงการใหญ่ๆ มากมาย หากมีบุคคลระดับสูงเกี่ยวข้อง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

รายละเอียดโครงการหลอกลวงในคดีเบน สมิธ

  • ลงทุนหุ้น: หลอกให้ลงทุนในบริษัทปลอม สัญญาว่าผลตอบแทนสูง
  • อสังหาริมทรัพย์: โครงการคอนโดหรูและที่ดินที่ไม่มีจริง
  • เครื่องบินเจ็ต: สัญญาซื้อขายเครื่องบินส่วนตัว แต่เงินหายไป
  • ธุรกิจพลังงาน: โครงการพลังงานทดแทนที่ไม่เคยเกิดขึ้น

ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจต่างชาติที่หลงเชื่อคำโฬมจี๋ ตำรวจกำลังเร่งติดตามทรัพย์สินที่ฟอกเงินไป เพื่อนำกลับคืนเจ้าของ คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการฉ้อโกงข้ามชาติที่ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด

จากมุมมองของผู้เขียน คำชี้แจงของ ร.อ.ธรรมนัส แสดงถึงความมั่นใจและพร้อมพิสูจน์ตัวเอง หากมีหลักฐานชัดเจน สังคมควรให้โอกาส แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้โปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีคล้ายกันในอนาคต

CTA: ติดตามข่าวสารการเมืองและคดีสำคัญได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – “ธรรมนัส” ปัดไม่เกี่ยวคดี “เบน สมิธ” เหตุคดีเกิดก่อนรู้จักกัน

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์

ปัญหาสแกมเมอร์และทุนเทากำลังกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการฟอกเงินผ่านระบบธนาคารและตลาดทุน ล่าสุด ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์ เพื่อทวงคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการโกงประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และชื่นชมปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง ศปอส.ตร. กับ ปปง. ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอี ทำให้สามารถยึดอายัดทรัพย์ได้ถึง 9.2 พันล้านบาท

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์

แถลงการณ์ดังกล่าวออกมาเมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพรรคประชาธิปัตย์ส่งตรงถึงเลขาธิการ ปปง. เน้นย้ำถึงความคืบหน้าของการดำเนินคดี โดยระยะเวลายึดอายัดทรัพย์ 90 วัน จะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มีนาคม 2569 เหลือเวลาเพียง 18 วันในการส่งฟ้องอัยการเพื่อให้ศาลสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ปชป. ชี้ว่าการดำเนินการนี้เป็นการทดสอบความสุจริตของรัฐบาลไทยและความน่าเชื่อถือของตลาดทุน หากล่าช้าอาจทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางฟอกเงินของอาชญากรต่างชาติ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าธุรกรรมผิดปกติของกลุ่มสแกมเมอร์มีหลักฐานชัดเจนในข้อหากลุ่มอั้งยี่ ซ่องโจร ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน โดยมีผู้เสียหายกว่า 700 ราย เส้นทางการเงินถูกโอนต่อเนื่องจนถึงบัญชีต้องสงสัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับคดีใหญ่ๆ เช่น การสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน ซึ่ง DSI ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไต่สวนข้าราชการและนักการเมือง 6 ราย

ปชป. ชี้เป้าทรัพย์สินกลุ่มทุนเทายังเหลืออีกเพียบ

จากการศึกษาข้อมูลของพรรค พบว่ายังมีสินทรัพย์และหลักทรัพย์ของกลุ่มผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับ Capital Asia Investment (CAI) และสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกอายัดครบถ้วน พรรคกำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้ ปปง. และ กลต. ขยายผลสาวลึกถึงต้นตอและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ข้อเสนอสำคัญ 3 ข้อจากแถลงการณ์ ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์ ได้แก่:

  • ข้อ 1: ยืนยันว่าการยึดอายัดตั้งแต่ 2 ธันวาคม 2568 ถูกต้องตามหลักฐาน รัฐบาลต้องเร่งขั้นตอนถัดไปเพื่อรักษาศักดิ์ศรีตลาดทุนไทย ไม่ให้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน
  • ข้อ 2: กลุ่มนี้เชื่อมโยงคดีสแกนม่านตา DSI ส่ง ป.ป.ช. แล้ว ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อชาติ
  • ข้อ 3: พบแหล่งทรัพย์เพิ่มเติม กำลังรวบรวมหลักฐานส่ง ปปง. เพื่อยึดอายัดขยายวง

ปัญหาสแกมเมอร์ในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายนับแสนราย มูลค่าความเสียหายทะลุหมื่นล้านบาท การที่ ปปง. จัดประชุมในวันเดียวกัน (11 ก.พ.) ถือเป็นโอกาสทองในการพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้ พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดำเนินการจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและภาพลักษณ์ประเทศในสายตาโลก

นอกจากนี้ การต่อสู้กับทุนเทายังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น ธนาคาร กลต. และ DSI เพื่อปิดช่องโหว่ระบบการเงิน หากประสบความสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของปชป. ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในการตรวจสอบรัฐบาล สร้างแรงกดดันให้หน่วยงานรัฐทำงานโปร่งใสและรวดเร็ว คุณคิดว่ารัฐบาลจะสามารถยึดทรัพย์ทั้งหมดได้ทันกำหนดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสต่อต้านสแกมเมอร์ให้ดังยิ่งขึ้น!

