การศึกษาไทย

สว. แจงขึ้น VAT 10% ขั้นบันได ถอนรายงานแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได ล่าสุดมีข่าวว่าถอนรายงานออกแล้ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในสังคม แต่เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มาฟังกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได

นายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา ถึงกระแสข่าวที่ว่าสว. เตรียมเสนอให้รัฐบาลปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% รายงานฉบับนี้เป็นผลการศึกษาทางวิชาการที่มอบหมายให้ประธานอนุกรรมาธิการการเงินดำเนินการ โดยโจทย์หลักคือการหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับภาระสวัสดิการสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ค่ารักษาพยาบาล และการพัฒนาการศึกษา

รัฐบาลต้องหาเงินมาจากไหนเพื่อดูแลประชาชนให้กินดีอยู่ดี? รายงานนี้จึงศึกษาข้อมูลย้อนหลัง ปัจจุบัน และคาดการณ์อนาคต เพื่อหาโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม โดยไม่มีเจตนาสร้างภาระให้ประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแน่นอนครับ

รายละเอียดข้อเสนอ: ขึ้นแบบขั้นบันไดและคุ้มครองคนจน

สำหรับข้อเสนอจริงๆ ไม่ใช่ขึ้นเป็น 10% ทันที แต่ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได โดยปรับขึ้นปีละ 1% ติดต่อกัน 2-3 ปี และมีหลักเกณฑ์ชัดเจนคุ้มครองผู้มีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ไทยเก็บ VAT 7% อยู่ในอันดับเกือบท้ายอาเซียน สูงกว่าพม่าที่ 5% เท่านั้น ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ 9% มาเลเซีย 6-10% อินโดนีเซีย 11% เวียดนาม 10% และฟิลิปปินส์ 12% นำเงินไปพัฒนาสวัสดิการประชาชน

เปรียบเทียบอัตราภาษี VAT ในอาเซียน

  • ไทย: 7%
  • เมียนมา: 5%
  • สิงคโปร์: 9%
  • มาเลเซีย: 6%
  • อินโดนีเซีย: 11%
  • เวียดนาม: 10%
  • ฟิลิปปินส์: 12%
  • ลาว: 10%

จากข้อมูลเห็นชัดว่าไทยเก็บ VAT ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หากปรับขึ้นแบบมีระบบ จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเพื่อสวัสดิการยั่งยืน โดยยึดหลัก “ภาษีคนรวยช่วยคนจน” สร้างความเสมอภาคในสังคม

ล่าสุดถอนรายงานออกแล้ว กันสังคมเข้าใจผิด

ประธานกมธ. ยอมรับว่าจังหวะเวลาที่รายงานเข้าที่ประชุมไม่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว บวกกับสงครามตะวันออกกลางทำให้เกิดความตระหนก ตนเองยังตกใจเมื่อเห็นข่าว “สว. ชงขึ้น VAT 10% ทันที” ซึ่งไม่ใช่ความจริง เมื่อพิจารณาแล้ว จึงขอถอนรายงานออกก่อน ไม่ใช่กลัวกระแส แต่เพื่อให้สังคมเข้าใจถูกต้อง ไม่ให้โยงการเมืองหรือเงินกู้รัฐบาล

หลังจากนี้ จะสั่งให้ฝ่ายเลขานุการทำสรุป PowerPoint เข้าใจง่าย ชี้แจงสื่อและประชาชนอีกครั้งครับ

ภาษี VAT คือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการทุกประเภท เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐ ปัจจุบันไทยได้ VAT ประมาณ 2.5 แสนล้านบาทต่อปี หากขึ้น 1% อาจได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้าน ช่วยลดการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงจากสวัสดิการ แต่ต้องระวังผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

ทางเลือกอื่นๆ เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก หรือภาษีทุน ก็เป็นไปได้ แต่ VAT เก็บง่ายและครอบคลุมกว้าง ในหลายประเทศที่สวัสดิการดีอย่างสวีเดนหรือเดนมาร์ก VAT สูงถึง 25% แต่มีระบบช่วยเหลือแข็งแกร่ง

สำหรับประเทศไทย สวัสดิการกำลังขยายตัว ผู้สูงอายุเพิ่ม 30 ล้านคนใน 10 ปี ค่ารักษาพยาบาลพุ่ง 4 แสนล้านบาทต่อปี การศึกษาฟรี 30 บาทรักษาทุกโรค ถ้าจะยั่งยืนต้องมีแหล่งเงินมั่นคง

แม้ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได จะถอนไป แต่เป็นสัญญาณว่ารัฐต้องวางแผนภาษีระยะยาว ผมคิดว่าถ้าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คุ้มครองคนจน และนำเงินไปใช้ถูกจุด ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี คุณล่ะคิดยังไง?

