ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อ “ปารมี ไวจงเจริญ” หรือที่รู้จักในนามเด็กค่ายส้มตี ได้ตัดสินใจไขก๊อกทิ้งพรรคประชาชน เพื่อไปร่วมงานกับ “นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคเพื่อไทย สร้างความฮือฮาให้กับแฟนการเมืองไม่น้อย โดยเหตุผลหลักคือความสัมพันธ์ส่วนตัวและวิสัยทัศน์ที่ตรงกันด้านการศึกษา
เด็กค่ายส้มตีจากอีกคน ซบร่วมงาน รมช.ศึกษาฯ พรรคเพื่อไทย อ้างรู้จักส่วนตัว
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 (ตามข้อมูลข่าว) ปารมีได้โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากภาพข่าวของเธอในฐานะคณะทำงานของรมช.ศึกษาฯ แพร่กระจายไปทั่ว ยืนยันว่าได้แจ้งลาออกจากตำแหน่งผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ โดยโทรแจ้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคแล้ว และขอโทษที่แจ้งช้าไปจนเกิดกระแสข่าว
ปารมีเล่าว่า เธอรู้จักกับนายอัครนันท์มานานก่อนที่จะเป็น ส.ส. แม้จะมาจากพรรคฝั่งตรงข้ามกัน เมื่อนายอัครนันท์ได้ตำแหน่งรมช.ศึกษาฯ ก็ชวนเธอมาช่วยงาน เพราะชื่นชอบผลงานอภิปรายและขับเคลื่อนด้านการศึกษาของเธอมาโดยตลอด "คุณอัครนันท์เห็นว่าดิฉันมีความฝันที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ซึ่งตรงกับความมุ่งมั่นของท่าน จึงชวนมาช่วยขับเคลื่อน" ปารมีระบุ พร้อมยืนยันว่าจะนำความรู้ประสบการณ์มาช่วยแก้ปัญหาการศึกษาที่ซับซ้อน
เบื้องหลังเด็กค่ายส้มตีจากอีกคน ซบร่วมงาน รมช.ศึกษาฯ
ปารมี ไวจงเจริญ เป็นหนึ่งในเด็กค่ายส้มตี หรือกลุ่มนักกิจกรรมที่เคยต่อต้านรัฐบาล คสช. ในอดีต เธอมีชื่อเสียงจากการอภิปรายเด็ดขาดในสภา โดยเฉพาะประเด็นการศึกษา เช่น การปฏิรูประบบเรียนการสอนให้เท่าเทียมมากขึ้น ขณะที่นายอัครนันท์ จากพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาเช่นกัน การจับมือกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การย้ายขั้ว แต่เป็นการรวมพลังเพื่อประโยชน์ของวงการศึกษาไทย
ปัญหาการศึกษาไทยในปัจจุบันมีหลายมิติ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส การขาดครูคุณภาพ และหลักสูตรที่ล้าสมัย การที่ปารมีเข้าร่วมคณะทำงานนี้ คาดว่าจะช่วยเร่งรัดนโยบายสำคัญ เช่น การเพิ่มงบประมาณการศึกษา การพัฒนาทักษะดิจิทัลให้เด็ก และการลดภาระครู
- จุดเด่นของปารมี: ประสบการณ์อภิปรายสภาเก่ง เน้นสิทธิเด็กและเยาวชน
- จุดแข็งของอัครนันท์: ตำแหน่งรมช.ศึกษาฯ มีอำนาจผลักดันนโยบายจริง
- ประโยชน์ที่คาดหวัง: การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาแบบ跨พรรค
- ข้อกังวล: กระแสวิจารณ์เรื่องย้ายขั้วการเมือง
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนเทรนด์ใหม่ในวงการการเมืองไทย ที่นักการเมืองรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับประเด็นนโยบายมากกว่าความยึดติดพรรคการเมือง แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฐานแฟนคลับเดิม แต่หลายคนก็ชื่นชมที่เลือกทางที่ตรงกับอุดมการณ์
ในมุมมองของผู้เขียน การย้ายครั้งนี้เป็นสัญญาณดีต่อการศึกษาไทย เพราะนำคนเก่งมารวมตัวกัน แทนที่จะแย่งชิงอำนาจ ลองนึกภาพถ้าการเมืองไทยมีแบบนี้มากขึ้น ปัญหาเรื้อรังอย่างการศึกษาก็อาจได้รับการแก้ไขได้เร็วขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ
ที่มา – เด็กค่ายส้มตีจากอีกคน ซบร่วมงาน รมช.ศึกษาฯ พรรคเพื่อไทย อ้างรู้จักส่วนตัว