ที่มา – ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์-ทุนเทา ชี้เป้ายังมีขุมทรัพย์อีกเพียบ

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นกวาดล้างยาเสพติด กระท่อม-กัญชา

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาที่รุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดปัญหาสังคมมาอย่างยาวนาน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญของพรรคประชาชาติ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปราบปรามยาเสพติด เพราะถือเป็นภัยร้ายที่ทำลายสังคม เศรษฐกิจ และครอบครัวคนไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ ที่ถูกมองจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียว่าเป็น "เมืองหลวงยาไอซ์" ซึ่งน่าอับอายอย่างยิ่ง จากการสนทนากับหัวหน้าสันติบาลรัฐกลันตันของมาเลเซีย พบว่าปัญหานี้รุนแรงจนมาเลเซียต้องสร้างรั้วกั้นชายแดนเพื่อป้องกัน

ที่มาของยาเสพติดในภาคใต้

ยาเสพติดเหล่านี้ส่วนใหญ่ลักลอบมาจากสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อกบดานในพื้นที่ชายแดน โดยมีผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองบางส่วนอยู่เบื้องหลัง ใช้เงินสกปรกจากการค้าของผิดกฎหมายมาหลอกลวงประชาชนในการเมืองอีก หากพรรคประชาชาติได้อำนาจ จะใช้กลไกการฟอกเงินจัดการเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศเพื่อนบ้าน และฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เสียหายจากปัญหานี้

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด โดยย้ำว่าพื้นที่ที่มียาเสพติดระบาด จะไม่มีสันติภาพหรือความสุขได้แน่นอน จากประสบการณ์สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เคยผลักดันห้ามเร่ขายกระท่อมใกล้สถานศึกษา เพราะมอมเมาเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือดี หากกลับมาเป็นรัฐบาล จะยึดทรัพย์ผู้ค้า บำบัดผู้เสพอย่างเหมาะสม

นโยบายปราบยาเสพติดของพรรคประชาชาติ

พรรคประชาชาติมีแผนชัดเจนในการบริหารจัดการปัญหายาเสพติด ดังนี้

  • กวาดล้างผู้ค้ารายใหญ่: ใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากยาเสพติดทั้งหมด ไม่ว่าจะซ่อนไว้ที่ไหน
  • ควบคุมกระท่อมและกัญชา: เปลี่ยนสถานะกลับเป็นยาเสพติดประเภท 5 ห้ามค้าหรือใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด
  • บำบัดผู้เสพ: สร้างศูนย์บำบัดมาตรฐานทั่วประเทศ โดยไม่ลงโทษผู้เสพที่อยากเลิก แต่เน้นการรักษาและป้องกัน
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ประสานงานกับมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อตัดเส้นทางการลักลอบ
  • ป้องกันเยาวชน: ห้ามขายใกล้โรงเรียน สถานบันเทิง และชุมชน โดยมีบทลงโทษหนัก

ปัญหายาเสพติดไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่กระทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวแตกแยก เยาวชนหลงผิด และเศรษฐกิจเสียหาย โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ถูก stigma จากต่างชาติ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนควบคู่ไปด้วย เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย เพื่อลดช่องว่างให้ยาเสพติดแทรกซึม ประสบการณ์ของทวี สอดส่อง ที่เคยเป็นตำรวจและรัฐมนตรี ทำให้มั่นใจว่านโยบายนี้จะได้ผลจริง ไม่ใช่แค่สัญญาเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยต้องการมานาน หากทำได้จริง จะช่วยลดปัญหาสังคมได้อย่างมหาศาล คุณคิดอย่างไรกับแนวทางของหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจจริงกวาดล้างยาเสพติดนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อสร้างกระแสปราบยาเสพติดให้ดังทั่วประเทศ!

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลั่นเอาจริงกวาดล้างยาเสพติด “กระท่อม-กัญชา” ต้องกลับไปเป็นยาเสพติด

ตร.ไซเบอร์ยึดทรัพย์ “เฉิน จื้อ” เพิ่ม 350 ล้าน


ตำรวจไซเบอร์แถลงปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ขยายผล Prince Group เครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม ยึดทรัพย์เพิ่มกว่า 350 ล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ตร.ไซเบอร์ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการแถลงข่าวปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ซึ่งเป็นการขยายผลเครือข่าย Prince Group ของ “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม โดยสามารถยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมได้อีกกว่า 350 ล้านบาท

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2566 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนคดีที่เชื่อมโยงกันหลายคดี ซึ่งเป็นกรณีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนในลักษณะ Hybrid Scam หรือ Pig Butchering Scam โดยคนร้ายจะสุ่มติดต่อประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ชักชวนพูดคุยให้เกิดความเชื่อใจ แล้วสอนการลงทุนเทรดคริปโตเคอเรนซี อ้างว่าได้ผลกำไรดี จากนั้นหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีม้า เพื่อแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินสกุลดิจิทัล โอนเข้าแอปเทรดเหรียญดิจิทัลปลอม

คดีของ สน.ศาลาแดง ที่ 452/2565 นำไปสู่ปฏิบัติการ “Trust No One” EP.1–5 ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนพร้อมเครือข่าย ยึดทรัพย์ได้กว่า 2,000 ล้านบาท และเฉลี่ยทรัพย์คืนเงินผู้เสียหายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ต่อมาในปี 2567 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนขยายผลคดีของ สน.ดินแดง ที่ 462/2564 พบว่าปลายทางของเส้นทางการเงินถูกนำไปฟอกเงินด้วยระบบการเงินใต้ดิน และพบว่าหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการเป็นกลุ่มชาวจีนและชาวจีนสัญชาติพม่า โดยเป็นผู้จ้างวานเพื่อจดทะเบียนบริษัทนอมินี และนำข้อมูลบริษัทไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินจากการกระทำความผิด แล้วนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้มาแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล โอนต่อไปหลายลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ปฏิบัติการ “The Purge” และการขยายผลสู่เครือข่าย “เฉิน จื้อ”

ตำรวจพบหลักฐานทางการเงินที่ไม่สัมพันธ์กับฐานะของเจ้าของบัญชี และมีพยานหลักฐานบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม พบว่าบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการหลอกลวง การพนันออนไลน์ หรือยาเสพติด นำไปสู่ปฏิบัติการ “The Purge” จับกุมชาวจีนพร้อมเครือข่าย ตรวจยึดเงินสด 80 ล้านบาท พร้อมทรัพย์สินอื่นๆ รวมกว่า 250 ล้านบาท สืบสวนจนพบความเชื่อมโยงไปยังเครือข่าย “เฉิน จื้อ” (Chen Zhi)