ความเห็นส่วนตัว: การขึ้นภาษีไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป ถ้าสร้างสวัสดิการที่คุ้มค่า สังคมไทยจะก้าวหน้าและเท่าเทียมมากขึ้น

เรียกให้คุณ行动: แสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้เลยครับ ว่าคุณเห็นด้วยกับการขึ้น VAT ขั้นบันไดหรือไม่? แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจประเด็นนี้ให้ตรงกัน!

ที่มา – สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได ล่าสุดถอนรายงานออกแล้ว กันสังคมเข้าใจผิด

“ประเสริฐ” เผยเชิญปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.

ในวงการการศึกษาไทยกำลังมีข่าวสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ โดย“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับสถาบันการศึกษาเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ข่าวนี้มาจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่เมืองทองธานี

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

นายประเสริฐ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา โดยระบุว่าจะเชิญผู้บริหารเหล่านี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันที่กระทรวงศึกษาธิการในวันที่ 29 เมษายนนี้ จริงๆ แล้ว สถาบันเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งทำงานบูรณาการกันมาโดยตลอด ไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร เพียงแต่ต้องการทำงานใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและวางแผนการทำงานร่วมกันในอนาคต

ปูมหลังปัญหาและความสำคัญของการหารือ “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้

สถาบันปอเนาะและตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาแก่เด็กมุสลิม โดยเน้นหลักสูตรศาสนาควบคู่กับวิชาการทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความเข้าใจผิดพลาดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงอย่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันเหล่านี้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้บางครั้งเกิดความกังวลเรื่องหลักสูตรหรือการบริหารจัดการ

ผู้สื่อข่าวถามนายประเสริฐถึงวิธีทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อสังคมมักมองสถาบทเหล่านี้ในแง่ลบ รัฐมนตรีตอบอย่างชัดเจนว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะ สช. ดูแลอย่างเข้มงวด ที่ผ่านมาทุกฝ่ายทำงานร่วมกันมาโดยตลอด การพูดคุยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นแนวทางอนาคต รวมถึงประเด็นทั่วไปที่โรงเรียนเอกชนต้องการ เช่น การพัฒนาหลักสูตร การสนับสนุนงบประมาณ และการบูรณาการกับระบบการศึกษาของรัฐ

บทบาทของ สช. ในการกำกับดูแลปอเนาะ-ตาดีกา

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนทั้งหมดทั่วประเทศ รวมถึงปอเนาะและตาดีกาด้วย โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้หลักสูตรต้องได้มาตรฐาน สถานศึกษาต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน และครูผู้สอนต้องมีใบอนุญาต สถาบันเหล่านี้ได้ปรับตัวเข้ากับระบบรัฐมากขึ้น เช่น การสอบ O-NET การรับทุนการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน

  • การตรวจสอบหลักสูตรศาสนาและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานชาติ
  • การสนับสนุนด้านบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวก
  • การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและความมั่นคง
  • การพัฒนานักเรียนให้มีทักษะสมัยใหม่ควบคู่คุณธรรม

การหารือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ และลดช่องว่างความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนกว่า 10,000 คนในสถาบันเหล่านี้

ประโยชน์ที่คาดหวังจากการพูดคุย

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. จะไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาหลักสูตรสองภาษาไทย-อาหรับ การฝึกอบรมครู การเชื่อมโยงกับอาชีวะเพื่อสร้างงาน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาพลบในสายตาสังคม โดยแสดงให้เห็นว่าสถาบันเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาในภาคใต้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาส平等 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้จึงน่าประชุมอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ การหารือดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาการศึกษาแบบ inclusive ชวนทุกท่านติดตามผลการประชุมวันที่ 29 เมษายนนี้ เพื่อเห็นถึงความก้าวหน้าที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของเยาวชนภาคใต้

ที่มา – “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

รมว.ศธ. หารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเด็กหลุดระบบ

รมว.ศธ. หารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน พร้อมตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ เป็นข่าวดีที่ทำให้คนในวงการการศึกษาไทยตื่นเต้นมากเลยนะครับ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 (หมายเหตุ: เนื้อหาต้นฉบับระบุ 2569 แต่เชื่อว่าเป็น 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้นั่งหัวโต๊ะหารือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เกิดผลจริง โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. เข้าร่วมทางออนไลน์ และผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. มาร่วมประชุมกันแน่นที่ห้องราชวัลลภ

รมว.ศธ. หารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน พร้อมตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์

การประชุมครั้งนี้โฟกัสไปที่ 5 ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องลุยทันที เพื่อให้การศึกษาของเด็กไทยทุกคนเท่าเทียมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนหรือครอบครัวยากดีมีจนยังไงก็ตาม หนึ่งในนั้นคือ โครงการทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ซึ่งเป็นทุนสุดยอดสำหรับเด็กเก่งแต่ฐานะยากจน ให้ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ รุ่น 3-4 กำลังหางบสนับสนุน ส่วนรุ่น 5-6 เตรียมความพร้อมนักเรียนแล้ว ทุนนี้จะช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้ประเทศได้เลยครับ

โครงการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+): ตั้งเป้าเด็กหลุดระบบเป็น 0

อีกเรื่องสำคัญคือ โครงการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา เดิมมีถึง 1 ล้านคน แต่ตอนนี้เหลือแค่ 6 แสนคนแล้ว จากนี้ให้ทุกหน่วยงานช่วยกันลดให้เหลือศูนย์ให้ได้ในปีหน้า ฟังดูทะเยอทะยานแต่เป็นไปได้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือ

นอกจากนี้ ยังมีแผนตั้งคณะกรรมการระดับชาติทั้งสองโครงการ เสนอนายกฯ ลงนามคำสั่ง เพื่อให้งานรุดหน้าแบบไม่มีสะดุด ปฏิรูปสูตรจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดารได้มากขึ้น เพื่อเด็กยากจนในห่างไกลได้เรียนดีๆ และสุดท้าย การผลิตครูคุณภาพสูงให้กระจายไปทุกภูมิภาค แก้ปัญหาขาดแคลนครูในถิ่นไกล

  • วาระที่ 1: ขับเคลื่อนทุน ODOS รุ่นใหม่ สนับสนุนงบและเตรียมนักเรียน
  • วาระที่ 2: Thailand Zero Dropout Plus ลดเด็กหลุดระบบให้เป็น 0
  • วาระที่ 3: ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนทั้งสองโครงการ เสนอนายกฯ ลงนาม
  • วาระที่ 4: ปฏิรูปสูตรงบประมาณ ลดเหลื่อมล้ำให้โรงเรียนเล็กพื้นที่ห่างไกล
  • วาระที่ 5: ผลิตและกระจายครูคุณภาพไปยังพื้นที่ขาดแคลน

การหารือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือแน่นแฟ้นระหว่าง ศธ. กับ กสศ. ที่จะทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กัน เพื่อเด็กไทยทุกคนได้โอกาสทางการศึกษาที่ดีเท่าเทียม ไม่ว่านอนหลับในเมืองหรือนอนกลางป่า นโยบายเหล่านี้หากทำสำเร็จ จะช่วยลดช่องว่างทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่การศึกษาไทยรอคอยมานาน โดยเฉพาะ ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานับสิบปี ถ้าทำได้จริง เด็กยากจนจะมีอนาคตสดใสขึ้นเยอะ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเด็กทุกคนเรียนจบ มีอาชีพดี ประเทศจะก้าวกระโดดแค่ไหน

คุณล่ะครับ คิดว่านโยบาย 5 วาระนี้จะสำเร็จได้ไหม? หรือมีไอเดียอะไรเพิ่มเติมบ้าง แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ ติดตามข่าวการศึกษาและนโยบายลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – รมว.ศธ. หารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน พร้อมตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์

รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา

ข่าวใหญ่ในวงการศึกษาที่กำลังเป็นกระแส รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผยถึงแผนการนี้อย่างชัดเจน โดยไม่สนใจเรื่องสังกัดพรรคการเมือง แต่เน้นที่ฝีมือและความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาเท่านั้น การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณบวกสำหรับการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ต้องการคนเก่งมาช่วยขับเคลื่อน

รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา

วันที่ 11 เมษายน 2567 นายอัครนันท์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ชวนนายปารมี ไวจงเจริญ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ครูจวง อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน มาร่วมงานในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งที่ทั้งคู่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี แม้ครูจวงจะไม่ได้เป็น ส.ส. ในสมัยนี้ และมีแผนกลับไปสอนหนังสือ แต่รมช.ศึกษาฯ มองเห็นศักยภาพของเขาในการช่วยพัฒนาการศึกษา จึงชวนมาร่วมทีมทันที โดยวางตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เหตุผลหลักที่เลือกครูจวง

สิ่งที่น่าสนใจคือ รมช.ศึกษาฯ ย้ำชัดว่า ไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอแค่เป็นคนเก่ง ทำงานตรงสายการศึกษา ครูจวงมีประวัติการทำงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะการพูดถึงปัญหาการศึกษาและแก้ไขให้ฝ่ายค้านในอดีตได้อย่างตรงจุด ทำให้มั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้จริง ไม่มีดราม่าเรื่องการเมืองมาสะดุด การตัดสินใจนี้ช่วยเปิดประตูให้บุคลากรนอกพรรคร่วมงาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการความก้าวหน้า

  • รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี สนิทสนมส่วนตัว
  • ครูจวงเชี่ยวชาญด้านการศึกษา ตรงสายงาน 100%
  • ไม่ยึดติดพรรคการเมือง เน้นผลงานและฝีมือ
  • ช่วยพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า ไม่ติดกรอบอุดมการณ์