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลกรณีดังกล่าว เพื่อหาผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงคดีอาญาของ สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี ที่ 727/2564 รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้แล้ว (75 คน) และตรวจพบทรัพย์สินที่คาดว่าได้มาจากการกระทำผิดอีกจำนวนมาก จึงได้ประสานงานกับ ปปง. ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว

ต่อมา ตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการ “The Purge 2” เข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ 4 จุด ได้แก่

  • ห้องพัก 2 ห้อง ในคอนโดหรู ซอยสุขุมวิท 61 แยก 1
  • บ้านพักมูลค่ากว่า 38 ล้านบาท ในหมู่บ้านหรู ย่านพระราม 9
  • ห้องพักในคอนโดหรู ย่านพร้อมพงษ์ ซอยสุขุมวิท 26
  • ห้องพักในคอนโดหรู ในซอยต้นสน

ผลการตรวจค้น สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินต่างๆ อาทิ ห้องพัก (อสังหาริมทรัพย์ มูลค่ารวมกว่า 166 ล้านบาท), ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ (102,900 ดอลลาร์), ธนบัตรจีน (55,000 หยวน), กระเป๋าแบรนด์เนม (33 ใบ), รองเท้า Louis Vuitton (3 คู่), รถยนต์ Toyota Alphard (1 คัน), นาฬิกาหรู (2 เรือน), สมุดบัญชีธนาคาร (10 เล่ม), อุปกรณ์บันทึกภาพกล้องวงจรปิด (3 เครื่อง), อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณ (1 เครื่อง), เมมโมรีการ์ด (2 อัน), โทรศัพท์มือถือ (4 เครื่อง), คอมพิวเตอร์ (2 เครื่อง), อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก (5 เครื่อง) และเอกสารสำคัญต่างๆ รวมทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมด รวมมูลค่ากว่า 350 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งมียอดเงินหมุนเวียนในเครือข่ายสูงกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างการเร่งสืบสวนขยายผล หากตรวจสอบแล้วพบพยานหลักฐานว่าทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ก็จะตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป

การขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” และการยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมกว่า 350 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน ตร.ไซเบอร์ ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก 6 พันล้าน จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! ปปง. สั่งอายัดหุ้นบางจาก มูลค่ามหาศาลถึง 6 พันล้านบาท พัวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติชื่อดัง “ยิม เลียก-เบน สมิธ” เรื่องนี้เป็นอย่างไร? มาเจาะลึกรายละเอียดกัน

สืบเนื่องจากปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” ซึ่งมีการอายัดและยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท (อ่านข่าว : แถลงสรุปปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์เครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” กว่าหมื่นล้าน) ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นมีความเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง?

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก จริงหรือไม่?

นายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งพบว่ามีการรับโอนเงินจากกลุ่มของนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ รวมมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2560-2565

จากการสืบสวนขยายผล พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้จัดตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยนำเงินไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งทาง ปปง. จึงได้มีมติยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ห้องชุด หุ้นที่บริษัทถือครองอยู่ เงินในบัญชี รถยนต์ และเรือ รวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งนายเทพสุ บวรโชติดารายืนยันว่า มีหุ้นหลายตัวที่เกี่ยวข้อง แต่ตัวใหญ่ที่ถูกอายัดคือ หุ้นของบริษัทบางจาก โดยเป็นการอายัดในส่วนที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หากผู้ถูกอายัดสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็อาจมีการเพิกถอนการอายัดต่อไป มูลค่าหุ้นบางจากที่ถูกอายัดในครั้งนี้มีประมาณ 6 พันล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568) ซึ่งมูลค่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

ทำไมปปง. ถึงอายัดหุ้นบางจาก?

คำถามสำคัญคือ ทำไม ปปง. ถึงตัดสินใจอายัดหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่างบางจาก? คำตอบคือ ปปง. ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพบความเชื่อมโยงระหว่างหุ้นส่วนนี้กับกระบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” แม้ว่าการอายัดหุ้นจะไม่ได้หมายความว่าบางจากมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่เป็นการดำเนินการเพื่อตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการอายัดหุ้นในครั้งนี้ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงอาจทำให้เกิดความผันผวนของราคาหุ้นบางจากในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ปปง. เป็นไปตามกฎหมายและมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ กระบวนการพิสูจน์ทรัพย์สินของผู้ที่ถูกอายัดหุ้น หากพวกเขาสามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การอายัดก็จะถูกยกเลิก แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทรัพย์สินก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การดำเนินการครั้งนี้ของ ปปง. ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและธุรกิจต้องระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน และตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

และสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นบางจากอยู่ สิ่งที่ควรทำคือติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการลงทุนของตนเอง

ที่มา – ปปง. อายัดหุ้นบางจาก มูลค่าประมาณ 6 พันล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ”

พรรคประชาชน ชี้ทางแก้ ทุนเทาครองเมือง

พรรคประชาชนแนะแก้ปัญหาทุนเทาครองเมือง แก้กฎหมายให้เป็นธรรม ทุกธุรกิจแข่งขันได้ ไม่เอื้อประโยชน์ธุรกิจทุนใหญ่ผูกขาด เรียกร้องไปยังรัฐบาล ต้องมียุทธศาสตร์รายสินค้า มีนโยบาย Fair and Fight

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาชน นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขึ้นกล่าวในงาน “รีชาร์จประชาชน Recharge the People” ภายใต้ธีม “ธุรกิจไทยยังแข่งกับโลกได้” โดยระบุว่าวันนี้ผู้ประกอบการไทยเจอปัญหาหนักหลายเรื่อง หลายธุรกิจกำลังถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เครื่องมือของรัฐก็ไม่สนับสนุนเพียงพอ ดังนี้

  1. โดนทุนผูกขาด ทุนเทารุมกินโต๊ะ ผู้ประกอบการคือตัวโดนที่แท้จริง โดนทั้งทุนผูกขาดและทุนเทารุมกินโต๊ะ เข้าห้างใหญ่ก็ยาก มีต้นทุนสูงจากโทรคมนาคมและพลังงาน และยังมีสินค้าต้นทุนต่ำเข้ามาขายตัดราคา มีนอมินีแข่งกับธุรกิจของคนไทยทุกตรอกซอกซอย มีนอมินีฟอกเงินทุนเทาเป็นทุนขาว ขายของตัดราคา ผู้ประกอบการรายย่อยจะแข่งขันกับเขาได้อย่างไร
  2. โดนระบบ-ระเบียบรัฐขัดขวาง แทนที่รัฐจะช่วยโอบอุ้ม ผู้ประกอบการทั่วประเทศเล่าให้ฟังว่า ระบบใบอนุมัติ อนุญาตใช้เวลายาวนาน ทำให้นำไปสู่การจ่ายใต้โต๊ะ
  3. โดนโลกทิ้งห่าง ไหนจะสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไทยนับวันถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ

ต้องปรับปรุงหลายเรื่อง

นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า ผู้ประกอบการไทยเปรียบเสมือนขึ้นเวทีชกแต่คนละรุ่น คู่แข่งไม่ต้องทำตามกฎหมาย-กติกา กรรมการเผลอๆ เข้าข้างอีกฝั่งต่างหาก อย่างนี้ธุรกิจไทยจะแข่งขันได้อย่างไร สิ่งที่พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะทำ หาเสียงมาตลอดคือต้องทำให้กลไกการกำกับการแข่งขันหรือพูดง่ายๆ ดูแลเรื่องปัญหาผูกขาดในประเทศนี้ดีขึ้นให้ได้ แม้ว่าประเทศไทยมีกฎหมายแข่งขันทางการค้าใช้มาเกือบ 10 ปี กลุ่มประเทศ OECD ที่พัฒนาแล้วจะรับเราเข้าเป็นสมาชิกก็ต่อเมื่อเราทำได้ตามมาตรฐานของเขา แต่เขาประเมินไทยหลายเรื่อง ประเมินเรื่องการแข่งขัน ธุรกิจที่จะแข่งขันแฟร์ไหม ต่างชาติจะเข้ามาประกอบธุรกิจแฟร์ไหม เขาบอกว่าเราต้องปรับปรุงหลายเรื่อง

งงตีความห้างใหญ่รวมกันได้

นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า แม้พรรคประชาชนจะเป็นฝ่ายค้าน แต่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเราเดินหน้าเสนอแก้กฎหมายแข่งขันทางการค้า ที่มีปัญหา เช่น คลุมเครือ ต้องตีความว่าธุรกิจใดอยู่ภายใต้กฎหมายบ้าง เมื่อก่อนกรรมการแข่งขันทางการค้าก็ไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้มีระยะห่าง ตัวอย่างเช่นการควบรวมห้างใหญ่ กขค. วินิจฉัย Makro และ Lotus ควบรวมกันได้ ส่วนหนึ่งเพราะนิยาม Makro เป็นธุรกิจค้าส่ง Lotus เป็นธุรกิจค้าปลีก ไม่กระทบกัน จึงควบรวมได้ ในฐานะท่านเป็นโรงงานที่ผลิต ท่านก็ขายทั้งสองห้าง ในฐานะที่เป็นลูกค้าท่านก็เดินทั้งสองห้าง แต่เขาบอกว่าเป็นคนละตลาดกัน เป็นไปได้อย่างไร

ผูกขาดเริ่มขยายไปธุรกิจอื่น

นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ประชาชนร้องเรียนมา เมื่อควบรวมจนห้างเหลือน้อย ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถ้าเมื่อก่อน มีการแข่งขันว่าจะให้ค่า GP เท่าไหร่ แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังควบรวมแล้ว เทียบค่าใช้จ่าย เรตไหนแพงกว่า ยึดเรตนั้น หนีจากออฟไลน์มาออนไลน์ก็ไม่รอด ตัวอย่างธุรกิจแพลตฟอร์มหนึ่งขึ้นค่า GP จากเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคมปีนี้ เพิ่มค่าธรรมเนียมขายสินค้าจาก 21.40% เป็น 23.54% พอธุรกิจแพลตฟอร์มขยายตัวมากขึ้น นำไปสู่การผูกขาดธุรกิจอื่นๆ ที่โดนแล้วเช่นขนส่ง ท่านเป็นผู้ประกอบการ เป็นลูกค้าไม่สามารถเลือกขนส่งได้ จนผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยวันนี้ได้รับผลกระทบ นำเรื่องมาฟ้องที่สภาฯ สถานการณ์ผูกขาดนี้กำลังจะขยายไปยังธุรกิจโกดัง ประกัน สินเชื่อ โฆษณา ธุรกิจเกี่ยวเนื่องทุกอย่างกำลังจะถูกผูกขาดจากอำนาจของแพลตฟอร์ม

ถามผลประโยชน์ประชาชนอยู่ตรงไหน

นอกจากนี้สิทธิพลยังสะท้อนว่าธุรกิจใด อุตสาหกรรมใดก็ตามที่มีความเฉพาะ อย่างธุรกิจพลังงาน ธุรกิจโทรคมนาคม กฎหมายเดิมเปิดช่องให้ไม่ต้องเข้าไปดูแล เช่น ค่ายมือถือควบรวมกัน กสทช. บอกไม่มีอำนาจห้าม เป็นอำนาจ กขค. ขณะที่ กขค. ก็บอกว่าไม่มีอำนาจเหมือนกัน สุดท้ายผลประโยชน์ประชาชนอยู่ที่ไหน?

ดันกฎหมายเสร็จชั้นกมธ.