นัดดินเนอร์เพื่อนเก่าจากพรรคประชาชน

นอกจากนี้ นายอัครนันท์ ยังเผยว่ามีเพื่อนในพรรคประชาชนหลายคน และวันนั้นจะไปดินเนอร์กับนายเพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน โดยกล่าวว่า “ถ้าวันนี้มองแต่ว่า มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว” แสดงถึงทัศนคติที่เปิดกว้าง สามารถทำงานร่วมกันได้แม้ต่างอุดมการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งในการสร้างทีมที่หลากหลาย

การชงตั้ง รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา นี้ ไม่ใช่แค่การดึงคนเก่งเข้ามา แต่ยังสะท้อนนโยบายของกระทรวงศึกษาที่ต้องการปฏิรูปอย่างจริงจัง ปัจจุบันการศึกษาไทยเผชิญปัญหามากมาย เช่น คุณภาพครูไม่เพียงพอ การเรียนออนไลน์หลังโควิดที่ยังล้าหลัง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในท้องถิ่น การมีครูจวงที่เคยต่อสู้ในสภาเรื่องนี้มาร่วม จะช่วยเสริมทีมให้แข็งแกร่งขึ้น

จากประสบการณ์ของครูจวงที่เคยเป็นครูและนักกิจกรรมการศึกษา เขามักพูดถึงการเพิ่มงบประมาณการศึกษา การฝึกอบรมครู การลดชั่วโมงเรียนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เด็กมีเวลาพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้ที่เน้นทักษะแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล AI และ soft skills หากสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ดึงคนเก่งไม่จำกัดกรอบพรรค

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายว่าอาจมีผลกระทบทางการเมือง แต่รมช.ศึกษาฯ ยืนยันว่าเป็นการทำงาน чисто ไม่เกี่ยวกับการเมือง และครูจวงเองก็ไม่เคยพูดถึงการย้ายพรรคเพื่อไทย นี่คือการร่วมมือเพื่อชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้น่าจะนำพาการศึกษาไทยไปข้างหน้าได้ดี หากรัฐบาลเปิดกว้างแบบนี้มากขึ้น ประเทศจะพัฒนาเร็วขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการศึกษาเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอคนเก่งทำงานตรงสาย

เด็กค่ายส้มตีจากอีกคน ซบร่วมงาน รมช.ศึกษาฯ พรรคเพื่อไทย อ้างรู้จักส่วนตัว

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อ “ปารมี ไวจงเจริญ” หรือที่รู้จักในนามเด็กค่ายส้มตี ได้ตัดสินใจไขก๊อกทิ้งพรรคประชาชน เพื่อไปร่วมงานกับ “นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคเพื่อไทย สร้างความฮือฮาให้กับแฟนการเมืองไม่น้อย โดยเหตุผลหลักคือความสัมพันธ์ส่วนตัวและวิสัยทัศน์ที่ตรงกันด้านการศึกษา

เด็กค่ายส้มตีจากอีกคน ซบร่วมงาน รมช.ศึกษาฯ พรรคเพื่อไทย อ้างรู้จักส่วนตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 (ตามข้อมูลข่าว) ปารมีได้โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากภาพข่าวของเธอในฐานะคณะทำงานของรมช.ศึกษาฯ แพร่กระจายไปทั่ว ยืนยันว่าได้แจ้งลาออกจากตำแหน่งผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ โดยโทรแจ้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคแล้ว และขอโทษที่แจ้งช้าไปจนเกิดกระแสข่าว

ปารมีเล่าว่า เธอรู้จักกับนายอัครนันท์มานานก่อนที่จะเป็น ส.ส. แม้จะมาจากพรรคฝั่งตรงข้ามกัน เมื่อนายอัครนันท์ได้ตำแหน่งรมช.ศึกษาฯ ก็ชวนเธอมาช่วยงาน เพราะชื่นชอบผลงานอภิปรายและขับเคลื่อนด้านการศึกษาของเธอมาโดยตลอด "คุณอัครนันท์เห็นว่าดิฉันมีความฝันที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ซึ่งตรงกับความมุ่งมั่นของท่าน จึงชวนมาช่วยขับเคลื่อน" ปารมีระบุ พร้อมยืนยันว่าจะนำความรู้ประสบการณ์มาช่วยแก้ปัญหาการศึกษาที่ซับซ้อน

เบื้องหลังเด็กค่ายส้มตีจากอีกคน ซบร่วมงาน รมช.ศึกษาฯ

ปารมี ไวจงเจริญ เป็นหนึ่งในเด็กค่ายส้มตี หรือกลุ่มนักกิจกรรมที่เคยต่อต้านรัฐบาล คสช. ในอดีต เธอมีชื่อเสียงจากการอภิปรายเด็ดขาดในสภา โดยเฉพาะประเด็นการศึกษา เช่น การปฏิรูประบบเรียนการสอนให้เท่าเทียมมากขึ้น ขณะที่นายอัครนันท์ จากพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาเช่นกัน การจับมือกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การย้ายขั้ว แต่เป็นการรวมพลังเพื่อประโยชน์ของวงการศึกษาไทย