นายสิทธิพล ในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ระบุว่า สภาฯ ชุดนี้ ทำงานร่วมกับกรรมาธิการจากทุกพรรคร่วมกันแก้ไขกฎหมาย จนวันนี้เสร็จสิ้นในชั้นกรรมาธิการแล้ว เชื่อว่าเปิดสภาเดือนหน้าน่าจะได้พิจารณาในวาระ 2-3 เพื่อที่จะนำไปสู่การทำให้การกำกับการแข่งขันดีขึ้น ลดการผูกขาดให้ได้มากที่สุด

ประโยชน์กฎหมายแข่งขันการค้า

พร้อมเชื่อว่า กฎหมายแข่งขันทางการค้าที่กำลังแก้ไขนี้ จะช่วย

  1. แก้ไขความคลุมเครือของทุกธุรกิจต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ การควบรวมต้องขออนุญาต ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น
  2. ช่วยให้กรรมการคัดสรร กขค. ต้องมีที่มายึดโยงกับประชาชน อย่างน้อยหนึ่งตำแหน่งคือผู้แทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค
  3. การวินิจฉัยคดีต้องไม่ล่าช้า ต้องเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคล และให้ผู้บริโภคสามารถฟ้องร้องเองได้ เพื่อลดภาระคดีล้นของ กขค. และเปลี่ยนโทษอาญาที่ไม่เคยใช้บังคับได้ มาเป็นโทษปรับทางวินัย

พรรคประชาชนแนะแก้ปัญหาทุนเทาครองเมือง แก้กฎหมายให้เป็นธรรม ทุกธุรกิจแข่งขันได้

ภาคการผลิตไทยถูกฉีก

ในส่วนของประเด็นทุนเทาครองเมือง นายสิทธิพล ย้ำว่า เราต้องสู้เพื่อผู้ประกอบการ ทั้งสินค้าผิดกฎหมาย สินค้าทุ่มตลาด ตลอดจนการประกอบธุรกิจ การฟอกเงินผ่านนอมินี เพราะนับตั้งแต่ปี 2565 แม้การบริโภคภาคเอกชน ประชาชนเพิ่มขึ้น แต่การผลิตกลับลดลงเรื่อยๆ โรงงานปิดตัว มันสะท้อนว่าการบริโภคและการผลิตของประเทศนี้ ฉีกออกจากกัน สาเหตุเพราะการนำเข้าเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากจีนที่สัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ถ้าสินค้าดี คุณภาพดี ราคาถูก ไม่ทุ่มตลาด ไม่มีปัญหา มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งในนี้คือ สินค้าผิดกฎหมาย ไม่มี มอก. อย. ส่วนหนึ่งเป็นสินค้าทุ่มตลาด

พบนอมินีเกินครึ่ง

นายสิทธิพล ระบุว่า ที่ผ่านมาเราลองเปิดระบบแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านโครงการนักสืบทุนเทา เพียง 10 สัปดาห์ มีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 1,199 เรื่อง สิ่งที่พบคือ หน่วยงานรัฐแก้ปัญหาช้า เร็วสุด 2 เดือน นานสุดเป็นปี มีปัญหานอมินีมากสุด เกินครึ่งของเรื่องร้องเรียน แต่ทั้งหมดนี้แก้ปัญหาได้ด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะช่วยแก้ข้อจำกัดด้านกำลังคนและเวลา ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามแก้ปัญหา แก้บทลงโทษให้หนักขึ้น มี KPI ร่วมระหว่างหน่วยงาน

แนะรัฐทำตัวเป็นพี่เลี้ยง

นายสิทธิพล มองว่าปัญหาสินค้าทุ่มตลาด ทั่วโลกมีมาตรการสากล ใช้รับมือ เช่นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เราก็ใช้บ้าง แต่ใช้น้อยถ้าเทียบกับสถานการณ์ รัฐควรเข้ามาช่วยเรื่องนี้มากขึ้น ให้คนที่เข้าไม่ถึงมาตรการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงได้ รวมถึงรัฐควรทำตัวเป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนผู้ประกอบการ ผ่านนโยบาย Open Data เพื่อสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องเปลี่ยนการเก็บเงินในการเข้าถึงข้อมูลเป็นการเปิดข้อมูลสู่สาธารณะ จะช่วยทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจ หน่วยงานอย่างศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัย เอาไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มาก ทั้งยังช่วยลดปัญหานอมินี ฮั้วประมูลได้ด้วย

แนะปรับปรุงการใช้งบเอสเอ็มอี

นอกจากนี้รัฐต้องแก้ไขการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่ล่าช้า ที่ทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาส ตัวอย่างสิทธิบัตรออกแบบที่มีคำขอค้าง 10,000 กว่าเรื่อง กรมทรัพย์สินปัญญาควรเร่งดูแลแก้ไขเรื่องนี้ เพิ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้ตรวจสอบให้เพียงพอ นอกจากนี้ นาย สิทธิพล ยังเสนอแนวทางเพื่อปรับปรุงการใช้งบ SMEs สำหรับช่วยผู้ประกอบการ แต่ละปีรัฐมีงบสำหรับสนับสนุน SMEs ถึง 4-5 พันล้านบาท แต่ยังมีการใช้งบที่ไร้ประสิทธิภาพ แนวทางที่สิทธิพลเสนอ ดังนี้ 1. การใช้งบต้องมีเจ้าภาพ ปัจจุบันงบกระจายอยู่ 31 หน่วยงานที่ไม่มีใครดูแลภาพรวม 2. การใช้งบต้องตอบโจทย์สิ่งที่ SMEs ต้องการ สิ่งที่รัฐกำลังทำอยู่ เป็นการใช้งบแบบกลับหัวกลับหาง ไม่ตอบโจทย์ที่เขาต้องการ และ 3. ใช้งบประมาณให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนของ SMEs

“ทุกวันนี้เรามีงบสำหรับช่วย SMEs เยอะ เช่น งบที่ สสว. ขอไปเพื่อช่วยเหลือเรื่องเงินทุนให้ SMEs ขอไปแล้ว 2 ปี 5,000 ล้านบาท แต่ไม่ใช้สักบาท ขณะที่ SMEs เองต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ ต้องเจ๊งไปจำนวนมาก ถ้าเอาเงินส่วนนี้ไปให้ บสย. ค้ำประกันเงินกู้ คงช่วย SMEs ได้หลายแสนราย นอกจากนี้ ยังมีโครงการแบบนี้อีกจำนวนมากที่ของบแล้วไม่ได้ใช้ ทั้งที่ SMEs เดือดร้อน สสว. นี่แหละตัวดี รัฐบาลต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือดูแล”