ปัญหาการศึกษาไทยในปัจจุบันมีหลายมิติ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส การขาดครูคุณภาพ และหลักสูตรที่ล้าสมัย การที่ปารมีเข้าร่วมคณะทำงานนี้ คาดว่าจะช่วยเร่งรัดนโยบายสำคัญ เช่น การเพิ่มงบประมาณการศึกษา การพัฒนาทักษะดิจิทัลให้เด็ก และการลดภาระครู

  • จุดเด่นของปารมี: ประสบการณ์อภิปรายสภาเก่ง เน้นสิทธิเด็กและเยาวชน
  • จุดแข็งของอัครนันท์: ตำแหน่งรมช.ศึกษาฯ มีอำนาจผลักดันนโยบายจริง
  • ประโยชน์ที่คาดหวัง: การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบ跨พรรค
  • ข้อกังวล: กระแสวิจารณ์เรื่องย้ายขั้วการเมือง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนเทรนด์ใหม่ในวงการการเมืองไทย ที่นักการเมืองรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับประเด็นนโยบายมากกว่าความยึดติดพรรคการเมือง แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฐานแฟนคลับเดิม แต่หลายคนก็ชื่นชมที่เลือกทางที่ตรงกับอุดมการณ์

ในมุมมองของผู้เขียน การย้ายครั้งนี้เป็นสัญญาณดีต่อการศึกษาไทย เพราะนำคนเก่งมารวมตัวกัน แทนที่จะแย่งชิงอำนาจ ลองนึกภาพถ้าการเมืองไทยมีแบบนี้มากขึ้น ปัญหาเรื้อรังอย่างการศึกษาก็อาจได้รับการแก้ไขได้เร็วขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – เด็กค่ายส้มตีจากอีกคน ซบร่วมงาน รมช.ศึกษาฯ พรรคเพื่อไทย อ้างรู้จักส่วนตัว

ยศชนัน นำทัพเพื่อไทยลุยสภาฯ ชู 4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวเด็ดมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย กำลังเคลื่อนไหวแรงมาก หลังจากโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 โดยประกาศพร้อมลุยงานในสภาให้สุดพลัง ชู 4 ร่างกฎหมายสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปเลยทีเดียว แถมยังมีข่าวสะพัดว่าโควตารัฐมนตรีลงตัวแล้วด้วย มาฟังรายละเอียดกันเลยดีกว่าครับ

ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย

หลังการประชุมใหญ่ร่วมกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ได้โพสต์ข้อความสุดฮึกเหิม บอกว่าพรรคพร้อมเริ่มทำงานทันทีที่สภาเปิดเซสชัน โดยย้ำชัดว่างานนิติบัญญัติคือ “กระดูกสันหลัง” ของการเปลี่ยนแปลงประเทศจริงๆ ครับ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ นะ

ที่เจ๋งสุดคือ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย เตรียมยื่นร่างกฎหมาย 4 เรื่องใหญ่โตเลย มาดูกันว่ามันคืออะไรบ้าง และจะช่วยคนไทยยังไง

4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศจากยศชนัน นำทัพเพื่อไทย

  • New Growth Engine: สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยนวัตกรรม ช่วยให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แก้ปัญหาการเติบโตแบบเก่าที่ชะงักงัน
  • Modern Security: ความมั่นคงในทุกมิติของโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ทหาร แต่รวมถึงไซเบอร์ ความมั่นคงอาหาร พลังงาน ครอบคลุมหมด
  • Transparent Rules: ออกแบบกติกาสังคมที่โปร่งใสและทันสมัย ลดคอร์รัปชัน ให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย
  • Infrastructure for All: โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เช่น รถไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โรงพยาบาล

กฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบายลอยๆ แต่เป็นแผนที่ชัดเจน จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของไทยในยุคใหม่ได้จริงๆ ครับ ถ้าผ่านสภาได้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่เลย

สะพัดโควตา รมต.ลงตัว พรรคเพื่อไทยได้ 8 เก้าอี้

นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว ยังมีข่าวร้อนว่าในการร่วมรัฐบาลรอบนี้ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นหัวหอก พรรคเพื่อไทยได้โควตารัฐมนตรีรวม 8 ตำแหน่งเลยนะครับ แบ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 5 ตำแหน่งหลักๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงแรงงาน, และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ตัวผู้เล่นหลักชัดเจนมาก น่าจะเป็น 3 แคนดิเดตนายกฯ คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บวกด้วย ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯพรรค และ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำรุ่นใหญ่ กำลังพิจารณาวางตัวลงกระทรวงไหนให้เหมาะสม

ส่วนรัฐมนตรีช่วย (รมช.) 3 ตำแหน่ง คาดเกษตรฯ 2 และศึกษาฯ 1 พรรคเน้นคัด ส.ส. พื้นที่เกรดเอ ที่รู้ปัญหาชาวบ้านจริงๆ เช่น นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม 5 สมัย อดีต รมช. ประสบการณ์เพียบ, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผลงานเด่นโคราช, นายพัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร 4 สมัย บ้านใหญ่สุดในพื้นที่, นายศุภชัย นพขำ ส.ส.ปทุมธานี ตัวแทนปริมณฑล, และ ส.ส.จากอุดรธานีที่กวาดเก้าอี้เพียบ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทย แสดงให้เห็นว่าพรรคจริงจังกับการบริหารประเทศ เพื่อขับเคลื่อนสัญญาที่หาเสียงไว้ให้เกิดผลจริง กู้คะแนนนิยมกลับมาให้ปึ้ก สำหรับเลือกตั้งรอบหน้าแน่นอนครับ

ในมุมมองผมเองนะครับ การชู 4 กฎหมายนี้ถือเป็นจุดเด่นที่ฉลาดมาก เพราะตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชาติ ถ้าทำได้จริง ไทยเราจะก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดเลย ฝากติดตามกันต่อนะครับว่าสุดท้ายจะลงเอยยังไง คุณคิดเห็นยังไงกับแผนนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างเลย!

ที่มา – “ยศชนัน” นำทัพเพื่อไทยลุยงานสภาฯ ชู 4 กฎหมายเปลี่ยนประเทศ สะพัดโควตา รมต.ลงตัว

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

ข่าวดีสุดๆ สำหรับวงการศึกษาไทยเลยนะ! TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต แล้ว เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน ล่าสุดตัวเลขเด็กนอกระบบลดฮวบจากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 เหลือแค่ 603,095 คน (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ต้องชื่นชมความร่วมมือทุกภาคส่วนจริงๆ

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดระบบ

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ หรือ TZD มีมติเห็นชอบแนวโน้มการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) และโครงการ Learning Passport ที่จะเปลี่ยนบัตรประชาชนใบเดียวให้กลายเป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) สะสมทักษะได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องยึดติดห้องเรียนแบบเดิมๆ พลเอกตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า นโยบายนี้จะช่วยสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต 3 ด้านหลัก จากงานวิจัย กสศ. คือ ทักษะดิจิทัล ทักษะอารมณ์-สังคม และทักษะผู้ประกอบการ

ภาพประชุม TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

เจ๋งตรงที่ ILA นี้เทียบโอนหน่วยกิตได้เลย สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยกับ อว. หรือใช้สมัครงานโดยตรง เพราะข้อมูลสมรรถนะรับรองมาตรฐาน แถมมีแพลตฟอร์มช่วยอย่าง Mobile School จาก กสศ. หรือ EWE จาก สคช. เรียนรู้ anywhere anytime สะดวกสุดๆ

ตัวอย่างความสำเร็จจากจังหวัดต่างๆ หลัง TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

หลายจังหวัดเดินหน้าจนเห็นผลชัด เช่น บุรีรัมย์ กับโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) ช่วยเด็ก 17,401 คน ด้วย 4 กลไก: ป้องกัน แก้ไข ส่งต่อ และติดตาม ผนึก อสม. อพม. ผู้นำชุมชน ค้นหาเชิงรุก สนับสนุนอุปกรณ์ อุปโภค อาชีพ

ตัวอย่างโครงการบุรีรัมย์ TZD

สงขลาโมเดล 2569 หรือ Songkhla Model ใช้ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ใน 16 อำเภอ 127 ตำบล สทิงพระโมเดลเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียน 3 ฐาน: วิชาชีวิต วิชาการ วิชาอาชีพ เช่น ทำน้ำตาลโตนด โนราห์ แถม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” รองรับทุกกลุ่ม

พิษณุโลก ติดตามเด็ก TZD 7,178 คน (99.61%) ด้วย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” One Stop Service และ “ตาข่ายการศึกษา 3 ชั้น”: ชั้น 1 ปรับสถานศึกษา ชั้น 2 ศูนย์ ม.12 Mobile School ชั้น 3 ชุมชนฐาน บูรณาการทุกภาคส่วน

โครงการสงขลาโมเดล

แผนปี 2569: 3 มาตรการเร่งด่วนหลัง TZD ไฟเขียว

  • เชื่อมข้อมูลข้ามกระทรวง: ศธ. มท. กต. ยธ. พม. แรงงาน เดสิมิเทค สร้าง Case Management รายบุคคล
  • ขยายกลุ่มเปราะบาง: เยาวชนยุติธรรม แรงงานนอกระบบ เด็กศูนย์ ม.12 เข้าถึงเงินอุดหนุน นม อาหารกลางวัน
  • ดูแล Crisis PLUS: เด็กน้ำท่วม โรคระบาด ภัยสงคราม ไม่ให้หลุดถาวร

พลัสยังมี Prime Minister TZD+ Awards มอบโล่จากนายกฯ ให้หน่วยงานต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจปีที่ 3

นโยบาย TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต นี้ จะปฏิรูประบบการศึกษาไทยให้เท่าเทียมยั่งยืน ลดช่องโหว่ได้จริง คุณคิดว่านโยบายนี้จะช่วยเด็กไทยได้แค่ไหน? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะ จะได้ช่วยกันผลักดัน!