นายสิทธิพล ยังเรียกร้องไปยังรัฐบาล ต้องมียุทธศาสตร์รายสินค้า และกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับโอกาสที่มี นโยบาย Fair and Fight เพื่อผู้ประกอบการไทย เช่น

  1. จัดการทุนผูกขาด ทุนเทา ผลักดันการใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ สนับสนุนภารกิจของ กขค. ให้บรรลุวัตถุประสงค์ รวมทั้งใช้มาตรการปกป้องทางการค้ามากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงมาตรการได้ ให้มีการผลักดันโมเดล “นักสืบทุนเทา” และการมีส่วนร่วมของประชาชน
  2. แก้อุปสรรคจากภาครัฐ ให้มีการทำ OPEN DATA สำหรับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสภาคธุรกิจด้วยข้อมูล ให้มีการสนับสนุนทรัพยากร งบ คน เช่น เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบในบางสาขา IP และ GI ที่ไม่เพียงพอ จนทำให้ภาคธุรกิจเสียโอกาส และใช้งบประมาณ SMEs ให้มีประสิทธิภาพ มีเจ้าภาพ ตอบโจทย์ความต้องการและความเดือดร้อนของ SMEs
  3. ธุรกิจไทยทันโลก ควรมีการจัดสรรงบด้านการค้าต่างประเทศให้เหมาะสม มีการส่งเสริม ปกป้องให้ SMEs เข้าถึงได้ มีการปรับตัวชี้วัดทูตพาณิชย์ พร้อมสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นในตลาดยุทธศาสตร์ รวมทั้งจัดให้มีการเจาะลึกตลาดที่มีศักยภาพ ทั้งรายพื้นที่ รายสินค้า เพื่อลดอุปสรรคและหาโอกาสให้ผู้ประกอบการ

พร้อมระบุว่า ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างนโยบายที่เตรียมไว้สำหรับผู้ประกอบการคือการเร่งปราบทุนผูกขาด ทุนเทา ปรับบทบาทให้รัฐเป็นพี่เลี้ยง และเอาจริงในการทำให้ผู้ประกอบการไทยแสวงหาโอกาสกลับมาลุกขึ้นยืนได้ เราต้องการรัฐบาลที่เอาจริงในการเข้าใจปัญหา ลงไปดูในรายละเอียด และต้องมีเจตจำนงแท้จริงในการแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการไทย

การแก้ไขปัญหา ทุนเทาครองเมือง และการทำให้ ทุกธุรกิจแข่งขันได้ อย่างเป็นธรรมนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พรรคประชาชนชี้ทางออก: แก้ปัญหาทุนเทาครองเมือง

พรรคประชาชนได้เสนอนโยบายที่น่าสนใจหลายประการในการแก้ปัญหาทุนเทาครองเมือง และส่งเสริมให้ทุกธุรกิจแข่งขันได้ หนึ่งในนั้นคือ การแก้ไขกฎหมายให้มีความเป็นธรรมและทันสมัย เพื่อให้ทุกธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ พรรคยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ดังนั้น การแก้ปัญหา ทุนเทาครองเมือง และทำให้ ทุกธุรกิจแข่งขันได้อย่างแท้จริง จึงเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันผลักดัน เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

ที่มา – พรรคประชาชนแนะแก้ปัญหาทุนเทาครองเมือง แก้กฎหมายให้เป็นธรรม ทุกธุรกิจแข่งขันได้

“โรม” จี้ล้างบางคุก VVIP ยึดทรัพย์!

“โรม” รับไม่ได้คุกวีไอพีเอื้อทุนเทา ชี้เรื่องนี้ทำลายความเชื่อมั่นประชาชน แปลกใจปล่อยผ่านเรื่องนี้ได้อย่างไร ลั่นงานนี้ต้องล้างบางคุก VVIP!

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อกรณีที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ต้องขังจีนเทา ในระดับที่เกินกว่าการได้รับสิทธิพิเศษธรรมดา โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างร้ายแรง

นายรังสิมันต์เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศอย่างแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและน่าเศร้าที่ปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฝ่ายตำรวจไปจนถึงกรมราชทัณฑ์ ทั้งที่รัฐบาลประกาศสงครามกับทุนสีเทาและสแกมเมอร์

“ผมไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น เรือนจำแทนที่จะเป็นเรือนจำแต่กลายเป็นสรวงสวรรค์ ทำให้การใช้ชีวิตเป็นแบบนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น”ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯกล่าวและว่า ในฐานะที่เคยเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทราบดีว่ามีการเลือกปฏิบัติและนักโทษบางคนได้สิทธิพิเศษ แต่วันนี้สถานการณ์ได้เกินเลยไปมากจนถึงระดับ “Platinum” สามารถนำผู้หญิงหรือนางแบบต่างชาติเข้ามาบริการในเรือนจำได้ เราปล่อยเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร น่าเศร้ามากที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่นักโทษบางคนที่ได้รับสิทธิพิเศษ VVIP อย่างที่เป็นข่าว แต่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

นายรังสิมันต์เรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไม่ควรจำกัดแค่เจ้าหน้าที่ชุดปัจจุบัน เนื่องจากปัญหาการเลือกปฏิบัติและสิทธิพิเศษแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายยุคสมัย ต้องเอาเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่มาสอบทั้งหมด และนำไปสู่การอายัดทรัพย์ เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน จึงควรใช้โอกาสนี้ในการ ล้างบางคุก VVIP ระบบในราชทัณฑ์อย่างแท้จริง

“โรม” จี้ล้างบางคุก VVIP ยึดทรัพย์คนรับเงิน บอกอนาถใจทำลายความเชื่อมั่นความยุติธรรม

กรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากนายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการล้างบางคุก VVIP อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับสินบน

ทำไมต้องล้างบางคุก VVIP?

เหตุการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ต้องขังจีนเทาอย่างไม่เหมาะสม ได้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง การปล่อยให้ผู้ต้องขังบางกลุ่มได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น ไม่เพียงแต่ขัดต่อหลักความเสมอภาค แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายระบบราชทัณฑ์โดยรวม

  • การเลือกปฏิบัติ: การที่นักโทษบางคนได้รับสิทธิพิเศษ VVIP เช่น การนำผู้หญิงหรือนางแบบเข้ามาในเรือนจำ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน
  • การทุจริต: การรับสินบนเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษ เป็นการทุจริตที่ฝังรากลึกในระบบราชทัณฑ์
  • การทำลายความเชื่อมั่น: เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

นายรังสิมันต์ โรม ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด โดยเน้นไปที่การสอบสวนเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และการยึดทรัพย์ผู้ที่รับสินบน เพื่อนำไปสู่การ ล้างบางคุก VVIP อย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาทุจริตในระบบราชทัณฑ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเริ่มต้นด้วยการสอบสวนอย่างโปร่งใสและจริงจัง จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนำไปสู่การปฏิรูประบบราชทัณฑ์ให้มีความยุติธรรมและเสมอภาคมากยิ่งขึ้น

การปล่อยให้เกิดการทุจริตและสิทธิพิเศษในเรือนจำ ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคม การ ล้างบางคุก VVIP จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “โรม” จี้ล้างบางคุก “VVIP” ยึดทรัพย์คนรับเงิน บอกอนาถใจทำลายความเชื่อมั่นความยุติธรรม

วิโรจน์ลั่น! เลือกตั้งหน้ามีนายกฯ ณัฐพงษ์แก้ฟอกเงิน

“วิโรจน์” ฉายภาพสแกมเมอร์ 101 หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกเงินให้ทุนเทากัมพูชา ชง 5 ทางแก้ บอกหลังเลือกตั้งปีหน้ามี “นายกฯ ณัฐพงษ์” ถือธงนำแก้วิกฤตฟอกเงินในเวทีโลก

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม “รีชาร์จประชาชน” ที่อาคารอนาคตใหม่ ภายใต้แนวคิด “วาระประเทศไทย ความมั่นคงใหม่-เศรษฐกิจใหม่-บริหารประเทศแบบใหม่ ไทยทันโลก” โดยในการเสวนาหัวข้อ “เอาจริง! มาตรการจัดการทุนเทายึดประเทศ” นำโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้วิเคราะห์ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และทุนเทาข้ามชาติอย่างเจาะลึก

นายวิโรจน์ได้นำเสนอภาพปัญหาภายใต้หัวข้อ “สแกมเมอร์ 101 จากเงินที่รอคุณยายสู่ความวอดวายระดับประเทศ” โดยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาและปัญหาฟอกเงินในไทย โดยระบุว่ากัมพูชามีเครือข่ายสแกมเมอร์เกือบ 60 แห่ง มูลค่าเงินต่อปีสูงถึง 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4-6 แสนล้านบาท) ขณะที่ไทยสูญเงินจากการหลอกลวงของสแกมเมอร์ถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี และไทยคือแหล่งฟอกเงินจากบัญชีม้าที่เชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ผ่านการใช้นอมินีซื้อธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้รายวัน เช่น ร้านอาหาร ผับบาร์ เพื่อผสมเงินสีเทากับเงินถูกกฎหมายให้สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสรรพากร

รองหัวหน้าพรรคประชาชนบอกด้วยว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่การหลอกเงินแต่ทำให้ธุรกิจสุจริตในไทยต้องปิดตัวลง ธุรกิจบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Call Center) ตัวจริงพังทลาย มีการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ เกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ การพนันออนไลน์ และทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยแย่ลงกำลังซื้อลดลงและประเทศเสี่ยงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ประเทศสีเทา ซึ่งจะทำลายภาคการเงินการธนาคารและการลงทุนในที่สุด โดยเปรียบเทียบว่า “ถ้าเปรียบกัมพูชาคือโจรที่ออกไปปล้นเงิน เราคือคู่สมรสของโจรที่มีหน้าที่ซ่อนเงินให้โจร”

นายวิโรจน์ได้เสนอ 5 แนวทางในการแก้ไขวิกฤตทุนเทายึดประเทศอย่างจริงจัง โดยบอกว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายไซเบอร์ เร่งรัดให้มีการออกกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.ก. ไซเบอร์ให้เสร็จสิ้น โดยกำชับให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ว่า กสทช. และ ก.ต.ล. ต้องร่วมรับผิดร่วมจ่ายความเสียหายกับประชาชน หากไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน นอกจากนี้ กสทช. ต้องทำงานร่วมกับ ธปท. เพื่อ ล็อกเลขบัตรประชาชนบัญชีม้า ไม่ให้สามารถซื้อซิมใหม่ได้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมสรรพากร ต้องร่วมมือกันปราบปรามนอมินีและธุรกิจศูนย์เหรียญที่ไม่เสียภาษีอย่างจริงจัง 

นอกจากนี้ บช.สอท., บก.ปอท., ปปง. และ ป.ป.ช. ต้องร่วมมือกับต่างประเทศขยายผลจับกุมตัวการใหญ่ให้ได้ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงยังไม่เปิดเผยรายชื่อบริษัทและตัวการที่สหรัฐฯ และสิงคโปร์ได้เปิดเผยไปแล้ว และ ก.ล.ต., ปปง., คปภ. กรมการปกครอง ต้องออกกฎให้กลุ่มการลงทุนและธุรกิจต่าง ๆ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้รับผลประโยชน์ และที่มาของเงินในทุกช่องทาง ที่สำคัญไทยต้องแสดงความมุ่งมั่นในการจัดการปัญหานี้ โดยเฉพาะในเวทีอาเซียน และร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ กระทรวงการต่างประเทศควรผลักดันให้กัมพูชาอยู่ในประเทศสีเทา ในขณะที่ไทยต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตนเอง

นายวิโรจน์ยังได้กล่าวถึงการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลก ในเดือนตุลาคม ปี 2569 และแสดงความหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคประชาชนจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรีของเราจะชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และจะถือธงนำประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ ว่าประเทศไทยของเราจะเป็นแกนนำที่พร้อมให้ความร่วมมือกับโลกทำลายกระบวนการสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สิ้นซาก