ที่มา – TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย

“ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายครั้ง โดยเฉพาะเคสคนคลั่งที่ จ.ปทุมธานี และเหตุใช้อาวุธที่ อ.คุระบุรี จ.พังงา ทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงสร้างความหวาดกลัว แต่ยังสะท้อนปัญหาลึกซึ้งที่ “ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย ที่กำลังรุนแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ข้อความบนเพจส่วนตัวเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเกิดนอกโรงเรียนหรือไม่ ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็ก ครู และผู้ปกครอง โรงเรียนกลายเป็นจุดรับกระแทกแรกเสมอ ต้องตัดสินใจปิดเรียนอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครอง และดูแลจิตใจทุกคนในช่วงเวลาอันเปราะบาง

“ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย

ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย ว่าเป็นต้นตอของความรุนแรงเหล่านี้ โดยเฉพาะในยุคที่ความเครียด การแข่งขัน และปัญหาครอบครัวทวีคูณขึ้น สถิติจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า คนไทยกว่า 6 ล้านคนเผชิญภาวะซึมเศร้า และยิ่งรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคมออนไลน์และการเรียน โรงเรียนหลายแห่งมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว แต่ความพร้อมยังไม่เท่าเทียมกันทุกพื้นที่ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องเด็กและลดความเสี่ยง

ผลกระทบจากเหตุคนคลั่งที่ทำให้โรงเรียนต้องปิดเรียน

เหตุการณ์คนคลั่งหลายเคส เช่น นายแอล ในปทุมธานี สร้างความตื่นตระหนกให้ชุมชน สถานศึกษาต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้การเรียนสูญเสียโอกาส และเด็กๆ เกิดบาดแผลทางใจ จากประสบการณ์ของ “ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย ที่ทำให้บุคคลเหล่านี้ขาดการควบคุมตนเอง หากไม่แก้ที่ต้นตอ ปัญหาจะยิ่งบานปลาย สังคมไทยต้องตื่นตัวกับวิกฤตนี้ โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ยังจำกัดในพื้นที่ห่างไกล

3 มาตรการเร่งแก้ที่ “ลิณธิภรณ์” เสนอ

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ น.ส.ลิณธิภรณ์ เสนอ 3 มาตรการหลักที่กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรีบดำเนินการ ดังนี้

  • มาตรการที่ 1: แผนรับมือวิกฤตอย่างเป็นระบบ
    ทุกโรงเรียนต้องมีแผนฝึกซ้อมวิกฤตชัดเจน ทุกเดือน เข้าถึงทุกระดับ เพื่อให้เด็กและครูทุกคนได้รับการคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท การซ้อมจริงจะช่วยลดความตื่นตระหนกและเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนอง
  • มาตรการที่ 2: ส่งเสริมวินัยเชิงบวกและความเห็นอกเห็นใจ
    ฝึกอบรมครูและนักเรียนให้เน้น empathy การแสดงออกความรู้สึก แทนการลงโทษรุนแรง ไม่ละเลยปัญหาบูลลี่ที่เป็นต้นตอความรุนแรงในโรงเรียน ดูแลทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพื่อสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่เอื้อต่อสุขภาพจิต
  • มาตรการที่ 3: เสริมระบบดูแลสุขภาพจิตชุมชน
    เพิ่มสายด่วนรับฟังปัญหา คัดแยกกลุ่มเสี่ยงในชุมชน ติดตามและบำบัดรักษาให้ทันท่วงที โดยเฉพาะในพื้นที่ขาดแคลนทรัพยากร ความปลอดภัยทางใจต้องเป็นพื้นฐานของการศึกษาและสังคม

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะช่วยสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยยั่งยืน “ลิณธิภรณ์” ชี้วิกฤตสุขภาพจิตคนไทย ว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงผู้เดียว

สุดท้ายแล้ว การศึกษาที่ดีต้องเริ่มจากความปลอดภัยทางใจ เด็กไทยสมควรเติบโตโดยไม่ต้องกลัวความรุนแรง โรงเรียนควรเป็นที่พึ่งที่แท้จริง หากเราร่วมกันผลักดัน 3 มาตรการนี้ สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน คุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย? แชร์ประสบการณ์หรือข้อเสนอแนะของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันหาทางออกให้สังคมที่ดีขึ้น