วิโรจน์ชี้ เลือกตั้งครั้งหน้ามีนายกฯ ชื่อ ณัฐพงษ์แก้ฟอกเงิน

ความหวังใหม่: นายกฯ ณัฐพงษ์กับการแก้ปัญหาฟอกเงิน

การที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาแสดงความมั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาฟอกเงิน ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังกัดกินประเทศไทยอยู่ในขณะนี้

ปัญหาการฟอกเงินไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ แต่มันยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยในวงกว้าง การที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินทำให้ธุรกิจสุจริตต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแข่งขัน และยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น การมีผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า การที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาฟอกเงินในประเทศไทย

คุณคิดว่านโยบายของพรรคประชาชนที่นายวิโรจน์นำเสนอ จะสามารถแก้ไขปัญหาฟอกเงินในประเทศไทยได้อย่างไร? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกัน!

ที่มา – “วิโรจน์” โวเลือกตั้งปีหน้ามีนายกฯชื่อ “ณัฐพงษ์” ถือธงนำแก้ “ฟอกเงิน” ในเวทีโลก

วิโรจน์จี้! **ล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา**

“วิโรจน์” หวั่นไทยถูกขึ้นบัญชีดำ ลูบหน้าปะจมูก “สแกกมเมอร์” พร้อมจี้ล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา แนะต้องตรวจสอบย้อนหลังถึงยุค คสช. พร้อมขยายผลสอบมาเฟียข้ามชาติ

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายวิโรจน์ ลักษณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนักโทษชาวจีนเทาว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหามาเฟียข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนจีนเทาที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลและสร้างความเสียหายอย่างหนักในประเทศไทย การที่นักโทษจีนเทาได้รับการปรนเปรอและได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ ในเรือนจำเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ แสดงให้เห็นว่ามาเฟียเหล่านี้สามารถสร้างอาณาจักรในคุกได้อย่างสุขสบาย และอาจอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าผู้บริหารเรือนจำด้วยซ้ำ

นายวิโรจน์บอกต่อว่า จีนเทาเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงิน สร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่เน้นบริการเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนโดยไม่จ่ายภาษี) ทำให้ธุรกิจสุจริตของคนไทยในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เกาะพะงัน ไม่สามารถอยู่รอดได้ ตนอยากตั้งคำถามว่า มีการสืบสวนสอบสวนว่าผู้บริหารเรือนจำยอมเป็นลูกสมุนรับใช้ให้พวกมาเฟียข้ามชาติเหล่านี้หรือไม่

รองหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า ข้อสังเกตถึงการเข้ามามีอำนาจของมาเฟียข้ามชาติในไทย โดยเฉพาะประเด็นธุรกิจ “ศูนย์เหรียญ” ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามามีอำนาจ มาเฟียข้ามชาติหรือจีนเทาที่เข้ามาในไทยเหล่านี้ เสวยอำนาจสร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่ยุค คสช. ไม่ใช่หรือ และไม่กลัวมาตรา 44 ในยุคนั้น

นายวิโรจน์เน้นย้ำว่า ในยุคที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี มีมาตรา 44 อยู่ในมือ สามารถสั่งการอะไรก็ได้แต่ทำไมจีนเทามาเฟียข้ามชาติที่ชั่วช้าถึงไม่กลัวมาตรา 44 แต่กลับเป็นเพียงประชาชนที่ทุจริตเท่านั้นที่กลัว ดังนั้นหากจะสืบสวนขยายผลย้อนหลัง ต้องย้อนไปตรวจสอบตั้งแต่ในยุค คสช. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนจำเป็นไปไม่ได้ที่ ผบ.เรือนจำจะกล้าทำเพียงลำพัง อาจมีนักการเมืองชั่วเข้ามาเกี่ยวข้องและรับสินบนจากมาเฟียข้ามชาติเหล่านี้

นายวิโรจน์บอกด้วยว่า เงินจากแก๊งสแกมเมอร์ที่หลอกลวงออนไลน์เฉพาะในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 115,300 ล้านบาทต่อปี (วันละ 316 ล้านบาท) เงินเหล่านี้จำเป็นต้องถูกฟอกและนำไปสร้างอาณาจักรเพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่ ตนสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการตัดตอนการสอบสวนเฉพาะที่ผู้บัญชาการเรือนจำเท่านั้น ทั้งที่มีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นแล้ว และเกี่ยวข้องกับมาเฟียข้ามชาติ ปปง.ต้องสืบเส้นทางการเงินของข้าราชการทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และต้องใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติมาใช้ในการสืบสวนขยายผล อายัดทรัพย์ และติดตามเส้นเงินของมาเฟียข้ามชาติ

นายวิโรจน์แสดงความกังวลว่า การที่ประเทศไทยไม่สกัดกั้นทุนเทาข้ามชาติอย่างเด็ดขาด อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “คู่หูโจร” ที่คอยเอาเงินสกปรกจากแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชามาเก็บให้ และอาจส่งผลให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการฟอกเงินของโลกพิจารณา ติดบัญชีเทาและแบล็คลิสต์ให้กับทั้งกัมพูชาและไทย

วิโรจน์จี้! ล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา

สถานการณ์เรื่องทุนสีเทาในประเทศไทยนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การปล่อยปละละเลยอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิม

ทำไมต้องล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา?

การล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทาถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อ:

  • สร้างความโปร่งใสและความยุติธรรมในระบบราชทัณฑ์
  • ป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนสีเทา
  • รักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

การปล่อยให้มี “คุก VIP” ที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักโทษบางกลุ่ม เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

การตรวจสอบเส้นทางการเงินของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะเป็นหนทางนำไปสู่การล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทาอย่างแท้จริง เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อขจัดปัญหาทุนสีเทาให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย

ที่มา – “วิโรจน์” จี้ล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา ต้องตรวจสอบย้อนหลังใครอำนวยความสะดวก

Scroll to top