การแก้ปัญหาสุขภาพจิตต้องเริ่มจากวันนี้ เพื่ออนาคตที่สดใสของคนรุ่นใหม่

ที่มา – “ลิณธิภรณ์” ชี้เหตุคนคลั่งหลายเคส จนต้องปิดเรียน สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการเร่งแก้

พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อชักชวนประชาชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษา นำโดย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.ก้องเกียรติ กรสูตร ซึ่งเป็นแกนนำหลักของพรรค ด้วยแนวคิด “ถึงเวลาเปลี่ยน ‘ทางตัน’ ให้กลายเป็น ‘เส้นทางอนาคต'” ที่จะพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ถือฤกษ์ดีเวลา 06:49 น. โดยมีขบวนรถยนต์ 12 คัน 12 ขบวน แห่ไปทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อพบปะประชาชนและขอคะแนนเสียงให้เบอร์ 49 พรรคไทยก้าวใหม่เน้นย้ำว่านโยบายการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ให้ไทยกลับมายืนหนึ่งในอาเซียนอีกครั้ง

เส้นทางการเคลื่อนขบวนคาราวานหาเสียง

ขบวนหลัก 3 ขบวน นำโดยผู้นำพรรค เคลื่อนที่ตามเส้นทางหลักดังนี้:

  • ขบวนที่ 1: ดร.เอ้ สุชัชวีร์ – เริ่มจากที่ทำการพรรค ถนนวิภาวดี ไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนราชเทวี แพลทินัม อโศก G Tower พระราม 9 ดินแดง หลักสี่ ศูนย์ราชการ คลองประปา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แยกพงษ์เพชร เกษตรแฟร์
  • ขบวนที่ 2: ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช – จากวิภาวดี เข้าจตุจักร อ.ต.ก. รพ.วิชัยยุทธ รพ.รามา หัวลำโพง ถนนสี่พระยา สีลม สาทร สวนลุมพินี ถนนวิทยุ อนุสาวรีย์ชัย สนามเป้า เกษตรแฟร์
  • ขบวนที่ 3: ดร.ก้องเกียรติ กรสูตร – จากวิภาวดี แยกวงศ์สว่าง สะพานพระราม 7 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แยกบางพลัด รพ.สัตว์ตลิ่งชัน ถนนราชพฤกษ์ The Circle ถนนเพชรเกษม วงเวียนใหญ่ วงเวียนพระราม 5 แยกแคราย เกษตรแฟร์

การเคลื่อนขบวนครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนทุกเขตได้สัมผัสวิสัยทัศน์ของพรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ โดยหยุดความเคยชินเดิมๆ และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

นโยบายการศึกษาที่จะเปลี่ยนประเทศไทย

ดร.เอ้ กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะเลิกอยู่กับความคุ้นชินเดิมๆ หยุดความคิดเดิมๆ เลือกแบบเดิมๆ” พรรคไทยก้าวใหม่มั่นใจว่าการศึกษาจะเป็นเครื่องมือหลักในการยกระดับประเทศ สร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ เรียนรู้เทคโนโลยีอย่างสนุกสนานและมีความสุข ดร.คุณหญิงกัลยา ย้ำว่า “นโยบายการศึกษาจะนำพาไทยกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน” ขณะที่ ดร.ก้องเกียรติ เรียกร้องให้หยุดคิดแบบเดิมๆ และให้โอกาสพรรคในการนำการเปลี่ยนแปลง

นโยบายเด่น ได้แก่ การปฏิรูประบบการศึกษาทั้งโครงสร้าง สร้างโรงเรียนคุณภาพสูงทั่วประเทศ สนับสนุนครูและบุคลากร ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนการสอน และเน้นทักษะแห่งอนาคต เช่น AI Coding และ Soft Skills เพื่อให้เยาวชนไทยแข่งขันได้ในระดับโลก นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนด้านการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้ทุกคน

ในยุคที่การศึกษาไทยกำลังเผชิญปัญหา เช่น อัตราสิ้นสุดการศึกษาต่ำ คุณภาพไม่เท่าเทียม พรรคไทยก้าวใหม่มีแผนชัดเจนที่จะแก้ไขทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล เช่น เพิ่มงบประมาณการศึกษาเป็น 20% ของงบแผ่นดิน สร้างหลักสูตรใหม่ที่เน้นปฏิบัติจริง และเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน

ทำไมต้องเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49

การจัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้ายนี้ ไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานไทย ด้วยการเมืองที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่การเมืองเดิมๆ ที่ติดทางตัน พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมผลักดันวาระการศึกษาและความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว

ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ลงคะแนนให้ พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 เพื่อมอบอนาคตสดใสให้ประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่การศึกษา!

ที่มา – พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

Scroll to top